Business, Management, Skill, Experiences--แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน ประสบการณ์ บริหาร และอื่น ๆ
Group Blog
 
All blogs
 

ศิลปะการเป็นผู้ตามอย่างมีประสิทธิผล ... Good to know!

ศิลปะการเป็นผู้ตามอย่างมีประสิทธิผล


ศิลปะการเป็นผู้ตามอย่างมีประสิทธิผล


รายงานโดย :เกรียงศักดิ์ นิรัติพัฒนะศัย: วันจันทร์ที่ 7 กันยายน พ.ศ. 2552


“คุณเกรียงศักดิ์ เราพูดกันเรื่องภาวะผู้นำมามาก แต่ว่าภาวะผู้ตามที่ดีคืออะไรครับ ผมจะได้นำไปให้ทีมงานได้เรียนรู้” คุณพิสิฐถามผม

“จากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัสผู้บริหารระดับสูงในบริษัทข้ามชาติ ส่วนใหญ่เขาฝันที่จะได้ผู้ตามที่มีคุณลักษณะดังนี้ครับ แต่ว่าแต่ละคนอาจจะต้องการให้ลูกน้องของตนนั้นมีความเข้มข้นในแต่ละข้อที่ไม่เท่าเทียมกันนะครับ ขึ้นอยู่กับสไตล์ของแต่ละผู้นำ

1. ยอมรับนายอย่างที่เป็น อย่าคิดไปเปลี่ยนนาย หาทางเสริมในสิ่งที่นายขาด ผู้ตามส่วนใหญ่มักมองจุดอ่อนนายโดยเฉพาะหากเป็นจุดแข็งของตน เช่น ตนเองเป็นคนแคร์ความรู้สึกคนแต่นายไม่เป็น ก็มักมองว่านายมีจุดอ่อน แทนที่จะคิดอย่างนั้น ควรจะใช้จุดแข็งตนเสริมจุดอ่อนนายต่างหาก

2. อ่านเกมนายให้ออก จะทำได้ก็ต้องเข้าใจวิสัยทัศน์ เป้าหมายงาน เป้าหมายอาชีพ เป้าหมายชีวิต ที่สำคัญคือเข้าใจลำดับความสำคัญของเขา แล้ววางแผนงานของตนให้สอดคล้องกับเป้าหมายและวิสัยทัศน์ของนาย

3. ปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร จะตรงมากกับคนที่เริ่มงานใหม่ หรือกับคนที่องค์กรเพิ่งจะควบรวมกับองค์กรอื่น หรือองค์กรที่มีการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรหรือค่านิยมขององค์กร หรืออาจจะใช้ได้ด้วยกับคนเก่าที่ยังไม่ได้โปรโมตซักทีเพราะไม่เข้าใจวัฒนธรรมองค์กรว่าคาดหวังอะไรจากผู้บริหาร

4. ระบุปัญหาในงานที่อาจจะเกิด วางแผนป้องกัน และแผนสำรอง วิธีนี้ปัญหาในงานของตนในอนาคตจะมีน้อยลง นายจำนวนมากเสียเวลาไปกับการแก้ปัญหาให้ลูกน้องที่ไม่ระบุปัญหาล่วงหน้า แทนที่นายจะใช้เวลาไปกับงานที่เขาคิดว่าสำคัญและจำเป็นเพื่อบรรลุวิสัยทัศน์ของเขาได้เร็วขึ้น

5. ทำงานให้เกินความคาดหวัง ซึ่งต้องเข้าใจวิสัยทัศน์และลำดับความสำคัญของนายให้ถ่องแท้ มีบางคนที่ขยันมากแต่กลับไม่เข้าตานาย อาจจะเป็นได้ว่าเพราะกำลังทุ่มเทในสิ่งที่มีคุณค่าหรือมีลำดับความสำคัญน้อยในสายตาของนายหรือเปล่า

6. รักษาสัญญา เมื่อคนสามารถทำงานได้ตามสัญญา หรือมากเกินที่รับปากไว้ แน่นอนว่าความไว้เนื้อเชื่อใจก็จะมีพอกพูนตามมา ยิ่งทำได้ตามสัญญานายยิ่งไว้วางใจ ในทางกลับกัน หากทำไม่ได้ นายก็จะเริ่มไม่มั่นใจ หากทำไม่ได้มากขึ้น ก็จะมีการตรวจสอบมากขึ้นเรื่อยๆ

7. สื่อสารและสามารถถ่ายทอดความคิดออกมาได้อย่างดีเยี่ยม นายเราต้องรับข้อมูลและข่าวสารมากมายในแต่ละวัน เขาไม่สามารถจำอะไรได้ทั้งหมด สิ่งที่เขาจะจดจำได้ก็คือสิ่งที่เขาสนใจหรือสิ่งที่นำเสนอให้เขาสนใจ หากว่าพูดจาสื่อสารไม่เก่ง รายงานอะไรไปนายก็ลืมหมด หรือพูดทีต้องใช้เวลามากนายอาจไม่มีเวลาให้ คุณอาจจะเจอนายที่ลิฟต์ก่อนขึ้นไปสำนักงาน คุณสามารถสื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพภายในเวลาหนึ่งนาทีได้หรือไม่

8. เขียนได้ดีมีประสิทธิภาพ เขียนได้ตรงประเด็น กระชับและชัดเจน จะต้องมีความชัดเจนก่อนลงมือเขียนว่าสิ่งที่คาดหวังให้ผู้อ่านได้รับเมื่ออ่านจบคืออะไร ต้องการให้เขาเข้าใจเนื้อหาเพียงอย่างเดียว หรือต้องการให้เขาลงมือทำอะไรบางอย่าง มีภาพที่ชัดเจนในใจเราก่อนที่จะลงมือเขียน

9. กล้าที่จะให้ข้อมูลย้อนกลับทั้งด้านดีและด้านร้าย คนส่วนใหญ่คิดว่านายคงต้องการได้ยินแต่สิ่งดีๆ ความเชื่อแบบนั้นอาจจะโบราณไปแล้ว ผู้บริหารมืออาชีพเขารู้ดีว่าเหรียญมีสองด้านเสมอ ไม่มีทางที่จะมีเพียงด้านดีด้านเดียว ในทางกลับกันเขาอาจจะระแวงหากมีลูกน้องที่พยายามรายงานแต่ข่าวดี หรือพยายามประจบประแจง บอกสิ่งที่ดีเกี่ยวกับเขา อาจจะคิดไปว่าลูกน้องพยายามที่จะคิดไม่ดีอะไรบางอย่างหรือไม่จึงไม่ยอมให้ข้อมูลด้านลบเลย

10. ทำงานเป็นทีมเป็น ทำงานเป็นทีมหมายความว่าเขาสามารถทำงานกับคนได้ทุกแบบ คนส่วนใหญ่มักจะทำงานกับคนที่พูดง่ายได้ แต่จะทำงานกับคนที่เจ้าปัญหาไม่ได้ จึงมักมาขอแรงนายเสมอ หรือไม่ก็ไม่กล้าไปคุยกับคนที่อาวุโสกว่าต้องให้นายออกหน้า

คุณพิสิฐ อย่างไรก็ตามไม่มีใครทำได้ครบทุกข้อหรอกครับ แต่ว่าอย่างน้อยให้เข้าใจว่านี่คือสิ่งที่นายปรารถนาให้ลูกน้องของตนเป็น”



ที่มา: //www.posttoday.com/lifestyle.php?id=65501




 

Create Date : 07 กันยายน 2552    
Last Update : 7 กันยายน 2552 17:57:59 น.
Counter : 723 Pageviews.  

อย่าพยายามเปลี่ยนคนอื่นให้เหมือนเรา ... <<< ให้แง่คิดที่ดีครับ )))

อย่าพยายามเปลี่ยนคนอื่นให้เหมือนเรา


((( อืมมม ....... ใช่เลย )))

-------------------*-----------------


รายงานโดย :เกรียงศักดิ์ นิรัติพัฒนะศัย: วันจันทร์ที่ 27 กรกฎาคม พ.ศ. 2552

ผมพบไพโรจน์เพื่อนเก่า “เดี๋ยวนี้นายทำอะไรนะ เห็นออกทีวีหลายครั้ง”

ผมเล่าเรื่องการโค้ชผู้บริหารเป็นรายบุคคลให้เขาฟัง

“ส่วนใหญ่ผู้บริหารเขาให้นายโค้ชเรื่องอะไร”

“เรื่องการทำให้ทีมงานเก่งขึ้น การจัดการความเครียด และการฟัง”

“ดีเลย เรามีเรื่องเครียดจะปรึกษานายพอดี เราไปทำงานเก็บเงินที่อเมริกาหลายปี กลับมาก็เลยเกษียณได้เร็วหน่อย เราน่าจะมีความสุขดีนะ

แต่ว่าเรามีลูกสาวอายุ 19 แล้ว เรียนเก่งมากเลย เอนทรานซ์ติด 4 แห่ง รวมทั้งมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงด้านวิศวกรรมในจีนด้วย แต่ว่าในที่สุดเธอตัดสินใจเรียนวิศวะในไทย

ลูกสาวผมเป็นเด็กในฝันเกือบทุกด้าน ยกเว้นตอนเช้า ผมต้องไปส่งเธอที่มหาวิทยาลัย ปกติผมต้องใช้เวลาในการขับ 40 นาที แบบสบายๆ แต่ว่าเธอทำไม่ได้ ส่วนใหญ่เพราะตื่นสายหรือไม่ก็เอ้อระเหย โดยเฉลี่ยอาทิตย์ละ 3 วัน ที่ผมต้องเครียดเพราะเธอเหลือเวลาให้ผมขับไปเพียง 30-35 นาที ผมจะทำไงดี”

“ไพโรจน์ อะไรทำให้คุณเครียด”

“ลูกสาวผมไง”

“แน่ใจหรือ”

“เอ้อ...อาจจะเป็นตัวผมเองมั้ง”

“ไพโรจน์ นายรู้สึกอย่างไรเวลาลูกสาวช้า”

“โกรธหรือไม่ก็หงุดหงิด แต่เราเก็บไว้ในใจนะ แต่ว่าใจนี่สั่นเลย ความดันขึ้นปรี๊ด หน้าแดงจัดเลยละ”

“นายว่านายมีทางเลือกที่จะไม่โกรธหรือหงุดหงิดไหมล่ะ”

“ฉันมีทางเลือกหรือ”

“เราจะเล่าเรื่องหนึ่งให้นายฟัง จากหนังสือ มนุษย์ ความหมาย และค่ายกักกัน ของ วิกเตอร์ อี แฟรงเกิ้ล แปลโดย อรทัย เทพวิจิตร ผู้เขียนเป็นนักจิตวิทยาชาวยิวที่ถูกนาซีจับไปอยู่ในค่ายกักกันเป็นเวลานาน เขาเขียนว่า

ผู้เขียนเริ่มชิงชังสภาพทุกสิ่งทุกอย่าง ที่บีบบังคับให้ผู้เขียนต้องตกอยู่ในสภาพจำยอมทุกวัน ทุกชั่วโมง ผู้เขียนจะคิดถึงแต่เรื่องไร้สาระหยุมหยิมทำนองนี้เสมอ จนกระทั่งต้องฝืนเบนความคิดไปสนใจเรื่องอื่นบ้าง

ทันใดนั้น ผู้เขียนก็เห็นตนเองยืนอยู่บนยกพื้นในห้องบรรยายที่มีแสงสว่างพอดี อากาศอบอุ่น และสภาพภายในห้องน่าพอใจ ตรงหน้าจะมีคนฟังคนหนึ่งนั่งบนเก้าอี้บุลายยกดอกชวนสบาย ท่าทางตั้งอกตั้งใจฟังขณะผู้เขียนกำลังบรรยายจิตวิทยาของชีวิตในค่ายกักกัน

พอคิดดังนี้ ทุกสิ่งทุกอย่างที่บีบคั้นกดดันในเวลานั้น ก็กลายเป็นเหตุการณ์ที่เรามองโดยปราศจากความรู้สึกส่วนตัวเข้าไปเกี่ยวข้อง ได้รับการพิจารณาและอรรถาธิบายเชิงวิชาการ และวิธีนี้ทำให้ผู้เขียนสามารถพาตนเองอยู่เหนือเหตุการณ์ เหนือความทรมานที่ได้รับในขณะนั้นได้เป็นผลสำเร็จ


และผู้เขียนก็สังเกตเหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นราวกับมันกลายเป็นเรื่องราวในอดีตไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งตัวผู้เขียนและความยากลำบากที่เผชิญอยู่ กลายเป็นประเด็นการศึกษาทางจิตวิทยาที่น่าสนใจ ซึ่งผู้ศึกษาก็คือตัวผู้เขียนเอง

ด้วยการรู้สภาวะจิตของตนเอง และจินตนาการอีกหน่อย ผู้เขียนก็สามารถเลือกมองสถานการณ์ให้เป็นบวกได้”

“ไม่ง่ายเลยนะ”

“ไพโรจน์ เวลานายเครียด ร่างกายจะผลิตสารเคมีสองตัวคือ คอร์ติโซน และอะดรีนาลิน ซึ่งทำหน้าที่ทำให้เรามีพลังในการสู้หรือหนี เป็นกลไกการเอาตัวรอดตั้งแต่เราเป็นมนุษย์หินในอดีต หากเราไม่ได้ใช้พละกำลังเมื่อเกิดสารเคมีนี้ขึ้น มันจะเริ่มส่งผลเสียทำร้ายร่างกายเราเอง จนเป็นสาเหตุของโรคและผลข้างเคียงที่มีโทษต่อตัวเราเอง หากเราเครียดบ่อยๆ และไม่ได้ออกกำลังกาย ในที่สุดก็ต้องไปหาหมอ”

“ผมมีทางเลือกว่าจะทำร้ายตนเอง หรือจะมองบวกดีใช่ไหมครับ”

“ใช่แล้ว นายคิดว่าจะมองสถานการณ์ของลูกสาวนายให้เป็นบวกได้อย่างไรบ้างล่ะ”

“เราก็อาจจะคิดว่าที่จริงลูกเราก็ไปโรงเรียนทันเสมอ นอกจากนี้ เรายังโชคดีที่ลูกสาวเราก็กลับมานอนบ้านได้ทุกคืน ไม่หนีเที่ยวหรือเตร็ดเตร่เถลไถล นอกจากนี้ เรายังได้ฝึกขับแบบสร้างสรรค์โดยใช้เวลาให้น้อยลงด้วย

แต่ว่าเราอยากให้ลูกเรารับผิดชอบมากกว่านี้ ตรงเวลา และมีวินัยสูง เพราะว่ามันทำให้ชีวิตเราประสบความสำเร็จมาได้”

“คนเราไม่เหมือนกันนะไพโรจน์ เราเห็นคนดีและเก่งที่มาสายบ้าง รับผิดชอบน้อยบ้างในบางเรื่อง หรือไม่มีวินัยแข็งขันแบบนายก็มีถมไป เราแต่ละคนประสบความสำเร็จด้วยวิถีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน อย่าพยายามเปลี่ยนลูกนายให้เป็นแบบนายเลย”


ที่มา: //www.posttoday.com/lifestyle.php?id=58974





 

Create Date : 28 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 28 กรกฎาคม 2552 17:58:11 น.
Counter : 573 Pageviews.  

คนไร้เสน่ห์ ... ((( อย่าทำแบบนั้นนะ )))

คนไร้เสน่ห์ !!



คนไร้เสน่ห์

มีคนหลายๆ คนที่เป็นคนดี สวย หล่อ รวย และเก่ง แต่เป็นคนไร้เสน่ห์ หาคนชอบพอคบหาเป็นแฟนหรือเป็นคู่ครองระยะยาวได้ยาก ลองรวบรวมลักษณะของคนที่ไร้เสน่ห์ ที่ทำให้คนไม่อยากอยู่ใกล้ไว้ดังนี้

1.พูดเสียงดังและห้วน แบบมั่นใจมากๆ

เขาอาจจะคิดว่าเป็นลักษณะของคนมั่นใจตัวเองสูง แต่คนได้ยินจะรู้สึกเหมือนถูก ข่มขู่ ตัดบท ผลักใส และเผด็จการ

2. มีวิธีการพูดที่เป็นพิษ เช่น ชอบพูดแทรก พูดตัดบทไม่เกรงใจ

เป็นลักษณะของคนใจแคบ เผด็จการทางความคิด เอาตัวเองเป็นใหญ่

3. ทำเฉยเมยเวลาพูด เฉยเพราะเบื่อหน่ายชีวิต รำคาญ หรือเพราะหยิ่ง ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเวลาไปกินอาหารตามร้านที่ขายดีๆ พนักงานจะแสดงท่าทางเฉยเมยกับลูกค้า ใครสั่งอะไรก็ไม่สนใจ ไม่รับคำสั่ง บางคนยังทำท่าทางเข้มๆ แข็งๆ กระแทกกระทั้น เวลาส่งของให้

เคยมีลูกค้าบางคนเหลืออด สุดทนทาน ระเบิดอารมณ์ใส่สาวเสริฟว่า "อี...มึงจะขายหรือไม่ขายวะ ทำหยิ่งยะโส เดี๋ยวโดนดี" ได้ผลครับ..ทุกคนตะลึงสาวเสริฟมาดเข้มหน้าซีด รีบแก้ตัวแล้วเดินหนีไป กว่าจะออมชอมกันได้เกิดวางมวยกลางร้านอาหาร

4. แต่งตัวไม่เป็น อย่างที่ชาวบ้านเขาเรียกกันว่า "เชย" ทำให้คนที่ไปด้วยไม่เกิดความรู้สึกภูมิใจ รู้สึกเสียหน้าหรืออาย

5. ไม่มีจริต พบในผู้หญิงดีๆ หลายๆ คนที่มีลักษณะเรียบๆ ตรงๆ (บางคนบอกว่าเข้าข่ายทึ่มๆ) ควรมีจริตพองาม ให้แลดูเป็นธรรมชาติ และควรมีมารยาทในการเข้าสังคมในวาระต่างๆ ด้วย

6. มีนิสัยเอาแต่ได้ ชอบเป็นฝ่ายรับ ไม่เคยคิดจะให้อะไรใคร เอาแต่ได้ฝ่ายเดียว

7.ห่วงและกังวลในเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มากไป ทำให้คนที่อยู่ใกล้รำคาญและหมดอารมณ์สุนทรีย์ไปด้วย

8. ชอบทำความดีจนเบียดเบียนตัวเองและคนใกล้ตัว เช่น ชอบช่วยคนอื่นจนทำให้ตัวเองและคนใกล้ตัวลำบาก ห่วงใยคนอื่นจนลืมห่วงใยคนรักหรือคนใกล้ตัว คนใกล้ตัวจะน้อยใจและคิดว่าไม่สนใจเขา

9. ฉลาดแบบเอาเปรียบเพื่อนมนุษย์

10. สนใจเรื่องเซ็กส์มากเกินไป ก็ทำให้คนอื่นรู้สึกรำคาญหรือรังเกียจ

11. แสดงความเป็นผู้ใหญ่มากเกินไป ทำให้ขาดอารมณ์ขัน ทุกอย่างเอาจริงเอาจังไปหมด

คนที่ไร้เสน่ห์นี้ไม่ใช่คนทำผิดหรอก เป็นแต่เขาไม่ได้ทำอะไรให้ถูกใจเพื่อนมนุษย์เพื่อยึดความสัมพันธ์ดีๆ ออกไป

ในอนาคตจะมีคนไร้เสน่ห์มากขึ้น

ถ้าแต่งงานกันไปแล้ว ปรากฏว่าคู่สมรสเป็นคนไร้เสน่ห์ ก็เป็นสาเหตุให้อย่าร้างกันได้ในหลายๆคู่

เรื่องของเสน่ห์ จึงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับความรักและชีวิตคู่




ที่มา: FWD Email




 

Create Date : 24 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 24 กรกฎาคม 2552 17:59:46 น.
Counter : 302 Pageviews.  

วิธีสร้างตนเป็นคนสำคัญ

* * * * * 6 วิธีสร้างตนเป็นคนสำคัญ * * * * *


6 วิธีสร้างตนเป็นคนสำคัญ
กลยุทธ์ต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ช่วยให้ได้รับความร่วมมือจากผู้ร่วมงาน และทำให้เจ้านายจำคุณได้

1. เสนอความคิดที่เป็นประโยชน์
การแนะนำความคิดถึงความคิดสร้างสรรค์และความสามารถต่อผู้ร่วมงานและเจ้านายของคุณ

2. เป็นผู้อยู่เหนือความสำเร็จ
ใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถแสดงให้ใคร ๆ เห็นว่าคุณเป็นมืออาชีพ นั่นจะทำให้คุณ
ได้รับการสนับสนุนในเวลาต่อมา ใช้เวลาอีกสักนิด หาวิธีสร้างผลงานได้เกินเป้าหมาย

3. เรียนรู้จากความผิดพลาด
การปฏิเสธความผิดถือว่าใช้ไม่ได้และไม่ใช่มืออาชีพ จงแสดงความรับผิดชอบต่อความผิดพลาดที่
เกิดขึ้นด้วยคำว่า "เสียใจ" หรือ "ขอโทษ" จะทำให้คุณได้รับความชื่นชม แล้วหาวิธีไม่ให้เกิด
ความผิดพลาดซ้ำอีก

4. เป็นนักแก้ปัญหา
อย่ารีรอที่จะบอกเจ้านายหากคุณมองเห็นวิธีปรับปรุงระบบงานให้ดีขึ้น เพราะนั่นแสดงให้เห็นว่า
คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญ และเป็นนักแก้ปัญหา พยายามคิดอยู่เสมอว่า จะมีวิธีใดที่ช่วยให้ผู้ร่วมงาน
ทำงานได้สะดวกขึ้น แล้วรางวัลก็จะเป็นของคุณในท้ายที่สุด

5. ประเมินผล
ขอให้เจ้านายประเมินผลการทำงานของคุณทุกหกเดือน นั่นแสดงให้เห็นว่า คุณมีการเตรียม
พร้อมต่อหน้าที่อยู่เสมอ ลองหาว่าเจ้านายมองเห็นจุดอ่อนใด ๆ ของคุณแล้วพยายามทำให้ได้ตาม
ที่เขาหรือเธอต้องการ หากเจ้านายไม่มีเวลาให้คุณในเรื่องนี้ ลองถามว่า อะไรคือ จุดแข็งของคุณ
และอะไรคือสิ่งที่เจ้านายต้องการให้คุณปรับปรุงแก้ไข เมื่อทราบแล้วก็ตั้งเป้าการทำงานองคุณขึ้น
เอง

6. มองภาพรวม
สนับสนุนความสำเร็จในอนาคตขององค์กร เช่น คิดหาช่องทางใหม่ ๆ ทางการตลาด รวบรวมแหล่ง
เงินทุนใหญ่ ๆ หรือระดมสมองให้องค์กรเป็นที่รู้จักแก่สาธารณชนมากขึ้น พนักงานไม่ใช่มีคุณค่า
เพียงแค่การปฏิบัติงานตามหน้าที่เท่านั้น แต่เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ สิ่งที่พวกเขาทำให้เกิดกับองค์กร
เพื่อความเติบโตและเจริญก้าวหน้า คุณต้องให้ความสำคัญกับผู้บริหารอื่น ๆ ด้วย ไม่ใช่แต่เฉพาะ
เจ้านายของคุณคนเดียว


สัปดาห์หน้า มาติดตามกันต่อนะคะว่า..." สื่อความอย่างไรให้ได้ดังใจ "




ที่มา : นิตยสารกุลสตรี




 

Create Date : 17 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 17 กรกฎาคม 2552 10:53:15 น.
Counter : 275 Pageviews.  

กล่องความสุขของ หนูดี วนิษา

กล่องความสุขของ หนูดี วนิษา

((( เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ... ในยามที่มีความทุข์ ลองอ่านดูนะครับ )))


-------------------------------------*--------------------------------------


โดย : กรุงเทพธุรกิจออนไลน์


เคล็ดลับเผชิญทุกข์ของ หนูดี วนิษ เรซ ข้อแรก ร้องไห้ ข้อสอง หาแม่ ข้อสาม ตั้งสติแล้วทำใจ ที่สำคัญต้องไม่กลัว

ตอนนี้ หนูดี-วนิษา เรซ กำลังออกไปเปิดโลกทัศน์ใหม่ นั่งเรียนวิชาแฟชั่นที่ Marangoni ในปารีส อีก 1 เดือนถึงจะกลับเมืองไทย... เป็นกฎอย่างหนึ่งของเจ้าตัวว่า ในแต่ละปีต้องหาเวลาเรียนรู้อะไรใหม่ๆ เมื่อต้นปีหนูดีเพิ่งไปเข้าอบรมหลักสูตรเพาะเห็ดอยู่ 5 วันที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เพราะเคยฝันไว้ว่าอยากเป็นเจ้าของฟาร์มเห็ด ตอนนี้หลังจากทำงานจนพีคสุด เสร็จสิ้นภารกิจวางแผงและเปิดตัวหนังสือเล่มใหม่ลำดับล่าสุด "อัจฉริยะสร้างสุข" เธอเลยให้รางวัลตัวเองรอบใหม่ พักสมองไปเรียนรู้เรื่องแฟชั่นและการแต่งตัว เพราะรู้ตัวดีว่ายังเลือกเสื้อผ้าไม่ค่อยเก่ง

เมื่อเดือนมิถุนายน "อัจฉริยะสร้างสุข" ถูกพิมพ์ซ้ำเป็นครั้งที่ 2 อีก 50,000 เล่ม หลังจากยอดพิมพ์ครั้งที่ 1 จำนวน 100,000 เล่ม ทั้งๆ ที่เพิ่งจะวางแผงไปได้เพียงแค่สัปดาห์เดียว และขึ้นแท่นติดอันดับหนังสือขายดีอันดับท็อปของร้านซีเอ็ดบุ๊คเซ็นเตอร์...ดูเหมือนว่าแฟชั่น "หิวความสุข" กลายเป็นกระแสที่เกิดขึ้นในทุกมุมโลก

"หนังสือเล่มนี้อยู่ในใจหนูดีมานาน เพราะว่า คนเราต่อให้เก่งแค่ไหน แต่ถ้าไม่มีความสุข ก็คงไม่มีประโยชน์อะไรที่จะเก่ง"

หนังสือเล่มนี้อยู่ในหัวมานาน 3 ปีแล้ว ตั้งแต่สมัยยังสะพายเป้ไปเข้าห้องเรียนวิชา "วิทยาศาสตร์แห่งความสุข" ที่มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด สหรัฐอเมริกา เธอตั้งใจว่าอยากนำความรู้ที่ค้นพบจากงานวิจัยเกี่ยวกับความสุขและสมองมาเล่าสู่กันฟัง ทำอย่างไรคนธรรมดาๆ ที่ต้องใช้ชีวิตธรรมดาๆ ถึงจะมีความสุขขึ้นได้บ้าง คิดอย่างไรจึงจะทำให้สมองสร้างความสุขได้ดีกว่าเดิม เราจะฝึกสมองของเราอย่างไรดี ฯลฯ

เธอหวังว่า อย่างน้อยที่สุดคนที่อ่านหนังสือเล่มนี้จบ น่าจะกลัวความทุกข์น้อยลง หันมาปรับขนาดกล่องความสุข พอใจในสิ่งธรรมดาที่สุดว่าเป็นสิ่งที่มีคุณค่าและพิเศษที่สุดในชีวิตแล้ว เพียงเท่าที่เรามีอยู่ในชีวิต นั่นก็เพียงพอที่จะสร้างความสุข

"จากจุดเริ่มต้นของเม็ดทรายที่หลุดเข้ามาในเปลือกหอยมุก เคยเป็นสิ่งแปลกปลอมที่น่ารำคาญ หอยมุกจึงสร้างเคลือบมันวาวออกมาห่อหุ้มเม็ดทรายจนในที่สุดกลายเป็นไข่มุกเม็ดงาม ถ้าเราเรียนรู้และค้นพบ เปลี่ยนความอึดอัดในชีวิตให้กลายเป็นสิ่งสวยงามได้เหมือนกับไข่มุกย่อมเป็นสิ่งที่ดี"

หนังสือเล่มนี้เล่าถึงคู่มือดูแลสมองให้ฉลาดและความสุข แต่สำหรับความทุกข์แล้ว หนูดีมีวิธีจัดการความทุกข์ของตัวเองอย่างไร

เธอหัวเราะอารมณ์ดี บอกว่า เวลาทุกข์ใจอย่างแรกเลยคือ ร้องไห้ไว้ก่อน


"สิ่งหนึ่งที่เป็นความโชคดี คือหนูดีได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติธรรม สายที่ฝึกเป็นสายที่พยายามไม่ยึดติดสุข ขณะเดียวกันก็ไม่กลัวทุกข์ เป็นการฝึกปล่อยวาง แต่แน่นอนว่าเรายังไม่ได้บรรลุขนาดนั้น ถ้ามีความทุกข์อันดับแรกเลยคือร้องไห้ก่อน

"อันดับที่สองคุยกับแม่ อันดับต่อมาคือตั้งสติแล้วก็ทำใจ (หัวเราะ) จริงๆ แล้ว ชีวิตหนูดีเคยเจออะไรที่เรียกว่าเป็นความทุกข์มาเยอะมากนะคะ แต่ถ้ามองย้อนชีวิตในวัยที่เปลี่ยนไป มุมมองก็เปลี่ยนไป เลยกลัวความทุกข์น้อยลง เอาแค่ไม่กลัวความทุกข์ หนูดีว่าชีวิตก็มีความสุขแล้วนะ" เธอพูดพร้อมกับรอยยิ้มสดใสเช่นเคย



ที่มา: //www.bangkokbiznews.com/home/detail/life-style/society/20090710/58602/กล่องความสุขของ-หนูดี-วนิษา.html





 

Create Date : 10 กรกฎาคม 2552    
Last Update : 10 กรกฎาคม 2552 12:59:57 น.
Counter : 605 Pageviews.  

1  2  

byonya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 18 คน [?]




I am not a perfect, but simple!

 
 
Custom Search



 
 

Website น่าสนใจ  
 
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

เว็บการศึกษา Eduzones.com

Business Web Directory .biz - Business Directory
 


Word of the Day

This Day in History

Quote of the Day

Hangman




Friends' blogs
[Add byonya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.