|
ปีใหม่ วันธรรมดาสำหรับบีม...
บีมตื่นมาเพราะเสียงพลุ บีมน่าจะมาตื่นเอานาทีที่ประมาณ 15 หลังเที่ยงคืน เขาจุดกันตั้งแต่เที่ยงคืน ตอนนี้เสียงสงบไปแล้ว และก็ปล่อยโคมลอยกัน ใช่ค่ะ บีมไม่ได้รอ countdown และไม่ได้สวดมนต์ข้ามปี สิ่งเดียวที่ทำเป็นพิเศษ คือ กินกุ้งย่างกับปลาย่างอร่อย ๆ จำนวนมากที่แบ่งมาจากงานเลี้ยงง่าย ๆ ที่จัดที่บ้านนี่แหละ หุหุ ขอบอกว่าหลายวันมานี้กินจุอย่างแรง น้ำหนัก 44 ละ เด้งกลับขึ้นมา โดยที่ไม่มีสิวขึ้นแต่อย่างใด ระบบภายในคงจะดีขึ้นเป็นลำดับ ปีใหม่นี้เป็นปีที่จิตของบีมวิวัฒน์ขึ้นอีกขึ้น ใครแวะมาอ่านบทความที่นี่อาจคิดว่าบีมขวางโลก คือ มันอาจจะผสมด้วยความรู้สึกที่ว่าไม่ชอบเสียงพลุยามค่ำคืนหรือยามใดก็ตามเพราะมันจะทำให้คุณบี๋ (ลูก) ของบีมตื่น และลูกบีมเขาเป็นเด็กนอนยาก แต่ถ้านอนก็หลับได้ยาวนานดี แต่ถ้าตื่นมาล่ะแม่เอ้ย...กว่าจะหลับได้ต้องหมดแรงกันอีกยก คือ ตั้งแต่มีีลูกบีมจะเป็นพวกรำคาญเสียงพลุกับเพลงดัง ๆ ไม่ว่าเทศกาลไหน ๆ เลยทีเดียว สำหรับบีมแล้ว ปีใหม่ วันใหม่ ตามปฏิทิน เป็นเพียง Timeline สมมติ ว่าเราจะบริหารจัดการชีวิตของเรากับสิ่งอื่น ๆ บนโลกนี้อย่างไร แต่จริง ๆ แล้วชีวิตมันไม่ได้เป็นเส้นตรงไปข้างหน้าแบบปฏิทิน มันเป็นแบบขึ้น ๆ ลง ๆ คือ เป็นมิติแนวดิ่ง ถ้าเราทำดี ชีวิตก็จะขึ้นสูง ถ้าเราทำไม่ดี ชีวิตก็ลงต่ำ ทุกอย่างอยู่ที่การกระทำ ทุกอย่างประกอบด้วยเหตุและผล ไม่มีคำว่า พรุ่งนี้ เมื่อวาน มีแต่วันนี้กับประสบการณ์ที่ผ่านมา จริง ๆ แล้วไม่ใช่วันนี้ด้วย ชีวิตคือ ทุก ๆ วินาทีที่ยังหายใจ และทุก ๆ วินาทีที่ยังหายใจ ก็คือ การเริ่มต้นใหม่ได้เสมอ ถ้าเราผิดศีล พอรู้ตัว และเราตั้งสมาทานใหม่ รักษาใหม่ แค่ในวินาทีเดียว ก็คือ ผลกรรมอันใหม่ละ คือ สิ่งที่บีมรับรู้ ณ ตอนนี้คือ ไม่เห็นจำเป็นว่าจะต้องเป็นปีใหม่ เราก็เริ่มชีวิตใหม่ ๆ ได้ทุกวินาทีอยู่แล้ว ทำไมจะต้องรอเวลา... แ้ล้วก็มานั่งเสียใจที่ยังไม่ได้ทำ แปลกนะที่คนเราชอบปฏิเสธความตายของตัวเอง คือ ไม่คิดว่าตัวเองจะตายวินาทีข้างหน้าได้เสมอ... แค่หายใจออก ไม่หายใจเข้าก็ตายแล้ว...ชีวิตอยู่แค่ปลายจมูก บีมอาจขวางโลกตรงนี้แหละ มาเขียนอะไรตาย ๆ ในวันใหม่ แต่บีมว่า ก็เพราะได้นึกถึงความตายนี่แหละ ความสร้างสรรค์และพลังที่จะทำให้วันเวลาที่เหลืออยู่นั้นก่อเกิด หลายคนที่พลิกชีวิตจากหลังเท้าเป็นหน้ามือก็เพราะมีประสบการณ์เคยตายไปชั่วขณะ หรือ เฉียดตาย... แม้แต่ Steve Jobs เอง ยังเจริญมรณานุสติตั้งแต่เล็ก คือ เขาถามตัวเองเสมอว่า ถ้าวันนี้ต้องตาย หรือเป็นวันสุดท้ายของเขา เขาจะยังอยากทำสิ่งที่ทำอยู่ตอนนี้หรือไม่ ถ้าคำตอบคือ "ไม่" เมื่อครบสัปดาห์ เขาจะหันไปทำอย่างอื่นทันที บีมว่าการนึกถึงความตายบ่อย ๆ นี้ดีนะ ตอนแรก ๆ บีมก็กลัวคำนี้มาก แต่บีมอ่านงานของพระไพศาล วิสาโล กับของคุณอีกคน บีมจำไม่ได้ว่าเธอชื่ออะไร แต่เป็นงานเขียนที่ทำให้บีมตระหนักถึงความดีของความตาย แต่ว่าถ้าถามนะ เวลาได้ยินคำนี้ มันก็กลัวอยู่นะ ยังรู้สึกว่าใจยังกลัวคำนี้อยู่เหมือนกัน แต่น้อยลง กล้าคิดถึงมันมากขึ้น กล้าคิดว่าเราจะมีวันนั้น และก็ซักซ้อมไว้ และเคยเขียนพินัยกรรมไปแล้ว แต่เดี๋ยวจะรีวิวใหม่ เพราะเห็นบทเรียนจากตากับยาย ท่านร่างกายทรุดเร็วจนไม่ทันได้มีเวลาสื่อสารความต้องการของท่านก่อนตายทั้งคู่ บีมว่าท่านทรมาน ติดค้าง และทำให้ต้องมาเกิดใหม่... ก็ทำเสียตั้งแต่ตอนยังดี ๆ อยู่นี่แหละ ตอนจะตายจะได้หมดห่วง เพราะช้าเร็วก็ต้องตาย แค่ไม่รู้ว่าตายตอนไหน ยังไง เีขียนพินัยกรรมเอาไว้ จะได้หายห่วง แต่ถ้าต้องไปพร้อมกันหมด ก็ไม่เป็นไร ก็ถือว่าเราทำบุญต่อกันมาเท่านี้ และอย่าลืมคิดว่า คนอื่นที่เรารักก็ต้องมีวันไป ต้องจากกัน ไม่ว่าจะจากเป็น หรือจากตาย ความทุกข์อย่างหนึ่งของคนคือ พลัดพรากจากสิ่งที่รัก แต่เราก็ต้องทำใจนั่นแหละ เพราะมันเป็นธรรมดา ถ้าเจริญสติปัญญาจนถึงขั้นไม่เห็น "ตัวกูของกู" แล้ว มันก็คงง่ายที่จะตัดใจกว่า และการนึกถึงจุดสิ้นสุดของเราและคนรอบข้าง จะทำให้เรารู้ว่าวันนี้เราควรต้องทำอะไรให้ดีที่สุดสำหรับเราและทุก ๆ คน... คุุณค่าแห่งการใช้ชีวิตจะเผยแสดงออกมาให้เราทราบเอง... และเราจะใช้ชีวิตอย่างที่เราต้องการจริง ๆ มีคุณค่าและความหมายที่แท้จริง... บีมขออนุญาตมอบเพลงนี้สำหรับวันปีใหม่ "สมมติ" ให้ทุกคนนะคะ และข้อความที่เกิดจากการสั่งสมการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณภายในของบีมเองค่ะ ก็ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง แต่อย่างน้อยก็มีหลักดี ๆ ให้ยึดค่ะ ในสังสารวัฎอันกว้างใหญ่การจะได้โคจรมาเจอกันไม่ว่าจะใครก็ตาม เป็นวินาทีมหัศจรรย์ เพราะนั่นอาจเป็นครั้งเีดียวและครั้งสุดท้ายที่เราได้เจอกัน เพื่อที่จะทำสิ่งดี ๆ ต่อกัน ไม่ว่าเราจะรักเขา เกลียดเขาก็ตาม คือวินาทีแห่งการแก้ไขทำ่สิ่งที่ดีที่สุดต่อคนที่กำลังอยู่หน้าคุณเสมอ...เพราะนั่นอาจเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้ทำดีที่สุดต่อเขา...
Free TextEditor
|