ณ มุมหนึ่งของมาร
เขมร เสื้อแดง เสื้อเหลือง คลั่งชาติ
พันธมิตรใช่กบฏหรือผู้ก่อการร้ายจริงหรือไม่
พันธมิตรใช่กบฏหรือผู้ก่อการร้ายจริงหรือไม่คำถามนี้เป็นคำที่ผมรองไตร่ตรองใครครวญมาหลายเดือนซึ่งเมื่อลองพิจารณาดูเด่นชัด คำตอบก็คือไม่ทั้งสองเพราะหากเรามาดูในความเป็นจริง สิ่งที่คนที่จะกบฏเขามีเป้าหมายอะไรผมไม่รู้ว่านิยามกบฏของคนอื่นคืออะไร แต่ผม กบฏ นั้นหมายความว่า จุดประสงค์นั้นก็คือ การพยายามล้มล้าง รัฐบาล ที่มีอธิปไตยนั้น โดยการขู่บังคับ และผิดจากครรลอง เดิม หรือ พยายามแย่งอำนาจมาไว้กับตัว หรือยกให้ผู้อื่นนั้นหมายความว่า กบฏ ย่อมมีจุดประสงค์จะแย้งชิงรัฐบาล แล้วแทรกตัวเองเป็นรัฐบาลทันที หรือ บังคับให้เปลี่ยนเป็นระบอบตามตัวเองที่ต้องการ เช่น การใช้อาวุธบังคับแต่ในกรณีของพันธมิตรที่เรียกร้องให้ สมชายหรือสมัครลาออกหรือยุบสภาในสมัยนั้นมันไม่ได้เปลี่ยนตามครรลองใดๆ ที่มีมาเลย เพราะเมื่อ สมัคร หรือสมชาย ลาออก ยุบสภา จุดเริ่มต้น ก็มายังกระบวนการ เลือกรัฐบาลเหมือนเดิมไม่ใช่ว่า คนที่โดนไล่ออกไป แล้วพันธมิตร จะเข้ามาเป็นรัฐบาลหรือใช้อุดมการณ์การเมืองใหม่ ทันที โดยใช้ปากกระบอกมือซะเมื่อไรดังนั้นถามว่า เป็นกบฏ ใช่หรือไม่ คำตอบนั้นคือไม่ใช่แน่นอน ในกรณีของการยึดสนามบินที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ก่อการร้ายเช่นเดียวกันเราต้องมาดูความจริงอย่างหนึ่งว่าสิ่งที่พันธมิตรทำ ไม่ใช่การยึดสนามบินเพราะผมไม่เห็นพันธมิตรเอาปืนไปจี้หอบังคับการการบิน หรือไปจี้เจ้าหน้าที่สนามบินแม้แต่นิดเดี่ยวดังนั้นจะบอกว่า นั้น คือการยึดนั้นคงไม่ได้ เป็นเพียงการเคลื่อนม๊อบเข้าไปยังตัวอาคาร ซึ่งก็คงไม่สามารถพูดได้ว่านั้นคือพฤติกรรมของผู้ก่อการร้ายหากแต่ว่า สิ่งที่พันธมิตร ถึงจะบอกว่า ไม่ใช่ ผู้ก่อการร้ายหรือกบฏแต่เราต้องยอมรับความจริงว่า ผลกระทบของการยึดทำเนียบ และปิดสนามบิน โดยเฉพาะกรณีสนามบินสุวรรณภูมิ นั้นได้ส่งผลกระทบใหญ่หลวงดังนั้น หากจะพูดให้ ถูกต้อง พันธมิตร ไม่ใช่ผู้ก่อการร้าย หรือกบฏ แต่ สิ่งที่พันธมิตรทำคือการเรียกร้องประชาธิปไตยที่เกินขอบเขต จนผลกระทบต่อประเทศต่างหาก
เหลืองตอนนี้แอ๊บขาวเหรอครับ
พอดี จะโพสกระทู้ แต่กระทู้ดันให้ไปก่อน เลยขอเซฟเป็นบันทึกความจำสักหน่อบ.........................................................................................ไม่ใช่เหลืองไม่ได้ชื่นชมสนธิ ไม่ได้เห็นด้วยวิธีการมันผิดด้วยเหรอครับผมพูดอย่างนี้ มาตั้งแต่ ปี 48 ช่วงสนธิออกมาใหม่ๆแล้ว ตอนนั้นมีคำว่าเหลืองแดง ผมก็บอกอยู่แล้วว่า เกลี่ยดแม้ว สนธิก็แค่ คนที่เอากระแสที่มีอยู่มาใช้เป็นประโยชน์ได้ ก็แค่นั้นตอนนี้ ไม่ว่าจะเป็น เอเอสทีวี หรือสนธิ นำเหลือง หรือไม่ ผมเองก็ไม่สนใจหรอกครับ ผมต่อต้านไอ้คนที่มันโกงทั้งโคตะระ หนีคดี ทำไมเหรอครับถามว่าทำไม ดูเอเอสทีวี ทำไมถึงข้อมูลเดียวกัน ก็ต้องตอบว่า ก็เหลือง ต้านแม้วหรือไม่ล่ะครับ ข้อมูลย่อมตรงกันบ้าง แต่ เรื่อง บางเรื่อง ก็ใช่ว่าจะเห็นด้วยนะครับ เพียงแต่ เห็นแดงพูดไปเยอะ เลยไม่อยากพูดไป ให้ถือหางพวกแดง อย่างล่าสุด ผมเองก็ยังเห็นด้วยกับรัฐบาลมากกว่า พวกวีระ ที่ไปเขาพระวิหารเลยผมไม่รู้หรอกครับ จะขาว จะเหลือง จะเขียว จะน้ำเงิน แต่ตรู มีจุดยืนอย่างนี้มานานแล้ว ไม่ใช่พึ่งเปลี่ยนไปเปลี่ยนมานะครับ ไม่ใช่ว่า สนธิ จะเปลี่ยนมาเชลียห์ แม้ว เหมือนแต่ก่อน ผมก็เลิกนะครับไม่เหมือนพวกเสื้อแดงนะครับ ที่จู่ๆ มาชี้ ว่าคนนั้น คนนี้เป็นเผด็จการ เพื่อคนคนเดียว ทำเพื่อคนคนเดียวมาตั้งแต่ต้น เห็นพูดอะไร ก็เชื่อทุกอย่างไอ้อย่างนี้ มันก็ทาสเผด็จการ ของจริง ซะมากกว่าล่ะมั๊ง
ตีความ เรื่องเลข กับเหตุการณ์ทางการเมือง ภาคแรก
14 ตุลาคม 25169 ตุลาคม 251916 + 19 = 35เหตุการณ์ เดือน พฤษภาคม 253535 + 16 = 51เหตุการณ์ 7 ตุลาคม 255135 + 19 = 54 เหตุการณ์ ??? 2554 <--------อีก 3 ปีเกิดอะไร ???35 + 16 + 19 = 70เหตุการณ์อะไร ???
((ศิษย์โง่วิพากษ์ครู)) วัฒนธรรมกระแดะ ของครูกระแดะ
บังเอิญไปอ่านบทความ วัฒนธรรมกระแดะ สิ่งหนึ่งที่ผมขำของ คนที่ได้ชื่อว่า เป็นครูบาอาจารย์ แล้วมาเล่นงานคนชั้นกลางเสียดายจริงๆ ในฐานะเคยเป็น นักเรียนประวัติศาสตร์ คนหนึ่งที่เคยอ่านงานเขียนบางชิ้น หากว่าก็เข้าใจว่าคนคนนี้ เป็นอย่างไรอยู่แล้ว ยิ่งงานเขียนชิ้นนี้ มันยิ่งสะท้อน ความเชื่อที่สลัดไม่หลุด เรื่องชนชั้น ที่มีผลมาจากความเชื่อบางอย่างที่ยังหลงยุคอยู่ สิ่งหนึ่งที่คนที่ได้ชื่อว่าเป็นครูบาอาจารย์ แต่กลับยึดติดกับความคิดเดิม สังคมเดิมๆ ความเชื่อแบบเดิม ว่า มีแต่คนชั้นกลางที่ชอบกระแดะ เพราะ หากย้อนมาดูความเป็นจริง อาจารย์ท่านนี้ ออกจะใช้อาการเหมารวมแล้ววิพากษ์ แบบเหมา เพราะแค่ความเป็นจริง คำว่า คนชั้นกลาง ล่าง สูง จริงๆ ก็มีความแตกต่าง อย่าง คำว่าคนชั้น ล่าง ก็จะแบ่งย่อยไปอีกว่า ล่างหมู่บ้าน หรือ ล่างในเมือง สูงก็จะแบ่งเป็นพวก สูงผู้ดีเก่า สูงพ่อค้าใหม่ ยิ่งกลาง ไม่ต้องพูดถึง เพราะแท้ที่จริง ตือชนชั้น ที่มีความหลากหลายอาชีพ ไม่เหมือนชนชั้นล่าง ที่มีอาชีพ จำกัด หรือชนชั้นสูง ที่มักจะเป็นเจ้าของกิจการ หรือมีระดับอะไรบ้างสิ่งบางอย่างที่สูงกว่าชนชั้นทั่วไปเพราะแค่ แบ่งว่าชนชั้นล่างคือชาวนา นี้รู้ถึงแนวคิดเต่าล้านปี ของพวกแดงจีนโบราณ ตกยุค ที่อาศัยทฤษฏีของเหมาเจ๋อตุง ที่แบ่งแยกคน ตามระดับชาวนา ซึ่งตกทอดมาถึงพวกเขมรแดงคนชั้นสูง กลาง ล่าง ถ้าพูดกันตามตรง ทุกคน ก็ล้วนแต่ เป็นมนุษย์ โดยเฉพาะลักษณะนิสัยจริง ๆ แล้ว มันไม่ได้เกี่ยวหรอกว่า ใครจะอยู่ชนชั้นไหน แต่ ปัจจัยของสภาพ ภูมิประเทศ มักจะเป็นปัจจัยหลัก ของการกำหนด นิสัยคน อย่างไทยเรา ที่อยู่ในภูมิประเทศร้อน แต่อุดมณ์สมบูรณ์ ทำให้ขี้เกียจ สบายๆ ปัจจัยที่ก่อให้เกิด การแบ่งย่อย จึงจะเป็นชนชั้น แต่ ชนชั้นเป็นเพียงปัจจัยรองที่จะแบ่งหน้าที่ ของคนในสังคม และจำทำให้ก่อกำเนิด นิสัย และเอกลักษณ์ หากว่า ลักษณะนิสัย พื้นฐานของชนชาติ ก็ไม่ได้ต่างกันสักเท่าไร ยกเว้นแต่ว่า ประเทศจะมีความกว้างใหญ่ จนต้องขยับขยายเป็นสหพันธรัฐวัฒนธรรมกระแดะ ของชนชั้นกลางหากมองในความเป็นจริง ความกระแดะ มันเป็นเรื่องของทุกชนชั้น หากเรามองย้อนความเป็นจริงใครว่าชนชั้นล่างไร้ความกระแดะ ภาพที่ให้เห็น ในปัจจุบัน ก็คือ ชาวนา ชาวไร่ ก็ยังแสวงหามอร์เตอร์ไซต์ ตู้เย็น ทีวี มือถือ สิ่งที่ผมเห็นบ่อยๆ ในเสาร์อาทิตย์เวลา ไปเที่ยวห้าง ก็คือ ไทยบ้าน หอบลูกจูงหลานเที่ยว แสวงหาสิ่งที่คนชั้นกลาง หรือคนชั้นสูงทำเป็นปกติสิ่งที่เป็นจารีต หรือสิ่งที่เป็นอุดมคติ มันจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เราทุกคน จะต้องการและสร้างสิ่งนั้นขึ้นมา เพราะมนุษย์ทุกคน ต่างก็รู้ว่าอะไรคือสิ่งที่ดีกว่า เหมาะสมกว่า และ ก็สามารถ ทำได้ แม้จะ มีบ้างอย่าง จะทำได้ยาก สำหรับหลายๆคน แต่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่ทำไม่ได้ไม่อย่างนั้น ถ้าไม่ให้มีสิ่งที่เรียกว่าจารีต จะให้แก้ผ้าเดิน ล่อนจ้อน เปลือยกลาย จะทำอะไรกันกลางถนน เวลาไม่พอใจใครก็ไล่ฆ่าไล่ตี ไม่ต่างอะไรจากสัตว์ อย่างนั้นหรือในความเป็นจริง สิ่งเหล่านี้ต่างหากคือเป็นสิ่งที่วัดความเป็นมนุษย์ ที่แตกต่างจากสัตว์ แม้ต้องยอมรับว่ามนุษย์เอง ก็ยังมีความเป็นสัตว์ เพราะมนุษย์เองก็คือสัตว์ชนิดหนึ่งในโลกก็เถอะ แท้ที่จริง การแสวงหาสิ่งที่ดีกว่า เป็นความต้องการของมนุษย์ทุกคนอยู่แล้ว หาใช่ความกระแดะ ที่ถูกกล่าวหาแต่ทั้งนี้ ก็ใช่ว่า จารีต สูงไปมันจะดีสักเท่าไรนะ เพราะบางทีความเป็นสัตว์ มันก็มีประโยชน์ต่อมนุษย์ทุกคนเหมือนกัน แต่ทุกอย่างมันมีทางสายกลางของมันอยู่แล้ว เมื่อมาลองมองดูคนชั้นกลาง ผมเคยวิพากษ์ในบทความก่อนหน้านี้ว่า คนชั้นกลาง เป็นชนชั้นที่มีความหลากหลาย บ้าง ก็คือชนชั้นกลางที่ขึ้นมาจากรากหญ้า ที่มีผลมาจากการขยายตัวของเมือง บ้างคือคนชั้นกลางในเมืองอยู่แล้วแต่ทั้งหลายทั้งปวง การที่ชนชั้นกลางมีอาชีพ ที่หลากหลาย ไม่ว่าจะ ตำรวจ ทหาร ครู ข้าราชการ เอกชน ค้าขาย รับจ้าง ซึ่งมีความแตกต่างจากชนชั้นสูงที่มีจำนวนน้อย ย่อมแสวงหาทางผลประโยชน์มากกว่า คนชั้นาง ที่มีข้อจำกัดในเรื่องอาชีพ และความยึดติดเรื่องวัฒนธรรมแบบเครือญาติ (Clan Culture) หรือรูปแบบสังคมอุปถัมป์ ที่คนที่สามารถ อุปถัมป์ได้ทั้งหมด ย่อม ได้ฐานของคนชั้นล่างไป โดยไม่ได้ดูในหลักความเป็นจริงสิ่งนี้เอง ทำให้ชนชั้นกลางมีความแตกต่างทางความคิดมากกว่า เพราะการเข้าถึงข้อมูลของคนชั้นกลางที่มีมากกว่า และบางที ก้มาจากสภาพสังคม แวดล้อมของตนในทางการเมือง ชนชั้นกลาง ไม่ได้มีแต่เสื้อเหลือง เสื้อแดงเองก็มีจำนวนไม่น้อย ผมเชื่อด้วยซ้ำว่า แดงแท้ มากกว่าเหลืองแท้ด้วยซ้ำ ในกลุ่มชนชั้นกลางด้วยซ้ำ คนที่ ไม่สามารถ มองตรงนี้ออก แล้วเชื่อว่า กลุ่มก้อนนั้น ต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ไปทั้งหมด ก็คงได้เวลาพิจารณาตัวเองสักหน่อยหากแต่ว่า เพราะความหลากหลาย และสังคมอุปถัมป์ไม่ได้มากแบบชนชั้นล่าง มันจึงเป็นคำตอบว่าทำไม เวลา ขอบ มันถึงต่างกัน แต่เวลาเกลียด ทำไมถึงเกลียดด้วยกันได้คนที่ ไม่ชอบ สิ่งที่เรียกว่า วัฒนธรรมกรรมแดะของชนชั้นกลาง อย่างสุดๆ ที่เห็นชัดๆ ก็คือพวกเขมรแดงนั้นแหละดี เท่ากันไม่ได้ เลยอยากให้เลวเท่ากันหมด
Location : กรุงเทพ Thailand
[Profile ทั้งหมด]