|
|
|
ลมหนาวที่เปลี่ยนทิศ กับชึวิตที่เปลี่ยนทาง
"ลมหนาวที่เปลี่ยนทิศ กับชึวิตที่เปลี่ยนทาง"

ฤดูหนาว เป็นฤดูที่ผมชอบมากครับ... เมื่อตอนเป็นเด็กนั้น ฤดูหนาวเป็นฤดูที่มีความสุขมาก....ได้ก่อไฟผิง ได้ขนมอร่อย ๆ ไม่ว่าจะเป็น ข้าวจี่ ข้าวหลาม มันสำปะหลังปิ้ง ข้าวงา (หรือข้าวหนุกงา) นับเป็น ขนม ชั้นยอดเลยล่ะครับ
ซึ่งในตอนเช้า ๆ ก็จะลุกขึ้นมาติดไฟ จากกองไฟที่คุกรุ่นจากเมื่อคืน เติมเชื้อไฟลงไปอีกหน่อย เป่าไฟใส่ไปอีกนิด เปลวไฟก็ลุกขึ้นมาขับความหนาวเย็นของยามเช้าได้ดี
คนที่ตื่นเช้าก็จะลงมานั่งเป็นวงล้อมรอบกองไฟ และที่สำคัญ ก็จะเผาข้าวหลาม ไปด้วย เด็ก ๆ ก็จะตื่นเช้า มาเฝ้าข้าวหลาม ซึ่งโดยปกติ จะตื่นเช้ายากมากด้วยอากาศอันหนาวเหน็บ
ข้าวหลามที่เผาอยู่นั้นก็จะพลิกไปพลิกมาให้สุกกันทั่วทั้งกระบอก ถ้าไม่พลิก อาจจะสุกบ้างไม่สุกบ้าง และบางที ก็จะไหม้ การเผาข้าวหลาม จึงต้องดูแลอย่างดี ผิงไฟอังอุ่นไปด้วย เผาข้าวหลามไปด้วย บางที ก็จะเอาข้าวเหนียวนึ่งที่เหลือมาจากเมื่อคืน ก็เอามาจี่บนกองไฟ นั้น อาจจะซ่อนก้อนน้ำอ้อยไว้ภายใน หรือเอาน้ำผึ้งมาทาก้อนข้าว แล้วก็เผาไฟ น้ำผึ่ง และน้ำอ้อย ก็จะละลายซึมเข้าไปในก้อนข้าว จี่พอเหลืองกรอบ จะหอม น่ารับประทาน...
การทำข้าวหลามนั้น จะต้องเตรียมกันตั้งแต่เมื่อกลางวัน โดยจะไปตัดไม้ข้าวหลาม ซึ่งเป็นไม้ไผ่ชนิดหนึ่ง ซึ่งจะนำมาทำข้าวหลามโดยเฉพาะ ก็จะไปตัดมา และตอนเย็นก็จะกรอกข้าวสารใส่กระบอกข้าวหลาม อาจจะผสมถั่ว ผสมงา ลงไปด้วย ใส่น้ำเชื่อม เกลือ กะทิ ให้หวาน มัน หรือบางคนชอบสังขยา ก็จะสอดไส้สังขยาไปด้วย ทิ้งไว้ 1 คืน แล้วจะมาเผาในตอนเช้า หรือจะเผากลางคืนนั้นก็ได้
บรรยากาศกลางคืน จะสนุกสนาน ในละแวกบ้านใกล้เคียงกัน 4 - 5 หลังคาเรือน ก็จะออกมาผิงไฟ รอบกองไฟกองหนึ่ง ทั้งผู้แก่ผู้เฒ่า พ่อบ้านแม่เรือน คนหนุ่มคนสาว ลูกเด็กเล็กแดง ก็จะมารวมกัน บ้างก็ถือ ไม้ไผ่ มาจักตอกสำหรับใช้งาน บ้างก็เอาไม้ไผ่มาเหลา สำหรับใช้เสียบใบยาสูบ บ้างก็เอาถั่วลิสงมาแกะเปลือก เพื่อจะเอาไปปลูกในเวลาต่อไป ถั่วเอย เม็ดมะขามเอย ก็จะเอาบ่มในกองขี้เถ้ากองไฟ ทิ้งไว้สักครู่ ก็จะเอามาแกะแทะเล่น เป็นของกินแล่นขบเคี้ยว ซึ่งก็เหมือนขนมขบเคี้ยวสมัยนี้ แต่ตอนนั้น แค่เม็ดมะขามคั่วก็อร่อยนัก ซึ่งความอร่อย มันจะมีบรรยากาศที่อบอุ่นและความรื่นเริงสนุกสนานแทรกเข้าไปด้วย
ลานรอบกองไฟ เป็นแหล่งพบปะกัน ระหว่างรุ่นต่อรุ่น ผู้เฒ่าผู้แก่ วัยรุ่นหนุ่มสาว และเด็ก ๆ ตัวเล็ก ๆ รอบกองไฟมีมนต์ขลังสิ่งต่าง ๆ ที่ดีงามที่สั่งสมมาหลายชั่วอายุคน ก็จะถ่ายถอดออกไป พื่อให้คนรุ่นใหม่ "สืบ" ให้ดำรง และ "สาน" เพื่อให้มีอยู่ต่อไป การสั่งสอนของผู้ใหญ่ ก็จะสั่งสอนตรง ๆ บ้าง หรือจะแทรกไปในเรื่องราวที่เล่าออกไป ซึ่งจะเป็นนิทานบ้าง เจี้ย บ้าง ...
นิทานรอบกองไฟ นี้ นอกจากจะเป็นเจี้ยตลก ๆ เรืองราวลี้ลับ ภูติผีปีศาจ อาธรรพ์ป่าดง ตำนานเรื่องเล่าขานต่าง ๆ แล้ว ก็ยังจะมีชาดกต่าง ๆ ที่พ่อเฒ่าแม่แก่ ได้มาจากการฟังธรรมที่วัด มาเล่าต่อให้เด็กรุ่นใหม่ฟัง เช่น เรื่อง จันทฆาตกชาดก ชิวหาลิ้นฅำ หรือจะเล่าออกมาเป็น ฅ่าว ก็อย่างเช่นเรื่อง เจ้าหงส์หิน หรืออาจจะขับลำนำเป็นบทซอ เช่นเรื่อง เจ้าสุวัตร - นางบัวคำ เป็นต้น ผสานกับการขับซอ บทจ๊อย...ผสานกับความวิเวกวังเวงในยามค่ำคืน และอากาศอันหนาวเหน็บ...บางแห่งอาจจะมีสะล้อ มีซึง มาขับกล่อม.....
แต่.... บัดนี้ หลายอย่างก็ได้เปลี่ยนแปลงไป หลายอย่างที่ไหลไปแล้วก็ไหลวกกลับมาบ้าง ....แต่ก็เพียงส่วนน้อย หลายสิ่งขาดการ "สืบ" จากรุ่นหนึ่งมาสู่อีกรุ่นหนึ่ง หลายอย่างขาดการ "สาน" ต่อไปของคนรุ่นใหม่ สิ่งที่มีอยู่ ก็ค่อย ๆ หดหายไป หายไป อย่างน่าใจหาย ความอบอุ่นที่แวดล้อมรอบกองไฟ ดังที่กล่าวมานั้น ความอบอุ่นนอกจากจะมาจากกองไฟที่โหมลุกไหม้อยู่นั้นแล้ว ก็ยังจะมาจากหัวใจ ความเอื้ออาทรของพี่น้อง เพื่อนพ้อง ผู้เฒ่าผู้แก่ ที่มีต่อกัน อีกด้วย
สภาพปัจจุบัน ทำให้สายสัมพันธ์นั้น คลายเกลียวลง ...ฤดูหนาว ก็จะเปิดบ้าน เปิดไฟ หุ่มผ้า นั่งดูทีวี กันภายในครอบครัว
ต่างคนต่างก็อยู่บ้านของตัวเอง ดูทีวี แล้วลืมเสียงสะล้อ ซอซึง ลืมลำนำขับขานจากอดีต ที่โหยไห้ร่ำหา ลืมวิถีทางอันเป็นมาของตน ลืมจิตวิญญาณที่บรรบุรุษได้สรรค์สร้าง ลืมสิ้น......
เดี๋ยวนี้ ข้างหลังจะเรื้อร้างเป็นหย่อมหญ้า ข้างหน้าแผ้วถางเป็นบ้านเป็นอาคาร
หนาวนี้ขอให้หลาย ๆ คนหันกลับไปดู "วิถีชีวิต" ณ เบื้องหลัง ยามเมื่อครั้งเป็นเด็ก ว่า หนาวตอนนั้น กับหนาวตอนนี้ อะไรบ้างที่เปลี่ยนไป .....
ปล. อากาศเย็นลงแล้ว ยังไงก็รักษาสุขภาพด้วยนะครับผม .... และขอให้มีความสุขกันตลอดหนาวนี้และตลอดไปครับ
| Create Date : 22 พฤศจิกายน 2552 |
| Last Update : 22 พฤศจิกายน 2552 14:24:07 น. |
| |
|
|
|
|
ล้านนาคีตา ลีลาขับขาน (ตอนที่ ๓)
ล้านนาคีตา ลีลาขับขาน*
(ตอนที่ ๓)
ส่วนระบำซอทางเมืองน่านนั้น จะใช้ซอประกอบกับสะล้อและซึง (ที่ทางเมืองน่านเรียกว่า ปิน) โดยคาดว่าแต่ก่อนเมืองน่านอาจจะซอโดยใช้ปี่มาก่อน โดยมีคำของช่างซอหลายคำที่ซอมาคู่กับปี่ นอกจากนี้จังหวะการซอของทางเมืองน่าน ก็จะมีท่วงทำนองที่ช้า เนิบนาบ ไม่ค่อยตื่นเต้นเร้าใจเหมือนทางเชียงใหม่ จึงมักจะใช้ในการงานบุญงานกุศลต่าง ๆ เป็นส่วนมาก ระบำที่ทางเมืองน่านใช้ในการซอ ก็จะมีแตกต่างไปจากเชียงใหม่บ้าง ดังนี้ ระบำขึ้นเชียงใหม่ เป็นระบำที่รับมาจากเชียงใหม่ แต่ไม่ได้รับมาเต็มฉบับ จะรับมาเฉพาะท่อนที่เรียกว่า ตั้งก๋าย แต่ระบำที่ต่อจากนี้ไปก็อาจจะเป็นระบำดาดแพร่เป็นส่วนใหญ่ แต่อาจจะเป็นระบำดาดน่านก็ได้ ระบำดาดแพร่ ระบำนี้คล้ายกับระบำจะปุ โดยมีฉันทลักษณ์ซอเฉกเดียวกันแต่ท่วงทำนองการขึ้นลงของเสียงผิดเพี้ยนกันไปเล็กน้อยที่ได้พัฒนาผ่านมาทางเมืองแพร่ จึงเรียกว่าดาดแพร่ ระบำดาดน่าน เป็นระบำหลักที่ใช้ในการซอทางเมืองน่าน และระบำนี้มักสับสนกับระบำล่องน่าน ซึ่งมักจะใช้ในการซอประวัติของการย้ายเมือง ในช่วงที่กล่าวถึงการล่องตามลำน้ำน่านมาสร้างเวียงพูเพียงแช่แห้ง อันเป็นต้นกำเนิดของระบำล่องน่าน ทำให้เข้าใจกันโดยทั่วไปว่า ระบำดาดน่าน เป็น ระบำล่องน่าน ระบำล่องน่าน เมื่อกล่าวถึงดาดน่านก็ต้องกล่าวล่องน่านต่อไป ซึ่งก็คือระบำพระลอ ดังที่เคยกล่าวมาในข้างต้น ทำนองล่องน่าน(พระลอ) เหมาะสมกับการซอบรรยายหรือพรรณาฉากทิวทัศน์หรือบรรยายสิ่งของข้าวของต่าง ๆ ที่พบเห็นปรากฏแก่สายตา และจากประวัติการซอล่องลำน้ำน่านมานั้น ก็เหมาะที่จะซอบรรยายป่าเขาลำเนาไพร สายน้ำ สัตว์บกสัตว์น้ำ จึงมีท่วงทำนองที่อ่อนหวานและรื่นไหล จนเป็นที่ต้องพระทัยของพระราชายาเจ้าดารารัศมี ระบำลับแลง ชื่อนี้คาดว่าน่าจะมาจากทางเมืองลับแลง หรือ อ.ลับแล จ.อุตรดิตถ์ในปัจจุบัน ที่เป็นที่มาของทำนอง โดยทำนองนี้จะคล้ายกับระบำดาดน่าน (เหมือนที่ทำนองละม้ายคล้ายจะปุนั่นเอง) คือฉันทลักษณ์ซอจะเหมือนกัน แต่เสียงจะสูงและหวานกว่ากัน ซึ่งจะต้องใช้พลังเสียงมากกว่าระบำดาดน่าน ทำให้ระบำนี้มักจะใช้ซอต่อจากดาดน่านเมื่อใกล้จะถึงคราวหยุดหรือจบเรื่องที่จะซอ ระบำเงี้ยว ก็เฉกเดียวกับทางเชียงใหม่ แต่จะมีท่วงทำนองต่างกันเล็กน้อย ซึ่งก็ยังเป็นทำนองเดียวกันอยู่ ระบำพม่านางบัวคำ ก็จะเป็นระบำพม่าแบบเชียงใหม่ บางที่จะเรียกว่าซอนางบัวคำเลย แต่ในที่นี้ของเอาชื่อนางบัวคำต่อท้าย ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะว่าทางเมืองน่านยังมีระบำพม่าอีกชนิดหนึ่ง นั่นคือระบำพม่า(ตะโตงเตง) ระบำพม่า (ตะโตงเตง) ระบำนี้มักมีบทซอตายตัว ไม่เคยได้ยินว่าเอาทำนองนี้ไปซอในบทอื่นๆ และมักจะขึ้นต้นว่า ตะโตงเตง ทำให้ซอนี้เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า ซอตะโตงเตง โดยต้นเค้าอาจจะมาทางเชียงใหม่ โดยบทซอและท่วงทำนอง แต่มีการปรับท่วงทำนองและฉันทลักษณ์ไปจนสามารถที่จะฉีกแนวเพลงพม่าออกไปเป็นเอกเทศ แต่ยังมีเค้าเดิมอยู่มาก ระบำปั่นฝ้าย ระบำนี้อาจเรียกว่าเป็นระบำใหม่ที่สุดก็เป็นได้ ผู้ที่แต่งเนื้อและทำนองซอปั่นฝ้ายนี้คือพ่อครูไชยลังกา เครือเสน ศิลปินแห่งชาติ โดยจำลองมาจากวิถีชีวิตของชาวบ้านในการปลูกฝ้าย ตั้งแต่แผ้วถางไร่ ไปจนถึงทอผ้าได้ผ้ามาเป็นผืน เรื่องราวเหล่านี้สะท้อนชีวิตของชาวบ้านได้เป็นอย่างดี เมื่อการซอพัฒนามาได้ระดับหนึ่งแล้ว มีท่วงทำนองที่หลากหลาย เป็นที่นิยมของผู้ฟังมาจากอดีต แต่ปัจจุบันความนิยมนั้นได้ลดลงอย่างหนัก จนเรียกว่าเป็นช่วงวิกฤตที่เสี่ยงต่อการเสื่อมสูญ และไม่เพียงแต่การซอเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ เพลงพื้นบ้านทั้งหมดต่างได้รับผลกระทบกันเป็นวงกว้าง และมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ของวงการเพลงในล้านนา
จุดเปลี่ยนของวงการเพลงพื้นบ้านนี้ มีสาเหตุมาจากทั้งปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก ปัจจัยภายใน คือ การขาดการสืบทอดของเพลงพื้นบ้าน ซึ่งแต่ก่อนจะต้องใช้ทั้งพรสวรรค์และพรแสวงในการฝึกฝนจนชำนาญเป็นอย่างดี ทำให้คนที่จะมาสืบทอดต่อไปนั้นหายากไปเต็มที นอกจากนี้ระบบการสืบทอดก็ยังเป็นปัจจัยที่ทำให้เพลงพื้นบ้านล้านนาขาดช่วง เพราะว่าการเรียนการสอนก็จะเป็นการสอนกันแบบปากต่อปาก ไม่มีการจดจารเป็นโน้ตเพลงแบบสากลสมัยใหม่ และยิ่งนับวันเพลงที่เคยมีในอดีตก็เหลือน้อยลงไปเรื่อย ๆ และสูญหายกันไปทุกที ปัจจัยภายนอกคือ สภาพสังคมเปลี่ยนแปลงไป ก็มีผลกระทบถึงความนึกคิดและค่านิยมของคนก็เปลี่ยนไปด้วย และที่สำคัญ คือมีเพลง ลูกทุ่งไทย เดินทางขึ้นมาและได้รับความนิยมจากชาวบ้านแทนที่เพลงพื้นเมืองแบบเดิม ๆ ซบเซาเสื่อมความนิยมลงไป หากไม่มีการปรับเปลี่ยน เชื่อว่าเพลงพื้นบ้านล้านนาอาจตายไปก็เป็นได้
ในการการซอ ก็มีปรับเปลี่ยนกันขนาดใหญ่ อยู่สองประการ นั่นคือ การปรับเปลี่ยนเป็นการแสดงละครซอ และซอสตริง ละครซอนั้นเริ่มโดย อำนวย กลำพัด ที่ตั้งคณะละครซอขึ้น โดยนำไปแสดงทั่วในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีการผูกเป็นเรื่องขึ้นพร้อมให้ช่างซอสวมบทบาทเป็นตัวละครที่สมมุตขึ้นนั้น ก็เป็นที่นิยมในระดับหนึ่ง และเมื่อ ศิริพงษ์ ศรีโกไสย หรือย่าบุญ ได้นำช่างซอและละครซอไปแสดงออกโทรทัศน์ที่ช่อง ๘ ลำปางขณะนั้น ก็ทำให้วงการซอฟื้นชีวิตขึ้นมาได้ในระดับหนึ่ง สำหรับการซอสตริง ก็เป็นการผสมผสานเข้ามาพร้อมกับเพลงลูกทุ่งไทย โดยทางเชียงใหม่นั้น เริ่มด้วยอิทธิพลของเพลงลูกทุ่งที่เข้ามา ทำให้นำเครื่องดนตรีสากลมาใช้บรรเลงเพลงซอ โดยใส่เนื้อร้องที่เป็นเพลงซอแต่เดิมเข้าไป จนถึงมีการอัดเป็นเพลงออกมา เพลงซอสตริงเพลงแรกที่อัดออกมา ก็ได้รับความนิยมมาถึงปัจจุบันนั้นก็คือเพลง หนุ่มซอรอแฟน โดยคุณวีรพล คำมงคลเป็นผู้ขับร้อง แต่งเนื้อร้องโดยแสงจันทร์ สายวงค์อินทร์ ส่วนซอสตริงทางฝั่งเมืองน่านนั้น เกิดจากเหตุปัญหาชายแดนที่คุกรุ่น โดยเมืองน่านจัดว่าเป็นพื้นที่สีชมพู ทำให้มีการเฝ้าระวังกันในทุกทาง ทั้งทางทหาร และประชาชน โดยมีการจัดอบรมในโครงการไทยอาสาป้องกันชาติ โดยเริ่มจากอำเภอเวียงสา นำโดย อ.ประจักษ์ กาวี วิทยากรที่ให้ความบันเทิง ได้ขับซอประกอบการเต้นเข้ากับจังหวะชะชะช่า ทำให้การอบรมประสบความสำเร็จด้วยดี ต่อมา บัญเย็น แก้วเสียงทอง ก็ได้พัฒนาและฝึกซ้อมจนได้รับความนิยมอย่างสูง จนได้รับฉายาว่า ขุนพลเพลงซอสตริง และปัจจุบัน เพลงซอสตริงก็ยังคงได้รับความนิยมกันอย่างสูง ทั้งที่เป็นนักร้องจากศิลปินส่วนกลางรวมถึงตัวของช่างซอเองที่ผันตัวเองมาเป็นนักร้อง ก็ยังได้รับความนิยมอย่างสูง ทำให้บรรดาที่ทั้งเป็นช่างซอและไม่ใช่ช่างซอต่างก็ออกผลงานเพลงที่เป็นทำนองเพลงซอสตริงกันอย่างคึกคัก
ส่วนทางด้านเพลงคำเมืองนั้น ก็พัฒนาการมาจากเพลงลูกทุ่งไทย ที่เข้ามา ทำให้มีลูกทุ่งคำเมืองเกิดขึ้น ที่ผสมผสานระหว่างเพลงพื้นเมือง ภาษาคำเมือง เข้ากับดนตรีสากล โดยเริ่มเมื่อประมาณปี พ.ศ. ๒๔๙๗ ๒๔๙๘ โดยมีวงดนตรีต่าง ๆ ขึ้นมาเช่น วงลูกระมิงค์ วงดาวเหนือ วงดุริยะเวียงพิงค์ เป็นต้น โดยเฉพาะวงลูกระมิงค์ ที่มี สุริยา ยศถาวร เป็นผู้แต่งเพลงลูกทุ่งคำเมืองที่ถือว่าเป็นเพลงอมตะ เช่นเพลง ลืมอ้ายแล้วกา คนสึงตึง ปิ๊กเก๊าบ่าตัน เป็นต้น และทำให้มีนักแต่งเพลงใหม่ ๆ อีกหลายท่าน เช่น วีรพล คำมงคล, ถวิล รัตนแก้ว ต่อมาวงดนตรีที่ได้รับความนิยมในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ มีวง ซี.เอ็ม. เพิ่มเข้ามา และต่อมาในปีพ.ศ.๒๕๐๗ ก็มีวงดนตรีใหม่ที่ได้แยกตัวออกจากวงซี.เอ็ม นั่นคือวงศรีสมเพชร ก่อตั้งโดยศิริพงษ์ ศรีโกไสย(ย่าบุญ)ร่วมกับประสิทธิ์ ศรีสมเพชร โดยเป็นวงดนตรีที่ยืนยาวมากว่า ๓๐ ปี โดยเป็นแหล่งรวมนักร้อง นักแต่งเพลง ช่างซอไว้มากที่สุดในขณะนั้นก็ว่าได้ จวบจนเมื่อปีพ.ศ.๒๕๑๑ ก็ได้มีการบันทึกแผ่นเสียงเป็นครั้งแรกที่กรุงเทพมหานคร และเพลงแรกที่ได้รับการบันทึกเสียงเป็นเพลงแรกคือเพลงเย็นฤดี จวบจนระยะต่อมา ประมาณช่วงพ.ศ. ๒๕๒๐ ความนิยมของเพลงลูกทุ่งคำเมืองก็ลดลง ด้วยมีสิ่งใหม่เข้ามาแทนที่ โดยกลุ่มหนุ่มสาวที่ใช้ชีวิตในเมืองนิยมเครื่องดนตรีพื้นเมืองของตะวันตก เข้ามาประกอบในการเล่นดนตรี โดยเฉพาะกีตาร์ เป็นการแรกเริ่มของดนตรีที่เรียกว่า โฟล์คซอง (Folk Song) อาจถือว่าเป็นดนตรีลูกผสม ระหว่างท้องถิ่นกับตะวันตก โดยแรกเริ่มนั้นเป็นการนำเอาเพลงลูกทุ่งคำเมืองมาร้องในแนวของโฟล์คซองคำเมือง ผู้ที่มีบทบาทต่อวงการเพลงโฟล์คซองคำเมืองอย่างยิ่งก็คือ มานิต อัชวงศ์ เจ้าของท่าแพบรรณาคาร ได้ทำการบันทึกเสียงเพลงโฟล์คซอง ศิลปินในแนวโฟล์คซองกลุ่มแรกก็คือ ต่องและเพื่อน ส่วนลำดับถัดไป อันถือว่าเป็นเพชรเม็ดเอกของวงการโฟล์คซองก็ว่าได้ นั่นคือ จรัล มโนเพ็ชร โดยนับผลงานเพลงนั้น ก็มีมากกว่า ๑๙ ชุด และเป็นผู้บุกเบิกสำหรับเพลงคำเมืองไปสู่ส่วนกลาง ทำให้ผู้คนทั้งประเทศรู้จักเพลงคำเมืองกันมากขึ้น ขณะที่เพลงโฟล์คซองคำเมืองได้พัฒนาอยู่นั้น ก็ได้มีเพลงแนวใหม่ขึ้นมา นั่นคือในแนวของเพลงสตริง ซึ่งได้รับอิทธิพลวงดนตรีแนวป๊อบจากทางตะวันตกเข้ามา มีการผสมผสานในด้านดนตรีกับเนื้อหาที่เป็นภาษาคำเมือง โดยวงดนตรีแนวสตริงคำเมืองที่ได้รับความนิยมอย่างล้นหลามในช่วง พ.ศ. ๒๕๒๗ นั้น คือ วงนกแล เช่นเพลง นกแล ไอ้หนุ่มดอยเต่า คอนเสริตคนจน ฯลฯ ต่อมาก็มีการขับร้องในแนวของเมดเล่ย์ และในแนวของไทยสากลด้วย ซึ่งเป็นพัฒนาการของวงการเพลงผสมระหว่างเนื้อร้องกับดนตรีที่มีการแปรเปลี่ยนไปตามยุคสมัยและกระแสนิยมของสังคม ทำให้มีงานเพลงออกมาให้ได้รับรู้อีกหลากหลายและหลากหลายแนวเพลงไม่ว่าจะเป็น นิทัศน์ ละอองศรี, วงคิงแอนด์ฮา ที่เป็นโฟล์คซองภาษายอง, วงแม่คำ, วงเดอะม้ง ฯลฯ หากจัดรูปแบบเพลงคำเมืองบ้านเราปัจจุบันนี้ ก็จะจัดได้เป็น ๑. เพลงลูกทุ่งคำเมือง โดยมีสองแบบย่อย นั่นคือ เพลงที่เป็นเนื้อร้องตลอดเพลง และเพลงร้องสลับพูดหรือที่มักเรียกกันว่าเพลงตลกคำเมือง ๒. เพลงโฟล์คซองคำเมือง โดยผู้ที่เป็นจุดประกายให้เพลงแนวนี้ฟูเฟื่องขึ้นมาก็คือจรัล มโนเพชร จากนั้นก็มีนักร้องรุ่นใหม่ขึ้นมาอีกหลายท่านที่ยึดถือแบบฉบับของจรัล มโนเพชร ๓. เพลงสตริงคำเมือง เป็นแนวเพลงที่ดังเป็นพลุแตกมาแล้ว และเงียบหายไปช่วงหนึ่ง ต่อมาก็มีเพลงคำเมืองในแนวสตริงยุคใหม่เข้ามา เช่น วงศ์พรหมมาส ฯลฯ ๔. เพลงเมดเล่ย์คำเมือง โดยนำเอาเพลงแนวต่าง ๆ มาเรียงร้อยต่อกันด้วยลีลาคึกคักสนุกสนาน
ปัจจุบัน ไม่ว่าจะเป็นเพลงบรรเลง เพลงแนวผสมระหว่างเนื้อร้องกับดนตรีต่างก็มีการพัฒนาไปข้างหน้า แต่เพลงที่มีแต่เนื้อร้องนั้นกลับซบเซาฟื้นคืนช้าที่สุดในบรรดาเพลงอีกสองประเภท ฉะนั้นจากจุดนี้ต่อไปข้างหน้า คีตาล้านนาขับขาน จะไปกันในแนวทางใด เราคนล้านนาก็ต้องร่วมมือที่จะสืบสานและหันกลับมาให้ความสำคัญของเพลงล้านนาให้มากขึ้นกว่าปัจจุบันนี้ ก่อนที่จะสายเกินไป๚๛
เอกสารอ้างอิง
ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล. จากเพลงพื้นบ้านลานนา ถึงโฟล์คซองคำเมือง. ใน วารสารมนุษยศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ปีที่ ๑๑ เล่มที่ ๑ (กรกฎาคม ธันวาคม ๒๕๒๕)
พรพรรณ วรรณา. เพลงคำเมือง ในสารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ. กรุงเทพฯ:มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, ๒๕๔๒
สนั่น ธรรมธิ. นาฎดุริยการล้านนา. เชียงใหม่:สำนักส่งเสริมศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,๒๕๕๐
สมหมาย เปรมจิตต์และคณะ. ตำนานเชียงใหม่ปางเดิม. เชียงใหม่:สถาบันวิจัยสังคม มหาวิทยาลัยเชียงใหม่,๒๕๓๗
อรพิน ลือพันธ์. บทเพลงแห่งวิญญาณล้านนา:จากซอพื้นบ้านถึงซอสตริงยุคปัจจุบัน. ใน นิตยสารไทย ปีที่ ๘ (มกราคม ๒๕๔๘ ธันวาคม ๒๕๔๙)
อุดม รุ่งเรืองศรี. พจนานุกรมล้านนา ไทย ฉบับแม่ฟ้าหลวง. ปรับปรุงครั้งที่ ๑. เชียงใหม่:โรงพิมพ์มิ่งเมือง,๒๕๔๗
อุดม รุ่งเรืองศรี. เพลงกล่อมเด็กและเพลงร้องเล่น. ใน สารานุกรมวัฒนธรรมไทยภาคเหนือ. กรุงเทพฯ:มูลนิธิสารานุกรมวัฒนธรรมไทย ธนาคารไทยพาณิชย์, ๒๕๔๒
*จาก
สลุงเงิน. ล้านนาคีตา ลีลาขับขาน. สูจิบัตรงาน "สานทอ ต่อฝัน ตอน รอยจรัลกับฝันของฝันนี้" ๓ กันยายน ๒๕๕๑ ณ ศูนย์เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมล้านนาเวียงเจ็ดลิน
| Create Date : 16 กันยายน 2552 |
| Last Update : 16 กันยายน 2552 9:53:04 น. |
| |
|
|
|
|
ล้านนาคีตา ลีลาขับขาน (ตอนที่ ๒)
ล้านนาคีตา ลีลาขับขาน*
(ตอนที่ ๒)
ประการที่สอง เพลงที่มีเนื้อร้องแต่ไม่มีดนตรี ซึ่งทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล ก็ยังได้แบ่งออกเป็นสองประเภทคือ ประเภทมุขปาฐะ และ ประเภทที่มาจากวรรณกรรมลายลักษณ์ เพลงประเภทมุขปาฐะ เช่นเพลงเบ็ดเตล็ดทั่วไป และเพลงสำหรับเด็ก ไม่ว่าจะเป็นเพลงกล่อมเด็ก เพลงสิกก้องกอ เพลงสิกจุ้งจา และจะขอยกตัวอย่างเพลงกล่อมเด็กและเพลงสิกก้องกอไว้เป็นตัวอย่างดังนี้ ตัวอย่างเพลงกล่อมเด็ก เช่น อื่อ จา จา อี่แม่ไปไร่ต้นสา อี่พ่อไปนานอกบ้าน เก็บบ่าส้านใส่ถง เก็บบ่ากงใส่ซ้า เก็บบ่าห้าใส่พก หน่วยนึ่งเอาไว้ส้ากินแลง หน่วยนึ่งเอาไว้แปลงเพื่อนเจ้า ตัวอย่างเพลงสิกก้องกอ เช่น สิกก้องกอ บ่าลออ้องแอ้ง บ่าแคว้งสุก ปลาดุกเน่า หัวเข่าปม หัวนมปิ้ว ปิดจะหลิ้ว ตกน้ำแม่ของ ควายลงหนอง ตะล่มพ่มพ่ำ ส่วนเพลงเบ็ดเตล็ดก็อย่างเพลงที่ใช้ร้องเล่นกันทั่วไป เช่น ฝนตกสุยสุย ซุ้ยหมายุยเข้าเหล่า อี่พ่อได้เต่า หื้ออี่แม่แกงแค แกงแคใส่ใบพริกแต้ ชิมคอยก็ลำพ่องแท้ หรือเพลงที่ร้องยั่วคนให้โกรธเล่น เช่นร้องยั่วคนฟันหลอ ว่า เขี้ยวเว่า เป่าไฟดับ ลักกินตับ เสี้ยงทึงหม้อ ไม้ข้อหล้อ บุบหัวเขี้ยวเว่า นอกจากนี้ยังมีบทซอเบ็ดเตล็ดอีกจำนวนหนึ่ง เช่น ซอก้อม ซอบ่รู้จบ ซอคบเกิ่ง ซอลายสอง ซอลายอำ ซอกับล้ำ ซอว้อง เป็นต้น เหล่านี้เป็นเพลงที่สืบทอดกันมาจากรุ่นสู่รุ่น โดยการร้องเล่น ร้องกล่อม และร้องรำกันอย่างสนุกสนานและจดจำสืบทอดกันมา โดยไม่ผ่านตัวอักษร หากว่าสืบกันผ่านตัวอักษรแล้ว จะเรียกว่าบทเพลงที่มาจากวรรณกรรมลายลักษณ์ มักจะออกมาในรูปของ กะโลง ค่าว จ๊อย กาพย์ เทศน์ คำร่ำ ต่างๆ โดยจะมีระบำทำนองแตกต่างกันไป แต่บางครั้งอาจจะก้ำกึ่งกับบทเพลงผสมระหว่างเสียงร้องกับดนตรีก็มี เช่นการจ๊อย ซึ่งอาจจะมีดนตรี หรือไม่มีดนตรีประกอบก็ได้ แล้วแต่โอกาส สำหรับการจ๊อย (ช้อย) นั้นแรกเริ่มอาจจะมาจากอาการอัดอั้นตันทรวง ด้วยอารมณ์โศกเศร้าสร้อยละห้อยหาบางสิ่งบางอย่างอันเป็นที่รักยิ่งก็เป็นได้ ดังปรากฏในตำนานเชียงใหม่ปางเดิมตอนที่พระยาแมนตาทอก ผู้เป็นราชบุตรเขยแห่งพระยารัมมเหียร ได้พานางอุทุมพกาย มากินเมืองเชษฐบุรี และถูกผีตายยืนทำร้ายจนถึงแก่ชีวิต ทำให้นางอุทุมพกายเศร้าโศกเสียใจที่ผัวแห่งนางนั้นได้สียชีวิตลงไป จึงร้องร่ำไห้ไปมา ด้วยคำว่า ผัวรักอี่แม่เหย ผัวแพงอี่แม่เหย ว่าอย่างนั้นแล้ว คนทั้งหลายได้ยินคำที่ร่ำไห้ออกมาแล้วก็เห็นว่าม่วนเพราะ จึงเลียนเสียงสำเนียงที่นางอุทุมพกายร้องไห้หาผัวนั้น จดจำสืบ ๆ กันมากลายเป็นการ จ๊อยจนถึงปัจจุบันนี้
ประการที่สาม คือเพลงผสม ที่มีทั้งเนื้อร้องและเสียงดนตรีประกอบ แต่แรกเริ่มเดิมทีนั้นในล้านนาจะมีอยู่เพียงประการเดียว นั่นก็คือการขับซอ ทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล กล่าวว่า ซอ เป็นเพลงพื้นบ้านที่จัดอยู่ในลักษณะ เพลงปฏิพากย์ โดยการขับซอโต้ตอบกันระหว่างชาย หญิง เรียกว่า คู่ถ้อง ซึ่งจะใช้ปฏิภาณไหวพริบในการโต้ตอบและแก้ลำบทซอกันฉับพลันทันด่วน ฉะนั้นผู้ที่จะซอได้นั้นต้องมีปฎิภานไหวพริบดี และได้รับการฝึกฝนจนชำนาญ การขับซอนั้นมีมาอย่างไรไม่มีหลักฐานปรากฏชัด แต่อาจจะมีที่มาหลายกหลายที่หลากหลายทาง ทั้งที่เป็นเรื่องราวของความรัก ที่ใช้วาจาเกี้ยวพาราสีโต้ตอบกันไปมา หรืออาจจะคิดค้นฉันทลักษณ์เพื่อการจดจำและทำให้ชวนรับฟังก็เป็นได้ แต่อีกประการหนึ่งที่น่าจะเป็นไปได้นั้น ก็คือ การซอน่าจะมาจากพิธีกรรม เช่นการเลี้ยงผีเป็นต้น ซึ่งปัจจุบันหลายที่หลายทางในการเลี้ยงผีหลวงก็จะมีข้าวจ้ำจะซอเชิญผีให้มารับเครื่องเซ่นหรือมาเข้าประทับร่างของร่างทรง มีท่วงทำนองเสียงสอดประสานสูง ๆ ต่ำ ๆ ทำให้ฟังแล้วไพเราะชวนให้เคลิบเคลิ้มหลงใหล จึงจดจำสืบๆ กันมาและได้พัฒนาออกมาเป็นท่วงทำนองหลากหลาย และมักจะแบ่งออกเป็นสองส่วนด้วยกัน อย่างเช่น ระบำซอทางเชียงใหม่ ซึ่งอาจจะเรียกว่า ซอปี่ ตามเครื่องดนตรีที่ใช้ประกอบ ระบำต่าง ๆ ดังนี้ ระบำตั้งเชียงใหม่ หรืออาจจะเรียกว่าระบำขึ้นเชียงใหม่ก็น่าจะได้ โดยถือว่าเป็นบทไหว้ครู เพราะเป็นระบำแรกในการซอแต่ละครั้ง และมีการเกริ่นนำ และแนะนำว่าการซอต่อจากนี้ไปนั้น จะเป็นการซอเรื่องอะไร ระบำชาวปุ หรือ จะปุ คาดว่าทำนองนี้อาจจะมาจากเมืองปุ อันเป็นหัวเมืองทางเหนือแถบรัฐฉาน โดยการเลื่อนไหลทางวัฒนธรรม ทำนองนี้เป็นทำนองที่หวาน ซึ่งเมื่อไปถึงเมืองแพร่ ก็พัฒนาระบำนี้ออกไปเป็นอีกระบำหนึ่งนั่นคือ ระบำดาดแพร่ สำหรับระบำจะปุนี้ มักจะลงท้ายซอแต่ละบทว่า จิ่มแลนา ระบำละม้าย ละม้ายแปลว่าคล้าย คือคล้ายจะปุ โดยฉันทลักษณ์ซอแล้ว ระบำละม้ายจะเหมือนกันทุกประการกับจะปุ แต่ลีลาจังหวะจะเป็นคนละเพลง ซึ่งระบำละม้ายจะมีลีลาจังหวะที่คึกคัก เร้าใจกว่า และเป็นระบำหลักในการซอแต่ละครั้ง และมักจะมีคำลงท้ายซอแต่ละบทว่า จิ่มแลนอง ระบำอื่อ เป็นระบำที่พัฒนามาจากเพลงกล่อมเด็กของล้านนา ตัวอย่างเพลงซอทำนองเพลงอื่อ ก็เช่น ซอตำฮายา ซอไก่หน้อยดาววี เป็นต้น ระบำเงี้ยว ได้รับอิทธิพลมาจากทำนองของไทยใหญ่ ระบำนี้มีทั้งคึกคักสนุกสนานและความอ่อนหวานปนกันอยู่ มักใช้ในการรำพังรำพัน หรือซอปัดเคราะห์ปัดภัยต่างๆ ระบำพม่า ระบำนี้ออกเสียงสำเนียงพม่า ท่วงทำนองหวาน ฉันทลักษณ์ต่างจากซอระบำอื่น ซึ่งฉันทลักษณ์ของซอระบำพม่านี้ เป็นแบบฉบับของร่าย โดยเฉพาะซอที่รู้จักกันดีนั่นก็คือ ซอเจ้าสุวัตร นางบัวคำ เป็นต้น ซึ่งระบำนี้ได้แพร่กระจายไปสู่เมืองน่าน ก็ได้พัฒนาไปอีกระบำหนึ่ง ดังที่จะกล่าวไปข้างหน้า และพบว่า เต้ยพม่าของทางอีสาน ก็มีท่วงทำนองจังหวะจะโคลนเหมือนกับซอพม่าของทางล้านนาด้วย ระบำบ่าเก่ากลาง คือซอกลางเก่ากลางใหม่ อาจจะได้รับอิทธิพลราชสำนัก(ล้านนา) เข้ามา และมีท่วงทำนองที่ช้า อ่อนหวาน ปรากฏว่าปัจจุบันไม่เป็นที่นิยม กอปรกับหาช่างซอที่ซอระบำบ่าเก่ากลางนี้ได้น้อยเต็มที ระบำพระลอ (ระบำล่องน่าน) ระบำนี้ มีการถ่ายเทและเลื่อนไหลกันอย่างมากมาย ซึ่งเดิมเป็นทำนองล่องน่าน โดยพระราชชายาเจ้าดารารัศมี นำมาใส่บทซอ สำหรับประกอบการแสดงละครซอเรื่องพระลอ และทำให้มีผู้เรียกชื่อระบำไปตามชื่อเรื่องที่แสดงออกไป จนภายหลังแม้แต่เมืองที่เป็นต้นกำเนิดเองยังคงสับสนกับชื่อทำนองนี้ด้วยเช่นกัน ระบำล่องน่าน เป็นชื่อที่เชียงใหม่เรียก เพราะเอาทำนองนี้มาจากทางเมืองน่าน แต่ทำนองจริง ๆ ที่ทางเมืองน่านเรียก คือระบำลับแลง ระบำนี้เป็นการนำมาปรับเข้าปี่ และทางเมืองน่านมักไม่มีคำลงท้ายซอ แต่เชียงใหม่นิยมคำลงท้ายซอ เฉกเช่นระบำจะปุ หรือละม้าย ทำให้ต้องมีคำลงท้ายซอระบำนี้ไปด้วย โดยมักจะลงเป็นว่า โอ้ละนอ ละนอ น้องเอย
(มีต่อ)
*จาก
สลุงเงิน. ล้านนาคีตา ลีลาขับขาน. สูจิบัตรงาน "สานทอ ต่อฝัน ตอน รอยจรัลกับฝันของฝันนี้" ๓ กันยายน ๒๕๕๑ ณ ศูนย์เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมล้านนาเวียงเจ็ดลิน
| Create Date : 15 กันยายน 2552 |
| Last Update : 15 กันยายน 2552 13:48:46 น. |
| |
|
|
|
|
ล้านนาคีตา ลีลาขับขาน (ตอนที่ ๑)
ล้านนาคีตา ลีลาขับขาน*
สลุงเงิน
ชนใดไม่มีดนตรีการ ในสันดานเป็นคนชอบกลนัก อีกใครฟังดนตรีไม่เห็นเพราะ เขานั้นเหมาะคิดขบถอัปลักษณ์
จากบทพระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่อัญเชิญขึ้นต้นนี้นั้น เป็นบทพระราชนิพนธ์ที่ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการดนตรี ที่นับว่าเป็นสิ่งหนึ่งอันเป็นอารยะ ที่ยกพื้นจิตใจของชาวเมืองให้ละเมียดละไม และรังสรรสิ่งดีงาม รวมถึงภูมิปัญญาให้เป็นที่ประจักษ์แก่บ้านเมืองได้อย่างเสมอเทียมเทียบนานาประเทศในโลกนี้ได้อย่างภาคภูมิ สำหรับดินแดนล้านนานั้น เป็นบ้านเป็นเมืองที่มีการพัฒนามายาวนาน ในประวัติศาสตร์ ด้วยมีชุมชนหลากหลายและผลัดเวียนเปลี่ยนกันมีอำนาจ และต่างฝ่ายต่างก็ได้จรรโลง เสกสร้างสิ่งที่เป็นความรื่นรมย์ให้กับบ้านเมืองไว้อยู่ตลอดในสายกาลเวลา สัพพสัททเสียงที่ดังกึกก้องในโลกนี้ ล้วนแต่ขับกล่อมโลกให้เป็นดินแดนสวรรค์ แต่บางครั้ง สัททเสียงสำเนียงบางอย่าง ก็ทำให้โลกนี้โกลาหลได้ แต่มนุษย์ก็รู้จักรับรู้สัททเสียงอันรื่นรมย์ นำมาเรียบเรียงสอดประสานเป็นท่วงทำนองให้จิตใจฟูเฟื่อง เสียงลมพัดไหว น้ำไหลเลียบเลาะ เสียงนกกู่ก้องออเซาะกัน และเสียงอีกเป็นพันเป็นหมื่น ที่ก่อให้เกิดการจำลองออกมาด้วยเครื่องมือสุดวิเศษที่มนุษย์จักรู้จักใช้แต่แรกเริ่มนั่นก็คือ กายของมนุษย์นั่นเอง โดยการเปล่งเสียงออกมาตามท่วงทำนองที่ได้ยิน บางทีอาจจะมีการเพิ่มเติมเสริมแต่งด้วยอวัยวะส่วนต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นมือ หรือเพิ่มสิ่งของเข้ามาประกอบ เช่น การตีเกราะเคราะไม้ เป่าใบไม้โดยลมปาก อย่างง่าย ๆ จวบจนประดิษฐ์คิดค้นเครื่องกำเนิดเสียงดนตรี อันไพเราะต่าง ๆ อย่างซับซ้อนมากขึ้นได้ ในล้านนาบ้านเรานั้น ท่ามกลางขุนเขาที่สลับซับซ้อนโอบอุ้มอยู่ได้ ก็ได้มีพัฒนาการในด้านเครื่องดนตรีและเสียงสำเนียงเพลงให้กู่ก้องกังวานในขุนเขาแห่งชีวิต เพลงในล้านนานั้น สามารถแบ่งออกได้หลายประเภท โดยทรงศักดิ์ ปรางค์วัฒนากุล ได้จัดแบ่งไว้อยู่ได้ ๓ ประเภทด้วยกัน คือ เพลงที่ไม่มีเนื้อร้องหรือเพลงบรรเลง, เพลงที่มีเนื้อร้องโดยไม่มีดนตรีประกอบ และ เพลงผสม คือมีทั้งเนื้อร้องและดนตรีประกอบ ประการแรก คือ เพลงที่ไม่มีเนื้อร้องหรือเพลงบรรเลงนั้น เป็นเพลงที่ใช้เครื่องดนตรีทั้งหมด ไม่มีการร้องสอดประสาน โดยมีทั้งที่บรรเลงชิ้นเดียวและหลายชิ้นประสมวง ด้วยเครื่องดนตรีหลากหลายประเภท ไม่ว่า เครื่องดีด เช่น ซึง (บางพื้นที่เช่นเมืองน่าน เรียกเครื่องดนตรีชนิดนี้ว่า ปิน และในวรรณกรรมเก่า ๆ และในหัวเมืองไทยใหญ่ ก็มีเครื่องดนตรีใกล้ ๆ กันนี้เรียกว่า ติ่ง), เพียะ(อ่าน เปี๊ยะ) และ จักเข้ ซึ่ง อ.สนั่น ธรรมธิ ได้เสนอว่า ล้านนาน่าจะมีเครื่องดนตรีชนิดนี้ด้วย ดังที่พบในเอกสารโบราณที่กล่าวถึง เครื่องสี เช่น สะล้อ ซึ่งมีชื่อเรียกหลายชื่อ และอาจจะมีที่มาเช่นเดียวกับคำว่า ซอ ของภาคกลาง โดยคาดว่ามาจากภาษาขอม ที่เรียกว่า ทรอ โดยการกลายเสียงมา ดังที่อ.สนั่น ธรรมธิกล่าวถึงการแยกเสียงไว้ดังนี้ ทรอ ทะรอ ทะลอ ธะลอ ธะล้อ สะล้อ สำหรับบางพื้นที่เช่นจังหวัดน่าน สะล้อจะมีลักษณะพิเศษ คือลูก (หรือนม หรือ ก๊อบ) ไว้บังคับเสียงเหมือนซึงอีกด้วย เครื่องตี เช่น กลองปูชา เป็นกลองสองหน้า มีลูกใหญ่หนึ่งลูก และลุกเล็กอีกสามลูก ใช้ตีเป็นพุทธบูชาเป็นหลัก, กลองสะบัดชัย เป็นการแสดงที่รู้จักกันดีทั่วประเทศ มักได้พบเห็นในงานโอกาสต่างๆ แต่ก่อนใช้ตีในการศึก ป่าวข่าวในชุมชน มหรสพ ฉลองชัยชนะ หรือเพื่อความสนุกสนาน, กลองมองเซิง เป็นกลางที่ได้มาจากอิทธิพลไทยใหญ่ เป็นกลองสองหน้า มีสายโยง คล้ายตะโพนมอญแต่ไม่มีขาตั้ง, กลองเต่งถิ้ง เป็นกลองสองหน้า คล้ายตะโพนมอญ มีขาตั้ง โดยใช้ตีควบคู่กับกลองอีกชนิดหนึ่งคือ กลองโป่งโป้ง ซึ่งคล้ายกลองเต่งถิ้งแต่ขนาดเล็กกว่า, กลองตะหลดปด กลองสองหน้าทรงกระบอกแต่สอบเล็กน้อย, กลองหลวง กลองหน้าเดียวขนาดใหญ่ ใช้ตีในงานบุญขนาดใหญ่ และรู้จักกันดีและนิยมกันอย่างแพร่หลายในเขตจังหวัดลำพูน, กลองอืด คล้ายกลองหลวงแต่ขนาดเล็ก มักใช้ตีในเขตจังหวัดแพร่และน่าน, กลองแอว คล้ายกลองหลวงแต่มีขนาดเล็กกว่าประมาณ ๑ ใน ๔ , กลองก้นยาว หรือกลองปู่เจ่ ลักษณะก็คล้ายกลองแอว แต่ว่าก้นกลองจะยาวกว่ามาก , กลองสิ้งหม้อง มีลักษณะคล้ายกลองยาวของภาคกลาง, ฆ้อง หรือ ค้อง ทำด้วยโลหะ ลักษณะกลมมน มีขอบงองุ้มรอบตัวและมีปุ่มตรงกลาง หากไม่มีกลุ่มตรงกลาง จะเรียกว่า พาน หรือ พาง เครื่องเป่า เช่น ขลุ่ย ที่นิยมมาเล่นบรรเลงร่วมกับซึงและสะล้อ, ปี่ เป็นเครื่องดนตรีที่แพร่หลายในกลุ่มตระกูลไท เช่น ไทลื้อ ไทดำ ไทใหญ่ ก็มักใช้ปี่ในการบรรเลงประกอบลำนำต่างๆ ทำจากไม้ไผ่และมีลิ้นเป็นโลหะ หากใช้หลายขนาดประสมกันก็จะเรียกว่า ปี่จุม, แน คำนี้ ยุทธพร นาคสุขกล่าวว่า มาจากภาษาพม่า เป็นเครื่องประเภทลมไม้ตระกูลสรไน ใช้ในวงปี่พาทย์และวงกลอง มักมีสองขนาดคือแนหลวงและแนหน้อย โดยเครื่องดนตรีแต่ละประเภทนำมาประสมวงกัน มักจะผสมวงกันเป็นวง สะล้อ-ซึง วงปี่จุม วงกลองต่างๆ เป็นต้น สำหรับวงกลองนั้นมักมีจังหวะไปตามแต่ละท้องถิ่นและมักจะตายตัวมากกว่า วงปี่จุม และวงสะล้อ-ซึง และวงสะล้อ-ซึงนี้เองที่ก่อให้เกิดความหลากหลายทางด้านเสียงเพลงมาก ขอยกตัวอย่างเพลงเก่า ๆ อันเป็นเพลงประจำเมืองต่าง ๆ เช่น เพลงแม่หม้ายตีอก, เพลงแม่หม้ายก้อม, เพลงแม่หม้ายเครือ, กินทุ่มกินแหบ เป็นเพลงประจำเมืองแพร่ น่าน เพลงกินข้าม, เพลงสิงแดง ที่เป็นทำนองเดียวกับเพลงลาวจ้อย หรือสร้อยแสงแดง อันเป็นเพลงประจำเมืองน่าน เพลงกินโต๊ะ หรือที่ทางเชียงใหม่เรียกว่าเพลงปุมเป้ง หรือปุมเหม้น เป็นเพลงประจำเมืองแพร่ เพลงสะเพาหลงท่า เป็นเพลงประจำเมืองลำปาง เพลงนกแลข้ามกิ่ว, เพลงม่านส้อยหรือพะม่าปลิ้น, เพลงสิงข้าม เป็นเพลงประจำเมืองเชียงราย นอกจากเพลงประจำเมืองต่าง ๆ แล้ว ยังมีเพลงอื่น ๆ อีกมากอันเป็นที่นิยมสืบสายกันมาถึงปัจจุบัน เช่นเพลงปราสาทไหว เพลงฤๅษีหลงถ้ำ เพลงอื่อ เพลงขึ้นเชียงใหม่ เพลงชาวปุ เพลงละม้ายเชียงแสน เพลงกุหลาบเชียงใหม่ เพลงกล่อมนางนอน เพลงขงเบ้งเป็นต้น และเพลงบรรเลงนี้ ก็เป็นอีกสายพัฒนาการสายหนึ่งที่สืบเนื่องและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงมาถึงปัจจุบัน ทำให้มีเพลงที่แต่งขึ้นใหม่อีกก็หลายเพลงเช่น เพลงหริภุญชัย, เพลงกาสะลอง, เพลงไตอ่างขาง, เพลงพร้าวไกวใบ, เพลงหมอกมุงเมือง ฯลฯ และเพลงบรรเลงเหล่านี้ก็ยังนิยมและรับใช้สังคมกันอยู่ เพียงไม่กี่ปีที่ผ่านมามีกระแสของการการสืบทอดศิลปวัฒนธรรมกันมากขึ้น ทำให้มีเยาวชนส่วนมากหันมาเล่นเครื่องดนตรีพื้นเมืองกันเพิ่มมากขึ้น นับว่าเป็นนิมิตรหมายอันดีที่จะมีการสืบสานกันต่อไป นอกจะมีการเล่นดนตรีแบบเดิมแล้ว ยังมีการผสมผสานในแนวใหม่ด้วย ดังเช่นวงช้างสโตน ที่ได้พัฒนารูปแบบการเล่นและเครื่องดนตรีที่ฉีกแนวออกไปเพื่อเป็นการก้าวข้ามพรมแดนทางดนตรี ไปสู่สากลมากขึ้น จนเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่ถือว่าน้อยคนนักจะทำได้
จบตอนที่ ๑
* จาก
สลุงเงิน. ล้านนาคีตา ลีลาขับขาน. สูจิบัตรงาน "สานทอ ต่อฝัน ตอน รอยจรัลกับฝันของฝันนี้" ๓ กันยายน ๒๕๕๑ ณ ศูนย์เผยแพร่ศิลปวัฒนธรรมล้านนาเวียงเจ็ดลิน
| Create Date : 13 กันยายน 2552 |
| Last Update : 13 กันยายน 2552 20:36:07 น. |
| |
|
|
|
|
กั่นโลง(โคลง) สิบสองสิงหา


กั่นโลง(โคลง)สิบสองสิงหา
สิบสองสิงหาแม้น เติงมา เฉลิมพระชนมพรรษา แม่แก้ว ขอทรงอยู่ทีฆา ส่ำราญยิ่ง โยชน์เฮย ทรงจำเริญผ่องแผ้ว เลิศแล้วเชียงคราน แม่เฮย
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า "ศศิศ"
| Create Date : 11 สิงหาคม 2552 |
| Last Update : 11 สิงหาคม 2552 14:31:18 น. |
| |
|
|
|
| |
|
|