Business, Management, Skill, Experiences--แลกเปลี่ยน เรียนรู้ แบ่งปัน ประสบการณ์ บริหาร และอื่น ๆ
Group Blog
 
All blogs
 

8 เคล็ดลับใช้เงินเพื่อซื้อความสุขให้ตัวเอง ...

8 เคล็ดลับใช้เงินเพื่อซื้อความสุขให้ตัวเอง

((( เห็นว่าน่าสนใจไม่น้อย ก็เลยเอามาฝากทุกคนครับ )))

-------------------------------------------------------------------------



เคยมั้ย เมื่อคุณได้ได้โบนัสประจำปี หรือเมื่อถึงวันเกิด วันสำคัญในชีวิต คุณจะยอมควักกระเป๋าเพื่อสร้างความสุขให้กับตัวเองโดยไม่ลังเล เสียดาย หรือหาเหตุผลร้อยแปดมาบอกปัดความต้องการของตัวเอง ถ้าคำตอบคือ ไม่

วันนี้ "ไทยรัฐออนไลน์" มีกุญแจไขความลับเรื่องการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างเงินกับความสุข เพื่อทำให้คุณมีความสุขมากขึ้นมาฝาก

เคล็ดลับใช้เงินเพื่อซื้อความสุข
.... ความลับที่ว่าก็เพียงง่าย หากคุณยอมจ่ายเงิน เพื่อ


1.สานสัมพันธ์ระหว่างคุณกับคนในครอบครัวและเพื่อนของคุณให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น จากผลการศึกษาพบว่าการมีความสัมพันธ์ที่แนบแน่น เป็นอีกหนึ่งในพื้นฐานสำคัญของการมีความสุขในชีวิต โดยคุณเพียงแค่ซื้อตั๋วเครื่องบินซักใบเพื่อบินไปดูหน้าหลานคนแรกของคุณ หรือสละเวลาไปร่วมงานเลี้ยงรุ่นสมัยมัธยม แทนที่จะไปสนุกสุดเหวี่ยงกับงานงานปาร์ตี้

2.ทิ้งความเบื่อหน่ายในชีวิตหลังแต่งงาน หากคุณยังจมปลัก และวุ่นวายใจกับเรื่องสนามหญ้าที่ขึ้นรก ผ้ากองโตที่ยังไม่ได้ซัก ขอแนะนำให้คุณใช้เงินแก้ปัญหาเหล่านี้ ด้วยการจ้างเด็กวัยรุ่นพาร์ทไทม์ซักคนมาช่วยคน พร้อมกับล้างโรงรถของคุณให้สะอาดเอี่ยมด้วย

3.ออกกำลังกายให้มากขึ้น จากผลการวิจัยพบว่าการออกกำลังเป็นวิธีที่เร็วที่สุด และวิธีที่รับรองได้ว่าสามารถช่วยให้อารมณ์ของคุณดีขึ้น ยิ่งถ้าคุณเป็นคนที่ยอมลงทุนควักกระเป๋าเพื่อซื้ออะไรง่ายๆ ไม่ว่าจะเป็นซื้อไอพอด เครื่องเล่นเอ็มพี3แล้วหล่ะก็ การสู้ราคาเพื่อไปออกกำลังกายในยิมที่หรูหราทันสมัย หรือการซื้อรองเท้ากีฬาใหม่ซักคู่ก็ไม่ใฃ่เรื่องยาก เพราะสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้คุณอยากออกกำลังมากขึ้น เชื่อเถอะว่านี่คือการลงทุนเพื่อความสุขที่คุ้มสุดๆ

4.คิดถึงเรื่องที่สนุก และสามารถสร้างเสียงหัวเราะให้กับคุณได้ คุณเพียงแต่สละเวลาเล็กน้อยเพื่อคุยกับตัวเองและลองถามตัวเองว่าอะไรคือสิ่งที่สามารถสร้างความบันเทิงเริงใจให้คุณได้ การตกปลา ชมนก การเดินทาง การล่าสัตว์ แม้กระทั่งการเดินช็อบปิ้งของมือสอง การทำครัว การเล่นสกี หรือการทำสมุดภาพ

สิ่งสำคัญ คือ คุณต้องมั่นใจว่าปฎิทินการทำงานส่วนตัวของคุณยังมีที่ว่างพอสำหรับกิจกรรมที่สามารถสร้างความสุขให้คุณได้ และเพื่อให้เงินเป็นตัวสร้างความสุขให้กับคุณ คุณควรจะใช้เงินเพื่อเรียนรู้ประสบการณ์ใหม่ๆ แทนที่คุณจะเป็นเพียงผู้ครอบครองเงินมากๆไว้เท่านั้น

5.สงบและมั่นคง ความสงบเป็นความสุขทางใจอย่างหนึ่ง ซึ่งเงินของคุณก็สามารถช่วยให้มันเกิดขึ้นได้ ด้วยการชำระหนี้สินที่มีอยู่ หรือการเก็บออมเงินไว้ส่วนหนึ่ง

6.จ่ายเงินเพื่อซื้ออาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายมากขึ้น ต้องยอมรับว่าเป็นเรื่องน่าเศร้าเป็นเรื่องน่าเศร้าที่ราคาของผัก ผลไม้ และอาหารสุขภาพทั้งหลายมักจะมีราคาแพงกว่าอาหารฟาสต์ฟู้ด แต่การกินอาหารที่มีประโยชน์จะส่งผลดีในระยะยาวต่อร่างกายของคุณ

7.ใช้เงินของคุณเพื่อคนอื่นบ้าง หนึ่งในวิธีของการสร้างความสุขให้กับตัวคุณเอง คือ การทำให้คนอื่นมีความสุขด้วย ให้ลองพยายามนึกว่าคุณจะใช้เงินของคุณไปในทางใดเพื่อช่วยให้คนอื่นพบกับโอกาสที่แตกต่างอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน เช่นคุณอาจบริจาคหนังสือของคุณเพื่อเติมเต็มชั้นหนังสือที่ว่างเปล่าของเด็กที่ยากไร้ เป็นต้น

8.ให้คิดถึงตัวเองก่อน กุญแจสำคัญของการมีความสุขที่สำคัญที่สุด คือการรู้จักตัวเอง และรู้ว่าอะไรจะทำให้ตัวเองพบกับความสุขที่แท้จริง

ข้อมูลจาก //www.yahoo.com




ที่มา: //www.thairath.co.th/content/life/12027




 

Create Date : 13 มิถุนายน 2552    
Last Update : 13 มิถุนายน 2552 11:11:04 น.
Counter : 405 Pageviews.  

ดัชนีผู้บริโภคตํ่าสุดในรอบ10ปี


ดัชนีผู้บริโภคตํ่าสุดในรอบ10ปี


((( วัน ๆ มีแต่ข่าวลบ .... เมื่อไร จะมีข่าวดีบ้างล่ะเนี่ย ??? )))



----------------------------------------------------

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยถึงผลสำรวจประชาชนทั่วประเทศ 2,238 ตัวอย่าง เกี่ยวกับความเชื่อมั่นต่อเศรษฐกิจไทยประจำเดือน พ.ค. 52 ว่า ดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับลดลงต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 และส่วนใหญ่ลดลงต่ำสุดในรอบ 8 ปีครึ่ง โดยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค เดือน พ.ค. เท่ากับ 71.5 ต่ำสุดในรอบ 90 เดือน ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคปัจจุบัน 61.1 ต่ำสุดในรอบ 84 เดือน นับจากเดือน พ.ค. 45 และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคในอนาคต 73.4 ต่ำสุดรอบ 92 เดือน นับตั้งแต่เดือน ต.ค. 44 ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมลดเหลือ 64.3 ต่ำสุดในรอบ 90 เดือน นับจากเดือน ธ.ค. 44 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสหางานทำลดเหลือ 63.8 ต่ำสุดรอบ 89 เดือน และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตเหลือ 86.2 ต่ำสุดรอบ 123 เดือน

ทั้งนี้สาเหตุมาจากราคาขายปลีกน้ำมันในประเทศปรับเพิ่มขึ้นลิตรละ 2.40-2.80 บาท ส่งผลให้ผู้บริโภคกังวลเกี่ยวกับค่าครองชีพสูงขึ้นแต่รายได้ไม่เพิ่มตาม นอกจากนี้ยังวิตกกับเสถียรภาพทางการเมืองโดยเฉพาะความขัดแย้งในพรรคร่วมรัฐบาล ที่สำคัญคนยังกังวลต่อตัวเลข เศรษฐกิจที่ลดลงรุนแรงกว่าที่คาด โดยจีดีพีไตรมาสแรกของคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติลบถึง 7.1% รวมถึงยอดการส่งออกที่หดตัว 25.2% และการแข็งค่าของค่าเงินบาทที่เพิ่มต่อเนื่อง

“ความกังวลต่อสถานภาพการจ้างงานถือเป็นปัญหาที่ทำให้ประชาชนไม่กล้าใช้สอย เชื่อว่าภาวะขาดแคลนกำลังซื้อในประเทศจะเกิดขึ้นชัดเจนตลอดไตรมาส 2 ถึงไตรมาส 3 ซึ่งระหว่างนี้ยอดขายสินค้าของภาคธุรกิจน่าจะลดลงตามด้วย จำเป็นต้องหาทางเอาตัวรอดด้วยการจัดกิจกรรมส่งเสริมการตลาด ออกมากระตุ้นกำลังซื้อ”

นายธนวรรธน์ กล่าวว่า แม้ตอนนี้นักวิชาการและภาคธุรกิจจะเชื่อมั่นว่าเศรษฐกิจเริ่มฟื้นตัวแล้ว หลังเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและจีนดีขึ้น รวมถึงดัชนีตลาดหลักทรัพย์ กับคำสั่งซื้อสินค้าก็เพิ่มตาม แต่ในภาคประชาชนยังไม่เกิดขึ้นและไม่เชื่อว่าเศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในเร็ว ๆ นี้ โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลรอบแรก ทั้งเช็คช่วยชาติ 2,000 บาท ต้นกล้าอาชีพ หรือมาตรการลดค่าครองชีพให้ใช้รถเมล์ รถไฟ ประปา ไฟฟ้าฟรี ยังไม่มีประสิทธิภาพแรงพอ ที่จะสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นในระบบเศรษฐกิจได้ เพราะปัญหาเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คิด รัฐบาลจึงจำเป็นต้องอัดฉีดมาตรการระลอกใหม่ โดยเฉพาะการรับมือกับปัจจัยลบจากน้ำมันที่จะแพงขึ้นในอนาคต

“ความกังวลเกี่ยวกับปัญหาการเมืองเดือนนี้คลายตัวลง แต่คนเริ่มห่วงราคาน้ำมันมากขึ้น โดยคาดว่า 3 เดือนข้างหน้า ราคาน้ำมันตลาดโลกอาจทะลุ 80 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ซึ่งจะกระทบราคาขายปลีกภายในและกำลังซื้อของผู้บริโภค โดยประเมินว่า หากน้ำมันเพิ่มลิตรละ 1 บาท จะกระทบต่อการใช้จ่ายประชาชน 2,100 ล้านบาท และทุก 1 เดือน น้ำมันจะเพิ่มลิตรละ 2 บาท จะกระทบต่อการใช้จ่ายไม่ต่ำกว่า 4,000 ล้านบาท ซึ่งเป็นภาระที่รัฐบาลต้องให้ความสำคัญ”

นอกจากนี้รัฐบาลต้องเร่งเบิกจ่ายงบประมาณ ทั้ง พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท และงบประมาณประจำปีให้ได้ตามแผนช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะโครงการเมกะโปรเจคท์ จะต้องเริ่มภายในไตรมาส 4 รวมถึงเร่งรัดให้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ต้องจ่ายเงินลงทุนลงท้องถิ่นให้เร็วที่สุด และเร่งกระตุ้นโครงการลงทุนจากหน่วยงานรัฐวิสาหกิจด้วย หากทำได้เชื่อว่าเศรษฐกิจปีนี้น่าจะติดลบที่ 3.5-4.5%.



ที่มา: //www.dailynews.co.th/web/html/popup_news/Default.aspx?Newsid=201896&NewsType=1&Template=1




 

Create Date : 12 มิถุนายน 2552    
Last Update : 12 มิถุนายน 2552 12:43:52 น.
Counter : 324 Pageviews.  

แนวโน้มดอกเบี้ย (((รู้แล้ว ก็รีบ ...)))

แนวโน้มดอกเบี้ย

..............................................................................................
(((รู้แนวโน้มอย่างนี้ (ถ้าเป็นจริง) ... ใครคิดจะทำอะไรก็รีบทำนะครับ)))
..............................................................................................

รายงานโดย :สุกิจ อุดมศิริกุล: วันพุธที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2552

สวัสดีครับทุกท่าน สัปดาห์นี้ผมมีประเด็นในเรื่องแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยมานำเสนอ


ทั้งนี้ เนื่องจากมีเหตุการณ์สำคัญที่ไม่มีใครคาดคิดเกิดขึ้นในสัปดาห์ที่ผ่านมา คือ ตลาดการเงินในสหรัฐมีการกลับมาคาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐ (FED) มีโอกาสปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในการประชุมที่จะเกิดขึ้นในเดือนพ.ย. 2552 อย่างน้อย 0.25% จากระดับอัตราดอกเบี้ย Fed fund ในปัจจุบันที่ 0.25% โดยระดับของความน่าจะเป็นที่สะท้อนผ่าน Fed fund future ระบุว่ามีความเป็นไปได้ 41.7% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยขึ้น 0.25% และมีความเป็นไปได้ 15.5% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย 0.50% หรืออาจจะกล่าวได้ว่า มีความน่าจะเป็นถึง 57.2% ที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ในขณะที่ความเป็นไปได้ที่เฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเดิมลดลงเหลือเพียง 36.7% ซึ่งหากพิจารณาระดับความน่าจะเป็นในระดับดังกล่าว พบว่าต่ำกว่า 50% และต่ำกว่าระดับ 80% ที่มีการคาดการณ์อยู่ในปัจจุบัน

สำหรับการคาดการณ์ในครั้งนี้ถือว่าเป็นครั้งแรกหลังจากเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ รวมถึงเป็นการคาดการณ์ที่แตกต่างจากเดิมที่นักเศรษฐศาสตร์ส่วนใหญ่คาดการณ์ว่าธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอย่างเร็วที่สุดปลายปี 2553 ผมคิดว่า หากประเมิน จากสภาพเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน คนส่วนใหญ่คงไม่ คิดว่าธนาคารกลางที่ไหนในโลกนี้จะกล้าปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2552 ดังนั้น ความเชื่อเรื่องการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของสหรัฐอาจจะยังคงไม่แพร่หลายมากนัก แต่ในความเห็นส่วนตัวของผม ผมเชื่อและคิดว่ามีความเป็นไปได้ที่ธนาคารกลางสหรัฐจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2552

หากดูการเคลื่อนไหวของตลาดพันธบัตรสหรัฐ พบว่านักลงทุนในตลาดพันธบัตรเริ่มเชื่อว่าอัตราดอกเบี้ย มีโอกาสปรับขึ้น เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้น (1-2 ปี) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 17-38 bps ภายใน 1 สัปดาห์ ซึ่งถือว่าเป็นระดับที่มีนัยสำคัญ ดังนั้นผมจึงอยากเรียนให้ทุกท่านติดตามเรื่องอัตราดอกเบี้ยสหรัฐอย่างใกล้ชิด

พูดถึงสถานการณ์ในเรื่องอัตราดอกเบี้ยที่มีโอกาสปรับขึ้นกันมาพอสมควรแล้ว ผมอยากจะอธิบายถึงสาเหตุที่ทำให้ตลาดการเงินคาดการณ์ในเรื่องดังกล่าวบ้างว่ามีแนวคิดอย่างไร โดยสรุป ผมคิดว่ามี 2 ประเด็น คือ 1) การที่ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มออกมาดีกว่าที่คาดการณ์ โดยล่าสุด ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Non-farm payroll) เดือนพ.ค. ลดลง 3.45 แสนราย ซึ่งน้อยกว่าคาดการณ์ ในขณะที่สัปดาห์นี้ นักเศรษฐศาสตร์คาดว่าตัวเลข Retail sales เดือนพ.ค. จะปรับตัวเพิ่มขึ้น 0.4%mom ส่งผลให้ตลาดการเงินมีความหวังมากขึ้นว่าเศรษฐกิจสหรัฐจะฟื้นตัวได้เร็วโดยเฉพาะในด้านการบริโภค ซึ่งมีสัดส่วนมากที่สุด คือ 70% ของ GDP สหรัฐ

2) ความกังวลในเรื่องเงินเฟ้อ เนื่องจากการที่เฟดอัดฉีดเงินเข้าไปในระบบการเงินผ่านการซื้อพันธบัตร และราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแล้ว 100% จากระดับต่ำสุดในปีนี้ ผมคิดว่าทั้งสองปัจจัยก็ยังคงมีน้ำหนักไม่มาก โดยเฉพาะในเรื่องการฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ ซึ่งยัง คงต้องใช้เวลา และอาจส่งผลให้ยังคงไม่เกิดเงินเฟ้อใน ปี 2552 แต่สาเหตุสำคัญที่ผมคิดว่าเป็นปัจจัยที่เร่ง ให้เฟดอาจจำเป็นต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเร็วขึ้น คือ การส่งสัญญาณในเรื่องการจัดการกับสภาพคล่องส่วนเกินในตลาดการเงิน ซึ่งกำลังนำไปสู่ภาวะฟองสบู่อีกครั้งในตลาดหุ้น หรือตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ รวมถึงเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของการอ่อนค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ

ด้านแนวโน้มอัตราดอกเบี้ยของไทย หากพิจารณา ดูจากภาวะเศรษฐกิจและความตึงตัวในตลาดการเงินระยะสั้น คงต้องบอกว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยังคงไม่น่าจะเร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2552 เนื่องจากสภาพคล่องส่วนเกินมีอยู่อีกมาก แต่สำหรับ ในปี 2553 นั้นมีโอกาสที่จะเพิ่มขึ้นได้ 25 bps เนื่องจาก 1) ผมคาดว่าสภาพคล่องทางการเงินในประเทศจะลดลง จากการกู้เงินของรัฐบาลเพื่อใช้กระตุ้นเศรษฐกิจ ประกอบกับคาดว่าธนาคารพาณิชย์คงเริ่มปล่อยสินเชื่อมากขึ้น เนื่องจากผมคาดว่าสินเชื่อจะขยายตัวมากขึ้นตามราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้น 2) ในเรื่องการคาดการณ์เกี่ยวกับอัตราเงินเฟ้อ (Inflation expectation) จะเพิ่มขึ้นจากราคาน้ำมันดิบที่เพิ่มขึ้น

ผลกระทบหากธนาคารกลางสหรัฐปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยคาดว่าจะกระทบต่อภาคอสังหาริมทรัพย์อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นผมจึงคาดการณ์ว่าก่อนที่เฟดจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยน่าจะต้องมีมาตรการรองรับที่ชัดเจนแล้ว ส่วนผลกระทบต่อไทย ในส่วนของภาคธุรกิจไม่น่าจะมากนัก หากอยู่ในระดับ 25-50 bps เนื่องจากอัตราดังกล่าวยังคงอยู่ในระดับต่ำ เช่นเดียวกันกับตลาดหุ้น แต่ที่น่าจะมีมากหน่อยในช่วงนี้ คือ ตลาดพันธบัตรที่คาดว่าจะทำให้มีความผันผวนเพิ่มขึ้น



ที่มา: //www.posttoday.com/stockmarket.php?id=51586




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2552    
Last Update : 10 มิถุนายน 2552 22:37:27 น.
Counter : 513 Pageviews.  

การจัดอันดับบริษัทชั้นนำ 500 อันดับในสหรัฐอเมริกา

การจัดอันดับบริษัทชั้นนำ 500 อันดับในสหรัฐอเมริกา

โดย นิตยสารฟอร์จูน 500

Source - Dept. of Export Promotion (Th/Eng)


Friday, June 05, 2009 15:21

46103 XTHAI XECON XCOMMER XFINSV V%GOVL P%EXPD



นิตยสารฟอร์จูน (Fortune) เป็นนิตยสารที่มีอิทธิพลที่สุดฉบับหนึ่งของโลกในด้านธุรกิจ เศรษฐกิจ การเงิน อยู่ภายใต้การดำเนินการของบริษัท ไทม์ (Time Inc.) หรือ ไทม์ วอนเนอร์ เจ้าของเดียวกับนิตยสารไทม์มีขายอยู่ทั่วโลก
นิตยสารฟอร์จูน (Fortune) เริ่มมีการจัดอันดับบริษัทที่มีรายได้จากการประกอบการสูงสุดในประเทศสหรัฐอเมริกา โดยใช้หน่วยวัดจากรายได้รวม (Gross Revenue) ของแต่ละบริษัทมาตั้งแต่ปี 2498 จนถึงปัจจุบันรวมระยะวลา 55 ปี และเป็นที่รู้จักในแวดวงเศรษฐกิจการเงินโลกที่ต้องนำมาอ้างอิงอยู่เสมอ นิตยสารฉบับ สำคัญในเครือข่ายที่ทำให้มีชื่อเสียง เป็นที่รู้จักมีการจำหน่าย ได้แก่ Fortune 500, Fortune 1000, Fortune Global 500, Fortune 100 Best Companies To Work For, Fortune Amreica s Most Admired Companies, Fortune Global Most Admired Company สามารถหาข้อมูลการจัดอันดับรายชื่อบริษัทชั้นนำ ประจำปี 2552 ได้ที่เว็ป //cgi.money.cnn/tools/fortune/custom_ranking_2009.jsp

การจัดอันดับบริษัทที่มีรายได้จากการประกอบการสูงสุดในประเทศสหรัฐอเมริกา หรือ ฟอร์จูน 500 ที่จัดขึ้นโดยนิตยสารฟอร์จูน ประจำปี 2552 พิจารณาจากรายได้จากผลประกอบการในปี 2551 พบว่าในภาพรวมรายได้ของบริษัทในการจัดอันดับฟอร์จูน 500 ลดลงร้อยละ 85 คือ มีรายได้รวมเพียง 98,900 ล้าน ดอลลาร์สหรัฐฯ จากสถิติรายได้รวม 645,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯในปี 2550 และนับเป็นปีที่รายได้ของบริษัทเหล่านี้ลดลงต่ำสุดในรอบ 55 ปี ซีงเป็นผลมาจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ เมื่อปีที่แล้ว

รายชื่อบริษัทชั้นนำที่ได้รับการจัดอันดับในครั้งนี้ในเขตตอนกลางของสหรัฐฯ (Midwest region) ซึ่ง เป็นเขตในการดูแลของสำนักงานส่งเสริมการค้า ณ นครชิคาโก มีจำนวนทั้งสิ้น 148 บริษัท เช่น Wal-Mart (อันดับ 2) General Motors (อันดับ 6) Ford Motor (อันดับ 7) Kroger ( อันดับ 27) Target ( อันดับ 28) Boeing ( อันดับ 34) Walgreen ( อันดับ 36) และ Supervalu ( อันดับ 51) ผู้สนใจสามารถหารายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมได้ ในเอกสารแนบ

เป็นที่น่าสังเกตุว่าบริษัท วอล-มาร์ท เจ้าของห้างค้าปลีกอันดับหนึ่งของสหรัฐฯ ที่ครองอันดับหนึ่งในการจัดอันดับบริษัทชั้นนำของนิตยสารฟอร์จูน 500 ถึง 6 ครั้งในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา และติดอันดับหนึ่งในการจัดอันดับครั้งที่แล้วตกมาอยู่อันดับ 2 ในครั้งนี้แม้ว่าจะได้รับประโยชน์จากวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นที่ทำให้ผู้บริโภคที่หันมาซื้อสินค้าราคาถูกที่ห้างแห่งนี้ ในการจัดอันดับครั้งนี้บริษัทวอล-มาร์ทมีรายได้ 405,600 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 7 เมื่อเทียบกับสถิติในปีก่อนหน้าและมีกำไร 13,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เพิ่มขึ้นเพียงร้อยละ 5

สคต. ชิคาโก มีความเห็นว่าผลของการจัดอันดับ เป็นตัวชื้วัดที่สำคัญอย่างหนึ่งในการบอกถึงภาวะทางเศรษฐกิจของสหรัฐฯ กลุ่มธุรกิจที่มีความยืดหยุ่นยอมรับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ ยอมผ่อนท่าทีเพื่อรักษาธุรกิจให้คงอยู่ และปรับตำแหน่งบริษัทให้พร้อมจึงจะสามารถเติบโตได้ในอนาคต ผู้ผลิต/ส่งออกไทยจึงควรศึกษาความก้าวหน้าหรือถดถอยของบริษัทชั้นนำเหล่านี้ ใช้ประโยชน์จากข้อมูลดังกล่าวทั้งข้อเด่นและข้อด้อย ศึกษากลยุทธ์ในการปรับตัวเพื่อการอยู่รอดด้วยวิธีต่างๆ การปรับโครงสร้างเพื่อลดค่าใช้จ่ายปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อลดต้นทุน การสร้างหุ้นส่วน (partner) เพื่อจัดหาส่วนประกอบสำคัญ หรือจัดการชิ้นส่วนของเครื่องจักร รวมถึงการยกการผลิตบางส่วนให้บริษัทนอกองค์กรทำ (outsourcing) ซึ่งแต่ละบริษัทมีกลยุทธ์ที่แตกต่างกันออกไป ตัวอย่างเช่น บริษัท Supervalu เป็นร้านซุปเปอร์มาร์เกต์ใหญ่อันดับที่ 4 ของสหรัฐฯ (1. Wal-Mart Super Center, 2. Kroger , 3. Cosco) ปรับกลยุทธ์การตลาดโดยการตั้งบริษัทลูกเพื่อสั่งซื้อสินค้าเองโดยตรง ไม่ผ่านผู้ค ส่งและดำเนินการนำเข้าเองเพื่อลดต้นทุน และกระจายความเสี่ยงในการซื้อสินค้าจากแหล่งเดียว (เดิม คือ ประเทศจีน) โดยปีนี้บริษัท Supervalu มีแผนจะนำเข้าสินค้าจากไทยจำนวนมาก และได้ส่งผู้แทน การค้าระดับสูงเข้าเยี่ยมชมและเจรจาธุรกิจกับผู้ผลิต/ผู้ส่งออกไทยในงาน Thaifex 2009

อย่างไรก็ตาม ผู้ส่งออกไทยพึงตระหนักว่า อินเทอร์เน็ตมีมีบทบาทสำคัญในการเปลี่ยนแปลงในโลกปัจจุบัน ที่สามารถเสริมสมรรถนะในการแข่งขัน อินเทอร์เน็ตทำให้บริษัททั้งหลายทำธุรกิจการได้เหมือนอยู่ในพื้นที่เดียวกัน อินเทอร์เน็ตจึงเป็นช่องทางจัดจำหน่ายกระจายสินค้าช่องทางใหม่ที่รวดเร็ว ที่สำคัญและสามารถใช้เพื่อตอบสนองความก้าวหน้าของโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว

ผู้ประกอบการไทยยังมีโอกาสที่ส่งออกมายังสหรัฐฯ ได้อีกมากเพียงแต่ต้องรู้จักศึกษาข้อมูลให้กว้างขวาง การรู้ทันข่าวสารและสามารถปรับเปลี่ยนแนวทางของตนเอง ประยุกต์ใช้วิธีการที่เหมาะสมผสมผสานเทคโนโลยีกับกระบวนการต่างๆ เพื่อให้สามารถอยู่ได้อย่างยั่งยืนได้ แม้จะเผชิญแรงกดดันจากภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจก็ตาม



สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ณ นครชิคาโก



ที่มา: //www.depthai.go.th




 

Create Date : 10 มิถุนายน 2552    
Last Update : 10 มิถุนายน 2552 15:58:59 น.
Counter : 1932 Pageviews.  

รับมือกับความผันผวน จากตลาดหุ้น...

รับมือกับความผันผวน จากตลาดหุ้น

------------------------------------------------------------
คงเป็นประโยชน์กับหลายคน (รวมทั้งตัวผมด้วย)
------------------------------------------------------------




รายงานโดย :สุริพล เข็มจินดา: วันอังคารที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2552


คำถามยอดฮิตสำหรับนักลงทุนหลายๆ ท่านในช่วงนี้คงจะเป็นว่า หุ้นจะขึ้นต่อถึงไหน จะซื้อหุ้นได้หรือยัง หรือควรจะขายหุ้นออกไหม หุ้นจะลงเมื่อไร ควรจะขายออกแล้วถือเงินสดทั้งหมดหรือไม่

ความผันผวนของหุ้นในรอบ 2-3 เดือนที่ผ่านมามีความรวดเร็วและรุนแรง โดยในวันที่ 19 พ.ค. 2552 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปิดที่ระดับ 556.47 จุด และปิดต่ำสุดในวันที่ 9 มี.ค. 2552 ที่ระดับ 411.27 จุด ซึ่งมีความแตกต่างกันถึง 35% ภายในเวลาไม่กี่เดือน และความผันผวนนี้ก็เกิดขึ้นกับตลาดหุ้นทั่วโลกเช่นกัน

สำหรับนักลงทุนที่มีประสบการณ์ผ่านร้อนผ่านหนาวในตลาดหุ้นมาเป็นเวลานาน ก็จะพบว่าตลอด 30 ปีที่ผ่านมา หุ้นมีความผันผวนมาตลอด มีทั้งปีที่ตลาดหุ้นบวกมากกว่า 100% และมีปีที่ติดลบเกือบ 50% และเป็นที่แน่นอนว่าตลาดหุ้นจะยังคงผันผวนขึ้นและลงอย่างนี้ต่อไปในอนาคต สำหรับผลตอบแทนการลงทุนระยะยาว ข้อมูลจาก SET Research พบว่าในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาตลาดหุ้นให้ผลตอบแทนโดยเฉลี่ยประมาณ 12% ต่อปี แน่นอนครับว่าการลงทุนในตลาดหุ้น มีโอกาสให้ผลตอบแทนที่ดึงดูดใจมากกว่าการฝากเงินหรือการลงทุน ในตราสารหนี้ โดยเงินฝากให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 3% ส่วน ตราสารหนี้ให้ผลตอบแทนเฉลี่ยประมาณ 5% (ข้อมูลย้อนหลัง 9 ปี พ.ศ. 2542-2550 โดยการศึกษาของ บลจ.วรรณ) แต่การลงทุนในหุ้นก็มีความเสี่ยงสูงเช่นเดียวกัน

ความเสี่ยงหมายถึงความผันผวนของผลตอบแทน หากความเสี่ยงสูงผลตอบแทนก็มีโอกาสคลาดเคลื่อนไปจากค่าเฉลี่ยมากขึ้น การกระจายความเสี่ยง หรือการลงทุนในสินทรัพย์หลายประเภท จะสามารถช่วยลดความเสี่ยงของการลงทุนได้ สำหรับการลงทุนในปัจจุบัน ในภาวะที่มีตัวแปรต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อผลตอบแทนที่ คาดหวัง หลายๆ ตัวแปรเกิดขึ้นอย่างที่ไม่ได้คาดคิดไว้มาก่อน ดังนั้นการปรับเลือกกลยุทธ์การลงทุนนั้นก็มีความสำคัญสำหรับสถานการณ์ในปัจจุบัน

ในโลกของการลงทุนนั้น จะมีนักลงทุนที่เชี่ยวชาญอยู่จำนวนหนึ่งที่สามารถจะเลือกหุ้นได้ดี มีจังหวะการซื้อขายที่ยอดเยี่ยม สามารถเอาชนะตลาดได้ด้วยประสบการณ์ การวิเคราะห์ที่ลึกซึ้ง และการคาดการณ์ที่แม่นยำ แต่คนเก่งแบบนี้มีอยู่จำกัด และคนส่วนใหญ่มิได้เก่งอย่างนั้น บ่อยครั้งที่เราเลือกหุ้นผิดตัว ซื้อหุ้นในเวลาที่ไม่เหมาะสม ซ้ำยังขายในจังหวะที่ไม่ถูกต้อง นักลงทุนจำนวนมากจึงได้ผลตอบแทนที่ไม่ดี สู้ตลาดไม่ได้ หลายคนถึงกับขาดทุน ทั้งๆ ที่ตลาดโดยรวมให้ผลตอบแทนเฉลี่ยที่เป็นบวก บ่อยครั้งที่เรารู้สึกกลัวเวลาหุ้นตกมากๆ ไม่กล้าเข้าลงทุน บางคนที่ถือหุ้นอยู่แล้วตกใจขายไปในราคาต่ำๆ ก็มี ขณะเดียวกันพอเห็นหุ้นขึ้นใหม่ๆ ยังไม่กล้าซื้อ แต่รอจนหุ้นขึ้นไประยะหนึ่งแล้วจึงมั่นใจเข้าซื้อ กลายเป็นภาพซ้ำๆ ของการซื้อแพงขายถูกอย่างน่าเสียดาย

สำหรับนักลงทุนหลายๆ ท่านที่มีประสบการณ์ของการซื้อแพงขายถูกตามข้างต้นนั้น กลยุทธ์การลงทุนแบบ Dollar Cost Averaging (DCA) เป็นเทคนิคอย่างหนึ่งที่นักลงทุนสามารถนำมาประยุกต์ใช้สำหรับการลงทุนระยะปานกลาง ถึงระยะยาวในตลาดหุ้นได้ หลักการไม่มีอะไรยุ่งยาก ใช้เพียงความมีวินัยในการลงทุนเข้าไปลงทุนหุ้นด้วยจำนวนเท่าๆ กันอย่างสม่ำเสมอทุกๆ เดือน การลงทุนแบบสม่ำเสมออย่างนี้ได้ประโยชน์จากการมีต้นทุนเฉลี่ยที่ต่ำกว่าต้นทุนของตลาด เนื่องจากธรรมชาติของหลักทรัพย์โดยเฉพาะหุ้นนั้นมีความผันผวนขึ้นลงอยู่เสมอ ดังนั้นหากเราลงทุนด้วยเงินที่เท่าๆ กันทุกเดือน เวลาที่หลักทรัพย์มีราคาต่ำเราซื้อได้มากหุ้น (เงิน X บาท หารด้วยราคาต่ำย่อมได้มากหุ้น) เวลาที่หลักทรัพย์มีราคาสูงเราซื้อได้น้อยหุ้น (เงิน X บาท หารด้วยราคาสูงย่อมได้น้อยหุ้น) ทำให้เราได้ของต้นทุนถูกในจำนวนที่มากกว่าของที่ต้นทุนแพง เมื่อทำการเฉลี่ยต้นทุนจึงย่อมได้ราคาเฉลี่ยใกล้ไปทางราคาที่ถูกมากกว่าทางราคาที่แพง ส่งผลให้ ผลตอบแทนของการลงทุนก็ย่อมดีกว่าไปด้วยเป็นธรรมดา

การเริ่มลงทุนระยะยาวแบบ DCA นั้นผู้ลงทุนสามารถเริ่มได้เลยโดยไม่ต้องรอจังหวะการลงทุน เพราะการลงทุนแบบ DCA จะช่วยเฉลี่ยต้นทุนของการลงทุนอยู่ตลอดเวลาทุกครั้งที่มีการลงทุน และเมื่อลงทุนแบบระยะยาวแล้ว ค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนที่ผู้ลงทุนจะได้รับจะใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ยของผลตอบแทนของตลาดหุ้นในระยะยาว โดยท่านที่ลงทุนโดยตรงในตลาดหลักทรัพย์ก็สามารถเลือกใช้ ThaiDEX SET50 ETF (TDEX) มาเป็นตัวแทนของตลาดหลักทรัพย์โดยรวมเพื่อการกระจายความเสี่ยงครับ

อย่างไรก็ตาม วิธีการลงทุนแบบ DCA ไม่สามารถป้องกันการขาดทุนจากการลงทุน ในภาวะที่หลักทรัพย์นั้นๆ ตกต่ำลงอย่างมากได้ ดังนั้นผู้ลงทุนควรเลือกประเภทหลักทรัพย์ของการลงทุนให้สอดคล้องกับความสามารถในการรับความเสี่ยง เป้าหมายของการลงทุน และระยะเวลาในการลงทุนด้วยครับ หรือสามารถขอคำปรึกษาการลงทุนได้จากสถาบันการเงิน บริษัทหลักทรัพย์ หรือบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนที่ท่านสะดวกครับ




ที่มา: //www.posttoday.com/stockmarket.php?id=51403




 

Create Date : 09 มิถุนายน 2552    
Last Update : 9 มิถุนายน 2552 18:37:11 น.
Counter : 313 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  

byonya
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 17 คน [?]




I am not a perfect, but simple!

 
 
Custom Search



 
 

Website น่าสนใจ  
 
หนังสือพิมพ์ออนไลน์ประชาไท

เว็บการศึกษา Eduzones.com

Business Web Directory .biz - Business Directory
 


Word of the Day

This Day in History

Quote of the Day

Hangman




Friends' blogs
[Add byonya's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.