กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ.เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะ ซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า "ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
เมษายน 2564
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
space
space
27 เมษายน 2564
space
space
space

กิเลสต้องเห็นชัดด้วยปัญญา


มีพุทธพจน์ว่า 

        “ภิกษุทั้งหลาย  ธรรมที่พึงละด้วยกาย  มิใช่ด้วยวาจา ก็มี  ธรรมที่พึงละด้วยวาจา มิใช่ด้วยกาย ก็มี  ธรรมที่พึงละมิใช่ด้วยกาย  มิใช่ด้วยวาจา ต้องเห็นชัดด้วยปัญญาจึงละได้   ก็มี”  

         “ธรรมที่พึงละด้วยกาย   มิใช่ด้วยวาจา เป็นไฉน? คือ ภิกษุในธรรมวินัยนี้  เป็นผู้ถึงความละเมิดอันเป็นอกุศลบางส่วนด้วยกาย  เพื่อนพรหมจารีผู้เป็นวิญญูใคร่ครวญแล้ว กล่าวกะเธออย่างนี้ว่า   ท่านผู้มีอายุถึงความละเมิดอันเป็นอกุศลบางส่วนด้วยกาย    จะเป็นการดีแท้     ที่ท่านผู้มีอายุได้โปรดละกายทุจริต   จงบำเพ็ญกายสุจริตเถิด   เธอถูกเพื่อนพรหมจารีผู้เป็นวิญญูใคร่ครวญแล้ว ว่ากล่าวอยู่    จึงละกายทุจริต    บำเพ็ญกายสุจริต   นี่เรียกว่า ธรรมที่พึงละด้วยกาย มิใช่ละด้วยวาจา”
 
         “ธรรมที่พึงละด้วยวาจา    มิใช่ด้วยกายเป็นไฉน?    คือ   ภิกษุในธรรมวินัยนี้    เป็นผู้ถึงความละเมิดอันเป็นอกุศลบางส่วนด้วยวาจา    เพื่อนพรหมจารีผู้เป็นวิญญูใคร่ครวญแล้ว    กล่าวกะเธออย่างนี้ว่า    ท่านผู้มีอายุถึงความละเมิดอันเป็นอกุศลบางส่วนด้วยวาจา จะเป็นการดีแท้    ที่ท่านผู้มีอายุได้โปรดละวจีทุจริต   จงบำเพ็ญวจีสุจริตเถิด   เธอถูกเพื่อนพรหมจารี ผู้เป็นวิญญูใคร่ครวญแล้ว ว่ากล่าวอยู่    จึงละวจีทุจริต บำเพ็ญวจีสุจริต  นี่เรียกว่า ธรรมที่พึงละด้วยวาจา มิใช่ละด้วยกาย”

         “ธรรมที่พึงละ  มิใช่ด้วยกาย  มิใช่ด้วยวาจา ต้องเห็นชัดด้วยปัญญาจึงละได้  เป็นไฉน ?  คือ โลภะ ... โทสะ ... โมหะ ... ความโกรธ ... ความผูกโกรธ ... ความหลบหลู่ ... ความยกตัวกดเขาไว้ ... ความตระหนี่ ... พึงละมิใช่ด้วยกาย  มิใช่ด้วยวาจา  ต้องเห็นชัดด้วยปัญญา  จึงละได้...” (อง.ทสก. 24/23/41)


    ทางกาย ทางวาจา พออาศัยกัลยาณมิตรบัณฑิตชนชี้แนะได้ แต่ทางใจ ต้องเห็นด้วยปัญญาเอง จึงละได้

มี ตย.หนึ่ง   450



-  จะทำยังไงให้ไม่คิดแค้นหรือโกรธใครคะ 

    เราเปนคนนึงที่ไม่ชอบคนพูดจาไม่ดีกับเรา​ หรือเอาเปรียบเรา​ คิดแล้วแค้นไม่สบายใจนอนไม่หลับคะ​ ทำยังไงถึงจะเลิกคิดได้คะ​ อยากให้อภัย​มีหลักคิดยังไงคะ​ ถ้าเรายังพบเจอคนนั้น​ ชีวิตยังวนเวียนอยุ่กับเรื่องนั้นๆ​ มันก้อต้องวนกลับมาคิดใหม่​ ช่วยแนะนำหน่อยคะ


https://pantip.com/topic/40668521

    235 คนเราหนีความคิดตัวเองไม่พ้นดอก  เจ้าตัวไปไหนมันไปด้วย จะบุกน้ำลุยน้ำ ดำดิน บินไปในอากาศ  เข้าถ้ำ   ความคิดก็ติดตามไปทุกหนแห่ง คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้   หลักปฏิบัติท่านให้เข้าเผชิญหน้ากับมันตรงๆ ไม่หนีความรู้สึก  เผชิญหน้าดูมัน  กำหนดจิตตามที่มันคิด  11  เดินๆ อยู่ นั่งๆอยู่  ทำอะไรๆอยู่   คิดปุ๊บ  กำหนดปั้บ  คิดหนอๆๆๆ  (ปักจิตลงตรงหัวใจใต้ราวนมข้างซ้าย คิดหนอๆๆๆ)  แล้ว  ขณะนั้นกำลังทำงานอะไร  ดึงความคิดมาสนใจงานเฉพาะหน้า ใจอยู่กับกิจ จิตอยู่กับสิ่งที่ทำ  ทำๆไปแว้บมาอีก  กำหนดอีก  คิดหนอๆๆๆ   แค้นหนอๆๆๆ  โกรธหนอๆๆๆ.   ยังไม่แนะนำให้นั่งดูมันตรงๆ เช่น  นั่งกรรมฐาน   อ้าวทำไมล่ะ ?   เพราะความคิดที่เป็นพื้นนิสัยมันแรง   ดูใกล้ไปเอาไม่อยู่   ต้องเล่นวงนอกกับมันก่อน   ภาษามวยเรียกว่าไม่เข้าคลุกวงใน   เด้งเชือกต่อยเอา  (=จิตตานุปัสสนา)  ตามหลักพุทธธรรมก็อย่างที่พระพุทธเจ้าบอกเมื่อสองพันกว่าปีว่า อุปาทานขันธ์ห้าเป็นทุกข์  



- ธัมมารมณ์, ธรรมารมณ์   อารมณ์คือธรรม,  สิ่งที่ถูกรับรู้ทางใจ,  สิ่งที่รู้ด้วยใจ,  สิ่งที่ใจรู้สึกนึกคิด

- อารมณ์   เครื่องยึดหน่วงของจิต,  สิ่งที่จิตยึดหน่วง,  สิ่งที่ถูกรู้หรือถูกรับรู้ (สิ่งเร้า) ได้แก่  อายตนะภายนอก  ๖  คือ  รูป   เสียง   กลิ่น  รส  โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์

 


Create Date : 27 เมษายน 2564
Last Update : 30 พฤศจิกายน 2566 15:27:04 น. 0 comments
Counter : 416 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space