กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
เมษายน 2564
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
space
space
10 เมษายน 2564
space
space
space

ผู้ปฏิบัติธรรมแยก สมมุติ กับ สภาวธรรม ให้ชัด



       เราจะเรียกชื่อ  ปฏิบัติกรรมฐาน,  ปฏิบัติธรรม,  นั่งสมาธิ,  ภาวนา  ใช้ชื่อไหนก็แล้วแต่  ชื่อไม่สำคัญ  จะบัญญัติชื่อเรียกยังไงก็ได้  นี่อย่างหนึ่ง  อีกอย่างหนึ่ง คือ  ใช้คำบริกรรม,คำภาวนา ยังไงก็ได้  ใช้วิธีนับเลขก็ได้   พุทโธก็ได้  ใช้หนอก็ได้  (พองหนอ -ยุบหนอ คือ ใช้อาการท้องที่พองขึ้น ยุบลง เป็นทำงานของจิตคือ เป็นกรรมฐาน)  ก็ได้  ไม่ใช้ก็ยังได้  แต่เบื้องต้น  ให้อ่านบทความสั้นๆนี้ให้เข้าใจก่อน  แยกความหมาย สมมุติ กับ สภาวธรรมให้ชัดให้เข้าใจก่อน   ถ้าสั้นไปไม่ชัด  อ่านยาวๆ ตามลิงค์ข้างล่างดู     

     393 สิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ก็แค่รูปธรรม และนามธรรม  แล้วบนรูปธรรมและนามธรรมนั้นๆ  เช่น  ที่ประกอบกันเข้าเป็นสัดส่วนในลักษณาการที่มีความเป็นไปอย่างนี้ๆ  เราก็สมมุติเรียกว่าเป็น “สัตว์”  เป็น “คน” เป็น “บุคคล” เป็น “ตัว” “ตน”  หรือ“ตัวตน”(อัตตา, อาตุมา, อาตมา) เป็น  “เรา”  เป็น “เขา”  เป็น “ท่าน”   ฯลฯ
 
      “สัตว์” “บุคคล” “ตัวตน” “เราเขา” เป็นต้น ที่สมมุติขึ้นมานี้ ไม่มีจริง เมื่อเอาชื่อ หรือ คำเรียกออกไป หรือมองผ่านทะลุคำเรียกชื่อนั้นไป ก็มีเพียงรูปธรรมและนามธรรม   
 
      “รูปธรรม-นามธรรม”แม้จะเป็นคำเรียกที่บัญญัติขึ้นมา  แต่ก็เป็นคำที่สื่อถึงสิ่งที่มีอยู่จริง (ใช้คำอย่างบาลีว่า “สภาวะ”  หรือ“สภาวธรรม”  คือสิ่งที่มีภาวะของมันเองหรือสิ่งที่มีความเป็นจริงของมัน)
 
      ส่วน “สัตว์” “บุคคล” “ตัวตน/อัตตา/อาตมา/อาตมัน” “เรา” “เขาเป็นต้น  ไม่สื่อถึงสภาวะ คือ สิ่งที่มีอยู่จริงนั้น   แต่เป็นชื่อที่สมมุติซ้อนขึ้นมาอีกชั้นหนึ่ง    บนของจริงที่เป็นสภาวะของมัน   ที่สัมพันธ์กันอยู่  เช่น  เป็นเหตุปัจจัยแก่กันในลักษณะอาการต่างๆ  พอระบบสัมพันธ์นั้นแปรหรือสลาย  องค์ประกอบวิบัติกระจัดกระจาย “สัตว์” “บุคคล” “ตัวตน,อัตตา,อาตมา,อาตมัน” ฯลฯ นั้นๆ  ก็หายไป  มีแต่สภาวธรรมทั้งหลายที่เป็นไปตามวิถีทางของมัน

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=samathijit&month=08-04-2021&group=6&gblog=4

     ฅนกำลังเล่นอยู่กับธรรมระดับแก่น  ธรรมก็อย่างฅนก็อย่าง  ธรรมมันมีมันเป็นไปตามเรื่องของมัน  ส่วนฅนจะเอาแต่ใจอยากเลยขัดกับธรรม    

     ยกตัวอย่างง่ายๆ ขำๆ  7  วันหนึ่งฝนตก 186 หนักทั้งวัน  แม่ค้าขายของไม่ได้ เพราะคนไม่ออกมา  ก็ด่าฝน 186  %*^& จะตกทำไมนักว่ะ ขายของไม่ได้เลย ลูกค้าหายหมด โน่นท้องไร่ท้องนาเขาต้องการน้ำกันทำไมไม่ไปตก  แค่นี้ฅนกับธรรมชาติก็ขัดกันแล้ว ฉันใด  การปฏิบัติธรรม ทำสมาธิ ก็ฉันนั้น  เมื่อธรรมะเป็นยังไง มันก็เป็นยังงั้น ผู้ปฏิบัติๆเพื่อต้องการรู้ธรรมะต้องการพ้นทุกข์  ก็ต้องรู้ตามที่มันเป็น 393  กำหนดรู้ทุกๆขณะก็เห็นการเปลี่ยนแปลงไม่คงที่ของมัน ผู้ปฏิบัติก็ถึงบางอ้อเอง   อ้อมันเป็นยังงี้นี่เอง  กูหลงยึดสะตั้งนาน   เมื่อรู้เองเห็นเองก็ปล่อยวางสุขทุกข์ได้  อะไรเกิดรับรู้สู้หน้าได้ทุกเรื่อง  ใจก็เป็นกลางคือมีอุเบกขาว่างั้นเถอะ    อุเบกขาเห็นด้วยตนเอง    ไม่ใช่อุเบกขาแบบพูดเอา

   ดูสัก ตย. 450

หลังจากนั่งสมาธิสวดมนต์แล้วรู้สึกแปลกๆ
เราเป็นมาวันนี้วันที่สองแล้ว วันแรกตอนสวดมนต์ก็ปกติ พอนั่งสมาธิไปสักพักจะเริ่มมึนๆ ตรงนี้อาจจะเป็นเพราะหายใจไม่ถูกหรือร่างกายไม่พร้อมรึป่าว
ส่วนวันที่สองนี้ เราลองท่องนโมก่อนนั่งสมาธิ เพราะกลัว หลังจากนั่งได้ไม่กี่นาที ก็มาสวดมนต์ แผ่เมตตา ตอนสวดรู้สึกมือสั่นแต่คิดว่ากล้ามเนื้อคงเกร็งหลังจากเล่นโทรศัพท์มา   แต่พอตอนพูดว่า  ข้าพเจ้า...ขออุทิศ...ยิ่งพูดนานเท่าไหร่ยิ่งนิ่ง  ยิ่งรู้สึกตัวเองมือโต เท้าโต ตัวเล็ก  มองมุมกว้าง  
ควรทำอย่างไรดีคะ  ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน เพราะได้หยุดนั่งสมาธิไปเกือบสองปี  หลังจากนั่งเป็น  ชม.  เเล้วข้างในโยกเยกก็เลยกลัว รบกวนแนะแนวแนะนำหน่อยนะคะ สาธุค่ะ     

7  ไม่แปลก ไม่มีอะไรผิดปกติ  ธรรม-ดาๆ  แต่ผู้ปฏิบัติร้อยทั้งร้อย  ขาดวิธีกำหนดสภาวอารมณ์ที่ปรากฏแต่ละขณะๆ เมื่อขาดวิธี  ไม่มีวิธี  พอประสบสภาวะธรรมจึงไปไม่เป็น เลยคิดวาดภาพฟุ้งไปคิดกระทั่งว่าตัวเองหายใจไม่ถูก 104 แต่ถ้ากำหนดสภาวอารมณ์แต่ละขณะๆไปได้ไม่ติดข้อง  แนะแนวสั้นๆว่า กำหนดอารมณ์ตามที่มันเป็น  เป็นยังไง  รู้สึกยังไง กำหนดยั้งงั้น   เช่น   รู้สึกมือโต เท้าโต ตัวเล็ก ฯลฯ  ตรงๆเลย มือโตหนอๆๆๆๆๆ   เท้าโตหนอๆๆๆๆ  ตัวเล็กหนอๆๆๆๆ  เห็นหนอๆๆๆๆ  แค่นี้  ไม่ต้องไปคิดหาวิธีอะไรเลย ตรงๆตามความรู้สึกในขณะนั้นๆ  กำหนดตรงๆตามที่เห็น  ตามที่เป็น   ตามที่คิด ตามที่ได้ยิน 

ดูความหมาย สัญญา สติ ที่กลุ่มอายตนะให้เข้าใจ




 

Create Date : 10 เมษายน 2564
0 comments
Last Update : 2 มิถุนายน 2564 9:52:27 น.
Counter : 145 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space