กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
 
เมษายน 2564
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
252627282930 
space
space
12 เมษายน 2564
space
space
space

คำภาวนาใดๆ ไม่ใช่สาระ
   

   227 จะเรียกชื่อ  ปฏิบัติกรรมฐาน,  ปฏิบัติธรรม,  นั่งสมาธิ,  ภาวนา  สำนักไหนคนใดจะใช้ชื่อยังไงก็แล้วแต่  ชื่อไม่ใช่สาระสำคัญ  จะบัญญัติเรียกยังไงก็ได้  นี่อย่างหนึ่ง 

     อีกอย่างหนึ่ง คือ คำภาวนา หรือจะเรียกคำบริกรรมแล้วแต่  จะใช้จะพุทโธ ธัมโม สังโฆ ก็ได้  ใช้หนอก็ได้  (พองหนอ -ยุบหนอ คือ ใช้อาการท้องพอง กับ อาการท้องยุบ เป็นที่ทำงานของจิต คือ เป็นกรรมฐาน. ส่วนผู้ใช้คำบริกรรม พุทโธ ส่วนใหญ่ใช้ อานาปานะ คือ ลมหายใจเข้า-ออก เป็นกัมมัฏฐาน)  จะใช้วิธีนับตัวเลข ก็ได้  ไม่ใช้คำบริกรรมใดๆเลยก็ยังได้ 

     แต่ที่สำคัญ คือ ปฏิบัติแล้วทำแล้วๆเล่าๆจิตเริ่มสงบ ความฟุ้งซ่านลดลง สภาวธรรมปรากฏ  เอาแล้วทีนี้แหละ   ไปไม่ถูกไปไม่เป็นแล้ว  เป็นยังงั้นแล้วทำไงดี ปัจจุบันก็ตั้งกระทู้ถาม 50  ตามบอร์ดธรรมะ   แล้วไง ร้อยเกือบจะทั้งร้อย  ผู้แนะนำไม่เคยทำไม่เคยปฏิบัติวิธีใดๆมาเลย  เพียงแต่ได้ยินได้ฟังเฉพาะอาจารย์ของตนๆมา  ก็ว่าไปตามที่ได้ยินได้ฟังมา  ตัวอย่างเพียบ  ให้ดูตัวอย่างหนึ่งในนี้แหละ

50 ขอถาม..คนที่เคยบริกรรมภาวนาพุธโธ ต้องพบเจอกับสิ่งบ้าง?

อยากเริ่มต้นฝึกภาวนาพุทโธแบบจริงจัง เลยอยากทราบว่าต้องพบเจอกับสิ่งใดบ้างที่ขัดขวางทำให้จิตไม่มั่นคงแล้วแก้ไขอย่างไรคะ

https://pantip.com/topic/40637459

     93 ดู คคห. ที่ 1 เดาแนะนำแล้ว  มโนเอาล้วนๆ  ไม่มีแววว่าเคยทำเคยปฏิบัติมาก่อนเลย  ประเภทนี้แหละจะทำให้ผู้ปฏิบัติเพี้ยน (แล้วจะเอาผู้ที่เพี้ยนให้ดู) และเกิดหวาดกลัวล่วงหน้ากับผู้คิดจะทำจะปฏิบัติ 

141  ให้ดู ตย. คนใช้พุทโธ เขาทำยังไง  แล้วเขาเป็นยังไง แล้วเขาทำยังไงอีก แล้วเขาเป็นยังไงอีก  (อ้างสติปัฏฐาน ๔ ข้อด้วย)  อ่านดู

173ผมก็นั่งตามลมหายใจพุทโธไป

วันแรกๆ ก็ไม่เป็นอะไร  พอวันที่สามนั่งไปซักพักประมาณสิบนาทีเริ่มมีอาการเหวี่ยงแบบเหวี่ยงหมุนจนเวียนหัวจึงนั่งต่อไม่ได้ลืมตาขึ้นมานั่งดูพระรูปอื่น

เป็นอย่างนี้อยู่เกือบตลอด กลับมาที่กุฏิก่อนจะจำวัดก็นั่งก็เป็นอีก

จนมาถามพระพี่เลี้ยงท่านบอกเหมือนจิตกำลังจะได้เข้าสู่ความสงบให้ผ่านจุดนี้ไปให้ได้ แต่มันก็ได้แบบแปปๆแล้วก็หมุนอีกหมุนอีก

จนลาสิกขามาก็เริ่มมาหาอ่านเอง  จนได้อ่านบันทึกกรรมฐานของเจ้าพระคุณสมเด็จพระสังฆราช ให้พิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม

คราวนี้ก็ทำตามหนังสือ  หายใจตอนแรกก็ยาว    ก็ตามไปซักพัก เริ่มพิจารณาตามสติปัฐฐาน    คราวนี้หมุนเร็วเลยหมุนแรงมากจนรู้สึกจะอาเจียนเลย

ผมก็พิจารณาว่าเป็นทุกขเวทนา ก็ดีขึ้นแปปก็หมุนอีกเรื่อยๆ   จนตอนนี้ยังแก้ไม่ได้เลยครับ ไม่รู้ว่าจะทำยังไง  ล่าสุดเมื่อคืนหมุนจนจะอ้วกจนถอนสมาธิออกมา  ยังมีอาการเวียนหัวจะอ้วกมาอีกซักสิบห้านาทีค่อยดีขึ้น

คำถามครับ

1. ผมควรแก้ปัญหานี้ยังไงดี   ฝืนนั่งไปเรื่อยๆจนหายหรือต้องกำหนดอะไรยังไง

2. จุดมุ่งหมายจริงๆ   คือวิปัสสนากรรมฐานคืออะไรครับ     

      ไม่ได้โอ้อวดว่าตัวเองเก่งนะครับ  พอดีผมเรียนแพทย์เลยเข้าใจพวกสรีระร่างกายมนุษย์ 36อยู่แล้ว  เมื่อมาเรียนรู้ทางธรรมพิจารณาตามขันธ์ 5 ก็เข้าใจว่ามันไม่ได้มีตัวตนจริงๆของเรา     เหมือนเท่าที่อ่านการฝึกวิปัสสนา  ทำให้เราเข้าใจว่า  ทุกอย่างมีเกิด-ดับของมัน เป็นธรรมดา ไม่ให้เรายึดติด   แต่ถ้าผมอ่านแล้วเข้าใจแล้วจะทำไปเพื่ออะไร  หรือว่าให้จิตเราแข็งแกร่ง   จะได้มีสติรู้เท่าทันทุกการกระทำ   หลังสึกออกมาทุกวันนี้     เวลาจะโกรธใครก็เหมือนมีสติมาห้ามทัน   แต่ก็ยังมีหลุดบ้าง    ซึ่งก่อนหน้านี้จะตอบโต้แทบจะทันทีเพราะเป็นคนใจร้อน 7

     451พอมองออกไหม  ขนาดเรียนแพทย์รู้เข้าใจอวัยวะมนุษย์ดีนะ  แล้วก็อ่านหนังสือทางธรรมมาไม่น้อย  พูดถึงเรื่องขันธ์ ๕ เกิดดับ ไม่มีตัวตน ไม่ควรยึดมั่นถือมั่น ไม่ให้ยึดไม่ให้ติด  รู้ยังงี้แล้ว ยังถามว่า ปฏิบัติไปเพื่ออะไร 111 เพราะแก้ปัญหาภาคปฏิบัติไม่ตก 

         อนึ่ง ให้สังเกตตรงที่เขาลืมตาด้วย   พอลืมตาสภาวะนั้นก็จางคลาย  พอหลับตาภาวนาอีกสภาวะปรากฏอีก   นี่ก็เป็นวิธีที่ผู้ใหม่ใช้เล่นกับสภาวธรรมได้ด้วย  เช่นว่า  พอหลับตาภาวนาสภาวะแรง (สติอ่อนไป) ก็ให้ลืมตาเบาๆ ภาวนาไปๆๆ  ทำไปๆ แล้วก็ลองหลับตาภาวนาใหม่  สภาวะแรงอีก  ลืมตาภาวนาอีก   ทำไปๆ พอเราจับไต๋ได้   ทีนี้หลับตาภาวนาเลย เป็นไงเป็นกันอ้วกเป็นอ้วกให้มันอ้วกเบย แต่ต้องกำหนด อ้วกหนอๆๆด้วยนะ   นี่วิธีเล่นกับธรรมะระดับแก่น  แต่แต่ทั่วๆปปฏิบัติขาดมรรควิธีเล่นกับมัน  ถ้ามีวิธีเล่นกับมันแล้วสนุกดี ถ้าไม่มีก็อย่างเห็นๆ  110  ส่วนพระพี่เลี้ยงเกือบใช้ได้แล้ว  ขาดแต่วิธีปฏิบัติ (มรรควิธี)   

ที่ว่าจะให้ดูนั้น  ดูได้จากลิงค์นี้

https://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2010/10/Y9785609/Y9785609.html

         451อาจมีคำถามว่า  เขาปฏิบัติผิดไหม 111   ตอบ.  ไม่ผิด  เขาทำถูกทีเดียวแหละ  แต่ก็อย่างว่า  เมื่อทำไปภาวนาไปปฏิบัติไปจนพอจิตสงบหน่อยความฟุ้งซ่านลดลงสภาวธรรมปรากฎแล้วไปไม่เป็น  เพราะผู้ปฏิบัติขาดมรรควิธีจึงไปต่อไม่ได้  ตอนนี้แหละจะทำให้เพี้ยนล่ะ (หากขาดผู้มีประสบการณ์ตรงจากภาวนามัยแนะนำ   ดังตัวอย่างนี้)  ดูที่ จขกท. เล่าหน่อย คคห.6

      52 ตอนแรกดิฉันมีอาการผิดปกติทางกายแล้วไปถามผู้สอน    แล้วได้คำตอบที่ไม่สมเหตุผลมากเลย จึงขาดความไว้ใจในตัวผู้สอน
คราวนี้พอเกิดอย่างอื่นตามมาก็ไม่ได้ถามอีก    ต่อมาทั้งตาฝาด หูแว่ว ได้ยินอะไรแบบพิเศษจากปกติ    ก็คิดว่าตัวเองวิเศษ ไม่ไปถามผู้ฝึกสอนอีก เพราะขาดความไว้วางใจ แถมหลงในสิ่งลวงนั้นแล้วด้วย    เป็นหนักจนต้องไปอยู่โรงพยาบาล และก็รักษาจนรู้ตัวและเข้าใจแล้วว่าเป็นเรื่องไม่จริง   แต่ยังมีอาการอย่างนึงที่ยังไม่หาย  คือ  ใจแว่ว   (ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรดีค่ะเพราะมันคลายหูแว่วแต่เสียงเหมือนมีคนอื่นพูดมาจากใจเรา) กินยาตามหมอสั่งมาก็หลายเดือนก็ยังไม่หาย    ยังงงอยู่ว่าเป็นไปได้อย่างไร  เสียงที่ได้ยินบอกว่าไม่หายหรอกต้องเป็นคนจิตผิดปกติไปตลอดบ้างละ ต้องไปฝึกสมาธิต่อให้หายบ้างละ
ฟังไปก็งงไปเรื่อยค่ะ เข้าใจว่ามันเป็นอาการจิตเภทแบบที่หมอบอก  แต่ไม่รู้ว่าต้องเดินทางไปสุดวิธีรักษาแบบคนเป็นโรคจิต หรือ ควรกลับมาทางทำสมาธิแทน แต่กลัวตอนที่ร่างกายผิดปกติ กลัวเป็นอีกแล้วจะไม่หายคราวนี้ 8

 173  พอมองกันออกไหม  451 ในบางรายมีเสียงพูดเสียงสอนให้ทำยังงั้นซี่ทำยังงี้นะ  จนผู้ปฏิบัติหลงเข้ารกเข้าพง  ภาษาเพลงลูกทุ่ง  ว่าหลงเสียงนาง  110   เขาให้กำหนด กำหนดสภาวะตรงๆ  เช่น เห็น  ก็เห็นหนอๆๆๆ  ได้ยินเสียง  ก็ เสียงหนอๆๆๆ  แค่นี้ก็ไม่หลงไปตามจินตนาการของสังขารแล้ว   ทำไมล่ะ 111   ก็เพราะสภาวะยังงั้นเช่นนั้น   ถูกการกำหนดตัดวงจรนั่นแล้ว  วงจรความคิดก็ขาดไม่หมุนวน   แต่ผู้ปฏิบัติใหม่ๆต้องกำหนดทุกๆขณะนะ   ไม่ใช่กำหนดครั้งเดียว ไม่ขาดไม่หาย เลิกกำหนด  ไม่ใช่  ไม่ใช่  ต้องกำหนดทุกครั้ง  ที่เห็น  ที่ได้ยิน ที่ได้กลิ่น  ฯลฯ  ที่คิดนั่นคิดนี่คิดร้อยแปดพันประการ คิดจนเบื่อตัวเอง กำหนดๆๆ อย่างเดียว มันไม่ตายหรอก  แต่มารมันหลอกว่าจะตายนะ คือ จะให้เราเลิกกำหนดสภาวะมันกลัวไม่มีที่ยืนเหมือนกัน   หากเป็นโยคีผู้หญิง กำหนดบ่อยๆเข้า  ก็ได้ยินเสียงผู้ชายบอกว่า  "พอแล้ว ไม่ต้องกำหนดแล้ว"   หากเป็นโยคีเป็นผู้ชาย ก็มีภาพผู้หญิงมาบอก เสียงผู้หญิงมาบอกมาเตือน    ทำไมมันเป็นยังงัั้น  ก็เพราะกิเลสมารล่อให้หลงให้เชื่อ 172

 173ดูตัวอย่างจากลิงค์ข้างบนอีก 450

ความคิดเห็นที่ 39
ขอบคุณมากสำหรับทุกๆ ความเห็นค่ะ
แต่ว่าถ้าการฝึกสมาธิมันเสี่ยงกับการเป็นบ้า ทำไมเราถึงสนับสนุนคนให้ฝึกกันละคะเพราะก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าตัวเองมีเชื้อบ้าอยู่ในตัวไหม น่าจะสนับสนุนให้ศึกษาธรรมมะให้เข้าใจก็พอแล้ว  คนที่เข้าใจธรรมมะจากการศึกษาก็พ้นทุกข์ได้ ไม่เห็นต้องมาเสี่ยงปฏิบัติ

ดิฉันไม่รู้ว่าตัวเองมีเชื้อมาก่อนไหม แต่รู้ว่าตัวเองสุขภาพจิตดีก่อนเกิดเหตุ แต่เคยได้ยินว่าฝึกแล้วอาจจะบ้าได้ แต่เสียดายไม่เคยคิดเลยว่ามันใกล้ตัว ไปก็ไม่ได้เคร่งเครียดอะไรในการฝึก  ทำไปตามปกติสบายสบาย   จนมันผิดปกติถึงได้พยายามแก้ไขเอง   นี่เองจุดหักเข้าสู้ความตาย  พอเห็นอาการทางกายหายไป แล้วดิฉันเริ่มหลง เพราะเห็นพระที่ดิฉันนับถือที่สุดในชีวิตเอาพระองค์เล็กๆใส่มาในตัวเรา  ต่อจากนั้นก็รู้สึกไปว่าติดต่อทางจิตกับท่านตลอดเวลา...เจอมุขนี้ มือใหม่จะรับมือไหวได้ยังไง

    
451 เป็นไง  ยังมีตัวอย่างทำนองเดียวกันอีก  คือว่า พอภาวนาไปๆๆ (อย่าติดคำพูดภาวนานะ)  โน่นเลยไปพบกับหลวงปู่ที่ตัวเองนับถือบนสวรรค์วิมาน   ตอนกลับท่านได้มอบแหวนให้ด้วย 

ตย. ทั้งเพทั้งหลาย โยคีขาดนิดเดียว  คือ ไม่กำหนดสภาวะตามที่คิด ตามที่เห็น ตามที่ได้ยิน เป็นต้น ก็เลยหลงนิมิต  หลงสังขารไป   




Create Date : 12 เมษายน 2564
Last Update : 13 พฤษภาคม 2564 9:52:35 น. 0 comments
Counter : 150 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 1 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space