กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
<<
เมษายน 2565
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
space
space
7 เมษายน 2565
space
space
space

Hi อานาปานะ


รู้จักอานาปาน-สติ

   คำว่า  อานาปานสติ   แยกความหมายเป็นสามคำ  คือ  คำว่า  อานะ  แปลว่า ลมหายใจเข้า  ตรงกับคำว่า  อัสสาสะ  คำว่า  อาปานะ  แปลว่า ลมหายใจออก  ตรงกับคำว่า  ปัสสาสะ  และคำว่า สติ  ความระลึกรู้ตาม, การกำหนดพิจารณา   รวมสามคำเข้าด้วยกัน  เป็น อานาปานสติ  แปลว่า  การกำหนดพิจารณาลมหายใจเข้าและลมหายใจออก  หมายถึงการใช้สติเป็นตัวกำหนดลมหายใจเข้าและลมหายใจออกของตนซึ่งเป็นปัจจุบันแต่ละขณะๆ  เป็นหนึ่งในวิธีฝึกกัมมัฏฐาน  ๔๐  วิธี  โดยจัดอยู่ในข้อที่ ๙  แห่งอนุสติ ๑๐  

    เพราะเป็นหนึ่งในวิธีการฝึกกัมมัฏฐาน  จึงเรียกว่า  อานาปานสติกัมมัฏฐาน  ซึ่งหมายถึงกัมมัฏฐานที่ใช้สติกำหนดลมหายใจเข้า-ออก  หรือเรียกว่าว่า อานาปานสติสมาธิ  หมายถึง  วิธีการฝึกสมาธิโดยใช้สติเป็นเครื่องกำหนดลมหายใจเข้า-ออกทุกๆขณะ  นอกจากนี้  ยังเรียกรวมๆว่า  อานาปานสติภาวนา  หมายถึงการเจริญกัมมัฏฐานโดยวิธีอานาปานสติ  หรือการฝึกสมาธิเจริญปัญญาด้วยการใช้สติระลึกอยู่ที่ลมหายใจเข้า-ออก  และนิยมเรียกกันสั้นๆ ว่า อานาปานสติ หรือ อานาปานะ  อานาปาน์


รู้แล้วท่านให้เอาไปฝึกหัดพัฒนาจิตตนเอง

175 170 175

ถาม 450

อานาปานสติ กับ การใช้คำภาวนาพุทโธ แตกต่างกันอย่างไร

เผอิญตอนเย็นไปเจอบทความ สอนการทำสมาธิ แบบหลวงปู่ดู่ พรหมปัญโญ ท่านสอน “ให้มีสติกับคำภาวนาไม่ต้องดูลมหายใจเมื่อเป็นสมาธิจะทิ้งคำภาวนาเอง”

รวมกับเมื่อปี 2559 ตอนบวชเรียนกับหลวงปู่จันทร์เรียน ท่านสอนผมเป็นการส่วนตัวให้ “ภาวนาพุทโธ” (วัดป่าให้มีสติอยู่ที่คำบริกรรมไม่สนลมหายใจ)ให้ทิ้งวิธีเก่า คือ อานาปานสติ ผมฝึกมา 6 ปี (ปัจจุบัน 11 ปี) แต่ดื้อไม่เชื่อตามที่หลวงปู่สอน เพราะ เชื่อฝังใจว่าอานาปานสติ (มีสติกับลมหายใจอย่างเดียวไม่บริกรรมภาวนา) เป็นวิธีทำสมาธิแบบพระพุทธเจ้าจึงไม่ยอมภาวนาพุทโธ

ตั้งแต่วันที่ 9 -23 เม.ย.64 ผมจึงทดลองสลับนั่งระหว่างอานาปานสติและภาวนาพุทโธ วันละ 1 ชม. 30 นาที ถึง 2 ชม. ทุกวัน เมื่อวานตั้งใจจะลองภาวนาพุทโธ อีกครั้ง 2 ชม. ปรากฏการณ์ทางจิต คือ

ภาวนาพุทโธไม่เรื่อยๆเหมือนสวดมนต์ ระลึกถึงคำว่าพุทโธ ไม่สนลมหายใจเมื่อจิตสงบ เกิดแสงสว่างสีขาวไม่แสบตา ที่กลางกระหม่อม ยิ่งภาวนา แสงยิ่งสว่างปกคลุมไปทั้งร่างกาย ร่างกายค่อยเบา โปร่งใสไปเรื่อย เหมือนร่างเรากลายเป็นแสงขาวทั้งร่าง เกิดปีติ น้ำตาไหล ขนลุก ซาบซ่านไปทั้งกาย เกิดความสุขสงบ สบายไปทั้งตัว แสงขาวสว่างมากยิ่งสบายมากเหมือนถูกฟอกไปทั้งตัว  ขณะนั้นคำภาวนาเป็นไปแบบอัตโนมัติต่อเนื่อง ภาวนาไปเรื่อยๆ จิตจะทิ้งคำภาวนาไปเอง  เหลือแต่ความสงบ จิตสว่างไสวเป็นแสงขาวเด่นชัดที่กลางกระหม่อม ความว่างสงบ เหมือนไม่มีกาย

อยากจะอยู่ในสมาธินานๆ นั่งไปสักพักจิตอิ่มถอนออกจากสมาธิ แล้วแผ่เมตตาให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย เวลาผ่านไป 2 ชม.

ขออนุญาตแชร์ประสบการณ์ ทำสมาธิแบบภาวนา พุทโธให้ทุกท่านครับ

https://pantip.com/topic/41361323

มีสองตอน  ตอนแรกสงสัย  (อานาปานสติ กับ การใช้คำภาวนาพุทโธ แตกต่างกันอย่างไร) ก็ตามนั้น  ลมหายใจเข้า + ลมหายใจออก + สติ + คำภาวนาพุทโธ, นับตัวเลข, นั่นนี่โน่น ธัมโม สังโฆ เป็นอาทิ 

เมื่อเรานั่งระลึกนั่งนึกนั่งท่องพุทโธๆๆๆๆๆๆ ซ้ำไปซ้ำมา พุทโธๆๆอยู่ในใจ  จิตก็ไม่ซ่านไม่ส่ายคิดเรื่องอื่น  ก็เรียกว่าจิตมีสมาธิขั้นเริ่มต้น  ตอนนี้จะเกิดปรากฎการณ์อย่างที่เล่า เช่น เห็นแสงสว่าง  ตัวเบา  ไม่มีกาย  เป็นต้น   ขั้นนี้เรียกว่าขั้นสมถะ (จิตพอสงบ) หากผู้ปฏิบัติเกิดความยินดีพอใจชื่นชมกับสภาวะนั่นนี่โน่น  ตอนนี้เรียกตามหลักว่า วิปัสสนูปกิเลส  ผู้ปฏิบัติส่วนใหญ่จะหลงจะติดกันอยู่แค่นี้   ในบางรายถึงกับเพี้ยนจำเลขบ้านไม่ได้ก็มี

https://topicstock.pantip.com/religious/topicstock/2010/10/Y9785609/Y9785609.html

ความหมายสติ  ซึ่งมักมาคู่กับสัมปชัญญะ คือปัญญาระดับเริ่มต้น (แบบสั้นๆ สติ  ความระลึกได้  สัมปชัญญะ  ความรู้ตัว)

   สติ   ความระลึกได้, นึกได้,  ความไม่เผลอ,  การคุมใจไว้กับกิจหรือกุมจิตไว้กับสิ่งที่ทำที่เกี่ยวข้อง,  จำการที่ทำและคำที่พูดแล้วแม้นานได้

ลมหายใจเข้า-ออก = กัมมัฏฐาน  คำภาวนานั่นนี่โน่นก็ดี การนับตัวเลข เป็นต้นก็ดี  เหมือนเครื่องตรึงจิตให้อยู่กับกัมมัฏฐานได้ดีเท่านั้น

ส่วนที่ว่า นั่งว่าพุทโธๆๆๆๆๆๆๆ  ไม่สนใจลมหายใจเข้า-ออก ได้ไหม ?  ก็ได้  ท่องไป  พุทโธๆๆๆๆ  นอกจากพุทโธก็ได้อีก  เอาธัมโมๆๆๆๆๆๆๆ  สังโฆๆๆๆๆๆๆๆ  ท่องไปภาวนาไป  จิตก็ไม่ฟุ้งคิดเรื่องอื่นมันก็สงบอยู่กับสิ่งที่เรานึกท่อง พุทโธๆๆๆๆๆๆๆ  3  ฝนตกฟ้าร้องก็ไม่สนใจท่องพุทโธๆๆ  จิตสงบๆหน่อย  เอาแล้วทีนี้  มีตัวเบา  ตัวลอย  ตัวหาย  มีความสุข ฯลฯ  ซึ่งตนเองไม่เคยประสบมาเลยในชีวิต  ก็หลงติดยึดมั่นหมาย 9  กลายเป็นกิเลส (วิปัสสนูปกิเลส)  ขัดขวางวิปัสสนา (ปัญญา)  ไปฉิบ 

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samathijit&month=04-2021&date=06&group=1&gblog=14

ก็ติดวนอยู่ตรงนั้นจึงไปไม่สุดทางของไตรสิกขา ที่ว่า  ศีลเพื่อสมาธิ  สมาธิเพื่อปัญญา ปัญญาเพื่อวิมุตติ

175 170 175

นั่งตีความตัวอักษรกัน 450 เช่นตีความ  สติ   ตีความไปสู่ป่า ....ไปสู่บ้าน ไปสู่นั่นสู่นี่ นั่นภิกษุ นั่นชาวบ้าน   

https://pantip.com/topic/41508657

พระพุทธเจ้าท่านให้หลักกว้างๆไว้  เราเองก็ต้องมาดูความเหมาะสมอีก  ปัจจุบันป่าหายากแล้ว มีแต่ภูเขาหัวโล้น  มีแต่ป่าสงวนจะเข้าไปก็ต้องขออนุญาต จนท. เขาจะให้เข้าไปไหม  (แอบเข้าไปหลงป่ากันเป็นแถวมีข่าวออกบ่อยไป)  ทีนี้เมื่อไม่มีสถานที่เช่นว่านั้น  เป็นภิกษุอยู่ที่วัดของตน  ก็ฝึกหัดปฏิบัติที่วัดนั้น  เป็นฆราวาสก็ที่ห้องนอนของตน  มันก็เท่านี้  ไม่ใช่ไปเล่นทื่อๆตามตัวอักษรเด่ไปยังงั้น 

สำนักนั่น  เบื้องต้นเข้าไปศึกษากับสำนักเรียนที่มีผู้รู้ภาษาบาลีก่อน    ถึงเราอ่านพระไตรปิฎก  แต่เราไม่มีพื้นฐานภาษาบาลีเลย   อ่านตามที่เขาแปลมาให้ บางทีเขาก็แปลทับศัพท์ เช่น สติ นี่ทับศัพท์  พอเราไม่รู้ก็ตีความศัพท์นั่นเอาเองตามความเข้าใจของตนตามภาษาไทยประเพณีไทย  ก็จึงหลงกู่ไม่กลับ

หากที่บ้านไม่สะดวก  ที่วัดก็ไม่สะดวก  ตนเองก็ไปอาศัยสำนักที่สัปปายะมีครูอาจารย์ที่รู้ภาคปฏิบัติแนะนำให้ มันก็เท่านี้ 9 เรายังไม่รู้ก็ต้องฝึกทำเพื่อให้รู้  ไม่ใช่รู้ด้วยอนุมานเอาดังเจ้าสำนัก เป็นมิจฉาทิฏฐิ

"พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น  ทรงตื่นเองแล้ว  จึงทรงแสดงธรรมเพื่อปลุกให้ตื่น  ทรงฝึกพระองค์เองแล้ว   จึงทรงแสดงธรรมเพื่อความฝึก   ทรงสงบเองแล้ว   จึงทรงแสดงธรรมเพื่อความสงบ  ทรงข้ามพ้นเองแล้ว  จึงทรงแสดงธรรมเพื่อการข้ามพ้น   ทรงหายร้อนสนิทเองแล้ว  จึงทรงแสดงธรรมเพื่อเพื่อความดับร้อน"  (ที.ปา.11/30/57) 

นี่ไปเข้าใจอนัตตาว่าฝึกไม่ได้บังคับบัญชาไม่ได้ 107 อ้าว  แล้วทำไมพระพุทธเจ้าฝึกฝนตนเองได้  ไปฝึกอยู่ในสำนักอื่นตั้งห้าหกปี แล้วไปฝึกเองต่ออีก  

อนัตตาไม่ใช่ว่าฝึกไม่ได้.  ตามตำราว่า  รูปนามมันเป็นอนัตตา (น+อัตตา) มันเป็นอนัตตานั่นแหละมันจึงฝึกได้พัฒนาได้  ถ้ามันเป็นอัตตาขวางลำทื่ออยู่นี่สิฝึกไม่ได้ 

จิตฺตํ ทนฺตํ สุขาวหํ  จิตที่ฝึกดีแล้วนำสุขมาให้.



"ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตใจที่ไม่หวั่นไหวด้วยโลกธรรม คือ นินทา สรรเสริญนั้น เป็นจิตใจที่ประเสริฐยิ่ง ภิกษุทั้งหลาย ในหมู่มนุษย์นี้ ผู้ใดฝึกตนให้เป็นคนอดทนต่อคำล่วงเกินของผู้อื่นได้จัดว่าเป็นผู้ประเสริฐสุด ม้าอัสดร ม้าสินธพ พญาช้างตระกูลมหานาคที่ได้รับการฝึกดีแล้ว จัดเป็นสัตว์ที่ประเสริฐ แต่บุคคลที่ฝึกตนดีแล้วยังประเสริฐกว่าสัตว์เหล่านั้น"

175 170 175

เขาว่าว่า 450

ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของคฤหัสถ์ไม่ใช่อานาปานสติ

https://pantip.com/topic/41517258

https://www.youtube.com/watch?v=-cQ02TR6e1U&t=470s 

มองแค่นั้นเขาก็พูดถูก 9 อานาปาน-สติไม่ใช่ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบันของคฤหัสถ์   เพราะอานาปาน-ได้แก่ ลมหายใจเข้า กับ ลมหายใจออก 107   ธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข ได้แก่ สมาธิระดับฌาน.   (มองแบบกำปั้นทุบดิน  ถ้าคฤหัสถ์ไม่มีลมหายใจเข้า-ออก ก็ตาย ไม่มีความสุขในปัจจุบัน9)

แต่ถ้าฟังอธิบายนั่นนี่โน่นแล้ว   ผู้พูดเป็นนักอ่านหนังสือคนหนึ่ง   อ่านตรงไหนติดตรงนั้น  เหมือนตาบอดคลำช้างคลำตรงไหนยึดตรงนั้น9 ไม่เห็นไม่ได้ภาพรวมของพุทธธรรม แล้วก็ไม่เคยทำอานาปานสติกรรมฐาน  ไม่เคยทำกรรมฐาน





 


Create Date : 07 เมษายน 2565
Last Update : 4 กรกฎาคม 2565 9:54:22 น. 0 comments
Counter : 275 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space