
เมื่อ
อ่านตำราอ่านคัมภีร์พอรู้แนวทางแล้วมันต้องลงมือทำเพื่อพิสูจน์ ถ้าไม่ทำไปหยุดอยู่แค่อ่านทีนี้จะฟุ้งซ่าน

พระพุทธเจ้าก็บอกแล้วว่าธรรมะที่พระองค์ตรัสรู้นั้นตรรกะหยั่งไม่ถึง

เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ ก่อนที่จะทรงประกาศธรรม ได้ทรงมีพุทธดำริว่า
“
ธรรมที่เราเข้าถึงแล้วนี้ ลึกซึ้ง เห็นยาก หยั่งรู้ตามยาก สงบ ประณีต ตรรกหยั่งไม่ถึง ละเอียดอ่อน เป็นวิสัยที่บัณฑิตจะพึงทราบ”
(วินย.๔/๗/๘ฯลฯ)และมีข้อความเป็นคาถาต่อไปว่า
“
ธรรม เราลุถึงโดยยาก เวลานี้ ไม่ควรประกาศ, ธรรมนี้ มิใช่สิ่งที่สัตว์ผู้ถูกราคะโทสะครอบงำ จะรู้เข้าใจได้ง่าย, สัตว์ทั้งหลายผู้ถูกราคะย้อมไว้
ถูกกองความมืด (อวิชชา) ห่อหุ้ม จักไม่เห็นภาวะที่ทวนกระแส ละเอียดอ่อน ลึกซึ้ง เห็นยาก ละเอียดยิ่งนัก”
(วินย.๔/๗/๘ ฯลฯ) คำว่า “
ธรรม” ในที่นี้ หมายถึง
ปฏิจจสมุปบาท และ
นิพพาน (จะว่า
อริยสัจ ๔ ก็ได้ใจความเท่ากัน) แต่ถึงแม้จะยากอย่างนี้ ก็ปรากฏว่าพระพุทธเจ้า ได้ทรงพยายามสั่งสอนชี้แจงอธิบายอย่างมากมาย ดังนั้น คำว่านิพพานเป็นสิ่งที่ปุถุชนนึกไม่เห็น คิดไม่เข้าใจ จึงควรมุ่งให้เป็นคำเตือนเสียมากกว่า คือ เตือนว่าไม่ควรเอาแต่
คิดสร้างภาพและ
ถกเถียงชักเหตุผลมาแสดงกันอยู่ จะเป็นเหตุให้
สร้างสัญญาผิดๆ ขึ้นมาเสียเปล่า ทางที่ดีหรือทางที่ถูก ควรจะ
ลงมือปฏิบัติให้เข้าถึง เพื่อรู้เห็นประจักษ์ชัดกับตนเอง เพราะถึงแม้ว่า
นิพพานนั้น เมื่อยังไม่รู้ไม่เห็น ก็นึกไม่เห็น คิดไม่เข้าใจ แต่ก็เป็นสิ่งที่รู้ได้ เห็นได้ เข้าถึงได้ เพียงแต่ว่ายากเท่านั้น
“
ธรรมที่เราได้บรรลุแล้วนี้ เป็นของลึกซึ้ง เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก ฯลฯ สำหรับหมู่ประชา ผู้เริงรมย์ รื่นระเริงอยู่ในอาลัย ฐานะอันนี้ ย่อมเป็นสิ่งที่เห็นได้ยาก กล่าวคือ หลัก
อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท แม้ฐานะนี้ ก็เห็นได้ยาก กล่าวคือ...
นิพพาน”
(วินย.๔/๑-๗/๑-๘)
ตรรกะ (ตักกะ) น. ความตรึก, ความคิด (ส. ตรฺก ป. ตกฺก)