Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณพึงระลึกอยู่เสมอเกี่ยวกับ การลดน้ำหนัก





ต่อไปนี้คือสิ่งที่คุณพึงระลึกอยู่เสมอเกี่ยวกับการลดน้ำหนัก



การอดอาหารเพื่อลดน้ำหนักนั้นเป็นสิ่ง "ผิด" สิ่งที่จะทำให้น้ำหนักลดได้ ก็คือ การลดปริมาแคลอรี่ที่ทานเข้าไป หรือ เพิ่มปริมาณการเผาผลาญแคลอรี่ให้สูงขึ้นด้วยการออกกำลังกาย ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่ แนะนำให้ทำทั้งสองวิธี

การทานอาหารแคลอรี่ต่ำนั้นค่อนข้างเสี่ยง และต้องอยู่ภายใต้การแนะนำ ของผู้เชี่ยวชาญด้านเวชกรรมเท่านั้น การลดน้ำหนักโดยการทานอาหารแคลอรี่ต่ำ และไม่อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ จะทำให้ขาดสารอาหาร ที่จำเป็นต่อร่างกาย และมีอันตรายสูง

การอดอาหารอย่างไร้สติ มักจะก่อให้เกิดผลรุนแรง การเปลี่ยนแปลงนิสัยการกินอย่างกระทันหันและรุนแรงนั้น เป็นการยากที่จะทำได้นาน ๆ ดังนั้นจึงมักจะเกิดสิ่งที่เรียกว่า "โภชนาการล้มเหลว" และมักส่งผลให้ผู้อดอาหาร เข้าสู่วงจรของการลดน้ำหนักอย่างรวดเร็ว แต่ตามมาด้วย "ผลสะท้อนกลับ (โยโย่ เอฟเฟ็คต์)" ทำให้น้ำหนักกลับเพิ่มขึ้นอีกเมื่อกลับมารับประทานอาหารตามปกติ นอกจากนี้ยังทำให้การอดอาหาร เพื่อลดน้ำหนักในครั้งต่อไป ได้ผลน้อยลง

การลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยนั้นต้องใช้ระยะเวลานาน ในการเปลี่ยนแปลงนิสัยการกิน และพฤติกรรมการออกกำลังกาย ผู้เชี่ยวชาญจำนวนมาก แนะนำให้ตั้งเป้าหมายในการลดน้ำหนัก เพียง 0.5 กิโลกรัมต่อสัปดาห์ การลดแคลอรี่ ลงสัก 500 แคลอรี่ต่อวัน จะทำให้ลดน้ำหนักได้ตามเป้า เพราะการลดแคลอรี่ ได้ 3,500 แคลอรี่ จะช่วยให้ลดไขมันส่วนเกินได้ 0.5 กิโลกรัม วิธีที่จะทำให้คุณ ลดปริมาณแคลอรี่ที่ร่างกายนำเข้ามาก็คือ ฝึกนิสัยการทานกินเสียใหม่


ระวังผลิตภัณฑ์ที่โน้มน้าวว่า "ลดน้ำหนักได้อย่างมหัศจรรย์":

แผ่นลดน้ำหนัก ทำให้ผิวซูบซีด ไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าปลอดภัยและได้ผล ทาง FDA (องค์การอาหารและยาของสหรัฐฯ) ได้จับกุมและยึดผลิตภัณฑ์เหล่านี้ นับล้าน ๆ ชนิดจากผู้ผลิต และผู้ให้การสนับสนุน อยู่ตลอดมา

"ตัวดักจับแป้ง" ซึ่งรับรองว่าจะป้องกันและดักจับการดูดซึมแป้งของร่างกาย มันไม่เพียงไม่ได้รับการพิสูจน์เท่านั้น แต่ผู้ใช้ส่วนใหญ่พบว่า ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้, อาเจียน, ท้องร่วง และปวดท้อง

"Magnet" เป็นยาลดน้ำหนักชนิดหนึ่ง ถูกตั้งข้อกล่าวหาว่า "รีดไขมันออกจากร่างกาย" องค์การ FTC ได้นำกฎหมาย ต่อต้านผู้จำหน่ายยาประเภทนี้ ออกมาจัดการแล้ว

กลูโคแมนน่อน (รากพืชชนิดหนึ่ง) โฆษณาสรรพคุณว่า "ความลับของการลดน้ำหนักของทางตะวันออกมากว่า 500 ปีแล้ว" ปัจจุบัน มีรายงานสนับสนุนอยู่น้อยนิด ว่ารากของพืชชนิดนี้ มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนักได้

สารดูดซับและเติมเต็มหลายอย่าง เช่นไฟเบอร์บางชนิด จะดูดซับน้ำและของเหลวในกระเพาะ ทำให้ลดความหิวได้ นอกจากนี้ สารเติมเต็มบางชนิด เช่น guar gum ฯลฯ ได้รับการยืนยันแล้วว่าเป็นอันตราย กีดขวางทางเดินของลำไส้, กระเพาะ หรือหลอดอาหาร FDA ได้ดำเนินการทางกฎหมายต่อต้านผู้ให้การสนับสนุนจำนวนมาก ที่นำ guar gum มาเป็นส่วนผสม
สไปรูไลน่า, พืชทะเลจำพวกเห็ดราชนิดหนึ่งที่มีสีเขียวอมฟ้า ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าลดน้ำหนักได้จริง


ระวังสิ่งประดิษฐ์และของปลอมเหล่านี้:

เครื่องกระตุ้นกล้ามเนื้ออิเล็คโทรนิคส์ นำมาใช้รักษาด้านอายุรเวทอย่างถูกต้องตามกฎหมาย แต่ FDA ได้ฟ้องร้อง ให้นำผลิตภัณฑ์บางตัวออกจากตลาดไป ทั้งนี้เนื่องจากได้ทำการโฆษณาว่าลดน้ำหนัก หรือเพิ่มกล้ามเนื้อได้ ถ้าใช้เครื่องมือเหล่านี้ไม่ถูกต้อง, การกระตุ้นกล้ามเนื้ออาจเกิดอันตรายได้ เนื่องจากถูกไฟฟ้าช็อต และเป็นแผลไหม้พุพอง

"แว่นตาระงับความอยาก" เป็นแว่นตาธรรมดาที่มีกระจกเลนส์เป็นสี ซึ่งจะฉายภาพสู่เรตินาของตา ทำให้ต้านความอยากกินได้ระดับหนึ่ง ยังไม่มีหลักฐานว่าวิธีนี้ได้ผล

"หูฟังลดน้ำหนักมหัศจรรย์" เป็นอุปกรณ์ที่จะสวมเข้ากับหูผู้ซื้อ ซึ่งอ้างว่าสามารถ กระตุ้นตามจุดต่าง ๆ เพื่อควบคุมความหิวได้ ยังไม่ได้รับการพิสูจน์ว่าได้ผล

โปรแกรมอดอาหาร:
คนอเมริกันราว ๆ 8 ล้านคนต่อปี สมัครเข้าโปรแกรมลดน้ำหนัก ซึ่งเกี่ยวข้องกับการอดน้ำ, การควบคุมเป็นพิเศษ, การใช้ยา หรือการดูแลอื่น ๆ ศูนย์ลดน้ำหนักประมาณ 8,500 แห่งเปิดดำเนินการข้ามประเทศ ในจำนวนนี้มีอยู่หลายรายที่เป็นบริษัทร่วมทุน หรือเป็นบริษัทมีชื่อเสียงในประเทศนั้น ๆ

ก่อนที่คุณจะลงทะเบียนโปรแกรมลดน้ำหนักใด ลองถามคำถามเหล่านี้ดู:

อะไรคือความเสี่ยงต่อสุขภาพ?

มีข้อมูลที่คุณสามารถแสดงได้ว่าโปรแกรมของคุณนั้นได้ผลจริงไหม?

ลูกค้าจะยังควบคุมน้ำหนักได้ไหม หลังจากจบโปรแกรมลดน้ำหนักนี้แล้ว?

ค่าสมาชิกเท่าไร? ค่าธรรมเนียมรายสัปดาห์ล่ะ, ค่าอาหาร, ค่าบำรุง และค่าปรึกษา เป็นอย่างไร?

ตารางการชำระเงินล่ะ? ค่าใช้จ่ายใดบ้างสามารถใช้กับประกันสุขภาพได้?
คุณจะคืนเงินไหมถ้าออกจากโปรแกรมก่อน?

มีโปรแกรมรักษาหรือเปล่า?

นี่เป็นค่าใช้จ่ายบางส่วนของแพ็คเกจนี้ใช่ไหม? มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมอีกหรือเปล่า?

มีการดูแลลูกค้าแบบมืออาชีพอย่างไรบ้าง?

ผู้เชี่ยวชาญเหล่านี้ใครเป็นคนตั้งให้ล่ะ?

โปรแกรมลดน้ำหนักของคุณต้องการอะไรบ้าง?

มีเมนูหรืออาหารพิเศษให้ไหม? การตรวจเยี่ยมล่ะ? แผนการออกกำลังเป็นยังไง?



ร่องรอยการหลอกลวง:

มันสำคัญต่อลูกค้ามากที่จะต้องระมัดระวังในสิ่งที่ "ดีเกินไปที่จะเป็นจริง"

ถ้าเป็นโปรแกรมลดน้ำหนัก ลูกค้าต้องระวังเป็นพิเศษกับคำพูดหรือวลีเหล่านี้: มหัศจรรย์, ง่าย, การค้นพบใหม่, ความลับ, ไม่ต้องใช้ความพยายาม, วิเศษ, ลึกลับ, เฉพาะ, รับประกัน, ความก้าวหน้า, ประหลาด และ เก่าแก่




 

Create Date : 26 เมษายน 2551   
Last Update : 27 พฤษภาคม 2558 0:13:06 น.   
Counter : 18671 Pageviews.  

ข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี


ข้อปฏิบัติการกินอาหารเพื่อสุขภาพที่ดี

1. กินอาหารครบ 5 หมู่ แต่ละหมู่ให้หลากหลายและหมั่นดูแลน้ำหนักตัว
เนื่องจากร่างกายเราต้องการสารอาหารต่างๆ ที่มีอยู่ในอาหาร ได้แก่ โปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมัน แร่ธาตุ วิตามิน น้ำ และ ใยอาหาร แต่ไม่มีอาหารชนิดใด เพียงชนิดเดียวที่ให้สารอาหารต่าง ๆ ครบในปริมาณที่ร่างกายต้องการ จึงจำเป็น ต้องกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และกินแต่ละหมู่ให้หลากหลายจึงจะได้สารอาหารต่าง ๆ ครบถ้วน และเพียงพอ
น้ำหนักตัว เป็นเครื่องบ่งชี้บอกถึงสุขภาพของเรา จึงควรหมั่นดูแลโดยดูจาก ค่าดัชนีมวลกาย(Body Mass Index) ซึ่งเท่ากับ น้ำหนักตัวเป็นกิโลกรัม หารด้วย ส่วนสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง ค่าปกติจะอยู่ที่ 18.5-24.9 กก/ตร.ม

2. กินข้าวเป็นอาหารหลัก สลับกับอาหารประเภทแป้งเป็นบางมื้อ
ข้าวมีสารอาหารคาร์โบไฮเดรต โปรตีน วิตามินกับแร่ธาตุ และใยอาหาร ควรกินข้าวที่ขัดสีแต่น้อย และ
กินสลับกับ อาหารประเภทแป้งอื่นๆ เช่น ก๋วยเตี๋ยว ขนมจีน ขนมปัง เผือกและมัน

3. กินพืชผักให้มาก และกินผลไม้เป็นประจำ
พืชผักและผลไม้ นอกจากให้วิตามินแร่ธาตุ และกากอาหารแล้ว ยังมีสารอื่นๆ ที่ช่วยป้องกันไม่ให้ไขมันไปเกาะตามผนังหลอดเลือด และช่วยทำให้เยื่อบุของเซลล์ และอวัยวะต่างๆแข็งแรงอีกด้วย

4. กินปลา เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน ไข่ และถั่วเมล็ดแห้งเป็นประจำ
- เนื้อสัตว์ทุกชนิดมีโปรตีน แต่ควรกินชนิดไม่ติดมันเพื่อลดการสะสมไขมันในร่างกาย
- ไข่เป็นอาหารโปรตีนราคาถูก หาซื้อง่าย เด็กสามารถกินได้ทุกวัน แต่ผู้ใหญ่ควรกิน ไม่เกินสัปดาห์ละ 2-3 ฟอง
- ถั่วเมล็ดแห้งและผลิตภัณฑ์ เป็นโปรตีนที่ดี ราคาถูก ควรกินสลับกับเนื้อสัตว์เป็นประจำ

5. ดื่มนมให้เหมาะสมตามวัย
นมมีโปรตีน วิตามินบี และแคลเซียมซึ่งสำคัญต่อการเจริญเติบโต และเสริมสร้างความแข็งแรงให้กระดูกและฟัน จึงเป็นอาหารที่เหมาะสมกับบุคคลทุกวัย แต่ในคนอ้วนควรดื่มนมพร่องมันเนย

6. กินอาหารที่มีไขมันแต่พอควร
ไขมันให้พลังงานและความอบอุ่นแก่ร่างกาย ช่วยดูดซึมวิตามิน เอ ดี อี และเค แต่ไม่ควรกินมากเกินไปเพราะจะทำให้อ้วน และเกิดโรคอื่นๆตามมา การได้รับไขมันอิ่มตัว และอาหารที่มีโคเลสเตอรอลมากเกินไป จะทำให้โคเลสเตอรอลในเลือดสูง เสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจ ควรกินอาหารประเภท ต้ม นึ่ง ย่าง อบ จะช่วยลดปริมาณไขมันในอาหารได้

7. หลีกเลี่ยงการกินอาหารรสหวานจัด และเค็มจัด
รสหวานจัดทำให้ได้พลังงานเพิ่มทำให้อ้วน รสเค็มจัดจะทำให้เสี่ยงต่อภาวะความดันโลหิตสูง

8. กินอาหารที่สะอาด ปราศจากการปนเปื้อน
อาหารที่สะอาด ปรุงสุกใหม่ๆ มีการปกปิดป้องกันแมลง และบรรจุในภาชนะที่สะอาด มีอุปกรณ์หยิบจับที่ถูกต้อง

9. งดหรือลดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์เป็นประจำ ทำให้สมรรถภาพการทำงานลดลง ขาดสติ ทำให้เกิดอุบัติเหตุ และยังเสี่ยงต่อการเป็นโรคตับแข็ง แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้ มะเร็งหลอดอาหารและกระเพาะอาหาร เพิ่มขึ้นด้วย





 

Create Date : 26 เมษายน 2551   
Last Update : 26 เมษายน 2551 14:10:40 น.   
Counter : 1539 Pageviews.  

โรคอ้วน Obesity

โรคอ้วน Obesity

สาเหตุของโรคอ้วน สาเหตุจริง ๆ ยังไม่ทราบแน่ชัด แต่ โรคอ้วนมักจะมีสาเหตุร่วม หลายข้อร่วมกัน เช่น

• โรคต่อมไร้ท่อ เช่น โรคไทรอยด์ทำงานน้อย เนื้องอกของต่อมหมวกไต

• ยา เช่น ยาคุมกำเนิด ยาแก้โรคซึมเศร้า ยาลดความดัน ยาลูกกลอน ยาแก้หอบ ยาชุดซึ่งมักผสมสารสเตียรอยด์

• กรรมพันธุ์ จะพบว่าบางครอบครัวจะอ้วนทั้งหมด ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรม แต่ อีกส่วนหนึ่งอาจจะเกิดจากวัฒนธรรมการรับประทานอาหารและความเป็นอยู่ เช่น อาหารของชาตินั้นนิยมอาหารมัน ๆ

• ความผิดปกติทางจิตใจ ทำให้รับประทานอาหารมาก เช่น บางคนเศร้าแล้วรับประทานอาหารเก่ง

• การดำเนินชีวิตอย่างสบาย และ ขาดการออกกำลังกาย

• โรคอ้วนในเด็ก จะแตกต่างจากโรคอ้วนในผู้ใหญ่ เนื่องจากเซลล์ไขมันในร่างกายจะมีช่วงที่เจริญเติบโตอยู่สองช่วงคือวัยเด็กและวัยรุ่น กรรมพันธ์เป็นตัวกำหนดให้แต่ละคนมีเซลล์ไขมันไม่เท่ากัน คนอ้วนจะมีเซลล์ไขมันมาก โรคอ้วนในเด็กจะมีปริมาณเซลล์ไขมันมากทำให้ลดน้ำหนักยาก ส่วนโรคอ้วนในผู้ใหญ่มักเกิดจากเซลล์ไขมันมีขนาดใหญ่ขึ้น


โรคเรื้อรังที่สัมพันธ์กับโรคอ้วน เช่นโรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมองตีบ นิ่วในถุงน้ำดี ข้อเข่าเสื่อม ปวดหลัง กระดูกสันหลังเสื่อม โรคทางเดินหายใจ โรคเส้นเลือดขอด


เมื่อไรจึงจะถือว่า อ้วน เรามิได้ประเมินจากการดูด้วยสายตาอย่างเดียว แต่จะประเมินจาก

 ดัชนีมวลกาย BMI (Body Mass Index)

ดัชนีมวลกาย คำนวณโดย น้ำหนักเป็นกิโลกรัม หารด้วย ความสูงเป็นเมตรยกกำลังสอง ค่าปกติ 20-25 กก/ตม.

ระดับที่ต้องรักษาคือดัชนีมวลกายมากกว่า 30 โดยที่ไม่มีความเสี่ยงอื่นๆ หรือ ผู้ที่มีดัชนีมวลกาย 25 แต่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดโรคเบาหวาน เช่น มีพี่ น้อง พ่อแม่เป็นเบาหวาน แนะนำให้ลดน้ำหนักลงจนดัชนีมวลกายประมาณ 22

 วัดเส้นรอบเอว Waist circumference

วิธีการวัดเส้นรอบเอว วัดรอบเอวระดับกึ่งกลางกระดูกสะโพกส่วนบนสุดและขอบล่างของกระดูกซี่โครง และ ต้องวัดขณะหายใจออกเท่านั้น ค่ารอบเอวที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรค คือ ในผู้ชายมากกว่า40 นิ้ว ในผู้หญิงมากกว่า 35 นิ้ว



แนวทางการรักษา อาจแบ่งได้เป็น

1. การรักษาที่มุ่งควบคุมปริมาณอาหารที่รับประทาน

2. การรักษาที่มุ่งเพิ่มการใช้พลังงานในแต่ละวันให้มากขึ้น

3. การรักษาด้วยยา

3.1 ยาช่วยลดความอยากอาหาร เมื่อหยุดยา ความอยากอาหารกลับมากขึ้นทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น

3.2 ยาช่วยลดการดูดซึมไขมัน แต่ทำให้วิตามินที่ละลายในไขมันถูกดูดซึมน้อยลงด้วย (วิตามิน เอ ดี อี เค)

3.3 ยาช่วยลดการดูดซึมคาร์โบไฮเดรต เช่น ยารักษาเบาหวาน แต่มีผลข้างเคียงสูง

3.4 ยาช่วยเพิ่มการใช้พลังงานของร่างกาย เช่น ยาไทรอยด์ฮอร์โมน แต่มีข้อเสียมาก



การเลือกวิธีรักษาโรคอ้วน

แนวทางรักษาที่ปลอดภัย จะประกอบด้วย การคุมน้ำหนักไม่ให้เพิ่ม การออกกำลังกาย ควบคุมการรับประทานอาหาร โดยควบคุมให้ได้พลังงานที่น้อยกว่าพลังงานที่ต้องใช้ไปในแต่ละวัน ซึ่งต้องอาศัยความตั้งใจของผู้ป่วยเป็นสำคัญ

การรักษาด้วยยาจะใช้กรณีที่คุมอาหารและออกกำลัง 6 เดือนแล้วน้ำหนักไม่ลด

เป้าหมายที่เหมาะสม คือ ลดน้ำหนัก 10 %จากน้ำหนักเดิม โดยใช้เวลา 6 เดือน

การลดน้ำหนักให้ลดได้ไม่ควรเกิน ครึ่ง กิโลกรัม ต่อ สัปดาห์ หากต้องการลดมากว่า 5 กิโลกรัมควรจะปรึกษาแพทย์ซึ่งจะพิจารณาความจำเป็นในการรีบลดน้ำหนัก เพราะถ้าลดน้ำหนักเร็ว น้ำหนักจะกลับขึ้นมาได้เร็วเช่นกัน


การเปลี่ยนแปลงอาหาร และ พฤติกรรมการรับประทานอาหาร

คนอ้วนจะมีกระเพาะที่ใหญ่กว่าคนปกติเนื่องจากกระเพาะถูกยืดจากอาหาร ดังนั้นจึงมีอาการหิวบ่อยทำให้การควบคุมอาหารประสบผลสำเร็จน้อย แต่อย่าเพิ่งย่อท้อให้พยายามควบคุมอาหารและออกกำลังกาย จะช่วยลดน้ำหนักได้

ลดอาหารไขมัน หรือ ใช้ไขมันทดแทน ที่มีขายในท้องตลาดเช่น cellulose gel Avicel, Carrageenan guar gum and gum arabic สารสังเคราะห์เหล่านี้จะไม่ถูกดูดซึม อาจทำให้เกิดท้องร่วง และปวดท้อง และควรได้รับวิตามินที่ดูดซึมด้วยไขมัน ( วิตามิน A, K, D, and E ) เสริม

ใช้น้ำตาลเทียมแทนน้ำตาล เช่น saccharin, aspartame

พยายามรับประทานอาหารเฉพาะในมื้ออาหารโดยเฉพาะที่โต๊ะอาหาร และลุกขึ้นจากโต๊ะทันทีที่อิ่ม

อย่าวางอาหารจานโปรดหรือ ของว่างไว้รอบ ๆ ตัว ไม่ควรรับประทานอาหารว่างขณะดูทีวี

รับประทานวันละ 3 มื้อ อย่าอดอาหารมื้อใดมื้อหนึ่ง ไม่ควรงดอาหารมื้อหนึ่งแล้วชดเชยมื้อต่อไป

ลดปริมาณอาหารในแต่ละมื้อ โดยเฉพาะมื้อเย็นควรรับประทานในปริมาณที่น้อยที่สุด เพราะเป็นช่วงที่ไม่ต้องใช้พลังงาน เมื่อรับประทานอาหารเข้าไปพลังงานก็จะเหลือ ร่างกายจะนำไปสร้างเป็นไขมันเก็บไว้

รับประทานผัก ผลไม้ ธัญพืชที่ไม่ขัดสี เลือกอาหารที่มีเส้นใยมาก เช่น แอปเปิล ฝรั่ง ข้าวโพดอ่อน แครอท ถั่วแระ ถั่วฝักยาว ถั่วเขียว ถั่วแดง ถั่วลิสง ถั่วฝักยาว ถั่วลันเตา เม็ดแมงลัก งา รำข้าว ส้มเช้ง เมล็ดทานตะวัน มะเขือพวง สะเดา ผักกระเฉด กระเทียม ข้าวซ้อมมือ กะหล่ำปลี ข้าวโพดต้ม พุทรา น้อยหน่า กล้วย มะม่วงดิบ มะละกอสุก เห็ด

รับประทานเนื้อปลาเป็นหลัก เนื้อไก่และเป็ดให้ลอกหนังออก จำกัดเนื้อสัตว์ไม่ติดมันไม่เกิน 2 ช้อนโต๊ะต่อมื้อ หลีกเลี่ยงเนื้อหมู
หลีกเลี่ยงอาหารพวก ทอด ผัด แกงกะทิ ให้ทานอาหารที่เตรียมโดยวิธี อบ นึ่ง เผา หรือ ต้ม แทน

ควรหลีกเลี่ยง เนย น้ำสลัด เนื้อติดมัน เนื้อติดหนัง นมสด ของทอด เช่นปลาท่องโก๋ กล้วยแขก ไก่ทอด เค้ก คุกกี้

ใช้จานใจเล็กๆ เพื่อป้องกันการรับประทานอาหารมากไป หลีกเลี่ยงการเติมอาหารครั้งที่ 2

รับประทานอาหารอย่างช้าๆ เคี้ยวอาหารแต่ละคำช้าๆ

ดื่มน้ำมากๆทั้งในมื้ออาหารและระหว่างมื้ออาหาร ดื่มน้ำ 1 แก้วก่อนอาหาร

อย่าเสียดายของเหลือ ไม่จำเป็นต้องทานอาหารจนหมดจาน และ อย่าเตรียมอาหารมากเกินความจำเป็น

อย่าทำกิจกรรมอื่นระหว่างรับประทานอาหาร เช่นอ่านหนังสือ ดูโทรทัศน์ เพราะจะรับประทานอาหารมากเกินไป

พยายามหางานอดิเรกทำเมื่อเวลาหิว


โรคอ้วนและการออกกำลังกาย

ส่วนประกอบที่สำคัญสำหรับการลดน้ำหนักคือ การรับประทานอาหารที่มีพลังงานลดลง และ การออกกำลังกายซึ่งทำให้ร่างกายใช้พลังงานเพิ่มมากขึ้น และการออกกำลังกายจะช่วยป้องกันไม่ให้น้ำหนักเพิ่มขึ้น แถมยังทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้นอีกด้วย ซึ่งควรออกกำลังกายครั้งละ 30 นาที สัปดาห์ละ2 - 5 ครั้ง

ผู้ที่มีอาการดังต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์ก่อนออกกำลังกาย เช่น ขณะออกกำลังกายเคยมีอาการ แน่นหน้าอก จะเป็นลม รู้สึกเหนื่อยมากเมื่อเริ่มออกกำลังกาย หรือ ผู้สูงอายุที่ไม่เคยออกกำลังกายมาก่อน

ผู้ที่อ้วนมากและไม่เคยออกกำลังกาย อาจจะเริ่มง่าย ๆ เช่น ลดเวลาดูทีวี ลดเวลานอนพักผ่อน เดินให้มากขึ้น ใช้บันไดแทนการขึ้นบันไดเลื่อนหรือ ลิฟท์ ขี่จักรยานแทนการนั่งรถ ทำสวน ล้างรถ เมื่อเริ่มแข็งแรงมากขึ้นจึงเริ่มเดินเร็วๆ ยืนแกว่งขา แขน หลังจากแข็งแรงดีจึงค่อยออกกำลังกายแบบอื่น ๆ เช่น วิ่ง ว่ายน้ำ เต้นรำเต้นแอร์โรบิก



การรักษาโรคอ้วนด้วยยา

ผู้ที่เป็นโรคอ้วนไม่ควรซื้อยารับประทานเอง เนื่องจากยาลดน้ำหนัก อาจมีผลข้างเคียงที่อันตรายได้ เช่น เกิดภาวะความดันโลหิตในหัวใจห้องขวาสูงขึ้น เกิดภาวะลิ้นหัวใจรั่ว มีผลต่อจิตประสาท ใจสั่น หงุดหงิด เป็นลม ท้องผูก การลดความอยากอาหารโดยใช้ยา ซึ่งโดยทั่วไปแล้วเมื่อหยุดยา ความอยากกินอาหารกลับจะมากขึ้นกว่าก่อนรักษา ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มมากขึ้น ( โยโย่เอฟเฟ็คต์ )

ยารักษาโรคอ้วนส่วนใหญ่ห้ามใช้เกิน 3 เดือน และควรอยู่ในความดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งแพทย์จะเริ่มใช้ยาลดน้ำหนัก เมื่อคุมอาหารและออกกำลังกาย 6 เดือนแล้วน้ำหนักไม่ลด

ชาลดน้ำหนักส่วนใหญ่จะประกอบด้วยสารที่เป็นยาระบายและยาขับปัสสาวะดังนั้นอาจจะทำให้ร่างกายขาดน้ำและเกลือแร่ซึ่งอาจจะอันตรายเสียชีวิตได้ น้ำหนักที่ลดจะลงชั่วคราวเท่านั้น เมื่อดื่มน้ำเพิ่มน้ำหนักก็จะขึ้น



อาหารสำหรับผู้มีไขมันในเลือดสูง
ผู้ที่มีไขมันในเลือดสูง อาจแบ่งได้เป็น 2 แบบคือ โคเลสเตอรอลในเลือดสูง และ ไตรกรีเซอไรด์ในเลือดสูง

• ผู้ที่มีโคเลสเตอรอลในเลือดสูง

หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ไขมันสัตว์จะมีโคเรสเตอรอลสูง ควรหลีกเลี่ยงเครื่องในสัตว์ ตับวัว ตับหมู ไข่แดง ไข่นกกระทา หนังไก่หนังเป็ด หอยแครง ปลาหมึก ไข่ปลา กุ้งทะเล ปลาหมึก หอยทะเล ไข่ เนย กุนเชียง ไส้กรอก

หลีกเลี่ยงไขมันพืชชนิดอิ่มตัว ได้แก่ ไขมันจากมะพร้าว (เช่นกะทิ) ไขมันปาล์ม(ในน้ำมันพืช หรือครีมเทียมใส่กาแฟ) ควรรับประทานไขมันไม่อิ่มตัว ได้แก่ น้ำมันมะกอก(ใส่ในอาหารหรือสลัด) น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันเมล็ดทานตะวัน

ทานอาหารประเภทผัก และผลไม้มากขึ้น จะช่วยลดการดูดซึมในลำไส้ของไขมันได้

ถ้าน้ำหนักมากเกินไป ควรลดน้ำหนัก

ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อเผาผลาญพลังงานในร่างกาย


• ผู้ที่มีไตรกรีเซอไรด์สูง

ลดการรับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต เช่น ข้าว แป้ง น้ำตาล อาหารหวานจัด ผลไม้ที่มีรสหวานจัด

งดการดื่มเหล้า สุรา ของมึนเมาทุกชนิด



หมายเหตุ ..

ผมจำไม่ได้ว่า ได้นำบทความนี้ มาจากที่ไหน ถ้าใครทราบ กรุณาแจ้งผมด้วยนะครับ




 

Create Date : 26 เมษายน 2551   
Last Update : 26 เมษายน 2551 14:09:39 น.   
Counter : 1890 Pageviews.  

ไวรัสตับอักเสบชนิด บี

ไวรัสตับอักเสบชนิด บี
ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี อาจมาพบแพทย์ด้วยอาการที่อาจแตกต่างกันได้ โดยอาจแบ่งออกเป็น…


ตับอักเสบเฉียบพลัน

ในประเทศไทยผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันราว 1/3 เกิดจากไวรัสตับอักเสบ บี

ผู้ป่วย ส่วนใหญ่มักมีอาการอ่อนเพลีย ไม่มีแรง ปวดเมื่อยตามตัว บางรายอาจมีไข้ต่ำๆ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร แน่นท้อง ท้องอืด อาจจุกแน่น หรือเจ็บที่บริเวณชายโครงขวาจากตับที่ โต เมื่อไข้ลดบางรายอาจจะมีอาการ ตัวเหลือง ตาเหลือง ปัสสาวะสีเหลืองเข้ม หรือ ที่เรียกว่า "ดีซ่าน" บางครั้งอาจท้องเดินได้ ผิวหนังอาจคัน ตับและม้ามโตได้เล็กน้อย

โดยทั่วๆ ไป อาการของโรคอาจปรากฏอยู่ 2-3 สัปดาห์ หลังจากนั้นอาการจะค่อยๆ ทุเลาลงจนสามารถ ทำงานได้ตามปกติในเวลา 4-6 สัปดาห์

ในผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสตับอักเสบบี ร้อยละ 90-95 จะหายเป็นปกติและร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อไวรัสตับอักเสบบี แต่มีเพียง ร้อยละ 5-10 เท่านั้น ที่ไม่สามารถกำจัดไวรัสออกไปจากร่างกายได้กลายเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ซึ่งจะก่อให้เกิดโรคแทรกซ้อนตามมาในระยะหลัง และน้อยกว่าร้อยละ 1 อาจเกิดอาการตับวาย ท้องมาน อาเจียน หรือ อุจจาระเป็นเลือด ไม่รู้สึกตัวหรือโคม่า และอาจเสียชีวิตในที่สุด

อาการของโรคตับอักเสบเฉียบพลัน แบ่งได้เป็น 3 ระยะดังนี้

1. ระยะอาการนำ มีอาการอ่อนเพลียมีไข้ปวดศรีษะ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อ บางรายมีอาการคล้าย ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ เบื่ออาหารมก คลื่นไส้ อาเจียน อาจปวดท้องบริเวณชายโครงขวา มีท้องเสียได้ ปัสสาวะสีเหลืองเข้มผิดปกติ ฯลฯ อาการนำเป็นอยู่นาน 4 - 5 วัน จนถึง 1 - 2 สัปดาห์

2. ระยะอาการเหลือง “ดีซ่าน” ผู้ป่วยมีตาเหลือง ตัวเหลือง อาการทั่วไปดีขึ้น แต่ยังอ่อนเพลียคล้ายหมดแรง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ผู้ป่วยตับอักเสบจากไวรัสพบว่า มีอาการดีซ่านเพียงครึ่งหนึ่งหรือน้อยกว่า

3. ระยะฟื้นตัว อาจยังอ่อนเพลียอยู่ อาการข้างต้นหายไป หายเหลืองโดยทั่วไป ระยะเวลาของการป่วยนาน 2 - 4 สัปดาห์ จนถึง 8 - 12 สัปดาห์



ตับอักเสบเรื้อรัง

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการ อาจตรวจพบโดยบังเอิญจากการตรวจร่างกายประจำปี พบความผิดปกติในการทำงานของตับ ผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรังที่มีการอักเสบ และการทำลาย เซลล์ตับมากๆ โรคจะดำเนินต่อไป ทำให้ตับเสื่อมสมรรถภาพลง จนกลายเป็นตับแข็งในที่สุด นอกจากนี้ยังอาจกลายเป็นมะเร็งตับได้ด้วย โดยพบว่าในคนที่เป็นพาหะเรื้อรังของไวรัสตับ อักเสบชนิดบี มีโอกาสเกิดมะเร็งตับสูงกว่าคนปกติถึง 200 เท่า




การวินิจฉัยโรคไวรัสตับอักเสบจากไวรัสตับอักเสบ บี

1. การตรวจการทำงานของตับ

โดยการหาเอนไซม์ที่ปล่อยออกมาจากเซลล์ตับที่อักเสบคือ SGOT(AST) และ SGPT (ALT) ปกติระดับเอนไซม์สองตัวนี้จะน้อยกว่า 40 ถ้าสูงผิดปกติบ่งบอกถึงการอักเสบของ ตับ แต่ไม่ได้จำเพาะกับไวรัสตับอักเสบบี เพราะอาจพบได้ในการอักเสบจากไวรัสตัวอื่นๆ หรือ ผลของยาต่างๆ และแอลกอฮอล์ นอกจากนั้นในกรณีที่เจาะตอนมีไข้ พบว่า ค่าต่างๆ เหล่า นี้อาจผิดปกติโดยผู้ป่วยไม่ได้มีตับอักเสบ

ดังนั้นถ้าพบว่าเอนไซม์ผิดปกติ ต้องปรึกษาแพทย์ ก่อน ซึ่งแพทย์มักเจาะซ้ำอีก 1-2 ครั้ง ถ้ายังผิดปกติจึงหาสาเหตุต่อไป

2. การตรวจหาหลักฐานการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี

ซึ่งมีการตรวจทั้งการหาแอนติเจนของไวรัส และการตรวจทางน้ำเหลือง

การตรวจหาแอนติเจน ที่สำคัญคือหาค่าแอนติเจนส่วนผิวของไวรัส(HBsAg) ซึ่งถ้าพบแสดงถึงกำลังมีการ ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี แพทย์อาจตรวจหาแอนติเจนอีกตัว คือ HBcAg ซึ่งถ้าให้ผลบวก แสดงถึงการติดเชื้อที่มีการแบ่งตัวของไวรัสอย่างรวดเร็ว มีปริมาณไวรัสมาก

การตรวจทางน้ำเหลือง ที่สำคัญคือการตรวจหาภูมิต้านทานต่อไวรัสตับอักเสบบี (Anti HBs) ถ้าให้ผลบวก แสดงว่าร่างกายมีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี ซึ่งอาจเกิดจากการรับวัคซีน หรือเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีแต่หายแล้ว การตรวจทางน้ำเหลืองอีกตัว คือ Anti HBc เป็นตัวบ่งว่ามีการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ซึ่งอาจจะหายไปแล้ว หรือกำลังติดเชื้ออยู่ก็ได้ ไม่ ใช่ภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อ

นอกจากนี้อาจมีการตรวจหาไวรัสด้วยวิธีอื่น เช่น การตรวจหาสารพันธุกรรมของไวรัสในเลือด ซึ่งให้ผลแม่นยำกว่า และสามารถบอกปริมาณจากไวรัสได้

3. การตรวจพยาธิสภาพของตับ

โดยการใช้เข็มเล็กๆ เจาะดูดเอาเนื้อตับชิ้นเล็กๆ ออกมาตรวจ การตรวจนี้จะมีประโยชน์ มากในการประเมินความรุนแรงของตับอักเสบ เพื่อประโยชน์ในการรักษา และพยากรณ์โรค

4. การตรวจทางรังสีวิทยา

เช่น การตรวจด้วยคลื่นเสียง (ultrasound) หรือการเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ อาจ ได้ประโยชน์ในการประเมินว่ามีตับแข็ง หรือก้อนผิดปกติในตับหรือไม่



แนวทางการรักษา

1. ระยะตับอักเสบเฉียบพลัน

ในปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคตับอักเสบจากเชื้อไวรัส การรักษาโดยทั่วไปเป็นการรักษาตามอาการ ปกติผู้ป่วยจะค่อย ๆ ดีขึ้นเองอยู่แล้ว ควรพักผ่อนให้เต็มที่ในระยะที่มีอาการ ตาและตัวเหลืองมาก รับประทานอาหารให้เพียงพอ ควรรับประทานอาหารอ่อน และย่อยง่าย งดอาหารมัน งดดื่มสุรา และงดบุหรี่ การรับประทานของหวาน หรือดื่มน้ำหวานมากกว่าปกติ ไม่ได้ช่วยให้โรคหายเร็วขึ้น แต่น้ำตาลที่ดื่มเข้าไปมาก ๆ จะเปลี่ยนเป็น ไขมันไปสะสมในตับ อาจทำให้ตับโต จุกแน่นนานกว่าปกติได้ ถ้าผู้ป่วยที่มีอาการมาก แพทย์จะรับไว้รักษาใน โรงพยาบาล และ ให้การรักษาเพื่อทุเลาอาการ หรือประคับประคองให้พ้นระยะอันตราย และป้องกันโรคแทรกซ้อน

2. ระยะตับอักเสบเรื้อรัง

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการจึงสามารถปฏิบัติภารกิจได้ตามปกติไม่ต้องหยุดงาน ถ้ามี อาการของโรคตับอักเสบเล็กน้อยให้พักผ่อนให้เพียงพอ ไปทำงานได้ตามปกติ แต่อย่าออก กำลังกาย หรือทำงานหนัก จนกว่าอาการของโรคตับอักเสบจะหายแล้ว แต่เมื่ออาการของโรค ตับอักเสบหายแล้ว ควรออกกำลังกายแต่พอดีอย่างสม่ำเสมอ

การรับประทานยาบำรุงตับ หรือวิตามิน ไม่มีหลักฐานว่าช่วยลดการอักเสบของตับหรือลดปริมาณไวรัส

ยาที่ได้รับการพิสูจน์ว่ามีประโยชน์ในปัจจุบันมีเพียงการใช้อินเตอร์เฟียรอน(interfe ron) เท่านั้น ซึ่งเป็นยาฉีดต้องใช้ติดต่อกันอย่างน้อย 4-6 เดือน จึงจะได้ประโยชน์ ซึ่งราว ร้อยละ 30-40 จะทำให้การอักเสบของตับลดลง พร้อมกับปริมาณของไวรัสลดลงด้วย เนื่องจากยาอินเตอร์เฟียรอนมีราคาแพง และมีฤทธิ์ข้างเคียงมาก การใช้จึงควรอยู่ในดุลพินิจของแพทย์ระบบทางเดินอาหารเท่านั้น

3. การปฏิบัติตัวอื่น ๆ

- งดดื่มสุรา ทั้งในตับอักเสบเฉียบพลันและเรื้อรัง พบว่าการดื่มสุราจะเสริมทำให้โรครุนแรงขึ้น ในตับ อักเสบเรื้อรังยังทำให้ตับเสื่อมสมรรถภาพ จนเป็นตับแข็งและมะเร็งตับเร็วขึ้น

- หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่จำเป็น เพราะยาเกือบทุกตัวจะถูกทำลายที่ตับ การใช้ยาต่าง ๆ จึงควรระมัดระวัง และควรแจ้ง ให้แพทย์ทราบด้วยว่าเป็นตับอักเสบอยู่ การใช้ยาสมุนไพร หรือ ยาสามัญประจำบ้านต่างๆ อาจทำให้โรคลดลงได้

- หมั่นตรวจสุขภาพสม่ำเสมอ แม้แต่ในผู้ป่วยที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี ก็ควรได้รับการตรวจเป็นระยะๆ อย่าง น้อยทุก 4-6 เดือน เพราะบางครั้งจะมีการอักเสบเกิดขึ้นได้ ในผู้ป่วยที่เป็นชายอายุมาก หรือมีตับแข็งร่วมด้วยควรติดตามเป็นระยะๆ เพื่อตรวจหามะเร็งตับระยะแรกเริ่มต้น

4. การดูแลป้องกันการติดเชื้อ

1. หลีกเลี่ยงการสัมผัสเลือด น้ำเหลือง น้ำลาย สารเหลวที่หลั่งจากร่างกาย การใช้ ของมีคม หรือของที่อาจปนเปื้อนเลือด น้ำเหลือง ร่วมกับผู้อื่น เช่น มีดโกน หวี แปรงสีฟัน การใช้เข็มฉีดยาที่ไม่สะอาด การเจาะหู การสัก ฝังเข็ม ทำฟัน การรับประทานอาหารร่วมกับ ผู้ป่วยโดยมีช้อนกลางน่าจะเป็นวิธีลดการติดโรคลงได้

***การทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี สามารถทำได้โดย การต้มให้เดือด อย่างน้อย 5 นาที สารเคมีที่ทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี อย่างได้ผล คือ โซเดียมไฮโดรคลอไรท์ หรือที่รู้จักกันในนามของ คลอรอกซ์ โดยแช่ในความเข้ม 0.5-2.0% สารเคมีกลุ่มฟอร์มาลินก็สามารถทำลายเชื้อไวรัสได้ดีเช่นกัน***

2. งดการสำส่อนทางเพศ

3. ถ้าพบว่าเป็นพาหะของโรค ควรระมัดระวังไม่ให้เชื้อแพร่ไปสู่ผู้อื่นโดยเฉพาะผู้ใกล้ชิด

4. ฉีดวัคซีนป้องกัน ผู้ที่ควรฉีดวัคซีนมากที่สุด คือ เด็กแรกเกิด ในเด็กโตและผู้ใหญ่ โดยทั่วไปมีความจำเป็นน้อยที่จะฉีดวัคซีน เพราะส่วนใหญ่ติดเชื้อแล้ว หรือมีภูมิต้านทานต่อ การติดเชื้อแล้ว แต่ถ้าต้องการจะฉีดวัคซีนควรจะได้รับการตรวจเลือด เพื่อให้ทราบว่ากำลัง มี หรือเคยมีการติดเชื้ออยู่แล้ว หรือมีภูมิต้านทานเกิดขึ้นแล้วหรือยัง ผู้ที่เคยติดเชื้อมาแล้ว หรือมีภูมิต้านทานแล้วไม่ต้องฉีดวัคซีน

ในเด็กเล็กที่อายุต่ำกว่า 10 ขวบอาจไม่จำเป็นต้องตรวจเลือดก่อนฉีดวัคซีน แต่ถ้า เป็นผู้ที่อยู่ในครอบครัวที่เป็นพาหะก็ควรจะตรวจเลือด เพื่อทราบถึงสภาวะของการติดเชื้อ ก่อนการฉีดวัคซีน

***การฉีดวัคซีนต้องฉีดให้ครบชุด ควรปรึกษาแพทย์***



วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ จากไวรัสตับอักเสบชนิด บี

ในปัจจุบันวัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบไวรัส บี ที่มีขายอยู่ทั่วไป แบ่งตามวิธีการผลิต ได้ 2 ชนิด คือ ชนิดที่ทำจากพลาสมา (น้ำเลือด) ของคนที่เป็นพาหะ และ ชนิดที่ผลิตโดยวิธี พันธุวิศวกรรม วัคซีนทั้งสองชนิดเป็นวัคซีนที่ให้ความปลอดภัย และให้ประสิทธิภาพในการ ป้องกันโรคได้ดี โดยใช้ตามขนาดที่ระบุไว้ของแต่ละชนิด ซึ่งชนิดที่สองได้รับความนิยม มากกว่า พบว่าการฉีดวัคซีน 3 เข็มที่บริเวณต้นแขนที่ระยะเวลา 0 , 1 และ 6 เดือน ในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันปกติ จะก่อให้เกิดภูมิต้านทานได้ร้อยละ 90-95



การติดต่อของไวรัสตับอักเสบ บี
ที่สำคัญมี 3 ทาง คือ

1. การติดต่อจากมารดาสู่ทารก

หญิงมีครรภ์ที่เป็นพาหะหรือเป็นโรคจะถ่ายทอดเชื้อให้แก่ลูกทางสายสะดือ หรือระหว่าง คลอด เป็นการติดต่อที่สำคัญที่สุด

มีข้อมูลที่ได้จากการศึกษาใน ประเทศไทย พบว่าทารกมีโอกาสติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีได้สูงถึงร้อยละ 40-50 และร้อยละ 25 ของเด็กที่เป็นพาหะนี้ เมื่อโตขึ้นในชั่วชีวิตเขาจะเสียชีวิตจากโรคแทรกซ้อนในตับซึ่งมีสาเหตุมาจากไวรัสตับอักเสบบี

ทารกจะไม่มีอาการของตับอักเสบบีในระยะแรก แต่อาจสำแดง อาการเมื่อโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ และผู้ที่เป็นพาหะยังสามารถแพร่กระจายโรคได้อีกด้วย

การนำวัคซีนป้องกันตับอักเสบบีมาฉีดให้กับทารกแรกคลอดทุกคนจะลดอัตราการติดเชื้อในทารกลงได้มาก มีรายงานการพบไวรัสในน้ำนมมารดาที่เป็นพาหะของไวรัสตับอักเสบบี แต่การให้นมบุตรไม่เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อในทารก

2. การติดต่อโดยเลือด ส่วนประกอบของเลือด รวมถึงการใช้เข็มฉีดยา การ สัก การฝังเข็ม หรือการเจาะหู

ถ้าเลือดหรือเข็มเหล่านั้นปนเปื้อนด้วยไวรัสตับอักเสบ บี จะเป็นสาเหตุสำคัญในการติด เชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ซึ่งมีโอกาสติดเชื้อได้มากกว่าไวรัสเอดส์หลายเท่า

- โดยการได้รับถ่ายเลือด น้ำเลือด หรือส่วนประกอบของเลือด จากผู้ที่มีเชื้อไวรัสนี้อยู่

- โดยการใช้เข็มฉีดยาที่มีเชื้อปนเปื้อน การเจาะหู การสัก ทำฟันที่ใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ทำลายเชื้อ-ไม่หมดร่วมกับผู้ที่มีเชื้อไวรัสนี้อยู่

- โดยการใช้ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ที่มีเชื้อ เช่น แปรงสีฟัน มีดโกน ที่ตัดเล็บ และของมีคม อื่นๆ เพราะอาจปนเปื้อนเลือดของคนที่มีเชื้ออยู่ได้

- โดยเข้าทางบาดแผลถลอกที่ผิวหนังโดยไม่รู้ตัวเช่น การกอดรัดฟัดเหวี่ยงหรือการกัดกันเล่นของเด็ก

3. ทางเพศสัมพันธ์

โดยทั่วไป ถ้ามีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี จะมีโอกาสต่อการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บี ได้มากกว่าไวรัสเอดส์หลายเท่า

การรับประทานอาหารร่วมกับผู้ป่วยที่ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีไม่เพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการติดเชื้อ แม้จะมีรายงานพบเชื้อไวรัสในน้ำลายแต่จากการทดลองต้องฉีดเข้าผิวหนังจึงจะก่อให้เกิดโรค***




 

Create Date : 03 เมษายน 2551   
Last Update : 3 เมษายน 2551 18:16:48 น.   
Counter : 5332 Pageviews.  

ไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis)





บทความนี้ ผมเก็บไว้นานแล้ว จำไม่ได้ว่า นำต้นฉบับ มาจากไหน .. ถ้าใครทราบกรุณาแจ้งผมด้วยนะครับ ... ไวรัสตับอักเสบ (Hepatitis)

โรคตับอักเสบ คืออาการที่เซลล์ตับถูกทำลาย อาจเกิดได้จากสาเหตุหลาย อย่าง เช่น จากการติดเชื้อไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา หรือหนอนพยาธิ นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากการได้รับยา สุรา หรือสารพิษบางอย่าง แต่สาเหตุสำคัญ คือ การติดเชื้อไวรัส

มีไวรัสหลายชนิดทำให้เกิดโรคตับอักเสบได้ ที่สำคัญสุด คือ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดบี เนื่องจากผู้ที่เป็นโรคตับอักเสบชนิดบี บางราย หรือ ผู้ที่ติดเชื้อโดยไม่มีอาการกลายเป็นพาหะของเชื้อไวรัสตับอักเสบซึ่งคนเหล่านี้จะมีโอกาส เป็นโรคตับอักเสบชนิดเรื้อรัง และโรคตับแข็งได้ ถ้าหากติดเชื้อมาตั้งแต่เด็กจะมีโอกาสเกิดเป็นโรคมะเร็งตับ ได้มากกว่าคนที่ไม่มีเชื้อหลายเท่า ไวรัสตับอักเสบบี เป็นที่รู้จักกันทั่วไป

ในประเทศไทยพบอัตราการเป็นพาหะของไวรัสนี้ร้อยละ 6-10 ของประชากร ( ประมาณ 3.6 - 6 ล้านคน )

ตับอักเสบ เป็นภาวะที่มีการอักเสบ เกิดการทำลายของเซลล์ตับ ทำให้การทำหน้าที่ต่าง ๆ ของตับผิดปกติ พบ ผู้ป่วยด้วยโรคนี้ได้ในทุกวัย ทั้งชายและหญิง ส่วนใหญ่เป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลัน ส่วนน้อยอาจเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง อาจมีภาวะแทรกซ้อนของโรคตับแข็ง โรคตับวาย มะเร็งตับ ในที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะ เชื้อไวรัสที่ทำให้เกิดการอักเสบของตับเป็นสำคัญ ซึ่งแบ่งออกเป็น

 

ไวรัสตับอักเสบชนิด เอ

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ เอ เกิดจาก การกินเชื้อเข้าไปทางปาก เช่น อาหาร ผัดสด ผลไม้ น้ำดื่ม ที่ปนเปื้อนเชื้อนี้ แล้วทำไม่สุก ไม่สะอาด ไม่ต้มเดือด เป็นต้น ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ ประมาณ 2 - 6 สัปดาห์ โดยเฉลี่ย 4 สัปดาห์หลังรับเชื้อ ในเด็กมักมีอาการน้อย ในผู้ใหญ่มีอาการที่ชัดเจนของตับอักเสบเฉียบพลัน
เชื้อนี้ออกมากับอุจจาระของผู้ป่วยตั้งแต่ระยะ 2 สัปดาห์ก่อนมี อาการ จนถึงระยะที่มีอาการของโรค เชื้อไวรัสนี้จะคงอยู่ในสิ่งแวดล้อมได้นาน บางครั้งจึงพบมีการระบาดในกลุ่มคนที่อยู่รวมกัน เช่น โรงเรียน หอพัก ค่ายทหาร เป็นต้น

 

ไวรัสตับอักเสบชนิด บี

คน เป็นพาหะที่สำคัญของเชื้อไวรัสนี้ ประเทศไทยมี ความชุกคนของพาหะร้อยละ8–10 หรือประมาณ 5 ล้านคนที่มีเชื้อไวรัสนี้ในร่างกาย พบเชื้อได้ในเลือด น้ำเหลือง สิ่งคัดหลั่งของผู้ติดเชื้อ เช่น น้ำอสุจิ น้ำในช่องคลอด น้ำลาย น้ำตา น้ำนม เป็นต้น ทำให้มีโอกาสแพร่ เชื้อได้หลายทาง ทางเข้าของเชื้อ ได้แก่

1. ทางเพศสัมพันธ์ กับผู้เป็นพาหะของเชื้อนี้

2. ทารกคลอดจากมารดาที่เป็นพาหะ อาจติดเชื้อระหว่างคลอด การเลี้ยงดู

3. ทางเลือดและน้ำเหลือง การได้รับเลือดที่ติดเชื้ออาจเกิดจากการใช้ของมีคม/ของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ติดเชื้อ เช่น การใช้เข็มฉีดยาเสพติดเข้าเส้นร่วมกัน การฝังเข็ม การสัก การเจาะหู การใช้ใบมีดโกน ร่วมกัน เป็นต้น

4. ทางผิดหนังที่เกิดบาดแผล ผิวหนังถลอก

5. ทางสัมผัสใกล้ชิดระหว่างผู้ที่เป็นพาหะกับผู้อื่น เช่น สมาชิกในครอบครัว เด็กวัยเรียน เป็นต้น

ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ 30 - 180 วัน (เฉลี่ย 60 - 90 วัน ) ร้อยละ 90 ของผู้ป่วยตับอักเสบเฉียบพลันจากไวรัสนี้ จะหายเป็นปกติ ที่เหลือเป็นพาหะของเชื้อต่อไปพาหะของเชื้อไวรัส ซึ่งอาจไม่มีอาการแต่แพร่เชื้อต่อไป แต่ส่วนหนึ่งอาจป่วยเป็นตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง มะเร็งตับได้ (ผู้ที่เป็นพาหะของเชื้อนี้มีโอกาสเสี่ยงของมะเร็งตับสูงกว่าคนทั่วไปถึง 223 เท่า)

 


ไวรัสตับอักเสบชนิด ซี

เป็นสาเหตุที่สำคัญของ ตับอักเสบที่เกิดขึ้นภายหลังการได้รับเลือด/ผลิตภัณฑ์เลือด เดิมเรียกว่า ไวรัสตับ อักเสบ ชนิด ไม่ใช่เอ ไม่ใช่บี

การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิด ซี พบในประชากรทั่วไปประมาณร้อยละ 1 ติดต่อได้โดยทางเลือดและน้ำเหลือง การใช้เข็มฉีดยาร่วมกันในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดนอกจากนี้ อาจติดเชื้อได้ทางเพศสัมพันธ์

ระยะฟักตัวของเชื้อนี้ ประมาณ 15 - 160 วัน เฉลี่ย 50 วัน ทำให้เกิดโรคตับอักเสบเฉียบพลัน เชื่อว่าเชื้อ ไวรัสนี้ยังทำให้เกิดโรคตับอักเสบเรื้อรัง และเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็งตับได้เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบชนิด บี

 


ไวรัสตับอักเสพชนิด ดี

เป็นไวรัสที่ไม่สมบูรณ์ ต้องอยู่ร่วมกับไวรัสตับอักเสบ บี มักจะพบเชื้อนี้ในกลุ่มผู้ติดยาเสพติดชนิดฉีดเข้าเส้นที่มีเชื้อไวรัส บี ทางติดต่อเช่นเดียวกับ ไวรัสตับอักเสบ บี

 


ไวรัสตับอักเสบชนิด อี

มีรายงานการระบาดของไวรัสนี้ในบางประเทศ ติดเชื้อไวรัสนี้โดยการกิน เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบ เอ

 


อาการของโรคตับอักเสบเฉียบพลัน
แบ่งได้เป็น 3 ระยะดังนี้

1. ระยะอาการนำ มีอาการอ่อนเพลียมีไข้ปวดศรีษะ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกล้ามเนื้อ บางรายมีอาการคล้าย ไข้หวัด ไข้หวัดใหญ่ เบื่ออาหารมก คลื่นไส้ อาเจียน อาจปวดท้องบริเวณชายโครงขวา มีท้องเสียได้ ปัสสาวะสีเหลืองเข้มผิดปกติ ฯลฯ อาการนำเป็นอยู่นาน 4 - 5 วัน จนถึง 1 - 2 สัปดาห์

2. ระยะอาการเหลือง “ดีซ่าน” ผู้ป่วยมีตาเหลือง ตัวเหลือง อาการทั่วไปดีขึ้น แต่ยังอ่อนเพลียคล้ายหมดแรง เบื่ออาหาร คลื่นไส้ ผู้ป่วยตับอักเสบจากไวรัสพบว่า มีอาการดีซ่านเพียงครึ่งหนึ่งหรือน้อยกว่า

3. ระยะฟื้นตัว อาจยังอ่อนเพลียอยู่ อาการข้างต้นหายไป หายเหลืองโดยทั่วไป ระยะเวลาของการป่วยนาน 2 - 4 สัปดาห์ จนถึง 8 - 12 สัปดาห์

 


การวินิจฉัยโรคตับอักเสบจากไวรัส

วินิจฉัยได้จากอาการและอาการแสดงดังกล่าว ร่วมกับ การตรวจร่างกาย และ การตรวจเลือด ดังนี้

1. ตรวจเลือดสมรรถภาพตับ

2. ตรวจเลือดว่าเป็นไวรัสชนิดใด เช่น ตับอักเสบบี

 


การรักษาโรคตับอักเสบจากไวรัส

ยังไม่มียารักษาโรคโดยตรง เป็นเพียงการรักษาตามอาการเท่านั้น ซึ่งได้แก่

• การพักผ่อนเต็มที่ในระยะแรก ๆ จะช่วยลดอาการอ่อนเพลีย งดการออกแรงออกกำลังกาย งดการดื่มสุรา

• รับประทานอาหารย่อยง่าย เช่น ข้าวต้ม น้ำหวาน น้ำผลไม้

• ควรหลีกเลี่ยงอาการไขมันสูงในระยะที่มีคลื่นไส้ อาเจียนมาก

• ในรายที่อาการมากอาจให้สารน้ำเข้าเส้นเลือดดำ ให้น้ำเกลือ หรือ ให้ยาแก้คลื่นไส้ ยาวิตามิน


......................................





 

Create Date : 27 มีนาคม 2551   
Last Update : 2 สิงหาคม 2560 13:29:54 น.   
Counter : 2111 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]