Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ครรภ์เป็นพิษ นำมาฝากจาก พญ. ชัญวลี ศรีสุโข แพทยสภา กรมการแพทย์

 
ครรภ์เป็นพิษ
------------------

ข้อมูลจากโรงพยาบาลรัฐพบว่า มารดาเสียชีวิตจำนวน108, 99, 93, 97, 89 ราย ในปีพ.ศ. 2547-2551 สาเหตุการตายที่ติดอันดับหนึ่งถึงสามในแต่ละปีได้แก่ ตกเลือด, ติดเชื้อ, และครรภ์เป็นพิษ

ครรภ์เป็นพิษคืออะไร มีวิธีป้องกันอย่างไรมาติดตามกันเลยค่ะ
ครรภ์เป็นพิษคือ กลุ่มอาการ 3 อย่างที่ตรวจพบในคนตั้งครรภ์ ได้แก่ ความดันโลหิตสูง, บวมตามแขนขาใบหน้า, มีไข่ขาวออกมาในน้ำปัสสาวะ ซึ่งจะหายก็เมื่อคลอดลูกและเอารกออก

สาเหตุที่ทำให้เกิดครรภ์เป็นพิษ แม้ไม่ทราบสาเหตุที่แท้จริง แต่ปัจจุบันเชื่อเรื่อง ความผิดปกติของการพัฒนาระบบเส้นเลือดของรกตั้งแต่ช่วงตั้งครรภ์อ่อนๆ ทำให้รกบางส่วนมีเลือดไปเลี้ยงน้อย, ขาดออกซิเจน, ขาดเลือด, และปล่อยสารเคมีออกมา สารเคมีเหล่านี้ทำให้เส้นเลือดของแม่หดตัว, มีน้ำรั่ว, เม็ดเลือดแตกฯลฯ ส่งผลให้เกิดความดันโลหิตสูง, บวมตามแขนขาใบหน้า, มีไข่ขาวออกมาในน้ำปัสสาวะ และอาการอื่นๆของครรภ์เป็นพิษ


ปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดครรภ์เป็นพิษ

1. ตั้งครรภ์ที่หนึ่ง(ครรภ์แรก) หรือตั้งครรภ์หลังแต่เป็นครรภ์แรกของสามีคนใหม่

2. มารดาอายุน้อยกว่า20 มีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย มารดาอายุ 35ปีขึ้นไป มีความเสี่ยงสูงขึ้นมากกว่าคนทั่วไป
3.มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับความเสื่อมของเส้นเลือดเช่น โรคความดันโลหิตสูง,เบาหวาน, โรคไต, โรคภูมิต้านทานร่างกายบกพร่องเช่น โรคเอส แอล อี, โรคเกล็ดเลือดต่ำ, โรคปวดหัวไมเกรนฯ

4. มีการติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ก่อนการตั้งครรภ์

5. มีประวัติครอบครัว เป็นโรคความดันโลหิตสูง, เบาหวาน, โรคไต

6.ตั้งครรภ์แฝด, ตั้งครรภ์รกผิดปกติ เช่น ครรภ์ไข่ปลาอุก, ตั้งครรภ์ทารกผิดปกติ เช่นทารกบวมน้ำจากโรคเลือดธาลัสซีเมีย

7. เครียดจัด โดยเชื่อว่าภาวะเครียดร่างกายจะปล่อยสารแคททีโคลามีน(Catecholamine)ซึ่งเป็นสารที่ทำให้เส้นเลือดหดตัว ทำให้ความดันโลหิตสูง

8. อยู่ในสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ได้รับสารพิษ เช่นได้รับสารตะกั่วจากสิ่งแวดล้อม

9.เกี่ยวกับฤดู โดยหากเป็นคนอาศัยในเขตร้อน ครรภ์เป็นพิษมักจะเป็นในฤดูหนาว

10. ขาดสารอาหารที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ งานวิจัยบางชิ้นสนับสนุนว่าการ
รับประทานสารอาหารที่มีแร่ธาตุหรือวิตามินต่อไปนี้ ช่วยลดการเกิดครรภ์เป็นพิษ วิตามินซี, วิตามินอี, ซิลีเนียม, วิตามินบี6, แคลเซียม, แมกนีเซียม, ธาตุสังกะสี, โอเมก้า3 ซึ่งพบมากในพืชผักใบเขียว นม ผลไม้สด ธัญพืช ถั่ว อาหารทะเล เช่นกุ้งหอย ปู ปลาทะเลเช่นแซลมอน ปลาทูน่าฯลฯ

11. เคยตั้งครรภ์ที่เป็นครรภ์เป็นพิษ โดยพบว่าหากท้องที่แล้วตั้งครรภ์เป็นพิษชนิดไม่รุนแรง คุณมีโอกาสเกิดครรภ์เป็นพิษในท้องนี้ซ้ำร้อยละ5-7, หากท้องที่แล้วตั้งครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรง คุณมีโอกาสเกิดครรภ์เป็นพิษในท้องนี้ซ้ำร้อยละ60-80



อันตรายของครรภ์เป็นพิษ

หากเป็นครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรงจนอาจก่อให้เกิดอาการชัก(Eclampsia) ,ภาวะเลือดไม่แข็งตัว, เลือดออกในสมอง , การทำงานของตับผิดปกติ, เลือดไม่ไปเลี้ยงทารกฯลฯ จนมารดาและเด็กเสียชีวิตได้ โดยมารดาครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรงมีโอกาสเสียชีวิตร้อยละ1-10



การป้องกันครรภ์เป็นพิษด้วยตัวของคุณเอง

1. หากท้องที่แล้วคุณเคยตั้งครรภ์ที่เป็นครรภ์เป็นพิษอย่างไม่รุนแรง ควรปรึกษาแพทย์ก่อนปล่อยให้ตั้งครรภ์ หากเคยตั้งครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรง ไม่ควรเสี่ยงท้องอีกต่อไป

2. ผู้ที่มีปัจจัยเสี่ยงที่จะเกิดครรภ์เป็นพิษควรไปพบแพทย์เพื่อเตรียมตัวก่อนการตั้งครรภ์ หากตั้งครรภ์ควรฝากครรภ์ก่อนสามเดือนของการตั้งครรภ์ และฝากครรภ์ตามแพทย์นัดอย่างต่อเนื่อง

3. รับประทานอาหารให้สมดุล และรับประทานสารอาหารที่มีสารต้านอนุมูลอิสระตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ และขณะตั้งครรภ์

4. หากเครียด ควรหาวิธีลดความเครียด เพราะความเครียดเป็นบ่อเกิดของครรภ์เป็นพิษ

5. สังเกตอาการเตือนของครรภ์เป็นพิษ หากตั้งครรภ์และมีอาการต่อไปนี้ควรไปพบแพทย์ก่อนกำหนดนัด

- น้ำหนักขึ้นเร็วคือมากกว่า 1กิโลกรัมต่อ1สัปดาห์ ดังนั้นหญิงมีครรภ์ทุกคนควรชั่งน้ำหนักทุกสัปดาห์

- บวมกดบุ๋มที่หลังเท้าจนตาตุ่มที่ข้อเท้าหายไป, หรือบวมกดบุ๋มที่หน้าแข้ง ,หรือบวมที่แขนและมือจนกำมือได้ไม่แน่น, หรือบวมที่หนังตา

- ลูกไม่ดิ้นหลังจากเคยดิ้นมาก่อน

- จุกแน่นหน้าอก(ครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรงร้อยละ10ทำให้มีเลือดออกในตับ จะเกิดอาการจุกแน่นหน้าอก)

- ปวดศีรษะมาก

-ปัสสาวะออกน้อย คือน้อยกว่า 20ซีซีต่อชั่วโมง หรือ400ซีซีต่อวัน

- ชัก หากไม่ทราบสาเหตุให้สันนิษฐานว่าเป็นครรภ์เป็นพิษอย่างรุนแรง และรีบไปโรงพยาบาล


----------------------------
ด้วยความรักและปรารถนาดี
จาก พญ. ชัญวลี ศรีสุโข โฆษกแพทยสภา
(chanwalee@srisukho.com)
-----------------------------


แถม ...


โชคดีที่ไม่เรียนวิชาสูติศาสตร์    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=7&gblog=14

มดลูกเกือบแตก    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=07-02-2009&group=7&gblog=15

มดลูกแตก ..... ( ความรู้ ประกอบการติดตามข่าว )    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=4&gblog=68

โรคน้ำคร่ำอุดตันในกระแสเลือด .... ( ความรู้ ประกอบ การติดตามข่าว )    
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=4&gblog=69




 
#ทุกการคลอดมีความเสี่ยง ณ วันนี้ยังมีแม่ที่ต้องเสียชีวิตจากการคลอดลูกในทุกประเทศทั่วโลก ไม่ว่าประเทศนั้นจะมีความเจริญทางการแพทย์มากเพียงใดก็ตาม

ข้อมูลล่าสุด ประเทศไทยมีการคลอดปีละกว่า 700,000 คน แต่มีแม่ผู้โชคร้ายที่เสียชีวิตจากการคลอดราว 100 คน สาเหตุหลักๆ 5 อันดับแรก คือ ตกเลือดหลังคลอด ติดเชื้อในกระแสเลือด ครรภ์เป็นพิษ ภาวะแทรกซ้อนของโรคทางอายุรกรรม และน้ำคร่ำอุดหลอดเลือดที่ปอด

ซึ่งอาการเหล่านั้นบางอย่างก็สามารถวินิจฉัยได้ล่วงหน้า ป้องกันจากหนักเป็นเบาได้ แต่บางอาการเป็นเรื่องของโชคชะตา!!

เริ่มจาก..ตกเลือดหลังคลอด เป็นสาเหตุการตาย 1 ใน 3 ของการตายทั้งหมดของแม่ เกิดจากมดลูกไม่แข็งตัว มีการฉีกขาดของช่องคลอดมาก มดลูกแตก รกค้าง มารดามีเลือดแข็งตัวผิดปกติ และการท้องนอกมดลูก ฯลฯ ภาวะเหล่านี้หากมีการฝากท้องที่ดี อาจสามารถป้องกันอันตรายได้บางส่วน เช่น ตรวจพบท้องนอกมดลูกระยะเริ่มแรกซึ่งยังไม่ตกเลือดในช่องท้อง

ตามมาด้วยการติดเชื้อในกระแสเลือด เกิดจากการติดเชื้อโรค ไวรัส แบคทีเรีย ฯลฯ ในแม่ที่ภูมิต้านทานบกพร่อง หรือจากการดูแลหลังคลอดที่ไม่ถูกสุขลักษณะ และการติดเชื้อจากการทำแท้ง

สำหรับกรณีครรภ์เป็นพิษนั้น นับว่าอันตรายมาก หากเป็นชนิดรุนแรงความดันโลหิตสูงมาก การรักษามีเพียงทางเดียวคือ ต้องให้เด็กคลอดโดยเร็วที่สุด ไมเช่นนั้นอาจสูญเสียทั้งแม่และลูก

ส่วนภาวะแทรกซ้อนของโรคทางอายุรกรรม คือปัญหาด้านสุขภาพของแม่จากโรคต่างๆ ที่มีอยู่ก่อนการตั้งครรภ์ เช่น ความดันโลหิตสูง หอบหืด ลมชัก โรคปอด ไต ตับ มะเร็ง ลิ้นหัวใจรั่ว ลิ้นหัวใจตีบ สามารถส่งผลให้เสียชีวิตได้ ทั้งในช่วงก่อนคลอด ระหว่างคลอด และ หลังคลอด ในบางกรณีเช่นโรคหัวใจ การไม่ตั้งครรภ์เลยจะเป็นการปลอดภัยที่สุด

และอันดับสุดท้าย คือ น้ำคร่ำอุดหลอดเลือดที่ปอด เป็นภาวะซึ่งหมอไม่สามารถจะทำนายล่วงหน้าได้เลยว่าจะเกิดกับใคร หากเกิดขึ้นแล้วมีโอกาสเสียชีวิตสูง

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว อดคิดไม่ได้ว่ากว่าจะเป็นแม่คนได้นี่ มันช่างเสี่ยงอันตรายเหลือเกิน แต่แม่ก็ยังช่วยลดโอกาสเสี่ยงเหล่านี้ได้ ด้วยการเตรียมตัวก่อนการตั้งครรภ์ ฝากครรภ์โดยเร็ว คือ ฝากครรภ์ทันทีเมื่อรู้ว่าตั้งครรภ์ และควรฝากครรภ์ก่อนอายุครรภ์ 3 เดือน ฝากครรภ์สม่ำเสมอ ไปตามหมอนัด ปฎิบัติตามคำแนะนำของหมอ ดูแลตัวเองให้ดี นับลูกดิ้น สังเกตอาการผิดปกติของตัวเอง และควรคลอดลูกในสถานพยาบาลที่มีบุคลากรที่มีเครื่องมือพร้อม สามารถผ่าตัดได้ หรือส่งต่อได้อย่างรวดเร็ว

สุดท้าย..แม้จะทำทุกอย่างครบแล้ว แต่คงต้องขอให้เผื่อใจไว้สักนิด เพราะทุกการคลอดคือความเสี่ยง มนุษย์ยังแพ้ธรรมชาติ ยังไม่มีวิทยาการใดที่จะสามารถป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์

คำกล่าวทิ้งท้ายจาก ราชวิทยาลัยสูตินรีแพทย์แห่งประเทศไทย....“แม้ว่าเราจะดูแลคนไข้อย่างดีที่สุดแล้วก็ตามอาจมีเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ แต่พวกเราก็ไม่ได้ย่อท้อหรือยอมแพ้ จะยังคงทำหน้าที่ให้ดีที่สุด เพื่อคนไข้ทุกคน”

https://www.facebook.com/thaimedcouncil/photos/a.1532498987015001/2101297303468497/?type=3&theater




ภาวะร้ายใกล้ตัว หญิงตั้งครรภ์สู่ภาวะครรภ์เป็นพิษ

กรมการแพทย์เผย ภาวะครรภ์เป็นพิษ มีผลต่อมารดาและเด็กในครรภ์ เสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิต ควรฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์ พบแพทย์สม่ำเสมอ หมั่นดูแลสุขภาพและสังเกตอาการต่างๆ เพื่อป้องกัน

นายแพทย์ณรงค์ อภิกุลวณิช รองอธิบดีกรมการแพทย์ และโฆษกกรมการแพทย์ กล่าวว่า ภาวะครรภ์เป็นพิษ เป็นภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นในหญิงตั้งครรภ์ ซึ่งมักจะมีอาการในช่วงอายุครรภ์มากกว่า 20 สัปดาห์ขึ้นไป โดยระดับของภาวะครรภ์เป็นพิษแบ่งเป็น 3 ระดับ 1.ระดับไม่รุนแรง มารดาจะมีความดันโลหิตขึ้นสูง มีอาการบวมปานกลาง และตรวจพบโปรตีนในปัสสาวะ ไม่มีภาวะแทรกซ้อน 2.ระดับรุนแรง มารดาจะมีอาการปวดศีรษะมาก ตามัว จุกเสียดแน่นบริเวณลิ้นปี่ เกล็ดเลือดต่ำ มีภาวะเม็ดเลือดแตก บางรายอาจรุนแรงถึงขั้นมีภาวะน้ำท่วมปอดหรือมีเลือดออกในสมอง 3.ระดับรุนแรงเกิดอาการชัก เป็นระยะที่รุนแรงที่สุดและมักเกิดตามหลังครรภ์เป็นพิษรุนแรง ถ้าไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างถูกวิธีจากแพทย์ ผู้ป่วยจะมีอาการชัก เกร็ง หรือหมดสติ อาจทำให้แม่และเด็กในครรภ์ได้รับความเสี่ยงถึงขั้นเสียชีวิตได้ ส่วนสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงของภาวะครรภ์เป็นพิษ อาจเกิดได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน เช่น ระบบภูมิคุ้มกันเกิดความผิดปกติ หลอดเลือดบริเวณรกมีความผิดปกติ กรรมพันธุ์ มีโรคประจำตัวเรื้อรังก่อนตั้งครรภ์ เป็นต้น

นายแพทย์สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการโรงพยาบาลราชวิถี กล่าวเสริมว่า ภาวะครรภ์เป็นพิษที่อยู่ในระดับรุนแรง ทำให้มีผลแทรกซ้อนต่อมารดาและเด็กในครรภ์ มารดาอาจเสี่ยงต่อการเสียชีวิต สาเหตุมักเกิดจากมีเลือดออกในสมองหรืออวัยวะต่างๆ เกิดอาการชัก มีภาวะน้ำท่วมปอด อาจต้องยุติการตั้งครรภ์เพื่อป้องกันมารดาเสียชีวิต และสำหรับเด็กในครรภ์ อาจทำให้เด็กเสียชีวิตได้เช่นกัน หรือทารกเติบโตช้าผิดปกติ มีภาวะรกลอกตัวก่อนกำหนด และที่พบบ่อยคือการคลอดก่อนกำหนด ดังนั้นในระหว่างตั้งครรภ์ควรหมั่นดูแลสุขภาพและสังเกตอาการต่างๆ ถ้ามีภาวะความดันโลหิตขึ้นสูงมากผิดปกติ ปวดศีรษะมาก ตามัว หรือมีสิ่งผิดปกติอื่นๆ ให้รีบพบแพทย์ทันที เนื่องจากการตรวจพบตั้งแต่เริ่มแรก สามารถให้การดูแลรักษาอย่างปลอดภัยได้ ดังนั้นแนะนำว่าควรฝากครรภ์ตั้งแต่ระยะแรกของการตั้งครรภ์ พบแพทย์อย่างสม่ำเสมอ งดทำงานหนัก พักผ่อนให้มาก หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูง ดื่มน้ำสะอาดให้มาก เลี่ยงเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์และเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน สำหรับภาวะครรภ์เป็นพิษจะมีอาการดีขึ้นหลังจากการคลอด แต่ยังมีโอกาสชักได้อยู่ในระยะ 24 ชั่วโมงแรกหลังคลอด โดยในช่วงหลังคลอดมารดาอาจยังมีภาวะความดันโลหิตสูง แต่หากเกิน 12 สัปดาห์ไปแล้ว ยังคงมีภาวะความดันโลหิตสูงอยู่ มารดาอาจจะเป็นภาวะความดันโลหิตสูงชนิดเรื้อรังได้ ควรอยู่ในความดูแลของแพทย์อย่างต่อเนื่อง
*******************************************
#กรมการแพทย์ #โรงพยาบาลราชวิถี #ภาวะครรภ์เป็นพิษ
-ขอขอบคุณ –
6 พฤศจิกายน 2562 


https://www.facebook.com/643148052494633/photos/a.643156795827092/1580327015443394/?type=3&theater

 



Create Date : 11 มิถุนายน 2556
Last Update : 6 พฤศจิกายน 2562 15:17:53 น. 1 comments
Counter : 2542 Pageviews.  

 
ลิงค์บทความที่เกี่ยวข้อง กับเรื่องทางสูตินรีเวช ..
เขาตราหน้า ว่าหมอฆ่าคน : หนังสือ ชนะเลิศรางวัลชมนาด "The Best Of Non-Fiction" ครั้งที่ ๔ https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=16-08-2015&group=7&gblog=192

ครรภ์เป็นพิษ ..... พญ. ชัญวลี ศรีสุโข https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=11-06-2013&group=4&gblog=100

โชคดีที่ไม่เรียนวิชาสูติศาสตร์ https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=7&gblog=14

มดลูกเกือบแตก https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=07-02-2009&group=7&gblog=15

มดลูกแตก ..... ( ความรู้ ประกอบการติดตามข่าว ) https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=4&gblog=68

โรคน้ำคร่ำอุดตันในกระแสเลือด .... ( ความรู้ ประกอบ การติดตามข่าว ) https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-02-2009&group=4&gblog=69


โดย: หมอหมู วันที่: 20 สิงหาคม 2558 เวลา:21:45:36 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#15


 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]