Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

ทำอย่างไร ถึงจะตัวสูง ??? สูง ไม่สูง เกิดจากอะไร ???





ทำอย่างไร ถึงจะตัวสูง ??? สูง ไม่สูงเกิดจากอะไร ???

แนะนำ เวบ https://www.kidgrowth.net/ ซึ่งมีเนื้อหา ความรู้ เกี่ยวกับ ความสูง โดยเฉพาะในเด็ก มีข้อมูล ครบถ้วน เป็นภาษาไทย แถมมี กราฟความสูง และ น้ำหนัก ของเด็กไทย ให้ดู แถม ถ้าสงสัยยังสอบถามได้อีกด้วยนะครับ ...


ปัจจัยสำคัญที่ควบคุมความสูง

๑. พันธุกรรม (ยีน)พ่อแม่ปู่ย่าตายายสูง ลูกก็มักจะสูงด้วย

๒. ฮอร์โมน

๓. โภชนาการสารอาหารที่สร้างเสริมกระดูก จึงมีสำคัญต่อความสูง

สารอาหารสำคัญคือ โปรตีนแคลเซี่ยม ฟอสฟอรัส วิตามินดี และ เกลือแร่อื่น ๆ

๔. การออกกำลังกาย

๕. โรคหรือความเจ็บป่วยเรื้อรังเช่น โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคทาลัสซีเมีย

๖. ยา หรือ ฮอร์โมนบางชนิด เช่นยาสเตียรอยด์

เนื้อหาในเวบ https://www.kidgrowth.net/

พัฒนาการของหนูตอนอยู่ในครรภ์

เริ่มตั้งไข่จนเป็นวัยรุ่น

สังเกตดูเมื่อลูกเข้าสู่วัยรุ่น

การคำนวณความสูง

ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต

ภาวะตัวเตี้ย/การวินิจฉัย

ปัญหาการเจริญเติบโต

สาเหตุทีทำให้เด็กตัวเตี้ย

ปัญหาทางจิตใจและอารมณ์

เด็กตัวเตี้ยกับการเล่นกีฬา

สิ่งสำคัญที่พ่อแม่ควรปฏิบัติ

ฮอร์โมนการเจริญเติบโต

การรักษาด้วยฮอร์โมน

ขนาดและการบริหารฮอร์โมน

การเก็บฮอร์โมนเจริญเติบโต

การฉีดฮอร์โมนเจริญเติบโต






................................


เครื่องมือเบื้องต้นในการประเมินภาวะตัวเตี้ย



กราฟมาตรฐานการเจริญเติบโต (GrowthCurve) คืออะไร?
https://www.kidgrowth.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=538640361


.....................................




.......................................

ภาวะเตี้ย การป้องกันและแก้ไข

https://www.doctor.or.th/article/detail/1205

นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 348 เมษายน 2008

https://www.doctor.or.th/clinic/detail/6988

วารสารคลินิก เล่มที่: 279 : มีนาคม 2008

นักเขียนหมอชาวบ้าน: ศ.นพ.พัฒน์มหาโชคเลิศวัฒนา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดีมหาวิทยาลัยมหิดล




..................................................




จากกระทู้ห้องสวนลุม https://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L8517942/L8517942.html#1

Yoko Height ใส่แล้วทำให้ส่วนสูงเพิ่มขึ้นจริงหรือเปล่าครับพอดีสนใจอยู่อ่ะครับ ไม่แน่ใจว่ามันจะ work จริงหรือเปล่า

https://www.yoko-thailand.com/index.php?step=page1

ถ้าเคยลองดูตามเว็บต่างประเทศก็มีมาตอบเหมือนกัน บางคนบอกเพิ่มจริงซึ่งผมดูแล้วก็ไม่น่าใช่หน้าม้า แต่บางคนก็บอกไม่เห็นเพิ่มเลย

ผมเลยอยากรบกวนผู้รู้ผู้ที่เคยใช้ หรือคุณหมอที่เชี่ยวชาญมาให้ความรู้หน่อยครับ

ขอบคุณครับ

จากคุณ : ฺBlizzing

เขียนเมื่อ : 6 พ.ย. 52

ความคิดเห็นที่ 1

ไม่จริงครับ ....

"สิ่งที่อยู่บริเวณกระดูกสันหลังทั้ง 24 ชิ้น นี้คือกระดูกอ่อน (CartilaginousPads) ที่เรียกว่า Disks และเนื่องจาก Disksเป็นกระดูกอ่อนที่ยังไม่ถูกปิดดังนั้นมันสามารถที่จะถูกทำให้หนาขึ้นได้จากการกระตุ้นของ Growth Hormone (ที่ได้มาจากใช้ YOKO) ดังนั้น ความหนาของ Disksที่เพิ่มขึ้น "

........ ที่เขา “อ้าง”ว่า Disk [ Disc ] เป็นกระดูกอ่อนนั้นก็ถูกครับแต่ว่า เป็นกระดูกอ่อนที่บางมาก ๆ ส่วนใหญ่จะเป็น หมอนรองกระดูก(ลักษณะคล้ายเจลลี่) และ เนื้อเยื่อเกี่ยวพัน(พังผืด) ซึ่งไม่เกี่ยวอะไรกับความสูง เลย แล้วก็ไม่มีการทำให้เพิ่มขึ้น มีแต่บางลงตามธรรมชาติ

....... ที่อ้าง ๆ การวิจัยอะไรก็แค่ใช้คำ เท่านั้นเอง ไม่ได้มีการอ้างอิงผลงานวิจัยที่เป็นวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือเลยแม้แต่นิดเดียว ...

ลองแวะไปอ่านในเวบนี้ ก็ได้ครับ

https://www.thaispine.com/intervertebral_disc.htm

มีผลิตภัณฑ์อาหารเสริมซึ่งอ้างข้อมูลเดียวกันกับ YOKO เลยเปลี่ยนแค่ชื่อสินค้า เท่านั้นเอง .. เล่นกันง่าย ๆ ไม่รู้ว่าใครลอกใคร แต่สรุปก็คือ มั่วทั้งคู่ ...

https://masnie.siam2web.com/?cid=579349



ลองเข้าไปอ่านในเวบดร่าม่าแอดดิกได้ทั้งความรู้ และ ความฮา ..

https://drama-addict.com/?p=9106

โดย: หมอหมู วันที่: 6 มีนาคม2553 เวลา:11:45:53 น.


..........................................





เครดิตภาพ อย.ไม่รับรองผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพิ่มความสูง
จากข้อมูลในอินเทอร์เน็ตที่มีการกล่าวอ้างว่ามีผลิตภัณฑ์เสริมอาหารช่วยเพิ่มความสูงได้นั้นไม่เป็นความจริง เพราะยังไม่มีงานวิจัยใดที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่น่าเชื่อถือยืนยัน
https://oryor.com/oryor2015/print-detail.php?cat=44&id=1360


..................................



#อยากให้ลูกสูงสมใจ มาแก้ปัญหาอย่างถูกต้องกันดีกว่า

Utai Sukviwatsirikul   ๑๒ มิย.๖๐

ข้อมูลตามหลักการแพทย์แผนปัจจุบัน พบว่ากระดูกของมนุษย์ เพศชาย จะหยุดสูงที่อายุเฉลี่ย 16 ปี และเพศหญิง หยุดสูงที่อายุเฉลี่ย 14 ปี โดยปัจจัยความสูงของแต่ละคน ขึ้นอยู่กับ พันธุกรรม การออกกำลังกาย และการนอนหลับ แต่ต้องอยู่ในช่วงวัยที่กระดูกกำลังพัฒนา และยังไม่มีงานวิจัยทางการแพทย์ยืนยันว่า สามารถเพิ่มความสูงได้ หลังจากกระดูกหยุดพัฒนาแล้ว

1. ทำความเข้าใจก่อนว่า #ส่วนสูงขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์
ส่วนสูงขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ จะสูงเท่าไหร่นั้นมียีนส์หลายยีนส์ที่ส่งผลด้วย เพราะฉะนั้นใช่ว่าถ้าทั้งพ่อทั้งแม่เตี้ยแล้วลูกจะไม่สูง และก็ใช่ว่าถ้าทั้งพ่อทั้งแม่สูงจะทำให้ลูกของคุณสูงโตเป็นยักษ์เช่นกัน #คำแนะนำต่อไปนี้ช่วยให้ลูกคุณสูงได้สมใจครับ

2. #โภชนาการที่ดีมีส่วนทำให้ลูกของคุณสูงขึ้นได้ ควรมั่นใจว่าอาหารที่คุณเตรียมให้ลูกนั้นอุดมไปด้วยสารอาหารที่มีประโยชน์และจำเป็นสำหรับเด็ก ทั้งเกลือแร่ วิตามิน โปรตีน คาโบไฮเดรต และ ไขมัน ที่สำคัญ คือ อย่าลืมดื่มน้ำให้เพียงพอ แคลเซียมที่เป็นสารอาหารที่ทำให้กระดูกแข็งแรงก็สำคัญมาก โดยสถาบันสุขภาพแห่งชาติของสหรัฐอเมริกาให้ข้อมูลว่า เด็กอายุ 1-3 ปีควรได้รับแคลเซียม 700 มิลลิกรัมต่อวัน ส่วนเด็กอายุ 4-8 ปี ควรได้รับแคลเซียม 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน และเมื่ออายุ 9-18 ปีควรได้รับแคลเซียม 1,300 มิลลิกรัมต่อวัน

#ไปต้องไปหลงเชื่อโคตรนมยี่ห้อไหน เลือกที่มีคุณภาพเหมาะสม ดื่มสม่ำเสมอ ดีกว่าเย๊อะ

3. ถ้าอยากให้ลูกสูง #เด็กๆต้องนอนหลับอย่างเพียงพอ เพราะเวลานอนหลับเป็นเวลาที่ #ฮอร์โมนการเจริญเติบโตทำงาน เด็กเล็กควรนอนหลับ 10 - 13 ชั่วโมงต่อคืน ที่สำคัญคือถ้าอยากให้ลูกสูง และมีสุขภาพที่ดีควรให้เขาเข้านอนเป็นเวลาและตื่นเป็นเวลา หรือนอนและตื่นเวลาเดียวกันในทุกๆ วันด้วยแม้แต่วันหยุดเสาร์-อาทิตย์

4. #เด็กๆยิ่งออกกำลังกายยิ่งมีโอกาสสูง ควรมีเวลาออกกำลังกายประมาณ 60 นาทีต่อวัน การออกกำลังกายไม่ได้แค่ช่วยเรื่องส่วนสูงและการเจริญเติบโต แต่ยังช่วยป้องกันโรคอ้วนในเด็กด้วย ถ้ามีเวลาไม่มากนักก็ชวนลูกขยับแข้งขยับขานิดหน่อยก็ยังดี อาจชวนกันไปเดินเล่น พาสุนัขไปเดินเล่น ชวนลูกเดินไปซื้อของหน้าปากซอยด้วยกัน เป็นต้น

5. #ถ้าลูกของคุณมีความผิดปกติจริงๆ เช่น เตี้ยกว่าค่าเฉลี่ยของเด็กวัยเดียวกันมากเกินไป #ควรไปหาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญดีกว่า เพราะอาจหมายถึงความผิดปกติของร่างกายหรือความผิดปกติทางการแพทย์ได้เช่นกันในบางกรณี อย่าได้ไปหลงเชื่ออาหารเสริมแหกตาใดๆเลยครับ เปลืองเงิน เสียเวลา เสียโอกาสที่ลูกจะสูงได้ตามศักยภาพของเค้า

#สุดท้าย

#ตัวสูงเท่าไรแต่ใจต่ำก้อไม่มีประโยชน์ เราได้เห็นตัวอย่างของการก่ออาชญกรรมหลายรายในวัยรุ่น ที่เกิดจากการไม่ได้รับการขัดเกลาที่ดีจากบิดามารดา

สิ่งที่ควรสนใจและสอนลูกมากที่สุดคือ ให้เขามั่นใจในตนเองไม่ว่ารูปร่างของเขาจะเป็นอย่างไรมากกว่า ลูกโตขึ้นไม่จำเป็นต้องนมโตด้วยการผ่าเสริมอึ๋ม ลูกอยากขาวโบ๊ะไม่จำเป็นต้องไปฉีด gluta ที่สำคัญคือ อย่าเน้นไปที่รูปลักษณ์หรือหวังแต่จะให้ลูกสูงปริ้ดแต่เพียงอย่างเดียว ควรเน้นให้ลูกคุณสูงขึ้นและแข็งแรงไปด้วยดีกว่า ที่ดีที่สุดคือปลูกฝังเค้าให้เป็นคนดีไม่ทำร้ายสังคม ไม่เอาเปรียบใคร โตขึ้นเป็นกำลังที่เข้มแข็งในการพัฒนาชาติไทยของเราให้เข้มแข็งขึ้น สำคัญกว่าความสูงมากมายเสียอีก

#เภสัชกรอุทัย #urx #utaisuk
https://www.facebook.com/utai.sukviwatsirikul/posts/1600011230030019?pnref=story


::::::::::::::::::::::::::::::::::

ทำอย่างไรถึงจะตัวสูง ??? สูง ไม่สูง เกิดจากอะไร ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-08-2008&group=4&gblog=56

ทำอย่างไรถึงจะตัวสูง อาหารเสริมความสูง ?เวบดร่าม่าแอดดิก

https://drama-addict.com/?p=9106

ผ่าตัดเพิ่มความสูงทางลัดสู่ความสำเร็จหรือเจ็บปวด

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-08-2008&group=4&gblog=58

ผ่าตัดยืดกระดูกให้สูงขึ้น ดีจริงหรือ ???

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=26-08-2008&group=4&gblog=57

นมเพิ่มความสูงผลิตภัณฑ์เสริมอาหารโคลอสตรุ้ม (Colostrum)เพิ่มความสูงได้ ไม่จริง!อย่าหลงเชื่อ!

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=29-08-2017&group=4&gblog=131

สารพัด " นม" ที่ควรรู้

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-12-2008&group=4&gblog=65

วิธีเลือกนมถั่วเหลืองให้ได้คุณค่าน่าดื่ม .. Cr. เครือข่ายคนไทยไร้พุง

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=30-01-2018&group=4&gblog=135

ยาเม็ดแคลเซียม

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=29-02-2008&group=4&gblog=19

กระดูกพรุนกระดูกโปร่งบาง

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=27-02-2008&group=4&gblog=15

การตรวจวัดความหนาแน่นของกระดูก(BONE DENSITOMERY)

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=29-02-2008&group=4&gblog=16




Create Date : 26 สิงหาคม 2551
Last Update : 30 มกราคม 2561 20:46:50 น. 5 comments
Counter : 92050 Pageviews.  

 
ภาวะเตี้ย การป้องกันและแก้ไข
//www.doctor.or.th/article/detail/1205
นิตยสารหมอชาวบ้าน เล่มที่: 348 เมษายน 2008

//www.doctor.or.th/clinic/detail/6988
วารสารคลินิก เล่มที่: 279 : มีนาคม 2008

นักเขียนหมอชาวบ้าน: ศ.นพ.พัฒน์ มหาโชคเลิศวัฒนา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล


เด็กเตี้ย หมายถึงเด็กที่มีความสูงน้อยกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 3 สำหรับอายุและเพศเดียวกัน โดยเทียบกับโค้งการเจริญเติบโต (growth curve) ของชนชาตินั้นๆ เป็นเกณฑ์มาตรฐาน ดังตัวอย่างโค้งการเจริญเติบโตของเด็กไทยโดยกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2542 (ภาพที่ 1). เกณฑ์ปกติคือ ความสูงอยู่ระหว่างเส้นเปอร์เซ็นไทล์ที่ 3 (เส้นขอบล่าง) กับเส้นเปอร์เซ็นไทล์ที่ 97 (เส้นขอบบน).
การเจริญเติบโตล่าช้า (growth retardation) คือ ภาวะที่ร่างกายเจริญเติบโตช้ากว่าอัตราปกติ ทั้งน้ำหนักและส่วนสูงหรืออย่างใดอย่างหนึ่ง. ตัวอย่างเช่น เด็กอายุ 6 ปี ส่วนสูงเพิ่มขึ้นปีละ 6 ซม. แต่ผู้ป่วยมีส่วนสูงเพิ่มขึ้นเพียงปีละ 2 ซม. ดังนั้นเปอร์เซ็นไทล์ของ ส่วนสูงจึงลดลงจากเดิม เช่น เดิมส่วนสูงอยู่ที่เปอร์เซ็นไทล์ที่ 50 อาจลดลงมาที่ปอร์เซ็นไทล์ที่ 25. ดังนั้นผู้ป่วยที่มีการเจริญเติบโตล่าช้าในระยะแรกอาจไม่เตี้ยชัดเจนคือ ความสูงอาจไม่น้อยกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 3 แต่ถือว่าผิดปกติ เมื่อมีการเจริญเติบโตล่าช้าเป็นเวลานาน ความสูงก็มักจะน้อยกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 3.
ดังนั้นจากคำจำกัดความดังกล่าวข้างต้น การประเมินการเจริญเติบโตระยะยาวเพื่อดูอัตราการเจริญเติบโตเป็นระยะยาว จึงมีความสำคัญและจำเป็นในการประเมินเด็กที่เจริญเติบโตช้าหรือเด็กเตี้ย เนื่องจากการประเมินการเจริญเติบโตโดยดูความสูงและน้ำหนักเพียงจุดเดียว ไม่สามารถบอกว่าผิดปกติหรือปกติได้ชัดเจน ยกเว้นแต่มีน้ำหนักและส่วนสูงน้อยกว่าปกติมากจริงๆ.
ตัวอย่างเช่นเด็กที่มีพ่อแม่สูง ลูกมักจะสูง และการเจริญเติบโตจะขนานไปกับโค้งการเจริญเติบโตในแนวบนคือระหว่างเปอร์เซ็นไทล์ที่ 75-90. ในทางตรงข้ามเด็กที่มีพ่อแม่เตี้ย ลูกมักจะเตี้ยและการเจริญเติบโตจะขนานไปกับโค้งการเจริญเติบโตในแนวล่างคือระหว่างเปอร์เซ็นไทล์ที่ 10-25. ดังนั้น เด็กคนหนึ่งที่มีอัตราการเจริญเติบโตช้าลง (decreased growth rate) โดยที่ส่วนสูงหรือน้ำหนักยังไม่น้อยกว่าเปอร์เซ็นไทล์ที่ 3 ก็ควรได้รับการตรวจหาสาเหตุ.

ปัจจัยสำคัญที่เกี่ยวข้องกับความสูง
โดยทั่วไปคนเราจะสูงได้แค่ไหน เกี่ยวข้องกับปัจจัยหลัก ๖ ชนิดด้วยกัน ดังนี้

๑. ยีนหรือพันธุกรรม
ยีนที่ควบคุมเกี่ยวกับความสูงมีหลายยีน ซึ่งมีผลต่อความสูง ดังนั้นพ่อแม่ที่สูง ร่วมกับปู่ย่าตายายสูงด้วยทั้งตระกูล ลูกก็มักจะตัวสูง
ความผิดปกติของยีนบางตัวทำให้สูง เช่น การผ่าเหล่าของยีน การขาดเอนไซม์ เป็นต้น

๒. ฮอร์โมน
ฮอร์โมนกระตุ้นความสูงในวัยเด็กคือฮอร์โมนเจริญเติบโตที่กระตุ้นกระดูก ทำให้มีการขยายตัวเป็นผลให้กระดูกยาวขึ้น

๓. อาหารการกิน
อาหารมีส่วนสำคัญมากในการเจริญเติบโตของร่างกายซึ่งรวมถึงกระดูก ดังนั้นสารอาหารที่สร้างเสริมกระดูกจึงมีความสำคัญต่อความสูง ส่วนประกอบสำคัญ ของกระดูกคือ แคลเซียม ฟอสฟอรัส และโปรตีนในเนื้อกระดูก

โปรตีน การกินอาหารที่มีโปรตีนและพลังงานเพียงพอจึงมีความสำคัญต่อการขยายตัวของกระดูก เด็กในประเทศด้อยพัฒนาที่เป็นโรคขาดอาหาร ก็จะมีความสูงและน้ำหนักน้อยกว่าปกติ

โปรตีนมีความสำคัญต่อการขยายตัวและแบ่งตัวของเซลล์กระดูกบริเวณส่วนปลายของกระดูกยาว ทำให้ กระดูกมีการขยายตัวมากขึ้น ดังนั้นโปรตีนที่เพียงพอจึงมีความจำเป็นต่อการเติบโตของกระดูกอย่างมาก

แคลเซียม มีความสำคัญมากต่อมวลกระดูกและการขยายตัวของกระดูก โดยเฉพาะในวัยเด็กที่กำลังเจริญเติบโต และมีความสำคัญมากขึ้นในช่วงวัยรุ่นที่เริ่มมีช่วงโตเร็ว จะมีการสะสมมวลกระดูกเพิ่มขึ้นมาก

การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้แสดงให้เห็นว่าช่วงวัยรุ่นมีอัตราสูงสุดในการสะสมแคลเซียมเข้ากระดูกในชายประมาณ ๓๖๐ มิลลิกรัมต่อวัน ในหญิงประมาณ ๒๘๐ มิลลิกรัมต่อวัน อายุเฉลี่ยที่มีการสะสมแคลเซียม ในอัตราสูงสุดนี้คือ ๑๔ ปีในเพศชาย และ ๑๒.๕ ปีในเพศหญิง

การดูดซึมแคลเซียมจากอาหารในคนปกติจะดูดซึมได้เพียงประมาณ ๑,๐๐๐-๑,๒๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน จึงจะเพียงพอในการสะสมแคลเซียมในปริมาณดังกล่าว

สมาคมกุมารแพทย์ของสหรัฐอเมริกาแนะนำให้กินแคลเซียมประมาณ ๘๐๐ มิลลิกรัมต่อวันในเด็กอายุ ๑-๘ ขวบ
ส่วนเด็กโตอายุ ๙-๑๘ ปี ควรได้รับแคลเซียมประมาณ ๘๐๐-๑,๕๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน โดยเฉพาะช่วงที่เข้าสู่วัยหนุ่มสาว ควรได้รับประมาณ ๑,๒๐๐-๑,๕๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน

อาหารที่มีแคลเซียมปริมาณมากและดูดซึมได้ดีที่สุดคือ นมและผลิตภัณฑ์นม อาหารในบ้านเราที่พบว่ามีแคลเซียมสูงได้แก่ กุ้งแห้ง ปลากรอบตัวเล็กๆ ที่กินทั้งก้าง เต้าหู้แข็ง เป็นต้น

วิตามินดี ช่วยในการดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัส ทารกที่กินนมแม่อย่างเดียว แนะนำให้วิตามินดีเสริมวันละ ๔๐๐ ยูนิต เนื่องจากนมแม่มีวิตามินดีต่ำคือประมาณ ๑๒-๖๐ ยูนิตต่อลิตร

ส่วนเด็กโตที่ได้รับแสงแดดอย่างน้อย ๑๕-๒๐ นาทีต่อวัน มักมีระดับ ๒๕-OH วิตามินดีปกติ (>25-30 นาโนกรัมต่อมิลลิลิตร)

เกลือแร่อื่นๆ ที่สำคัญคือ โซเดียม เนื่องจากการ กินเกลือโซเดียมมากเกินไปจะทำให้มีโซเดียมและแคลเซียมขับออกทางปัสสาวะมากขึ้น ทำให้มีระดับแคลเซียมในเลือดลดต่ำลง (กระดูกบางลง)

๔.การออกกำลังกาย
นักกีฬาบางประเภทมีรูปร่าง สูงใหญ่ เช่น บาสเกตบอล ว่ายน้ำ วอลเลย์บอล เป็นต้น ส่วนนักกีฬาบางประเภทมีรูปร่างเตี้ยเล็ก เช่น ยิมนาสติก บัลเลย์ เป็นต้น ทั้งนี้สืบเนื่องจากปัจจัยหลักคือ ประเภทของกีฬาเป็นตัวคัดเลือกให้คนรูปร่างสูงหรือเตี้ยเพื่อให้ได้เปรียบในเชิงกีฬาประเภทนั้นๆ คนรูปร่างเตี้ยก็จะได้เปรียบในเชิงกีฬาอีกประเภทหนึ่งที่ไม่ต้องอาศัยความสูง

ส่วนผลของการออกกำลังต่อ การเจริญเติบโต “อาจมีผลดีเพียงบางส่วน” แต่ไม่เด่นชัดมากนัก แต่บางกรณีอาจมีผลลบได้ การออกกำลังระดับปานกลาง ช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตชั่วคราวหลังจากการออกกำลัง แต่ระดับฮอร์โมนเจริญเติบโตรวมตลอด ๒๔ ชั่วโมง ไม่มีข้อมูลชัดเจนว่ามีระดับสูงขึ้น

๕.โรคหรือความเจ็บป่วยเรื้อรัง เช่น โรคตับ โรคไต โรคหัวใจ โรคโลหิตจางทาลัสซีเมีย โรคติดเชื้อเรื้อรัง เช่น วัณโรค โรคเอดส์ ทำให้ร่างกายสร้างฮอร์โมนไอจีเอฟ-1 (IGF-1) ลดลง การเจริญเติบโตช้าลง และความ สูงสุดท้ายไม่สูงเต็มที่ตามศักยภาพทางพันธุกรรม

๖.ยาหรือฮอร์โมนบางชนิด
ตัวที่สำคัญและใช้บ่อยในเวชปฏิบัติ คือ สตีรอยด์มีผลกดฮอร์โมนเจริญ เติบโต มีผลต่อกระดูกโดยตรง ทำ ให้การสร้างกระดูกลดลง และการสลายกระดูกเพิ่มขึ้น มีผลในการต้านฤทธิ์ของวิตามินดี ทำให้การดูดซึมแคลเซียมและฟอสฟอรัสในลำไส้ลดลง ทำให้มีการสูญเสียแคลเซียม ทางไตด้วย จึงทำให้เกิดภาวะกระดูกพรุน หรือกระดูกบางลง การเจริญเติบโตช้าลง และความสูงเต็มที่ต่ำกว่าศักยภาพตามพันธุกรรม



ภาวะเตี้ยเกิดจากอะไร (short stature)..
ความเตี้ยของคนเราเกี่ยวข้องกับ ๒ สาเหตุหลักคือ ภาวะเตี้ยที่ตรวจพบพยาธิสภาพและภาวะเตี้ยที่ไม่ทราบสาเหตุหรือเตี้ยตามพันธุกรรมภาวะเตี้ยที่ตรวจพบพยาธิสภาพ มีสาเหตุต่างๆ มากมาย บางรายอาจมีเพียงสาเหตุเดียว บางรายอาจมีหลายสาเหตุรวมกัน
เนื่องจากการเจริญเติบโตของร่างกายเป็นผลรวมของปัจจัยต่างๆ ร่วมกัน (integrated effects) ได้แก่ พันธุกรรม อาหาร ฮอร์โมน สุขภาพกายและใจและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น ดังนั้นความผิดปกติหรือความไม่สมดุลของปัจจัยต่างๆ ดังกล่าว ทำให้การเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่เหมือนภาวะปกติ ตัวอย่างโรคบางกลุ่มที่พบบ่อย ได้แก่ทารกตัวเล็กตั้งแต่เกิด กลุ่มอาการเทอร์เนอร์ เป็นต้น

ภาวะเตี้ยที่ไม่ทราบสาเหตุ หรือเตี้ยตามพันธุกรรม ที่พบได้บ่อย มี ๒ ชนิดคือ

๑. ภาวะเป็นหนุ่ม สาวช้า เป็นภาวะปกติคือเด็กเข้าสู่ความเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าเด็กปกติทั่วไป โดยที่สาเหตุไม่ทราบแน่ชัด
เชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนสำคัญในการกำหนดจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ความเป็นหนุ่มสาว และมักจะมีประวัติครอบครัวว่าบิดาและ/หรือมารดาเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าปกติ มารดามักมีประจำเดือนครั้งแรกช้า (อายุ ๑๔-๑๘ ปี) บิดาเมื่อเป็นเด็กมักตัวเล็กกว่าเพื่อนๆ เริ่มโตเร็วเมื่อเรียนชั้นมัธยมปลาย และมีความสูงสุดท้ายปกติ

๒. ภาวะเตี้ยตามพันธุกรรมหรือไม่ทราบสาเหตุ
พบได้บ่อย ส่วนมากมักมีพ่อหรือแม่เตี้ย หรือถ้าเตี้ยทั้งพ่อและแม่รวมทั้งปู่ย่าตายายเตี้ยด้วย ก็ชัดเจนมากขึ้นว่าเตี้ยจากพันธุกรรม กรณีที่พ่อแม่ไม่เตี้ย แต่ลูกเตี้ยกว่าปกติ โดยตรวจ ไม่พบความผิดปกติ อัตราความสูงที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ก็ปกติคือเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ปกติ


ภาวะเตี้ย ป้องกันและแก้ไขอย่างไร

การเจริญเติบโตเป็นผลรวมของปัจจัยต่างๆ ดังกล่าวมาแล้ว ปัจจัยบางอย่างนั้นไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้ เช่น พันธุกรรมเตี้ย โรคความผิดปกติของโครโมโซม เป็นต้น ปัจจัยบางอย่างสามารถปรับเปลี่ยนหรือปรับปรุงให้ดีที่สุด เพื่อให้การเจริญเติบโตได้เต็มที่ตามศักยภาพทางพันธุกรรม

ปัจจัยภายในร่างกายบางอย่าง เช่น โรคประจำตัว ถ้าสามารถแก้ไขหรือควบคุมให้ดีที่สุด การเจริญเติบโต ก็มักจะดีขึ้น
ตัวอย่างเช่น โรคหัวใจชนิดเขียว ถ้าสามารถรักษา หรือผ่าตัดแก้ไขได้ ทำให้ภาวะการขาดออกซิเจนหายไป การเจริญเติบโตก็จะดีขึ้นมาก โรค renal tubular acidosis ผู้ป่วยโตช้ามากเนื่องจากร่างกายเป็นกรด เมื่อควบคุมความเป็นกรดด่างให้ปกติ การเจริญเติบโตก็จะดีขึ้นชัดเจน เป็นต้น

นอกจากนั้นยังมีปัจจัยภายในอื่นๆ ที่มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต เช่น การเจ็บป่วยบ่อยๆ โดยเฉพาะในเด็กเล็ก มีไข้เป็นหวัด ท้องเสีย อาเจียน ถ้าเป็นบ่อยๆ การเจริญเติบโตก็ชะงักทุกครั้งที่เจ็บป่วย

การนอนหลับเพียงพอร่วมกับหลับสนิท มีความสัมพันธ์กับการหลั่งฮอร์โมนเจริญเติบโตในสภาวะปกติ ดังนั้น การนอนหลับน้อยและหลับไม่สนิทอย่างเรื้อรัง จึงอาจมีผลต่อการเจริญเติบโตในระยะยาว แต่ยังไม่มีหลักฐานยืนยันอย่างชัดเจน

นอกจากนั้นภาวะเครียดทางจิตใจหรือร่างกายที่เกิดขึ้นเรื้อรัง ก็เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อการเจริญเติบโตได้ เนื่องจากในสภาวะเครียด ต่อมหมวกไตจะหลั่งฮอร์โมนคอร์ติซอล ออกมามากอย่างต่อเนื่อง ทำให้การเจริญเติบโตชะงักจากภาวะคอร์ติซอลมากผิดปกติ เป็นต้น

นอกจากที่กล่าวมาแล้ว ยาและปัจจัยอื่นๆ ที่มีผล ต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะต่อความสูงมีดังต่อไปนี้

๑. ฮอร์โมนเจริญเติบโต เป็นฮอร์โมนที่สำคัญมากต่อการเจริญเติบโตในวัยเด็ก ดังนั้น เด็กที่ขาด ฮอร์โมนเจริญเติบโต มักมีการเจริญเติบโตล่าช้ากว่าปกติ

๒. ผู้ป่วยที่เป็นหนุ่มสาวก่อนวัย คือ เด็กชายเริ่มมีอวัยวะเพศโตขึ้นก่อนอายุ ๙ ขวบ ส่วนเด็กหญิงเริ่มมีเต้านมโตขึ้นก่อนอายุ ๘ ขวบ การมีฮอร์โมนเพศหลั่งออกมาก่อนวัย จะทำให้กระดูกปิดก่อนวัย ความสูงสุดท้ายอาจสูญเสียไปมากกว่า ๕-๑๕ เซนติเมตร การให้ยา GnRH-A รักษาจะทำให้ระดับฮอร์โมนเพศลดลง ทำให้กระดูกปิดช้าลง ช่วยให้ส่วนสูง เพิ่มขึ้นจนเกือบปกติเมื่อเทียบกับความสูงเป้าหมายตาม พันธุกรรม คือ อาจมีความสูงมากขึ้น ๕-๑๐ เซนติเมตร เมื่อเทียบกับผู้ป่วยที่ไม่ได้รับการรักษา

ส่วนเด็กหญิงที่มีพัฒนาทางเพศค่อนข้างเร็ว แต่อยู่ในเกณฑ์ปกติคือ เริ่มเข้าสู่ภาวะความเป็นสาวเมื่ออายุ ๘-๑๐ ปีและมีประจำเดือนเมื่ออายุ ๑๐-๑๒ ปี เมื่อให้ การรักษาด้วย GnRH-A ติดต่อกันนาน ๒-๔ ปี พบว่าความสูงสุดท้ายไม่เพิ่มขึ้น ดังนั้นการให้ยาดังกล่าวในเด็ก หญิงที่มีประจำเดือนในวัยปกติ ๙-๑๔ ปีเพื่อให้หยุดการมีประจำเดือน จึงไม่ช่วยให้ความสูงสุดท้ายเพิ่มขึ้น การศึกษาเมื่อเร็วๆ นี้ในเด็กที่เข้าสู่ภาวะความเป็นสาวในเกณฑ์ปกติ แต่มีความสูงสุดท้ายจากการคำนวณค่อนข้างเตี้ย คือเฉลี่ยน้อยกว่า ๑๕๐ เซนติเมตร พบว่า กลุ่มที่รักษาด้วย GnRH-A นานเฉลี่ย ๓.๕ ปี มีความสูงสุดท้ายสูงกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างมีนัยสำคัญ คือมีความสูงมากกว่าที่เคยคำนวณไว้ตอนต้นประมาณ ๔ เซนติเมตร

๓. แคลเซียม เป็นส่วนประกอบสำคัญของกระดูก แคลเซียมที่กินเข้าไปจะดูดซึมได้เพียงร้อยละ ๓๐
ในวัยเด็กโดยเฉพาะช่วงที่เข้าสู่วัยรุ่น ความต้องการ แคลเซียมจะเพิ่มขึ้นมากและมีผลต่อการเจริญเติบโตและความหนาแน่นของกระดูก
การศึกษาวิจัยโดย Bonjour และคณะแสดงให้เห็นว่าการเสริมแคลเซียมในอาหาร โดยกลุ่มควบคุมได้แคลเซียม ประมาณ ๙๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน เทียบกับกลุ่มเสริมแคลเซียมซึ่ง ได้รับ ๑,๗๐๐ มิลลิกรัมต่อวัน เมื่อติดตามรักษานานประมาณ ๑ ปี พบว่า กลุ่มที่เสริมแคลเซียมมีความหนาแน่นกระดูกมากกว่าความยาวของกระดูกสันหลัง และความ สูงเพิ่มขึ้นสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญ

การศึกษาส่วนใหญ่ พบว่าการเสริมแคลเซียมช่วยเพิ่มความหนาแน่นกระดูก ช่วยทำให้มีการสะสมแคลเซียมในกระดูกมากขึ้น และมีการลดลงของการสลายแคลเซียมจากกระดูก (bone resorption)

๔. เอสโทรเจน เป็นฮอร์โมน สำคัญทำให้กระดูกปิด การยับยั้งการสร้างเอสโทรเจนโดยใช้ยาที่ยับยั้งการทำงานของเอนไซม์แอโรมาเทส (aromatase) ทำให้ระดับเอสโทรเจนลดลง อายุกระดูกพัฒนาช้าลง

๕. การออกกำลังกาย ถึงแม้การออกกำลังกายระยะยาวนานอย่างสม่ำเสมอจะช่วยเพิ่มระดับฮอร์โมนเจริญเติบโต แต่ถ้าออกกำลังกายมากเกินไปจนน้ำหนักลดมากจะไม่ส่งผลดีต่อร่างกาย

การออกกำลังกายบางประเภท เช่น ยิมนาสติกและบัลเลต์ โดยเฉพาะในผู้หญิง เป็นกีฬาที่ต้องอาศัยความคล่องตัว รูปร่างนักกีฬามักจะต้องตัวเล็ก นักกีฬาจำเป็นต้องฝึกซ้อมอย่างหนักประมาณ ๒๐-๓๐ ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ทำให้ต้องใช้พลังงานมาก แต่จำเป็นต้องจำกัดอาหารเพื่อให้รูปร่างผอมบางไม่อ้วน การกระโดดกระแทกซ้ำๆ ของกระดูกขาทำให้มีการบาดเจ็บซ้ำๆ บริเวณปลายกระดูก ส่งผลทำให้ส่วนสูงและความสูง สุดท้ายเตี้ยกว่าศักยภาพตามพันธุกรรม เมื่อหยุดเล่นกีฬา ในรายที่กระดูกยังไม่ปิดทำให้มีความสูงสุดท้ายปกติได้

ผลของการออกกำลังกายประเภทต่างๆ ต่อการเจริญเติบโต โดยเฉพาะความสูงไม่เห็นผลชัดเจน เนื่องจากมีปัจจัยอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเจริญเติบโตมีผลกระทบร่วมด้วย การศึกษาในนักกีฬาเด็กโดยติดตามระยะยาว พบว่านักกีฬาที่ฝึกซ้อมเป็นประจำในช่วงที่เข้าสู่ภาวะหนุ่มสาว ไม่มีผลทำให้อัตราการเจริญเติบโตเร็วขึ้น
การศึกษาในระยะหลังๆ พบว่าการออกกำลังกาย ไม่ได้ช่วยให้ความสูงเพิ่มขึ้น แต่ช่วยให้ความหนาแน่นกระดูกเพิ่มขึ้น และกระดูกมีขนาดใหญ่กว่า (แต่ไม่ใช่ยาวกว่า) โดยมีความหนาของกระดูกชั้นนอกมากกว่า การออกกำลังกายจึงยังไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่แสดงให้เห็นชัดเจนว่าช่วยให้ความสูงสุดท้ายเพิ่มขึ้น

...............................................

การป้องกันภาวะเตี้ย

พ่อแม่ที่ไม่สูงมักจะมีพันธุ-กรรมหรือยีนเตี้ย ซึ่งมีโอกาสถ่าย ทอดสู่รุ่นลูกหลาน การคัดเลือกเฉพาะยีนที่ไม่เตี้ยในตัวเชื้ออสุจิจาก บิดาหรือไข่จากมารดายังไม่สามารถ ทำได้ในปัจจุบัน เนื่องจากความสูงไม่ได้ถูกควบคุมโดยยีนเพียงยีนเดียว แต่ถูกควบคุมโดยยีนจำนวนมากและซับซ้อน ดังนั้น การป้องกันภาวะเตี้ย ในขั้นตอนการเลือกยีนจึงยังทำไม่ได้

การป้องกันลำดับต่อไปคือ การดูแลทารกในครรภ์ให้แข็งแรงและสมบูรณ์ที่สุด เนื่องจากทารกแรกเกิดน้ำหนักตัวน้อยกว่าปกติ จะโตเป็นผู้ใหญ่ที่เตี้ยกว่าศักยภาพตามพันธุกรรมนั้นๆ ดังนั้น อาหารและสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสุขภาพกายและจิตของแม่ในระหว่างตั้งครรภ์จึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการเจริญเติบโตอย่างเต็มที่ของทารกในครรภ์

เมื่อทารกเกิดมา การเลี้ยงดูให้มีสุขภาพดี โดยเน้นโภชนาการให้ครบหมู่ ไม่เลี้ยงให้อ้วนหรือผอมเกินไป ควรเน้นการออกกำลังกายปานกลางอย่างสม่ำเสมอ ควรอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ไม่แออัด ไม่มีมลภาวะ เพื่อลดความ เสี่ยงของความเจ็บป่วยบ่อยๆ ซึ่งเป็นสาเหตุให้เด็กวัยก่อนเรียนและวัยเรียนมีการเจริญเติบโตล่าช้า

ในช่วงวัยเด็ก ไม่ควรเลี้ยงให้เด็กมีภาวะอ้วน เนื่องจากเด็กอ้วนบางคนจะเข้าสู่วัยสาวเร็วกว่าปกติ ทำให้โตเร็วกว่าปกติและหยุดการเจริญเติบโตก่อนวัย ทำให้เป็นผู้ใหญ่ที่ไม่สูงเท่าที่ควร

ในช่วงวัยรุ่น เมื่อมีฮอร์โมนเพศ จะทำให้มีการเจริญเติบโตของกระดูกอย่างรวดเร็วและมีการสะสมมวลกระดูกอย่างมาก วัยรุ่นตอนต้นอายุ ๙-๑๕ ปี จึงจำเป็นต้องได้รับสารอาหารเพิ่มขึ้นทั้งปริมาณและคุณภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นม ซึ่งเป็นแหล่งของแคลเซียมและโปรตีนที่ดี ควรดื่มนมวันละ ๓-๔ แก้ว ถ้ามีประวัติไขมันในเลือดสูงในครอบครัวหรือมีภาวะอ้วน ควรดื่มนมชนิดพร่องมันเนยหรือขาดมันเนยทดแทนนมปกติ



โดย: หมอหมู วันที่: 7 พฤษภาคม 2558 เวลา:13:39:36 น.  

 
คำถามน่ารู้

เด็กรุ่นใหม่เป็นสาวเร็วขึ้นทำให้เตี้ยกว่ารุ่นพ่อแม่จริงหรือ?
.............. เด็กไทยรุ่นใหม่เป็นสาวเร็วขึ้นจริง มีประจำเดือนเร็วขึ้น ซึ่งพบเหมือนในญี่ปุ่น จีน ยุโรปและอเมริกา การเป็นสาวเร็วขึ้นสืบเนื่องจากการมีโภชนาการ ความเป็นอยู่และสุขภาพที่ดีขึ้น ถึงแม้ว่าการเป็นสาวเร็วขึ้นจะทำให้หยุดการเจริญเติบโตเร็วขึ้น แต่เด็กไทยรุ่นใหม่โดยเฉลี่ยมีความสูงมากกว่ารุ่นพ่อแม่
เด็กที่เป็นสาวก่อนวัยเท่านั้นซึ่งถือว่าเป็นภาวะผิดปกติ จึงอาจมีความสูงโดยเฉลี่ยน้อยกว่ารุ่นพ่อแม่

กินไก่แล้วเป็นสาวก่อนวัยจริงหรือ?
............ การใช้ฮอร์โมนเพศหญิง เช่น hexestrol ในการกระตุ้นให้ไก่โตเร็ว หากกินเนื้อไก่ที่มีการปนเปื้อนฮอร์โมนเป็นประจำ อาจจะทำให้เป็นสาวก่อนวัยได้ แต่การใช้ฮอร์โมนดังกล่าวในการเลี้ยงไก่ได้ถูกสั่งห้ามการใช้มานานกว่า ๒๐ ปีแล้ว และไม่เป็นที่ยอมรับกันทั่วโลก ปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานทางการแพทย์ที่ยืนยันว่ามีการปนเปื้อนฮอร์โมนเพศหญิงในเนื้อไก่ที่ผลิตในประเทศไทย ดังนั้นจึงยังไม่มีผลงานวิจัยทางการแพทย์ที่เชื่อถือได้ว่า ภาวะเป็นสาวก่อนวัยที่พบบ่อยขึ้นในประเทศไทยสืบเนื่องจากการกินไก่ การแอบลักลอบใช้ยาดังกล่าวในการเลี้ยงไก่พบได้น้อยในปัจจุบัน เมื่อ ๓๐-๔๐ ปีก่อนมีการใช้ยานี้มากและหาซื้อได้ง่าย แต่ก็ไม่พบภาวะเป็นสาวก่อนวัยในคนรุ่นก่อน ดังนั้นผู้เขียนมีความเห็นว่าเนื้อไก่ในปัจจุบันส่วนใหญ่ไม่มีการปนเปื้อนฮอร์โมนเพศ คงมีเพียงส่วนน้อยที่อาจปนเปื้อนฮอร์โมน การสรุปเหมารวมว่ากินไก่แล้วเป็นต้นเหตุให้เป็นสาวเร็วผิดปกติจึงเป็นความเชื่อของแพทย์บางคนโดยไม่มีข้อมูลการศึกษาวิจัยในวงกว้างอย่างแท้จริง

มีประจำเดือนแล้วทำให้ไม่สูงจริงหรือ?
การให้ยาหยุดการมีประจำเดือนจะช่วยให้ความสูงเพิ่มขึ้นหรือไม่ ?
........................ เด็กหญิงเมื่อโตเกือบเต็มที่แล้ว ก็จะมีประจำเดือนซึ่งเป็นสัญญาณบอกกว่าการเจริญเติบโตของร่างกายหรือความสูงขณะนั้นประมาณร้อยละ ๙๕ ของความสูงเมื่อเป็นผู้ใหญ่ เมื่อมีประจำเดือนแล้วจึงมักสูงขึ้นได้อีกเพียง ๕-๗ เซนติเมตร การมีประจำเดือนจึงเป็นผลตามมาของการเจริญเติบโต แต่ไม่ใช่สาเหตุทำให้เด็กโตช้าลง ผู้ปกครองจำนวนหนึ่งเข้าใจผิดว่าประจำเดือนทำให้หยุดสูง ดังนั้นเมื่อระงับการมีประจำเดือนด้วยการฉีดยา จึงไม่ช่วยให้มีความสูงเพิ่มขึ้น จึงไม่แนะนำให้ใช้ยาหยุดการมีประจำเดือนในเด็กปกติที่ไม่ได้เป็นสาวก่อนวัย


เด็กที่เป็นสาวในวัยปกติ ถ้าฉีดยาชนิดนี้เพื่อชะลอการปิดของกระดูก จะช่วยให้ความสูงเพิ่มขึ้นได้หรือไม่?
........... จากผลการทดลองฉีดยาชนิดนี้ในเด็กปกติ พบว่ามีแนวโน้มจะไม่ได้ผลในการเพิ่มความสูง กล่าวคือเมื่อทดลองใช้ยานี้ในเด็กปกติที่เริ่มเป็นสาวเมื่ออายุ ๙-๑๑ ปี พบว่ายาช่วยชะลอการเป็นสาวได้ ทำให้เต้านมเล็กลงและชะลอไม่ให้มีประจำเดือนมา ในทางทฤษฎี การช่วยชะลอการปิดของกระดูก อาจจะทำให้เป็นผู้ใหญ่ที่สูงขึ้น
ข้อเท็จจริงคือ เมื่อติดตามกลุ่มนี้จนโตเป็นผู้ใหญ่ พบว่าไม่ได้ช่วยให้เป็นผู้ใหญ่ที่สูงขึ้นกว่าปกติตามพันธุกรรมนั้นๆ ดังนั้น จึงไม่แนะนำให้ชะลอความเป็นสาว หรือชะลอการมีประจำเดือนในเด็กปกติ

การเสริมแคลเซียมทำให้กระดูกงอกและอายุกระดูกแก่เกินวัยหรือไม่?
........................ เด็กไทยโดยเฉลี่ยได้รับแคลเซียมจากอาหารประมาณ ๒๕๐-๓๐๐ มิลลิกรัมเท่านั้น เนื่องจากเด็กไทยยังดื่มนมค่อนข้างน้อย การดื่มนมให้เพียงพอจึงมีความจำเป็นต้องสุขภาพของกระดูกโดยตรง เด็กที่ได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ การเสริมแคลเซียมจึงช่วยให้กระดูกมีความหนาแน่นและเจริญเติบโตได้เต็มที่ การให้แคลเซียมในเด็กโดยไม่ได้ให้วิตามินดีขนาดสูงร่วมด้วย
.......................... ไม่มีข้อมูลแสดงว่า ทำให้มีกระดูกงอกหรือเป็นนิ่ว และไม่มีข้อมูลว่าทำให้อายุกระดูกแก่เกินวัย ในทางตรงข้ามการได้รับแคลเซียมในขนาดต่ำ ทำให้กระดูกเจริญเติบโตไม่เต็มที่ อาจทำให้อายุกระดูกล่าช้ากว่าปกติ


กรณีที่ ๑

เด็กชายอายุ ๑๖ ปี สูง ๑๕๘ เซนติเมตร
คุณพ่อสูง ๑๖๒ เซนติเมตร คุณแม่สูง ๑๔๘ เซนติเมตร
มาพบแพทย์ด้วยปัญหาตัวเตี้ย แพทย์เอกซเรย์อายุกระดูกแล้วบอกว่า สูงได้อีกประมาณ ๒ เซนติเมตร เนื่องจากกระดูกใกล้ปิดแล้วคือ คล้ายกับกระดูกผู้ใหญ่ หมอควรแนะนำอย่างไร

ความเห็นจากแพทย์
เด็กชายคนนี้เมื่อโตเป็นผู้ใหญ่จะสูงประมาณ ๑๖๐ เซนติเมตร ซึ่งเป็นความสูงเป้าหมายเมื่อคำนวณจากความสูงของพ่อแม่ ภาวะเตี้ยในรายนี้จึงน่าจะเป็นภาวะเตี้ยตามพันธุกรรม การให้ฮอร์โมนหรือยาใดๆ ในตอนนี้ ก็ไม่ช่วยให้ความสูงสุดท้ายมากขึ้น

แพทย์ควรชี้ให้เห็นว่า ความสูงของเขายังอยู่ในเกณฑ์ปกติ แต่ตัวเล็กกว่าเกณฑ์เฉลี่ยเท่านั้น คนที่ไม่สูงก็ประสบความสำเร็จได้ดี อย่างเช่นคุณพ่อคุณแม่ของเขา คุณค่าของคนไม่ใช่อยู่ที่ความสูงเป็นสิ่งสำคัญ แต่ที่สำคัญกว่าคือ การมีสุขภาพแข็งแรง การเรียนให้รู้จริงและมีสติปัญญา การประพฤติปฏิบัติในสิ่งที่ดีงาม เป็นประโยชน์ต่อสังคมและเป็นคนดีของแผ่นดิน รวมทั้งควรมองหาจุดเด่นของลูก เช่น เล่นดนตรีเก่ง ร้องเพลงไพเราะ มีทักษะการกีฬา เป็นต้น พ่อแม่ควรชี้ให้ลูกเห็นจุดเด่นของลูกและเชิดชูจุดเด่นนั้น เพื่อสร้างเสริมความภูมิใจในตนเองและเพิ่มพูนทักษะชีวิตของลูก

กรณีที่ ๒

ลูกสาวอายุ ๑๐-๑๑ ขวบ มีประจำเดือนครั้งแรก ไปพบกุมารแพทย์ เอกซเรย์อายุกระดูก พบว่า อายุกระดูก ๑๓ ปี หมอบอกว่าลูกจะไม่ค่อยสูงแล้ว ควรฉีดยาหยุดประจำเดือน จะได้โตได้อีกเล็กน้อยประมาณ ๕-๗ เซนติเมตร ควรให้คำแนะนำอย่างไร

ความเห็นจากแพทย์
เด็กหญิงส่วนมากเมื่อเริ่มมีประจำเดือน แสดงว่าการเจริญเติบโตของร่างกายเกือบเต็มที่แล้ว คือประมาณร้อยละ ๙๕ ของความสูงเมื่อโตเต็มที่ อายุกระดูกจะช่วยบอกได้ชัดเจนเหมือนในเด็กรายนี้ ดังนั้น เด็กรายนี้จะโตได้อีก ๕-๙ เซนติเมตรตามธรรมชาติ โดยไม่จำเป็นต้องฉีดยาหยุดประจำเดือน
การฉีดยาหยุดประจำเดือนในเด็กรายนี้ ซึ่งถือว่าเป็นเด็กปกติที่มีอายุกระดูก ๑๓ ปี ไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่ยืนยันว่าช่วยให้ความสูงเพิ่มขึ้นกว่าเด็กที่ไม่ได้ฉีดยารักษา จึงไม่แนะนำให้รักษาด้วยการฉีดยาหยุดประจำเดือน

กรณีที่ ๓

ลูกสาวอายุ ๙ ขวบ เริ่มมีอาการเจ็บเล็กน้อย บริเวณหัวนมและมีไตแข็งขนาด ๒ เซนติเมตร ไปพบแพทย์ที่โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง เนื่องจากกังวลว่าจะเป็นสาวเร็วก่อนวัย แพทย์เอกซเรย์อายุกระดูกพบว่า อายุกระดูกเท่ากับ ๑๐ ปี จึงบอกว่าโตเร็วกว่าวัยไป ๑ ปี ควรฉีดยาเข็มละประมาณ ๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ บาท เพื่อให้เต้านมยุบลง ไม่ให้เป็นสาวเร็วตาม ธรรมชาติ และบอกว่าเป็นยาเพิ่มความสูง ถ้าไม่รักษาจะมีประจำเดือนมาเร็ว และเด็กจะเตี้ย
แพทย์แนะนำว่า จำเป็นต้องฉีดยาทุก เดือน ติดต่อกันนาน ๑-๓ ปี จึงจะช่วยให้ความสูงเมื่อเป็นผู้ใหญ่สูงขึ้นกว่าธรรมชาติ
ความเห็นจากแพทย์
เด็กอายุเกิน ๘ ขวบ เริ่มมีการขยายตัวของเต้านม ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ ลูกสาวอายุ ๙ ขวบ อายุกระดูก ๑๐ ขวบถือว่าปกติ เนื่องจากอายุกระดูกกับอายุจริงในวัยนี้อาจมีความแตกต่างกันได้ ๑-๒ ปี ทั้งนี้ขึ้นกับเด็กเข้าสู่วัยสาวหรือยัง ในรายนี้เริ่มเข้าสู่วัยสาวค่อนข้างเร็ว (อายุ ๙ ปี) อายุกระดูกก็จะมากกว่าอายุจริง การฉีดยาดังกล่าวมีข้อบ่งชี้เฉพาะในรายที่เป็นสาวเร็วผิดปกติ กล่าวคือมีเต้านมโตขึ้นก่อนอายุ ๘ ขวบ หรือ มีประจำเดือนครั้งแรกก่อนอายุ ๙ ขวบ

การแนะนำให้ฉีดยาในผู้ป่วยรายนี้ จึงไม่มีข้อบ่งชี้ที่เหมาะสม เป็นการนำยามาใช้ในเด็กหญิงปกติ ซึ่งไม่มีข้อมูลทางการแพทย์ที่สนับสนุนว่าการใช้ยานี้จะช่วยให้เด็กหญิงปกติดังกล่าวมีความสูงเพิ่มขึ้นกว่าศักยภาพตามพันธุกรรม ขอแนะนำให้ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานที่มีอาการคล้ายกับกรณีข้างต้น อย่าเชื่อคำแนะนำทันที ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญสาขากุมารเวช-ศาสตร์โรคต่อมไร้ท่อหลายๆ คนจากโรงเรียนแพทย์หลายๆ แห่ง ก่อนที่จะตัดสินใจรักษาด้วยยาที่มีราคาสูง และต้องรักษายาวนานหลายๆ ปี

........................................




โดย: หมอหมู วันที่: 7 พฤษภาคม 2558 เวลา:13:39:48 น.  

 
สูงยาวเข่าดี มีชัยไปกว่าครึ่ง
//www.bangkokbiznews.com
วันที่ 19 มีนาคม 2553 16:53
โดย : บุษกร ภู่แส

หากเทียบมาตรฐานความสูงระหว่างคนไทยกับคนในเอเชียอาคเนย์ด้วยกัน แล้ว ระดับความสูงของผู้ชาย และผู้หญิงไทยมีค่าเฉลี่ยที่เกินหน้า เรียกว่าสูงสีกับคนมาเลยเซีย และแพ้ชาวสิงคโปร์ที่ขะมักเขม้นออกกำลังกาย และดื่มนมเพียงไม่กี่เซนติเมตร

ข่าวดีคือ เด็กไทยรุ่นใหม่มีแนวโน้มสูงขึ้น

แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนจะโชคดี สูงยาวเข่าดีพร้อมเป็นนางแบบนางแบบเดินแคทวอล์ค พ่อแม่เริ่มใส่ใจพัฒนาการเติบโตของลูกมากขึ้น และแทบจะลุ้นกันทุกไตรมาสว่า ลูกโตขึ้นกี่เซนติเมตร

" เด็กไทยหลายคนอยากเข้าวงการบันเทิงบวกกับได้รับแรงบันดาลใจจากดารา นักร้องเกาหลี เลยให้ความสำคัญกับความสูงค่อนข้างเยอะ อีกส่วนมีผลมาจากอาชีพบางอย่างเช่น นักกีฬา แอร์โฮสเตส ดารา นักร้องมีการกำหนดความสูงเอาไว้ วัยรุ่นสมัยนี้จึงมีความกังวลเรื่องความสูงมากขึ้น จึงขวนขวายหาเทคนิคเพิ่มความสูงหลากหลายรูปแบบ ซึ่งบางอย่างก็มีความเสี่ยง "

นพ.วรวัฒน์ เอี่ยวสินพานิช แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลปิยะเวท

ในทางการแพทย์ การแก้ปัญหาร่างกายเติบโตช้ารักษาได้โดยการให้ฮอร์โมนแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
- ฮอร์โมนเพศ กรณีเด็กคนนั้นมีภาวะผิดปกติ คือเป็นหนุ่มเป็นสาวช้ากว่าปกติทำให้ไม่มีพัฒนาเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น กระดูกไม่ยืดจำเป็นต้องได้รับฮอร์โมนทดแทน
- อีกกลุ่มหนึ่งคือ "โกรทฮอร์โมนสังเคราะห์ " มักใช้ในกรณีเกิดภาวะพร่องฮอร์โมนเพื่อพัฒนาความสูง

ผู้ที่สามารถฉีดฮอร์โมนทดแทนต้องเป็นกุมารแพทย์ โรคต่อมไร้ท่อเท่านั้น และก่อนตัดสินใจรักษาด้วยวิธีดังกล่าว ต้องฉายเอ็กซ์เรย์ดูพัฒนาการกระดูกของเด็กก่อนว่า มีความผิดปกติด้านการเจริญเติบโต ไม่พัฒนาตามวัย ยกตัวอย่าง เด็กอายุประมาณ 11 ปี แต่ผลเอ็กซ์เรย์กระดูกพบว่าไม่เป็นไปตามอายุแพทย์ถึงพิจารณาฉีดโกรทฮอร์โมน เพิ่มความสูงให้

การเติบโตที่ผิดปกติสังเกตได้จากสัดส่วนน้ำหนัก/ความสูงว่า ตกเกณฑ์เฉลี่ย หรือมีความเป็นหนุ่มเป็นสาวช้า กรณีเด็กผู้หญิงอายุ 11ปี ยังไม่มีหน้าอก ยังไม่มีประจำเดือน ไม่มีขนที่อวัยวะเพศ หรือ เด็กผู้ชายอายุ 13ปีแล้วยังไม่มีภาวะเสียงแตก ไม่มีขนที่อวัยวะเพศคือสัญญาณที่บ่งบอกว่า "ผิดปกติ "

นพ.วรวัฒน์ แนะนำให้เด็กอายุตั้งแต่ 8 ขวบเข้ามาพบแพทย์เพื่อตรวจว่า ความสูงเป็นไปตามเกณฑ์เฉลี่ยหรือไม่ กรณีพบว่าเด็กมีพัฒนาการทางร่างกายไปสมวัย แพทย์สามารถให้ฮอร์โมนเพื่อช่วยให้ร่างกายเติบโตขึ้น

ข้อควรระวังคือ กรณีที่พ้นระยะความเป็นหนุ่มเป็นสาวไปแล้ว และไปฉีดโกรทฮอร์โมน แทนที่จะช่วยให้ร่างกายสูงขึ้น ตรงกันข้ามร่างกายกลับขยายออกด้านข้างแทน เช่น กรามขนาดใหญ่ ลิ้นคับปาก ขนาดแขน ขาใหญ่ขึ้นเรียกว่า เกิดภาวะ " acromucary "

ดังนั้น การฉีดฮอร์โมนควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ไม่ใช่แค่รู้สึกอยากสูงแล้วไปฉีดเพื่อเพิ่มความสูงไม่ควรกระทำ ควรพัฒนาความสูงตามวัยตามธรรมชาติดีกว่าการพึ่งฮอร์โมน ซึ่งมีผลเสียอย่างอื่นตามมา และฮอร์โมนมีราคาแพงมากตกเข็มละเกือบแสนบาท และต้องฉีดหลายครั้ง ประมาณ 2-3 ครั้ง ต่อปี

"ผมไม่อยากให้เด็กวัยรุ่นใช้ทางลัดด้วยการไปฉีดฮอร์โมนเป็นตัวหลัก แต่ควรจะไปพัฒนาความสูงจากปัจจัยพื้นฐานหลักๆ ดีกว่า เพราะปลอดภัยและเป็นไปตามธรรมชาติ"

ปัจจัยสำคัญที่กำหนดความสูงของแต่ละคนมีหลายอย่าง

ประการแรกคือ ความสูงของพ่อแม่ สามารถคำนวณได้โดยเอาความสูงของพ่อแม่บวกกันแล้วหารสองก็จะกลายเป็นความสูง ที่ควรจะเป็นของลูก

ปัจจัยที่สองคือเรื่องอาหารการกิน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแคลเซียม นม แร่ธาตุบางอย่าง เช่น วิตามินดีเป็นวิตามินที่ละลายได้ในไขมันซึ่งมีบทบาทในการควบคุมการดูดซึม แคลเซียม รวมทั้งโปรตีน กรดอะมิโนที่จำเป็นต่างๆ เป็นปัจจัยเพิ่มความสูงที่เกี่ยวข้องกับอาหาร

ปัจจัยที่สามคือ ฮอร์โมนที่เรียกว่า " โกรทฮอร์โมน " เป็นฮอร์โมนที่สร้างและหลั่งออกมาจากต่อมใต้สมอง ทำหน้าที่ในการพัฒนาความสูง ซึ่งจะสร้างช่วงที่หลับสนิทประมาณ ตี 2-ตี 4

"คงเคยได้ยินกันว่า ถ้าอยากสูงต้องนอนเยอะๆ ฉะนั้นถ้าเด็กที่พักผ่อนไม่เพียงพอ มัวแต่เล่นเกมไม่มีเวลาพักผ่อน เต็มที่ก็มีส่วนสำคัญที่จะทำให้ ขัดขวางการสร้างฮอร์โมนตัวนี้ "

อีกปัจจัยหนึ่งที่มีผลต่อความสูงก็คือ การออกกำลังกายที่ต้องกระโดดโลดเต้น เพราะว่าแรงกระแทกที่พอเหมาะมีผลต่อการพัฒนากระดูก เช่น บาสเกตบอล จ๊อกกิ้ง โยคะ ยิมนาสติก เทนนิส วอลเลย์บอล ถือเป็นกีฬาที่ช่วยยืดกระดูกให้ยาวขึ้น

"ระหว่างว่ายน้ำ กับจ๊อกกิ้ง อย่างหลังมีประโยชน์มากกว่า และถ้าเด็กต้องการเพิ่มความสูงไม่ควรยกน้ำหนักมากไป และควรเน้นท่าที่ช่วยให้ทุกส่วนได้ออกกำลังกายเท่าๆ กัน "

อีกกิจกรรมหนึ่งที่สามารถสร้างความสูงได้คือ โยคะ บางท่าทำให้มีแรงกดกระดูกสันหลัง แขนขามากขึ้น ท่าพวกนี้ มีส่วนในการพัฒนาความสูงได้เช่นกัน

..................................................


โดย: หมอหมู วันที่: 7 พฤษภาคม 2558 เวลา:13:40:07 น.  

 
ฉีดฮอร์โมนเพิ่มสูง” สุดอันตราย .. เสี่ยงเป็นโรคสูงใหญ่ผิดปกติ
//www.thaihealth.or.th/node/14428

เผย วัยรุ่นไทยแห่ฉีดฮอร์โมนเพิ่มความสูงหวังเข้าสู่วงการมายา อาชีพขายหุ่น แพทย์ชี้เสี่ยงอันตรายเป็นโรคสูงใหญ่ผิดปกติ แนะหันมาหาวิธีธรรมชาติ ออกกำลังกาย ดื่มนมและกินอาหารมีประโยชน์
นพ.วรวัฒน์ เอี่ยวสินพานิช แพทย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู ศูนย์เวชศาสตร์ฟื้นฟู โรงพยาบาลปิยะเวท เปิดเผยว่า วัยรุ่นสมัยนี้กังวลเรื่องความสูงมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะกระแสความนิยมต่างๆ หรือบางอาชีพ เช่น แอร์โฮสเตส พยาบาล และวงการดาราที่กำหนดเรื่องเกณฑ์ความสูงขั้นต่ำไว้ ทำให้วัยรุ่นพยายามเพิ่มความสูงให้ตั“วเองเท่าที่จะทำได้ โดยเด็กชายอยากมีความสูงประมาณ 170-180 ซม. ส่วนเด็กหญิงประมาณ 170 ซม.ขึ้นไป ซึ่งบางวิธีมีความเสี่ยงมากและไม่ได้ผลเท่าที่ควร

นพ.วรวัฒน์ กล่าวว่า ขณะนี้ตามอินเทอร์เน็ตมีการโฆษณาทำกายภาพ การใช้แผ่นรองรองเท้า นวดฝ่าเท้าให้มีการสร้างฮอร์โมนเพื่อพัฒนาความสูง แต่ยังไม่มีผลพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริง

หรือการฉีดฮอร์โมนเพิ่มความสูง ซึ่งมี 2 ประเภทคือ

การฉีดฮอร์โมนเพศในกรณีเด็กมีภาวะผิดปกติเป็นหนุ่มเป็นสาวช้า ทำให้การพัฒนาเข้าสู่วัยรุ่นช้าเกินควร

และ การฉีดโกสฮอร์โมนสังเคราะห์ ที่มีราคาแพงมากเกือบหลักแสนบาท ทั้งที่ส่วนใหญ่เป็นการใช้รักษากรณีผู้มีภาวะพร่องฮอร์โมน ซึ่งถ้าได้รับฮอร์โมนเพศมากเกินไปจะทำให้พัฒนาการต่างๆ ของร่างกายมีมากเกินไป หรือโรคตัวสูงใหญ่ผิดปกติ "ไจแอนทิสซึม" (gaintism)


นอกจากนี้ มีการเปิดสถาบันเพิ่มความสูงที่จัดเป็นแพ็กเกจ ฝังเข็ม หรือการทำกายภาพ เช่น การดึงหลัง ดึงคอ โหนบาร์ ซึ่งเป็นยืดช่องว่างของกระดูกให้มากขึ้น ทำให้ผ่อนคลายและจะมีความสูงเพิ่มขึ้นประมาณ 1 ซม. แต่ความสูงที่เพิ่มขึ้นจะลดลงอย่างรวดเร็วเมื่อทำกิจกรรมนั่ง ยืน เดิน ตามปกติภายใน 2 ชั่วโมง ดังนั้น วิธีนี้จึงไม่ช่วยเพิ่มความสูงได้อย่างยั่งยืน และการผ่าตัดก็ไม่สามารถทำให้มีความสูงเพิ่มขึ้น และความสูงที่ได้จากการผ่าตัดจะไม่สมดุล

"ใน เด็กปกติ มีการพัฒนาความสูง 2 ระยะ คือตั้งแต่แรกเกิดถึงขวบปีแรก และระยะที่สองช่วงเป็นวัยรุ่น ซึ่งเป็นช่วงที่มีความสำคัญในการพัฒนาความสูงมาก เนื่องจากอัตราความสูงจะเพิ่มขึ้น โดยเด็กหญิงจะอยู่ที่ 8-10 ซม.ต่อปี และเด็กชาย 10-13 ซม.ต่อปี ในขณะที่ความสูงเฉลี่ยตั้งแต่ 2 ขวบจนถึงก่อนเข้าสู่วัยรุ่น อัตราความสูงจะเพิ่มขึ้น 5 ซม.ต่อปี

ทั้งนี้ เด็กหญิงจะเริ่มพัฒนาความสูงได้ดีตั้งแต่อายุ 11 ปีจนถึงอายุ 18 ปี จึงจะหยุดพัฒนาความสูง ส่วนเด็กชายเริ่มที่อายุ 13 ปีถึงอายุ 20 ปี


นพ.วรวัฒ น์ กล่าวว่า ปัจจัยที่ช่วยพัฒนาความสูงตามธรรมชาติ ประกอบด้วย

1.พันธุกรรมของพ่อและแม่ สามารถคำนวณง่ายๆ ด้วยการนำความสูงของพ่อแม่บวกกันแล้วหารสอง จะได้ความสูงที่ควรจะเป็นของลูก

2.การรับประทานอาหาร เน้นอาหารที่มีแคลเซียมสูง

3.การมี "โกสฮอร์โมน" ทำหน้าที่พัฒนาความสูง ซึ่งร่างกายสามารถสร้างโกสฮอร์โมนได้อย่างเต็มที่ในช่วงที่นอนหลับสนิท ระหว่างเวลา 02.00-04.00 น. ดังนั้น ควรให้เด็กได้พักผ่อนอย่างเพียงพอ ไม่ใช่ปล่อยให้เล่นเกมจนดึก เพราะเป็นการขัดขวางการสร้างฮอร์โมนชนิดนี้

4.การออกกำลังกายที่จะช่วยพัฒนาความสูง เนื่องจากกระดูกเป็นอวัยวะที่ต้องใช้งานมีการกระแทกตามแนวดิ่ง เช่น การเล่นบาสเกตบอล ยิมนาสติก เทนนิส วอลเลย์บอล และวิ่ง จะช่วยสร้างความแข็งแรงของกระดูกได้มากกว่าการว่ายน้ำ

"แต่ การออกกำลังกายก็ต้องเดินสายกลาง เนื่องจากปัจจุบันวัยรุ่นนิยมเข้าฟิตเนสมากขึ้น ซึ่งในช่วงที่ต้องการพัฒนาความสูง วัยรุ่นไม่ควรยกน้ำหนักที่มากจนเกินไป ควรยกในระดับปานกลาง แต่เน้นท่าที่ถูกต้อง ทำทุกส่วนของร่างกาย รวมทั้งควรระวังการเล่นยิมนาสติกบางท่าที่อาจทำให้กระดูกเสียหายได้ ขณะที่การเล่นโยคะบางท่ากลับช่วยให้มีแรงกดตามแขนขาได้มากขึ้น" นพ.วรวัฒน์กล่าว


“ไม่อยากให้เด็กใช้ทางลัด แต่พ่อแม่ควรสังเกตพัฒนาการความสูงของเด็ก หรือเริ่มพาลูกมาตรวจเพื่อให้ทราบว่าลูกมีความผิดปกติของความสูงหรือไม่ ตั้งแต่อายุ 8 ปี เพื่อแก้ไข และพบว่าความสูงของเด็กในปัจจุบันมักตกเกณฑ์ เนื่องจากการเลือกกินอาหารที่ไม่ถูกต้องกินอาหารขยะ หรือ การกินไก่มากทำให้เป็นหนุ่มเป็นสาวเร็วขึ้น ไม่ออกกำลังกาย มัวแต่เล่นเกม” นพ.วรวัฒน์ กล่าว

นพ.วรวัฒน์ กล่าวด้วยว่า การรับประทานแคลเซียม มีความสำคัญในการพัฒนาความสูง ซึ่งเด็กควรดื่มนม เพราะเป็นแหล่งแคลเซียมที่ร่างกายสามารถดูซึมได้ทันที ดังนั้นควรให้เด็กดื่มนม อย่างน้อย 3-4 กล่องหรือ 1 ลิตร และไม่จำเป็นต้องเลือกนมที่มีแคลเซียมสูง(ไฮแคลเซียม) เนื่องจากนมพวกนี้จะใช้นมสดแล้วเติมแคลเซียมผงลงไป ซึ่งการเติมแคลเซียมจะมีฟอสฟอรัสลงไปด้วย ซึ่งการที่มีฟอสฟอรัสมากเกินจะไปกระตุ้นฮอร์โมนบางอย่างสลายกระดูก แทนที่จะเป็นการเสริม ดังนั้นการดื่มนมธรรมดาก็ได้รับแคลเซียมเพียงพอ เนื่อง จากร่างกายสามารถดูดซึมได้ครั้งละ 500 มิลลิกรัมเท่านั้น รวมไปถึงการการรับประทานแคลเซียมเม็ดเสริม ซึ่งกระดูกจะสมสมแคลเซียมได้ถึงอายุ 35 ปี

ที่มา : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์


โดย: หมอหมู วันที่: 7 พฤษภาคม 2558 เวลา:13:40:34 น.  

 

เคล็ด (ไม่) ลับ วิธีเพิ่มความสูงในเด็ก
18 ก.พ. 2558 38,952

ใครๆ ก็อยากสูงกันทั้งนั้น !! แต่ความสูงก็มีช่วงเวลาจำกัดที่ร่างกายจะได้เติบโตอย่างเต็มที่...จนทำให้ "สูง" ได้สมใจที่หวังไว้ โดยเฉพาะบรรดาคุณพ่อคุณแม่ที่มีความสูงไม่มากนัก ก็อยากจะให้ลูกมีโอกาสสูงทัดเทียมกับคนอื่นๆ นอกจากปัจจัยเรื่องกรรมพันธุ์แล้ว ยังมีเรื่องของอาหารการออกกำลังกายที่ถูกวิธีและสมวัยประกอบกันด้วย

น.พ.วรวัฒน์ เอี่ยวสินพานิช แพทย์ฟื้นฟูสมรรถภาพ โรงพยาบาลปิยะเวท ให้คำแนะนำว่า เด็กจะมีการเพิ่มความสูงใน 2 ช่วงอายุ คือ ช่วงแรกเกิดจนถึง 2 ปีแรก กับช่วงที่กำลังเข้าสู่วัยรุ่น ซึ่งผู้หญิงจะเข้าสู่วัยรุ่นในช่วงอายุ 11.5 ปี จนถึง 16 ปี ส่วนผู้ชายตั้งแต่อายุ 13 ปี จนถึง 20 ปี

จะเห็นได้ว่า ผู้ชายเข้าสู่ช่วงวัยรุ่นช้ากว่า และจะมีช่วงอายุที่นานกว่า ดังนั้นคนที่มีลูกสาวจึงควรเตรียมตัวตั้งแต่เนิ่น ๆ และ ที่สำคัญ...เด็กผู้หญิงควรจะต้องดูว่าได้รับฮอร์โมนที่ทำให้เป็นสาวเร็วกว่า ปกติหรือไม่ ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะอยู่กับอาหารที่ทำจากเนื้อสัตว์ได้รับการฉีดฮอร์โมน เข้าไป ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาหารพวกฟาสต์ฟู้ด ทำให้เด็กผู้หญิงมีโอกาสเป็นสาวได้เร็วกว่าปกติ เช่น เด็กบางคนอายุแค่ 8 ขวบ ก็มีหน้าอกหรือมีประจำเดือนแล้ว ถ้ามีอาการเช่นนี้ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจและฉีดยาที่จะทำให้เป็นสาวได้ ช้าลง มิฉะนั้นจะมีผลต่อความสูงของเด็กได้

สำหรับปัจจัยที่จะช่วย เพิ่มความสูงให้กับเด็กวัยรุ่นได้มี 4 ประการด้วยกัน คือ 1.พันธุกรรม มีสัดส่วนประมาณ 50% 2.ฮอร์โมน 3.โภชนาการ 4.การออกกำลังกาย ซึ่งทั้ง 3 ข้อหลังนี้รวมกันประมาณ 50% ดังนั้นถ้าพ่อแม่มีความสูงไม่มากนัก อาจจะปรับเปลี่ยนไปเน้นในปัจจัยอื่น ๆ ที่จะช่วยเพิ่มความสูงได้

โดยเฉลี่ยแล้วความสูงของลูกนั้นมีสูตรคำนวณ คือ

เด็กชาย = (ความสูงของพ่อ + ความสูงของแม่ + 13) หาร 2 ความสูงที่ควรจะเป็น + 8
เด็กหญิง = (ความสูงของพ่อ + ความสูงของแม่ - 13) หาร 2 ความสูงที่ควรจะเป็น + 6

ในเรื่องของฮอร์โมนนั้น ตัวที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับความสูง คือ โกร์ทฮอร์โมน (Growth Hormone) ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเติบโตของเซลล์ เนื้อเยื่อ และอวัยวะเกือบทั่วร่างกาย จะทำให้กระดูกมีความยาวมากขึ้น กล้ามเนื้อมีขนาดใหญ่มากขึ้น โกร์ทฮอร์โมนจะมีการผลิตเป็นจำนวนมากตอนเข้าสู่วัยรุ่น โดยที่ฮอร์โมนเพศหญิง (Estrogen) จะเป็นปัจจัยกระตุ้นที่ทำให้โกร์ทฮอร์โมนทำงานได้ดีขึ้น จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมผู้หญิงจึงมีความสูงเพิ่มขึ้นก่อนเด็กชายประมาณ 2 ปี

ซึ่งโกร์ทฮอร์โมนจะผลิตออกมาในขณะที่หลับสนิท ในช่วงเวลาเที่ยงคืนถึงตี 2 ดังนั้นเด็กควรจะนอนไม่เกิน 4 ทุ่ม จนถึง 8 โมงเช้า จะทำให้ร่างกายพักผ่อนจะหลับได้อย่างเต็มที่ และถือเป็นการนอนอย่างมีคุณภาพที่สุด

ส่วนการออกกำลังกายนั้น การเพิ่มความสูงจะต้องใช้กีฬาหรือกิจกรรมที่มีความโลดโผนและกระโดด เช่น บาสเกตบอล กระโดดไกล โหนบาร์ ฯลฯ ทั้งนี้เพราะกระดูกจะไม่เหมือนกับอวัยวะอื่น ๆ ต้องมีแรงกระแทกจึงจะทำให้กระดูกยืดตัวขึ้นนอกจากนั้นเด็กที่อายุน้อยกว่า 20 ปี ไม่ควรจะเล่นกล้าม หรือเล่นกีฬาที่หนัก ๆ เช่น ว่ายน้ำ หรือเทนนิส ฯลฯ เพราะจะทำให้สรีระหรือแขนขาไม่เท่ากัน ควรเล่นแต่พอดี อย่าหักโหมเกินไป หรือใช้แขนขาในการเล่นให้เท่า ๆ กันทั้ง 2 ข้าง

ในด้านการรับประทาน อาหาร ในช่วงวัยรุ่นมีความต้องการแคลเซียมวันละ 1,200-1,500 ม.ล. ซึ่งได้จากนมวันละ 3 กล่องเป็นอย่างน้อย ถ้าดื่มได้ไม่พออาจจะเสริมด้วยแคลเซียมวันละ 1 เม็ด โดยการเคี้ยวให้ละเอียด และทานหลังมื้ออาหาร ไม่ควรทานตอน ท้องว่างหรือก่อนนอน โดยเริ่มให้ในเด็กวัยตั้งแต่ 8 ขวบขึ้นไป วันละ 500 ม.ก.

การเลือก นมควรเป็นนมสดธรรมดา ส่วนเด็กที่มีน้ำหนักเกินก็ให้เลือกนมพร่องมันเนยได้ สำหรับนมที่เสริมแคลเซียมนั้นถือว่าไม่จำเป็น เพราะร่างกายจะดูดซึมนมสดธรรมดาได้ดีที่สุด

ในทางการแพทย์นั้น อาจจะมีการเสริมด้วยเทคนิคทางการแพทย์ เช่น การใช้เครื่องกระตุ้นไฟฟ้า ที่จะปล่อยกระแสไฟฟ้าไปช่วยกระตุ้นการทำงานของร่างกาย หรือการฝังเข็มที่จะช่วยให้การไหลเวียนโลหิตได้ดีขึ้น รวมทั้งเครื่องดึงหลัง ดึงคอ ซึ่งจะคล้าย ๆ กับการโหนบาร์ ที่จะช่วยกระตุ้นส่วนของหมอนรองกระดูกหรือเนื้อเยื่ออ่อน ซึ่งวิธีนี้จะช่วยเพิ่มความสูงทันที 1 ซ.ม.

ทั้งหมดนี้จะเป็นตัวช่วย กระตุ้นความสูงให้กับเด็กได้ แต่ถ้าปฏิบัติตัวได้ถูกต้องตามวิธีที่แนะนำนี้ก็ไม่ต้องใช้เทคนิคทางการ แพทย์มาช่วย

เพียงแค่ทานอาหารที่มีประโยชน์ ทานแคลเซียมเสริม นอนให้เพียงพอ และเริ่มทำในอายุที่เหมะสม

...แค่นี้ก็ "สูง" ได้ดังใจหวังแล้ว !!!

ขอบคุณข้อมูลจาก
ศิราณี วงษ์โซ ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

//www.edtguide.com/edtwithkids/432832/เคล็ด-ไม่-ลับ-วิธีเพิ่มความสูงในเด็ก


โดย: หมอหมู วันที่: 29 สิงหาคม 2560 เวลา:13:26:34 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]