Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

โรคไข้เลือดออก ... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )





โรคไข้เลือดออก คือ โรคติดเชื้อซึ่งมีสาเหตุมาจาก ไวรัสเดงกี่ (Dengue virus) อาการของโรคนี้มีความคล้ายคลึงกับโรคไข้หวัดในช่วงแรก จึงทำให้ผู้ป่วยเข้าใจคลาดเคลื่อนได้ว่าตนเป็นเพียงโรคไข้หวัด และทำให้ไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องในทันที โรคไข้เลือดออกมีอาการและความรุนแรงของโรคหลายระดับตั้งแต่ไม่มีอาการหรือมีอาการเล็กน้อยไปจนถึงเกิดภาวะช็อกซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต

สถานการณ์ไข้เลือดออกในประเทศไทย  รายงานตั้งแต่ต้นปีจนถึงวันที่ 6 ตค. 2558 (สัปดาห์ที่ 39)
จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออก 86,460 ราย  จำนวนผู้ป่วยตาย 86 ราย  สูงกว่าปีที่แล้ว 182.91%
อัตราป่วยตาย (ร้อยละ) 0.10 ราย   สูงกว่าอัตราป่วยตายย้อนหลัง 4 ปีที่แล้ว (ร้อยละ 0.08-0.09 ราย)
จำนวนผู้ป่วยไข้เลือดออกมากกว่าที่คาดการณ์เอาไว้ (คาดว่าในปี 2558 จะมีประมาณ 60,000-70,000 ราย)


การติดต่อ

ไวรัสเดงกี่ที่เป็นสาเหตุของโรคไข้เลือดออกสามารถมีชีวิตรอดและเพิ่มจำนวนภายในตัวของยุงลาย
ยุงลายที่เป็นพาหะนี้มีชื่อว่า Aedes aegypti เมื่อยุงลายตัวเมียบินไปกัดคนที่ป่วยเป็นไข้เลือดออก โดยเฉพาะช่วงที่มีไข้สูง เชื้อไวรัสแดงกีจะเพิ่มจำนวนในตัวยุงประมาณ 8-10 วัน (เชื้อไวรัสแดงกี่จะไปที่ผนังกระเพาะและต่อมน้ำลายของยุง) เมื่อยุงกัดคนก็จะแพร่เชื้อสู่คน เชื้อจะอยู่ในร่างกายคนประมาณ 2-7 วัน จึงเริ่มทำให้เกิดอาการ

ยุงลายชอบออกหากินในเวลากลางวันตามบ้านเรือน และโรงเรียน ชอบวางไข่ตามภาชนะที่มีน้ำขัง เช่นยางรถยนต์ กะลา กระป๋อง จานรองขาตู้กับข้าว แต่ไม่ชอบวางไข่ในท่อน้ำ ห้วย หนอง คลอง บึง
พบการระบาดมากที่สุดในฤดูฝน

ช่วงอายุของคนที่พบว่าป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกมากที่สุด คือ คนอายุ 10-14 ปี รองลงมาคือ อายุ 15-24 ปี และ อายุ 5-9 ปี ตามลำดับ ส่วนช่วงอายุ 0-4 ปี และมากกว่า 25 ปี จนถึง 65 ปี เป็นช่วงอายุที่พบผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกจำนวนน้อยที่สุด


อาการ

ส่วนใหญ่คนที่ได้รับเชื้อไวรัสเดงกีเป็นครั้งแรกมักไม่มีอาการ หรืออาจมีเพียงไข้สูง ปวดกระดูก ปวดกล้ามเนื้อ ปวดศีรษะ และเบื่ออาหารเท่านั้น แต่ในคนที่ติดเชื้อนี้เป็นครั้งที่ 2 โดย เฉพาะเชื้อนั้นเป็นเชื้อที่ต่างสายพันธุ์กับครั้งแรก ผู้ป่วยอาจมีอาการรุนแรงถึงช็อกได้ โดยอาการของโรคไข้เลือดออกแบ่งได้เป็น 3 ระยะคือ ระยะไข้ ระยะช็อก และระยะพักฟื้น

    ระยะไข้ หรือระยะที่ 1 ในระยะนี้ผู้ป่วยจะมีไข้สูงลอย เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง หน้าแดง อาจมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง หรือมีเลือดออกบริเวณอื่นๆ เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน อาเจียนมีเลือดปน ถ่ายอุจจาระสีดำ เป็นต้น โดยอาการจะเป็นอยู่ประมาณ 2 - 7 วัน

   ระยะช็อก หรือระยะที่ 2 ขณะที่ไข้ลดลง ผู้ป่วยจะมีอาการทรุดลงคือ ซึมลง กระสับกระส่าย เหงื่อออก ปลายมือปลายเท้าเย็น ชีพจรเต้นเร็วและเบา ปัสสาวะน้อย ในบางรายมีอาการปวดท้องมาก ท้องโตขึ้น หายใจหอบเหนื่อย เนื่องจากมีน้ำรั่วออกจากหลอดเลือดเข้าสู่ช่องเยื่อหุ้มปอดและช่องท้อง บางรายมีเลือดออกมากเช่น เลือดออกในทางเดินอาหารทำให้อุจจาระสีดำ หรืออาเจียนเป็นเลือด หรือมีเลือดกำเดาไหล ผู้ป่วยในระยะนี้อาจมีอาการช็อก ความดันโลหิต (เลือด) ต่ำ และถึงแก่ชีวิต (ตาย) ได้ ซึ่งระยะนี้ใช้เวลาประมาณ 1 - 2 วัน แต่ในบางราย ผู้ป่วยมีอาการไม่มาก หลังจากไข้ลง ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นจากระยะที่ 1 เข้าสู่ระยะที่ 3 เลย

    ระยะพักฟื้น หรือระยะที่ 3 ผู้ป่วยจะมีอาการดีขึ้น โดยรับประทานอาหารได้มากขึ้น ชีพจรเต้นช้าลง ความดันโลหิตกลับมาสู่ปกติ ปัสสาวะออกมากขึ้น ในบางรายอาจมีผื่นเป็นวงขาวๆบนพื้นสีแดงตามผิวหนังโดยเฉพาะที่ขาทั้ง 2 ข้าง ผื่นมักไม่คันและไม่เจ็บ


แพทย์วินิจฉัยโรคไข้เลือดออกได้อย่างไร?

แพทย์วินิจฉัยโรคไข้เลือดออกได้จาก “ อาการ “ โดยเฉพาะอาการไข้สูง โดย ไม่มีอาการไอ น้ำมูก เจ็บคอ หรือท้องเสียร่วมด้วย ร่วมกับมีประวัติโรคไข้เลือดออกของคนที่อาศัยอยู่บริเวณเดียวกัน หรือมีการระบาดของโรคในขณะนั้น โดยเฉพาะหากแพทย์ตรวจพบตับโต และกดเจ็บร่วมด้วย แพทย์จะทำการทดสอบที่เรียกว่า “Tourniquet test” โดยใช้เครื่องวัดความดันโลหิตรัดแขนทิ้งไว้ประมาณ 5 นาที หากมีจุดเลือดออกบริเวณแขนมากกว่า 10 จุดต่อ 1 ตารางนิ้ว แสดงว่าผลการทดสอบให้ผลบวก ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการวินิจฉัยโรคนี้

นอกจากนี้ หากส่งตรวจเลือด ซีบีซี (CBC) จะตรวจพบเกล็ดเลือดต่ำ เม็ดเลือดขาวค่อน ข้างต่ำ และความเข้มข้นของเลือดสูง เพียงเท่านี้แพทย์สามารถวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกได้เป็นส่วนใหญ่ แต่ในบางรายหากอาการ ผลการตรวจร่างกาย และผลเลือดเบื้องต้นดังกล่าว ไม่สามารถให้การวินิจฉัยโรคไข้เลือดออกได้ ในปัจจุบันในบางโรงพยาบาลสามารถส่งเลือดเพื่อตรวจหาภูมิคุ้มกันต้านทานต่อเชื้อไวรัสเดงกีได้ ซึ่งจะทำให้การวินิจฉัยโรคนี้แม่นยำขึ้น



โรคไข้เลือดออกมีวิธีรักษาอย่างไร?

ในปัจจุบัน ยังไม่มียารักษาโรคไข้เลือดออกโดยตรง หากอาการไม่รุนแรงโรคนี้จะหายได้เอง ดังนั้นการรักษาที่มีจึงเป็นเพียงการรักษาตามอาการ และการรักษาภาวะแทรกซ้อน (ผลข้างเคียง) ต่างๆที่อาจเกิดขึ้น

ในระยะไข้ หากผู้ป่วยอาการไม่รุนแรง ยังพอรับประทานอาหารได้บ้าง รู้สติดี ไม่ซึม แพทย์จะให้ยาลดไข้ ยาผงเกลือแร่ (ORS) เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำจากไข้สูง และจากการรั่วของน้ำออกนอกหลอดเลือด และให้สังเกตอาการที่บ้าน จากนั้นจะนัดผู้ป่วยมาติดตามอาการที่โรงพยาบาลเป็นระยะๆ
แต่หากผู้ป่วยมีอาการรุนแรง เช่น ปวดท้องมาก ปัสสาวะออกน้อย กระสับกระส่าย ซึมลง หรือมือเท้าเย็น แพทย์จะให้เฝ้าสังเกตอาการและดูแลรักษาที่โรงพยาบาลโดยเฉพาะ เพื่อการเฝ้าระวังภาวะช็อกและเลือดออก ซึ่งนอกจากการตรวจวัดชีพจร และความดันโลหิตอย่างใกล้ ชิดแล้ว แพทย์จะเจาะเลือดเพื่อตรวจความเข้มข้นของเลือดเป็นระยะๆ เพื่อเฝ้าระวังการรั่วไหลของน้ำออกนอกหลอดเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุทำให้ผู้ป่วยมีความดันโลหิตต่ำลง และเข้าสู่ระยะช็อกได้ โดยเฉพาะในช่วงที่ไข้เริ่มลดลง ซึ่งใช้เวลาผ่านพ้นระยะนี้เป็นเวลา 24 - 48 ชั่วโมง จากนั้นผู้ป่วยจะเข้าสู่ระยะพักฟื้นซึ่งเป็นระยะที่ปลอดภัย
ในระยะพักฟื้นนี้ ผู้ป่วยจะสามารถรับประทานอาหารได้มากขึ้น ปัสสาวะออกมากขึ้น ชีพจรและความดันโลหิตปกติ


เมื่อไรจะให้กลับบ้าน

    ไม่มีไข้ 24 ชั่วโมงโดยที่ไม่ได้รับยาลดไข้ ผู้ป่วยอยากอาหาร
    ผู้ป่วยมีอาการดีขึ้นอย่างชัดเจน
    ความเข้มของเลือดคงที่
    3วันหลังจากรักษาภาวะช็อค
    เกล็ดเลือดมากกว่า 50000
    ไม่มีอาการแน่ท้องหรือแน่หน้าอกจากน้ำในท้องหรือช่องเยื่อหุ้มปอด


ข้อสำคัญของไข้เลือดออก

    ให้สงสัยว่าจะเป็นไข้เลือดออกในผู้ที่มีไข้เฉียบพลัน ไข้สูง โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
    หากตับโตจะช่วยสนับสนุนว่าเป็นไข้เลือดออก
    ยาลดไข้ไม่ได้ทำให้ระยะเวลาที่เป็นไข้ลดลง การให้ยาไม่ถูกต้องอาจจะทำให้เกิดโรคแทรกซ้อน ยาลดไข้ที่ใช้มีเพียงชนิดเดียว คือ ยาพาราเซตามอล (paracetamol) ห้ามใช้ยา แอสไพรินและไอบูโปรเฟน เพราะอาจส่งเสริมให้เกิดภาวะเลือดออกมากขึ้น
    ช่วงที่วิกฤตคือช่วงที่ไข้เริ่มลง หากเกล็ดเลือดต่ำลง ร่วมกับความเข้มข้นของเลือดเพิ่มขึ้นก่อนไข้ลง ให้สงสัยว่าจะเกิดช็อค
    หากเลือดมีความเข้มข้นมากขึ้น 20% แสดงว่ามีการรั่วของพลาสม่า จำเป็นต้องได้รับน้ำเกลืออย่างเหมาะสม แต่ การให้น้ำเกลือก่อนที่ จะมีการรั่วของพลาสม่าไม่เกิดประโยชน์
    การให้น้ำเกลือจะให้เท่ากับพลาสม่าที่รั่ว โดยดูจากความเข้มของเลือดและปริมาณปัสสาวะที่ออก ถ้าให้น้ำเกลือมากเกินไปอาจจะเกิดน้ำท่วมปอด


วัคซีนป้องกันไข้เลือดออก

การผลิตวัคซีนกำลังอยู่ในขั้นพัฒนา คาดการณ์ว่าจะสำเร็จและใช้ได้ในอนาคตอันใกล้




การป้องกัน

แม้ว่าในปัจจุบันกำลังมีการพัฒนาวัคซีนป้องกันการติดเชื้อไวรัสเดงกี่ แต่ก็ยังไม่มียาที่สามารถฆ่าเชื้อไวรัสเดงกี่ได้ ดังนั้นคำตอบที่ดีที่สุดของโรคไข้เลือดออกในปัจจุบันนี้ คือ การป้องกันไม่ให้เป็นโรคโดยการควบคุมยุงลายให้มีจำนวนลดลง ซึ่งทำได้โดย การควบคุมแหล่งเพาะพันธุ์ การกำจัดลูกน้ำและตัวเต็มวัย และป้องกันไม่ให้ยุงลายกัด

วิธีป้องกันไข้เลือดออกที่ได้ผลดี และยั้งยืนต้องเป็นแบบบูรณการโดยการร่วมมือของทุกฝ่าย

ทั้งนี้การป้องกันทำได้ 3 ลักษณะ คือ

1. การป้องกันทางกายภาพ ได้แก่
- ปิดภาชนะเก็บน้ำด้วยฝาปิด เช่น มีผาปิดปากโอ่งน้ำ ตุ่มน้ำ ถังเก็บน้ำ หรือถ้าไม่มีฝาปิด ก็วางคว่ำลงหากยังไม่ต้องการใช้ เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นที่วางไข่ของยุงลาย
- เปลี่ยนน้ำในแจกันดอกไม้สดบ่อยๆ อย่างน้อยทุกๆ 7 วัน
- ปล่อยปลากินลูกน้ำลงในภาชนะเก็บน้ำ เช่น โอ่ง ตุ่ม อ่างบัวและตู้ปลา ภาชนะละ 2-4 ตัว
- ใส่เกลือลงน้ำในจานรองขาตู้กับข้าว เพื่อควบคุมและกำจัดลูกน้ำยุงลาย โดยใส่เกลือ 2 ช้อนชา ต่อความจุ 250 มิลลิลิตร พบว่าสามารถควบคุมลูกน้ำได้นานกว่า 7 วัน

2. การป้องกันทางเคมี ได้แก่
- เติมทรายทีมีฟอส ซึ่งเป็นสารเคมีที่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ใช้และรับรองความปลอดภัย
- การพ่นสารเคมีหรือยากันยุงเพื่อกำจัดยุงตัวเต็มวัย มีข้อดีคือ ประสิทธิภาพสูง แต่ข้อเสียคือ มีราคาแพง และเป็นพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยง จึงต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญในการฉีดพ่นและฉีดเฉพาะเมื่อจำเป็นเท่านั้น เพื่อป้องกันความเป็นพิษต่อคนและสัตว์เลี้ยง ควรเลือกฉีดในเวลาที่มีคนอยู่น้อยที่สุดและฉีดพ่นลงในแหล่งที่คาดว่าเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เช่น ท่อระบายน้ำ กระถางต้นไม้ เป็นต้น
- การใช้สารเคมีเพื่อกำจัดยุงในบ้านเรือน ที่ใช้กันมี 2 ชนิด คือ ยาจุดกันยุง และสเปรย์ฉีดไล่ยุง โดยสารออกฤทธิ์อาจเป็นยาในกลุ่มไพรีทรอยด์ (Pyrethroids), ดีท (DEET, diethyltoluamide) เป็นต้น อย่างไรก็ตาม สารเคมีไม่ว่าจากยาจุดกันยุงหรือสเปรย์ฉีดไล่ยุง ก็มีความเป็นพิษต่อคนและสัตว์ ดังนั้นเพื่อลดความเป็นพิษดังกล่าวควรจุดยากันยุงในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก ล้างมือทุกครั้งหลังจากสัมผัส ส่วนยาฉีดไล่ยุงจะมีความเป็นพิษมากกว่า ดังนั้นห้ามฉีดลงบนผิวหนัง และควรปฏิบัติตามวิธีใช้ที่ระบุข้างกระป๋องอย่างเคร่งครัด

3. การปฏิบัติตัว ได้แก่
- นอนในมุ้ง หรือในห้องที่มีมุ้งลวด เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกยุงกัด ทั้งกลางวันและกลางคืน
- หากไม่สามารถนอนในมุ้งหรือในห้องที่มีมุ้งลวดได้ ควรใช้ยากันยุงชนิดทาผิวซึ่งมีสารสำคัญที่สกัดจากธรรมชาติ เช่น น้ำมันตะไคร้หอม (oil of citronella), น้ำมันยูคาลิปตัส (oil of eucalyptus) ซึ่งมีความปลอดภัยสูงกว่ามาทาหรือหยดใส่ผิวหนังใช้เป็นยากันยุง แต่ประสิทธิภาพจะต่ำกว่า DEET



เครดิต อ้างอิง ..

https://www.facebook.com/dengue.infection

https://www.ไข้เลือดออก.com

https://www.pharmacy.mahidol.ac.th/th/knowledge/article/102/%E0%B9%82%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A5%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%81/

https://www.thaivbd.org

https://www.ato.moph.go.th

https://www.thaivbd.org/n/researchs/view/87

“””””””””””””””””””””””

ไข้เลือดออก..ฤดูกาลแห่งโศกนาฏกรรมยุงลายกัดคน(ป่วย..เป็นไข้)เลือดออกตาย แต่แพทย์ผู้รักษาเป็นจำเลย?

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-05-2008&group=4&gblog=38

โรคไข้เลือดออก... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=30-10-2015&group=4&gblog=116

 

"""""""""""""""""""""""""""""""""""""


เป็นไข้เลือดออกหรือเปล่า?
ไข้เลือดออก อาการเป็นยังไง?
อาการแบบนี้ ใช่ไข้เลือดออกหรือไม่?
คำถามยอดฮิตทาง Message Facebook <ไข้เลือดออก>
เลยเอามาทบทวนกันอีกทีว่า

อย่างไรถึงว่าน่าจะเป็นไข้เลือดออก
คำถามยอดฮิตในฤดูฝนที่มีการระบาดของไข้เลือดออกคือ
คนในครอบครัว เช่น ลูก มีไข้ กลัวจะเป็นไข้เลือดออก

หลักในการพิจารณาว่าเป็นไข้เลือดออกหรือไม่

1.เรื่องไข้
• ไข้เลือดออกมีอาการไข้ชนิดที่เรียกว่าไข้สูงลอยกระทันหันหรือ abrupt onset of high continuous fever ซึ่งเป็นลักษณะของไข้ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัส (Viral fever) เช่น ไข้หวัดใหญ่ ก็เช่นกัน
• ฉะนั้นถ้าไม่มีไข้ เช่น มีแต่เลือดกำเดาไหล แต่ไม่มีไข้ บอกเลยว่าไม่เป็นไข้เลือดออก นอกจาก ระยะช็อค ที่ไข้ลดกระทันหันแล้วไม่มีไข้ ตัวเย็น
• เรามาพิจารณาองค์ประกอบของไข้ในไข้เลือดออก จะมี 3 ประการคือ

1.1. ไข้กระทันหัน - abrupt onset
สามารถบอกได้เลยว่า ไข้ขึ้น วันไหน เวลาเท่าไร ที่แน่นอน จากสบายดี อยู่ๆก็มีไข้ขึ้นทันทีเลย
ถ้าไข้ค่อยๆขึ้น ค่อยเป็นค่อยไป ก็ไม่ใช่ไข้เลือดออก

1.2. ไข้สูง - high fever
ไข้สูงมากกว่า 39 C ขึ้นไป เช่น 39.5 หรือ 40.0 โดยถ้าใช้ปรอทที่ความแม่นยำในการวัด เช่น ปรอทวัดไข้ทางหู Ear infrared thermometer โดยตั้งค่าที่วัดเป็น Rectal ซึ่งเป็น core temperature
ถ้าเป็นปรอทหนีบรักแร้ Axillary จะมีค่าต่ำกว่า Rectal อยู่ 1 C หรือปรอทอมใต้ลิ้น Oral จะมีค่าต่ำกว่า Rectal อยู่ 0.5 C
ดังนั้น ถ้าวัดไข้ที่เป็น Rectal temperature ได้ต่ำกว่า 38.5 C บอกได้เลยว่าไม่น่าเป็นไข้เลือดออก

1.3. ไข้ลอย - continuous fever
ถ้าเป็นไข้เลือดออก ไข้จะสูงลอยตลอด ไข้ไม่ลดเลย
ดังนั้น ถ้าไข้เป็นๆหายๆ ไข้ขึ้นๆ ลงๆ ก็ไม่ใช่ไข้เลือดออก
ถึงแม้จะรับประทานยาลดไข้มาก่อนหน้านี้ ไข้ในไข้เลือดออกก็ไม่ลดลงเป็นปกติ 37 C (baseline) ได้เลย อาจลดลงจากไข้สูง 40 C หรือ 39+ C ลงมาได้ไม่ต่ำกว่า 38.5 C

ดังนั้นถ้าพิจารณาเอาแต่แค่เรื่องลักษณะของไข้ 3 ประการนี้แล้ว เราสามารถคัดกรอง (screening) ไข้ที่ไม่ใช่ไข้เลือดออกออกไปได้อีกมาก

ถ้าเข้าลักษณะของไข้สูงลอยกระทันหันแล้ว ทำให้สงสัยไข้เลือดออกแล้ว เราก็จะพิจารณา ประวัติ อาการและอาการแสดงอื่นๆในไข้เลือดออก โดยถ้ามีอย่างน้อย 2 ข้อ ในเกณฑ์ข้อ 2, 3, 4 และ 5 ดังต่อไปนี้ ก็บ่งบอกว่าอาจจะเป็นไข้เลือดออก คือ

2.อาการปวด
• ปวดหัว
• ปวดกระบอกตา
• ปวดกล้ามเนื้อหรือปวดตามข้อ

3.อาการทางระบบทางเดินอาหาร
• คลื่นไส้หรืออาเจียน
• เบื่ออาหาร

4.ตรวจร่างกายพบ
• หน้าแดง (Flushed face) หรือตาแดง (scleral injection)
- จากประสบการณ์ แค่มีไข้สูงบวกกับเห็นหน้าคนไข้มีอาการหน้าแดง (Facial flushing) ก็บอกได้เลยว่าสงสัยน่าจะติดเชื้อไข้เลือดออก (suggestive diagnosis of Dengue infection)
- Facial flushing, a sensitive and specific predictor of dengue infection https://emedicine.medscape.com/article/215840-clinical#b3

5.ประวัติอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้เลือดออก**
• พักอาศัย
• เรียนหนังสือหรือทำงาน
• เดินทางมาอยู่ในพื้นที่ที่มีการระบาดของไข้เลือดออก

** จากการศึกษาการระบาดของไข้เลือดออกใน จ.กำแพงเพชร พบว่าความเสียงของการเป็นไข้เลือดออกจะสูง ถ้าอยู่ในหมู่บ้านเดียวกันในระยะห่างน้อยกว่า 1 กิโลเมตร
ความเสียงจะยังคงมีอยู่แต่ลดน้อยลงไป ถ้าอยู่ในระยะห่าง 1 ถึง 5 กิโลเมตร
ความเสียงจะลดน้อยลงไปเรื่อยๆ ถ้ายิ่งอยู่ในระยะห่างที่มากกว่านี้ไปเรื่อยๆ

** ข้อมูลจาก
The Spatial Dynamics of Dengus Virus in Kamphaeng Phet, Thailand
https://www.ncbi.nlm.nih.gov/…/PMC41613…/pdf/pntd.0003138.pdf



https://www.facebook.com/dengue.infection/photos/a.1435841576699406.1073741828.1435667050050192/1638546203095608/?type=3&theater

............................




วิธีการตรวจหาเชื้อไข้เลือดออก โดย พญ.ประอร สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา

• โปรตีนเอ็นเอสหนึ่ง (NS1) ....ตรวจแล้วได้ผลดีที่สุดคือมีโอกาสที่จะเจอเชื้อไวรัสไข้เลือดออก ควรจะต้องตรวจตั้งแต่ไข้วันแรก อันนั้นมีโอกาสให้ผลบวกประมาณ 90-95% ขึ้นไป
• ถ้ามีไข้วันแรก ตรวจตัวนี้ NS1 ตั้งแต่วันแรกที่มีไข้ น่าจะช่วยในการวินิจฉัย ประมาณ 90-95%
• ถ้าประมาณวันที่สามที่มีไข้ โอกาสจะให้ผลบวกอาจจะประมาณแค่ 70%
• การตรวจหา NS1 ยืนยันว่ามีการติดเชื้อไข้เลือดออก…..
.....
ถ้าประมาณไข้วันที่ 3-4 ขึ้นไป
• ตัวที่จะช่วยบอกได้คือต้องตรวจผลเลือดดูปริมาณเม็ดเลือดขาวกับปริมาณเกล็ดเลือด รวมทั้งความเข้มข้นของเลือด (CBC/Platelet)
• ถ้าเป็นไข้เลือดออก แนวโน้มเม็ดเลือดขาวจะต่ำลง โดยเฉพาะต่ำกว่า 5,000 ตัว
.....


วิธีการตรวจหาเชื้อไข้เลือดออก
โดย พญ.ประอร สุประดิษฐ์ ณ อยุธยา
กุมารแพทย์ หน่วยโรคติดเชื้อกุมารเวชศาสตร์ สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี (รพ.เด็ก)
รายการสายตรงสุขภาพ Health Line  ออกอากาศ 23 มิถุนายน 2557 เวลา 07.00 - 08.00 น. ทางช่อง ASTV NEWS1.
เผยแพร่ทาง YouTube 19 เม.ย. 2558  https://www.youtube.com/watch?v=yGTEQ3MjMfI

การจะตรวจยืนยันว่าเป็นโรคไข้เลือดออกจะต้องเริ่มจากการยืนยันว่ามีการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกคือ ไวรัสเดงกี (Dengue virus)
ปัจจุบันนี้ที่มีการตรวจจะมี 2 แบบคือ
1.การตรวจหาจับตัวเชื้อ
2การตรวจระดับภูมิคุ้มกัน

ตัวที่จะบอกและช่วยยืนยันในการวินิจฉัย เพื่อที่จะป้องกันหรือเฝ้าระวังไม่ให้เข้าสู่ภาวะอันตรายหรือระยะวิกฤตของโรคก็คือการตรวจหาตัวเชื้อ

ถ้าลักษณะของอาการบ่งชี้เนื่องจากว่าส่วนใหญ่แล้วไข้เลือดออก อาการที่สำคัญคือ
• ไข้สูงลอย
• อาการอย่างอื่นจะไม่ค่อยมีอาการจำเพาะเจาะจง เช่น อาจจะมีปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะหรือคลื่นไส้อาเจียน
• แต่อันที่น่าจะสงสัยว่าเป็นไข้เลือดออกจะมีเรื่องของหน้าแดง (Flushed face)
Facial flushing, a sensitive and specific predictor of dengue infection https://emedicine.medscape.com/article/215840-clinical#b3
ไข้สูง หน้าแดง แล้วก็ไม่มีเรื่องของไอ น้ำมูกหรือท้องเสียอย่างชัดเจน ต้องนึกถึงโอกาสจะเป็นไข้เลือดออก

1.การตรวจหาจับตัวเชื้อ
1.1 การตรวจจับโปรตีนของไข้เลือดออก ชื่อโปรตีนเอ็นเอสหนึ่ง (NS1)
• ปกติถ้าตรวจแล้วได้ผลดีที่สุดคือมีโอกาสที่จะเจอเชื้อไวรัสไข้เลือดออก ควรจะต้องตรวจตั้งแต่ไข้วันแรก
• อันนั้นมีโอกาสให้ผลบวกประมาณ 90-95% ขึ้นไป
• การตรวจใช้เวลาประมาณ 15-30 นาที

ที่ยากคือเวลาเป็นไข้วันแรก บางทีคุณพ่อคุณแม่ก็จะรู้สึกว่ารอดูก่อนดีไหม ก็เรียนว่าถ้ามีคนอื่นในบ้านมีประวัติเคยเป็นไข้เลือดออกแล้วในบ้านก็ต้องสงสัยว่า ภายในช่วง 1-2 เดือน ช่วงนั้นหลังจากที่มีคนเป็นไข้เลือดออกแล้วในบ้าน มีไข้ ก็อาจจะมีโอกาสเป็นไข้เลือดออกได้
• ถ้ามีไข้วันแรก ตรวจตัวนี้ NS1 ตั้งแต่วันแรกที่มีไข้ น่าจะช่วยในการวินิจฉัย ประมาณ 90-95%
• ถ้าตรวจวันหลังๆไป โอกาสที่จะเจอผลบวก มันจะลดลงไปตามวันที่มีไข้
• โดยทั่วไปแล้วถ้าประมาณวันที่สามที่มีไข้ โอกาสจะให้ผลบวกอาจจะประมาณแค่ 70%
• ถ้าสมมติว่าไข้เริ่มต่ำลง ซึ่งจริงๆแล้วในไข้เลือดออก ถ้าไข้เริ่มต่ำลง เราต้องระวังว่าจะเป็นระยะวิกฤตของโรค โอกาสจะเจอแค่ 50% เท่านั้น
• การตรวจหา NS1 ยืนยันว่ามีการติดเชื้อไข้เลือดออก แต่บอกไม่ได้ว่าติดเชื้อแล้ว จะเป็นไข้เลือดออกแบบรุนแรง คือมีการรั่วของของน้ำเหลืองออกไปนอกเส้นเลือดหรือเปล่า หรืออาจจะเป็นไข้ธรรมดา ที่เราเรียกว่าเป็นไข้เด็งกี ซึ่งความรุนแรงต่างกัน
• ตัวที่จะช่วยบอกได้คือต้องตรวจผลเลือดดูปริมาณเม็ดเลือดขาวกับปริมาณเกล็ดเลือด รวมทั้งความเข้มข้นของเลือด (CBC/Platelet)
• ถ้าประมาณไข้วันที่ 3-4 ขึ้นไป ถ้าเป็นไข้เลือดออก แนวโน้มเม็ดเลือดขาวจะต่ำลง โดยเฉพาะต่ำกว่า 5,000 ตัว แล้วก็ยิ่งถ้าดูเกล็ดเลือด ถ้าเมื่อไหร่ก็ตาม เกล็ดเลือด แนวโน้ม ของเราปกติแล้วเกล็ดเลือดประมาณ 150,000-400,000
• ถ้าในคนที่เป็นไข้เลือดออกแล้ว มีโอกาสจะเข้าภาวะวิกฤต อันนี้เกล็ดเลือดแนวโน้มจะต่ำกว่า 100,000
ในคนที่เกล็ดเลือดต่ำกว่า 100,000 จริงๆแล้วก็ควรจะต้องรับไว้ในโรงพยาบาลแล้วก็เฝ้าติดตามอาการและความเข้มข้นของเลือดต่อ

1.2 PCR หรือ Polymerase Chain Reaction
• เป็นการตรวจที่ให้รายละเอียดมากกว่า เพราะฉะนั้นถ้ามีเชื้อไวรัสปริมาณน้อยหลงเหลืออยู่แล้วในกระแสเลือด โอกาสจะเจอมากกว่า NS1
• แต่ว่า PCR ราคาค่อนข้างสูง อาจจะประมาณ 10 เท่าของ NS1
• แล้วก็ทำได้เฉพาะในโรงพยาบาลที่เป็นโรงเรียนแพทย์หรือโรงพยาบาลเอกชนใหญ่ๆเท่านั้น ไม่ได้ทำทั่วไป
• ถ้ามาไข้วันแรกเลย การตรวจ NS1 กับ PCR ค่าน่าจะใกล้เคียงกันในการแปรผล คือถ้าให้ผลบวกน่าจะใช่ไข้เลือดออกแน่นอน
• แต่ถ้าเจาะวันหลังๆแล้วให้ผลลบ อันนี้อาจจะบอกไม่ได้ เนื่องจากว่าบางครั้งไวรัสในกระแสเลือดหายไปแล้ว
เพราะฉะนั้นถ้าช่วงวันหลังๆ เช่น ไข้วันที่ 3-4 เป็นต้นไป การเจาะไม่ว่า PCR หรือ NS1 ก็อาจจะจับตัวเชื้อไม่ได้แล้ว แต่ก็ยังเป็นอยู่

เพราะฉะนั้นผลการตรวจพวกนี้ (PCR และ NS1) ถ้าใช่เจอเชื้อแปลว่ามีการติดเชื้อไข้เลือดออก แต่ต้องตามต่อว่าจะเป็นไข้เลือดออกหรือเป็นแค่ไข้เด็งกี

แต่ถ้าไม่เจอไม่ได้แปลว่าไม่ใช่ไข้เลือดออก ก็ยังต้องตามอยู่ด้วยอาการ เช่น ไข้ 3 วันแล้วไข้ไม่ลง ก็จะต้องเจาะเลือดดูเม็ดเลือดขาว ดูเกล็ดเลือด (CBC/Pltaelet) อยู่ดี


เครดิต https://www.facebook.com/dengue.infection/photos/a.1435841576699406.1073741828.1435667050050192/1636873343262894/?type=3&theater


...................................................

บทความพิเศษ
ไข้เลือดออกในผู้ใหญ่:ภาวะแทรกซ้อนที่แปลกแยกและรุนแรง ปัญหารีบด่วนที่แพทย์ต้องสนใจ
โดย ถนอมศรี ศรีชัยกุล
ศาสตราจารยเกียรติคุณ ที่ปรึกษาอาวุโสผู้เชี่ยวชาญทางโลหิตวิทยา
โรงพยาบาลวิชัยยุทธและศูนย์การแพทย์วิชัยยุทธ
วารสารโลหิตวิทยาและเวชศาสตร์บริการโลหิต ปีที่ 20 ฉบับที่ 4 ตุลาคม - ธันวาคม 2553
https://www.tsh.or.th/file_upload/files/Vol20-4%20ไข้เลือดออกในผู้ใหญ่%20%5Bบทความพิเศษ%5D.pdf

........................................



เครดิต  Rational-Drug-Use การใช้ยาอย่างสมเหตุผล https://www.facebook.com/896404783733131/photos/a.896405263733083.1073741849.896404783733131/1040553192651622/?type=3


"""""""""""""""""""""""""""""""""""

 

เป็นไข้เลือดออก จะเจาะเลือดตรวจได้อย่างไร

กลายเป็นประเด็นที่มีคนสอบถามเข้ามามาก ว่าอยากจะรู้ว่าเป็นไข้เลือดออก จะตรวจได้อย่างไร
ทำไมบางครั้งไปหาที่นี่บอกว่าไม่เป็น อีกที่บอกว่าเป็น

การวินิจฉัยไข้เลือดออก จะเริ่มจากการซักประวัติตรวจร่างกายก่อน
สมัยก่อนเลย ถ้ามีอาการไข้ร่วมกับมีอาการปวดหัว ปวดกล้ามเนื้อ ปวดกระบอกตา ผื่น หรือเลือดออก ... รัดแขน(อย่างถูกวิธี)แล้วเจอจุดเลือดออก เราก็จะสงสัยไข้เลือดออก
ถ้าอาการดูเป็นมาก ก็จะเจาะเลือดตรวจดูเม็ดเลือดขาวและเกล็ดเลือด
ถ้าเป็นไม่มาก ก็อาจจะไม่เจาะเลือดตรวจ

ปัจจุบันด้วยอะไรหลายๆอย่าง ส่วนมากเจอเจาะเลือดหมด

และสิ่งที่เจาะตรวจมีดังนี้
1. CBC เจาะเม็ดเลือดรวม
สิ่งที่ดู : เม็ดเลือดขาว ต่ำกว่า5000 เกล็ดเลือดต่ำกว่า150000
ข้อดี : ราคาไม่แพง มีในโรงพยาบาลส่วนใหญ่
ข้อเสีย : ถ้าเจาะภายใน 72 ชั่วโมงแรก ผลจะปกติ , ถ้าคนไข้จำวันแรกที่มีไข้ผิด ก็แปลค่าผิด , คนไข้ไปกินยาหรืออาหารบางชนิด ผลก็จะปกติได้ทั้งที่จริงๆเป็นไข้เลือดออก , โรคหลายชนิดให้ผลเลือดนี้เหมือนไข้เลือดออก

ส่วนใหญ่ เวลามีไข้วันหรือสองวันแล้วไปหาหมอ ถ้าตรวจไม่เจออะไร หมอก็จะนัดไปตรวจใหม่ในวันที่สามของไข้แล้วเจาะดูค่านี้

2. Dengue Ns1Ag
สิ่งที่ดู : เป็นการตรวจโปรตีนของเชื้อไข้เลือดออกในเลือด
ข้อดี : ถ้าเจอก็แปลว่าเป็นไข้เลือดออกค่อนข้างแน่นอน 98%
ข้อเสีย : จะค่อนข้างไวในการตรวจไข้เลือดออกวันแรกๆและจะไวน้อยลงในวันหลังๆ ความไวอยู่ที่ 63% (คือตรวจไม่เจอ ก็ยังเป็นไข้เลือดออกได้) ราคาแพง , ไม่ได้มีทุกโรงพยาบาล

ในทางทฤษฎี ใช้ตรวจเวลาจำเป็นต้องได้ผลการตรวจเร็ว เช่นอาการหนักในไข้วันแรกๆ และต้องการแยกว่าเป็นไข้เลือดออกที่ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ หรือเป็นโรคอื่นที่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะ

3. Dengue IgM
สิ่งที่ดู : ดูปริมาณภูมิต้านทานเฉียบพลัน IgM ต่อเชื้อไข้เลือดออก ซึ่งจำเพาะต่ออาการของไข้เลือดออก
ข้อดี : ถ้าเจอแปลว่าเป็นไข้เลือดออกค่อนข้างแน่นอน 99.9%
ข้อเสีย : ราคาแพง ไม่ได้มีทุกโรงพยาบาล จะค่อนข้างไวในไข้เลือดออกวันกลางๆ ความไวอยู่ที่ 40 % (คือถ้าตรวจไม่เจอก็เป็นไข้เลือดออกได้)

2+3 บางครั้ง จะมีชุดตรวจที่ตรวจDengueNs1Agและ IgM พร้อมกัน เพื่อเพิ่มความไวจาก 60และ40% ให้กลายเป็น 90% ... ไวขึ้น
แน่นอน ยังแพงอยู่ และไม่ได้มีทุกโรงพยาบาล

4. Dengue PCR
สิ่งที่ดู : ตรวจหา DNA ของไข้เลือดออก
ข้อดี : ส่งได้มากกว่าแค่เลือด (เช่นกรณีสงสัยไข้เลือดออกขึ้นสมองก็ส่งจากน้ำไขสันหลังได้) ถ้าตรวจเจอก็ค่อนข้างแน่ชัดว่าใช่ 93%
ข้อเสีย : ตามกรรมวิธีปกติ ใช้เวลา 7 วันในการฟังผล ... ซึ่งไข้เลือดออกปกติ เป็น 7 วันก็หาย ไม่หายก็หนักไปแล้ว
(บางกรณีเร่งผลได้เร็วกว่านั้น)

ประโยชน์จากการเจาะตรวจเจอเร็ว : คือ ตรวจเจอเร็วก็รู้เร็ว ช่วยให้ลดความรู้สึกไม่แน่ใจ
เปลี่ยนการรักษาหรือไม่ : ถ้าอาการตรงไปตรงมา ส่วนมากไม่เปลี่ยนการรักษา

ดังนั้น วิธีที่ดีที่สุดคือ
หากเป็นไข้ ไม่สบาย ไปหาหมอ ให้ประวัติให้ครบถ้วน
หรือหากจะกินยาเอง ก็กินแต่ยาสามัญประจำบ้าน ....
อย่าไปซื้อยาลดไข้สูง ยาฆ่าเชื้อแก้อักเสบปฏิชีวนะมากินเอง

ตรวจเลือดเท่าที่จำเป็น
อย่าลืมว่าเป็นไข้ ไม่ได้มีแต่ไข้เลือดออกโรคเดียวครับ

ตย.สมมุติ
หากมีคนไข้มาด้วยไข้ตัวร้อนๆ 1 วัน อาการเหมือนไข้เลือดออกไม่เหมือนโรคอื่นเลย


- ตรวจ Ns1Agวันแรก เจอ ... หมอก็ให้Paraนัดมาตรวจอีกครั้งวันที่ 3-4ของไข้ เพื่อตรวจCBC
- ตรวจNs1Agวันแรกไม่เจอ ... หมอก็ให้Paraนัดมาตรวจอีกครั้งวันที่ 3-4ของไข้ เพื่อตรวจCBC
-ไม่ได้ตรวจNs1Agวันแรก ... หมอก็ให้Paraนัดมาตรวจอีกครั้งวันที่ 3-4ของไข้ เพื่อตรวจCBC

เจาะเลือดต่างกัน แต่อาจจะไม่เปลี่ยนการรักษาเลยในเคสปกติ

ตรวจเลยได้ไหม กลัวเป็น กลัวไม่ชัวร์
ก็ได้ ซึ่งปัจจุบันหมอเริ่มตรวจเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะเวลามีปัญหาวินิจฉัยช้าไป1-2วัน ... แม้ไม่มีผลต่อการรักษาหรือสุขภาพ ก็มักมีปัญหาร้องเรียนกัน ... อย่างในรพ.รัฐบาลที่ตรวจตามหลักการ เราก็เห็นปัญหากันประจำ

แต่ในระยะยาว ถ้าตรวจหมดอาจจะมีปัญหาได้ เพราะ

- ราคา(คิดแบบรพ.รัฐ) CBC 100 IgM 300 NS1Ag 700 แปลว่าคนเป็นไข้เลือดออกไม่ว่าจะหนักเบา ก็ตกรวมกันประมาณ 1100 บาท
- ถ้าคิดแค่ค่าตรวจของคนเป็นไข้เลือดออก ปีละ 1 แสนคน ก็แปลว่าเราใช้เงินไปราวๆ 1 พันล้านบาท ต่อปี ในการวินิจฉัย (ไม่รวมค่ารักษา)
- ฟังดูไม่เยอะ แต่ว่าอย่าลืมนะครับ ว่าโรค ไม่ได้มีแต่ไข้เลือดออก
ปัญหาที่เจอกัน คือ มีโรคอื่นที่คล้ายไข้เลือดออกด้วย
ถ้าตีเสียว่า คนในประเทศไทย เป็นไข้ปีละ 2 ครั้ง 65ล้านคนx1100บาทx2ครั้ง
ต้องเสียเงินประมาณ 1หมื่น4พันล้านต่อปี ในการตรวจวินิจฉัยโรคนี้โรคเดียว

เป็นการเสียเงินที่ควรใช้ไปกับการรักษาผู้ป่วยโรคอื่นที่หนักกว่านี้
โดยที่อาจจะไม่ได้ช่วยชีวิตผู้ป่วยไข้เลือดออกให้รอดเพิ่มขึ้นเท่าไหร่เลย



Pawara Prongjit เพิ่มเติมเรื่องราคาให้นะครับ ราคากรมบัญชีกลาง ไปตรวจ รพ. รัฐ (ถ้ามีให้ตรวจ) ต้องได้ราคานี้นะ

Dengue - IgG (HAI) 200 บาท

Dengue - IgM (ELISA) 300 บาท
Dengue virus, qualitative RT-PCR 800 บาท
Dengue virus-Ab 310 บาท

NS1 ไม่เห็นในบัญชีของกรมบัญชีกลางนะครับ แต่ลองดูของ รพ. ราชวิถี เขาให้ใช้ราคาเดียวกับ Dengue Virus-Ab เลย (310 บาท


แต่ถ้าไป รพ. ตามสิทธิ์ก็ฟรีนะครับ (แต่ต้องมีอาการนะ) ถ้าเกิดว่าเดินดุ่มๆ ไปขอเจาะเฉยๆ ก็โดนตามราคานี้เลย


เครดิต เฟส ความรู้สนุกๆแบบหมอแมว  https://www.facebook.com/HmxMaew/photos/a.398936216867904.96187.398912630203596/930403750387812/?type=3

...............................................









 
 

แนะผู้ปกครองสังเกต 9 สัญญาณอันตรายไข้เลือดออกในเด็ก

กรมการแพทย์เตือนพ่อแม่ ผู้ปกครอง สังเกต 9 สัญญาณอาการเสี่ยงโรคไข้เลือดออก แม้ว่าไข้เริ่มจะลดลงอย่าชะล่าใจควรต้องไปพบแพทย์ พร้อมแนะเกราะภูมิคุ้มกัน 3 ชั้นให้ลูกน้อยห่างไกลไข้เลือดออก ระบุกลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเสียชีวิตสูงเมื่อป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก คือ กลุ่มเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี กลุ่มผู้สูงอายุ คนท้อง คนอ้วน หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเลือด เป็นต้น

นพ.ธีรพล โตพันธานนท์ อธิบดีกรมการแพทย์ เปิดเผยว่า โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่มาพร้อมกับ “ยุงลาย” ที่มีอายุสั้นเพียง 7 วันเท่านั้น ซึ่งโรคไข้เลือดออกสามารถเป็นได้ทุกฤดูกาล ขอเพียงมีแหล่งน้ำขัง ที่สามารถเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลายได้ แต่ในฤดูฝนมีความเสี่ยงสูงขึ้นเพราะปริมาณน้ำมากทำให้เกิดแหล่งน้ำขังได้ในหลายพื้นที่ โดยกลุ่มอายุที่พบเป็นโรคดังกล่าวมาก คือ กลุ่มเด็กอายุระหว่าง 10-14 ปี ในขณะที่กลุ่มเสี่ยงที่มีโอกาสเสียชีวิตสูงเมื่อป่วยเป็นโรคไข้เลือดออก คือ กลุ่มเด็กเล็กที่มีอายุน้อยกว่า 1 ปี กลุ่มผู้สูงอายุ คนท้อง คนอ้วน หรือผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจ โรคเลือด เป็นต้น

ซึ่งผู้ป่วยที่เข้าข่ายความเสี่ยงนี้ต้องได้รับการดูแลอย่างใกล้ชิดจากทีมแพทย์พยาบาลที่มีประสบการณ์ กรมการแพทย์ โดยสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เป็นหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในการดูแลรักษาโรคเด็กที่ยุ่งยาก ซับซ้อน รักษาเด็กป่วยที่ส่งต่อมาจากทั่วประเทศ พร้อมทั้งเป็นหน่วยงานที่มีศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านไข้เลือดออก โดยเป็นผู้นำในการทำแนวทางการวินิจฉัย รักษา และฟื้นฟูสภาพผู้ป่วย ลดการเสียชีวิตหรือลดความพิการที่เกิดจากโรคไข้เลือดออก โดยได้รับการยอมรับในระดับโลกจากองค์การอนามัยโลกให้เป็น WHO Collaborating Center ด้านการดูแลรักษาโรคไข้เลือดออก

นพ.สมเกียรติ ลลิตวงศา ผู้อำนวยการสถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี เปิดเผยว่า การป้องกันโรคไข้เลือดออกสามารถทำได้ 3 ขั้นตอน เปรียบเสมือนเป็นการสร้างเกราะภูมิคุ้มกันถึง 3 ชั้น โดย

เกราะคุ้มกันชั้นที่ 1 แนะนำให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออกในเด็กอายุตั้งแต่ 9 ปี จนถึงผู้ใหญ่อายุ 45 ปี แบ่งการฉีดเป็น 3 เข็ม ระยะห่างกัน 6 เดือน (0, 6, 12 เดือน) แต่ไม่แนะนำให้ฉีดในเด็กอายุน้อยกว่า 9 ปี ซึ่งเป็นวัคซีนสำหรับป้องกันโรคไข้เลือดออกจากไวรัสเดงกี่เท่านั้น จากการวิจัยพบว่า ป้องกันการติดเชื้อได้ 60 % ป้องกันการเกิดโรครุนแรงได้ 90% แต่ถ้าร่างกายของผู้รับการฉีดวัคซีนเคยมีการติดเชื้อไวรัสเดงกี่อยู่แล้ว จะเป็นการเสริมภูมิป้องกันได้ดียิ่งขึ้น

เกราะคุ้มกันชั้นที่ 2 คือ การช่วยกันกำจัดทำลายแหล่งเพาะพันธ์ยุงลาย เช่น แหล่งน้ำขังในบ้าน การป้องกันตัวเองและบุตรหลานไม่ให้ยุงกัด ด้วยการนอนในมุ้ง ทายากันยุง ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอ

เกราะคุ้มกันชั้นที่ 3 คือการไปพบแพทย์เมื่อป่วยเป็นไข้ ควรติดตามอาการ และปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์ โดยเฉพาะไข้เลือดออกที่เป็นมากจะมีโอกาสเกิดภาวะช็อกเมื่อไข้เริ่มลด พ่อแม่ผู้ปกครองจึงไม่ควรประมาท ควรสังเกต 9 สัญญาณอาการเสี่ยงที่จะเป็นโรคไข้เลือดออก คือ

1.ไข้ลงหรือไข้ลดลงแต่อาการเลวลง ยังเบื่ออาหาร ไม่ค่อยเล่น และอ่อนเพลีย

2.คลื่นไส้ อาเจียน ตลอดเวลา

3.ปวดท้องมาก

4.มีเลือดออกมาก เช่น เลือดกำเดาไหล อาเจียน หรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำ

5.พฤติกรรมของเด็กเปลี่ยนไปจากปกติ

6.กระหายน้ำตลอดเวลา

7.ร้องกวนมากในเด็กเล็ก

8.ตัวเย็น สีผิวคล้ำลง หรือตัวลาย

และ 9.ปัสสาวะน้อยลง หรือไม่ถ่ายปัสสาวะนานเกิน 4- 6 ชั่วโมง

ถ้ามีอาการดังกล่าวแม้ว่าไข้เริ่มจะลดลงแล้วควรต้องไปพบแพทย์ ทั้งนี้ สามารถปรึกษาปัญหาสุขภาพเด็กหรือโรคไข้เลือดออกได้ที่ศูนย์ความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านไข้เลือดออก โทร. 1415 ต่อ 3904 และ https://www.childrenhospital.go.th

**********************************************

แนวทางดูแลไข้เลือดออก💉 โดย ศ.พญ.ศิริเพ็ญ กัลยาณรุจ
1.ไข้เลือดออกบทนำ
https://m.youtube.com/watch?v=S31g5Ys04mg
2.การรักษาที่ OPD
https://m.youtube.com/watch?v=uN39BC_sINw
3.การรับผู้ป่วยนอน รพ.
https://m.youtube.com/watch?v=ujxP7dhhYoI
4.การให้ IV fluid
https://m.youtube.com/watch?v=XY3dH96mFLA
5.การวินิจฉัยรักษาไข้เลือดออกshock
https://m.youtube.com/watch?v=XY3dH96mFLA
6.การรักษาไข้เลือดออกที่ไม่ตอบสนองการรักษา
https://m.youtube.com/watch?v=L-Uqm-BbSTw
7.ไข้เลือดออกระยะฟื้นตัว
https://m.youtube.com/watch?v=OEx2ZUqzlso
8.ไข้เลือดออกเดงกี่ไข้เลือดออกในผู้ใหญ่
https://m.youtube.com/watch?v=uYt2fKB-7gc
9.การรักษาที่มีภาวะน้ำเกิน
https://m.youtube.com/watch?v=yPrlkVdUW8g
10.การรักษาที่มีภาวะเลือดออกมาก
https://m.youtube.com/watch?v=jPJ5XBXTSwk
11.การรักษาทางสมองและตับวาย
https://m.youtube.com/watch?v=h_oahDc5OjY
12.การรักษาที่มีอาการผิดแปลกไป(expanded dengue)
https://m.youtube.com/watch?v=L0fe19PiXZ4
13.ข้อผิดพลาดในการรักษาไข้เลือดออก
https://m.youtube.com/watch?v=BsIqkssxNRs
 




Create Date : 30 ตุลาคม 2558
Last Update : 13 มิถุนายน 2562 15:26:53 น. 5 comments
Counter : 11573 Pageviews.  

 
โรคไข้เลือดออก ส่วนใหญ่ " หายเอง " ครับ .. ส่วนน้อยที่ต้องนอน รพ. และ ส่วนน้อยมากที่เสียชีวิต ( หนึ่งในล้าน ? )
แต่ ถ้า ประชาชน ต้องช่วยกันดูแลตนเอง และ สภาพแวดล้อม ก็สามารถ ลดอัตราป่วย ลดอัตราตาย ให้น้อยลงไปได้อีก ..
.................
สถานการณ์ไข้เลือดออกในประเทศไทย ปี 2558
จำนวนผู้ป่วยสะสม ณ วันที่ 17 พ.ย. 2558 (สัปดาห์ที่ 45)
จำนวนผู้ป่วย 111,826 ราย
จำนวนผู้ป่วยตาย 108 ราย
อัตราป่วยต่อแสนประชากร 171.71 ราย
อัตราตายต่อแสนประชากร 0.17 ราย
อัตราป่วยตาย (ร้อยละ) 0.10 ราย

ที่มา //www.thaivbd.org/n/dengues/view/478

.....................



โดย: หมอหมู วันที่: 18 พฤศจิกายน 2558 เวลา:15:52:31 น.  

 

ไม่จริง ที่ไข้เลือดออก วินิจฉัยง่ายๆ
Thiravat Hemachudha

ต้องบอกความยากลำบากของการวินิจฉัย อาการไข้ที่เริ่มเป็น มีหรือไม่มีปวดเมื่อย ไอนิดๆหน่อยหรือไม่ไอ คนเป็นไข้ที่ยังเดินได้ ทานอาหารได้แม้น้อยลงบ้าง มีหรือไม่มีคลื่นไส้ อาเจียน ปวดหรือยังไม่ปวดหัว

อาการคนไข้ ในระยะนี้ เป็นได้จากสาเหตุเป็นหลายร้อยชนิด จากไวรัส ไข้หวัด เล็ก กลาง ใหญ่ และไม่ใช่มีแต่ฟลู (influenza) อย่างเดียว มีอีกอย่างน้อย 10 ครอบครัว ๆ ละเป็น 10-100 ตัวที่เกิดโรคในคนได้

ไข้เลือดออกไม่ได้มี เดงกี่ ตัวเดียว ซึ่งเดี๋ยวนี้มี 5 ไม่ใช่ 4 ชนิด ไวรัสในกลุ่มเดียวกับเดงกี (ฟลาวิไวรัส) ที่มีอาการไข้ ยังมี ชิก้า (zika) เวสท์ไนล์ เจอี ไข้เหลือง โดยยังไม่ต้องพัฒนาเป็นอาการจำเพาะของแต่ละตัว ไวรัสไข้เลือดออกอื่นอีก 4 ตระกูล ยังมี รวมไข้เลือดออกจีน (SFTV) อีโบลา และเพื่อน และอื่นๆ
ปาราสิต มาเลเรีย แบคทีเรีย ฉี่หนู สครัป หรือริคเก็ทเซียอื่นๆ

อาการระยะต้นเหมือนกัน การจะบอกว่าเป็นอะไร ยากมาก การตรวจเดงกี ด้วยวิธีตรวจเร็ว NS1 และซึ่งตัวอย่างทั้งหมดเราตรวจซ้ำด้วย วิธีขยายสารพันธุกรรม PCR ผลในคนไข้ เกือบ 400 ราย ที่ โคราชโดยอาจารย์ปทุมพร เป็นผู้ดูแล และน้องปู น้องพยาบาล เป็นไข้เลือดออก เกือบครึ่ง แต่ การตรวจด้วย NS1 antigen พลาดไปกว่า 40 ราย

อยากทราบด้วย วิธี PCR ค่าใช้จ่ายมากกว่า 1000 บาท และถ้าจะหา 10-30 ตัวเชื้อพร้อมกัน อย่างน้อย 7,000 บาท และอาจไม่ใช่อีก คนไข้มีเป็น ร้อยๆ พันๆคนต่อวัน ที่มีอาการแบบนี้ จะตรวจทุกรายหรือ จะต้องเข้าโรงพยาบาลทุกรายหรือ

เพราะฉนั้นจะทำอย่างไร นั่นคือทำตามคำแนะนำเช่น ถ้าอาการมากขึ้น ทานยาพารา ในผู้ใหญ่ 2 เม็ด ต่อครั้ง 1000 มิลลิกรัม ทุก 6 ชั่วโมง 2-4 ครั้ง อาการไข้ไม่ลง หรือเริ่มมีอาการอย่างอื่นร่วม ไม่ว่าปวดหัว ปวดกระดูก ข้อ อาเจียน ท้องเสีย เพลีย ผื่น จุด เห็นแบงค์ 1000 ตกอยู่ยังไม่อยากหยิบ ไม่ต้องรอถึงขั้นนั้นนะครับ ไปรพ เลย เพราะอาจไม่ใช่ไข้เลือดออกเดงกีก็ได้ หรือเป็นก็เริ่มปรากฎตัวแล้ว และถ้าไข้ลงแต่อาการหนักขึ้นยิ่งอันตรายมากขึ้นไปอีก

ความสำคัญอยู่ที่การสำรวจตรวจตราตนเอง บอกคนข้างๆ เผื่ออาการไปเยอะ จะได้ช่วยเหลือส่งโรงหมอได้ ที่หมอให้กลับบ้านในระยะอาการน้อยๆ ไม่ใช่เครื่องการันตี ว่าไม่ใช่ไข้เลือดออก แต่อาการต้องเฝ้าระวังการพัฒนาของโรค อย่างเคร่งครัด

หมอไม่ใช่หมอไข้เลือดออก แต่ต้องดูคนไข้ที่มาด้วยไข้ ที่ยังไม่พัฒนาเป็นอะไรซักอย่าง จนเห็นที่อาการพัฒนาถึงขีดสุด โคม่า ขัก ช็อก จากสาเหตุนานาประการ แม้แต่เดงกี ก็เกิดเยื่อหุ้มสมอง และสมองอักเสบได้

รับรองครับ ให้ดูตอนนี้ ก็บอกได้ทันที เป็นโรค 'อารูไม่ไร' ศัพท์เฉพาะตัวของหมอน้องรักที่ รพ เลย หมอกรรณิการ์ คือ 'อะไรก็ไม่รู้'

ที่มา ... https://www.facebook.com/thiravat.h/posts/1094739967226223



โดย: หมอหมู วันที่: 22 ธันวาคม 2558 เวลา:14:25:56 น.  

 
ไข้เลือดออก ... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=30-10-2015&group=4&gblog=116

ไข้เลือดออก..ฤดูกาลแห่งโศกนาฏกรรม ยุงลายกัดคน(ป่วย..เป็นไข้)เลือดออกตาย แต่แพทย์ผู้รักษาเป็นจำเลย?
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-05-2008&group=4&gblog=38

ไวรัสโคโรนา2012 (MERS , เมอร์ส) นำมาฝาก (ไม่ได้เขียนเอง ^_^)
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=19-06-2015&group=4&gblog=110

ไวรัส ซิกา โรคไข้ซิกา (Zika Fever) นำมาฝาก (ไม่ได้เขียนเอง ^_^)
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=29-01-2016&group=4&gblog=118

ไวรัส อีโบล่า EBOLA ... ระบบเฝ้าระวัง ของบ้านเรา ห่วยจริงหรือ ?
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=25-11-2014&group=4&gblog=105

จากไข้หวัดใหญ่ MEXICO ถึงไข้หวัดใหญ่ 2009 .... บทเรียนสาธารณสุขไทย
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-05-2009&group=4&gblog=76

ข้อมูลสำคัญ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และ สถานการณ์ล่าสุด ... แถม เวบน่าสนใจ
https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=25-11-2009&group=4&gblog=79

ชิคุนกุนยา ... ที่กำลังระบาด ในภาคไต้ ...
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-05-2009&group=4&gblog=75

ตาแดง
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=16-09-2014&group=4&gblog=103




โดย: หมอหมู วันที่: 29 มกราคม 2559 เวลา:21:42:39 น.  

 
ไข้เลือดออก ... ( นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง )
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=30-10-2015&group=4&gblog=116

วัคซีนโรคไข้เลือดออก .. นำมา เล่าสู่กันฟัง ..
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=28-01-2017&group=4&gblog=127

ไข้เลือดออก..ฤดูกาลแห่งโศกนาฏกรรม ยุงลายกัดคน(ป่วย..เป็นไข้)เลือดออกตาย แต่แพทย์ผู้รักษาเป็นจำเลย?
https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-05-2008&group=4&gblog=38


โดย: หมอหมู วันที่: 23 กุมภาพันธ์ 2560 เวลา:21:15:01 น.  

 
๒๐ กรกฏาคม ๒๕๖๐
Ittaporn Kanacharoen ได้เพิ่มรูปภาพใหม่ 2 ภาพ

"ไข้เลือดออกปีนี้ดุ สถิติวันนี้ตายมากกว่าเดิมเท่าครึ่ง"

น่าห่วง! ไข้เลือดออก ปี 2560 เพียง 27 จาก 52 สัปดาห์
แม้คนป่วยน้อยกว่าปี 2559 ร้อยละ 10
แต่ตายเยอะกว่าเท่าครึ่ง คือ 166%
( 2560 ตาย30 คน ในขณะที่ 2559 ตายเพียง 18คน)

ยอดตายมากที่สุดในรอบ 4ปี (จากข้อมูล 2557-2560)

แต่เมื่อเทียบกับปี 2556 ซึ่งมีคนตายมากกว่า 2 เท่า (71คน)
ในช่วงเวลาเดียวกัน แต่เกิดจากคนป่วยที่สูงมากกว่า 4 เท่า
(81,581 คนเทียบกับ 20,697 คน)

แสดงว่าโรครุนแรงที่สุดในรอบ 6 ปี
คือป่วยน้อยแต่ตายเยอะ
อัตราป่วยตาย สูงที่สุด ..คือ 0.14 %!!!

บ่งว่าปีนี้ อาจจะตายเยอะกว่าหาก "ลด" อัตราตายไม่ได้!

**มาช่วยปราบ"ยุง" ฆาตกรตัวร้ายรอบบ้านท่านกันเถอะครับ..
ก่อนที่คนเสียชีวิต คนต่อไปจะเป็นบุตรหลานของท่าน..**

ช่วยลดภาระงานให้แพทย์ พยาบาล ในโรงพยาบาล

ดูข้อมูลล่าสุดได้ที่นี่ครับ
//www.thaivbd.org/n/uploads/file/file_PDF/Dengue/2560/DHF%2027.pdf

อิทธพร
20.07.2017

cc ภรต มะลิลา



โดย: หมอหมู วันที่: 21 กรกฎาคม 2560 เวลา:10:49:42 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]