Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

อัมพาตเป็นแล้วรักษาหายหรือไม่

ทันโลก ทันเหตุการณ์ กับแพทยสภา ประจำวันที่ 24 พฤษภาคม 2551
//www.naewna.com/news.asp?ID=110248

อัมพาตเป็นแล้วรักษาหายหรือไม่



“อัมพาต” หมายถึงอาการอ่อนแรงของแขนหรือขาอย่างมากจนไม่สามารถขยับได้เลย

หากอ่อนแรงแต่ยังขยับได้เรียกว่า “อัมพฤกษ์”

อาการดังกล่าวบ่งบอกถึงการทำงานของระบบสั่งการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อเสียหาย ซึ่งระบบสั่งการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อนี้เริ่มต้นตั้งแต่ เซลล์สมองสั่งการบริเวณเนื้อสมองชั้นนอก (cerebral cortex) ส่งคำสั่งผ่านใยประสาท ผ่านเนื้อสมองส่วนใน (white matter) ผ่านแกนสมอง (brain stem) ในระดับต่างๆ จนถึงเซลล์ประสาทสั่งการในไขสันหลัง จากเซลล์ประสาทสั่งการในไขสันหลังส่งคำสั่งผ่านเส้นประสาทไขสันหลัง และเส้นประสาทส่วนปลายไปยังกล้ามเนื้อต่างๆ

การเกิดความผิดปกติในทางเดินคำสั่งการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อในแต่ละจุด เป็นเหตุให้กล้ามเนื้ออ่อนแรงได้แตกต่างกัน เช่น

หากผิดปกติบริเวณผิวของสมอง หรือสมองชั้นนอก เนื่องจากเป็นส่วนที่เซลล์สมองอยู่เป็นบริเวณกว้าง การสูญเสียบางส่วนมักจะอ่อนแรงครึ่งซีกของร่างกายเป็นบางส่วน และอ่อนแรงของแขนและขาไม่เท่ากันที่มักเรียกว่า “อัมพฤกษ์”

หากผิดปกติบริเวณแกนสมองหรือเนื้อสมองส่วนในที่ใยประสาทสั่งการจะมารวมกันใน บริเวณเล็ก อาการอ่อนแรงมักจะรุนแรงทั้งแขนและขาที่เรียกว่า “อัมพาต”


การจะบอกว่าอาการอัมพาตนั้นจะหายหรือไม่ขึ้นอยู่กับพยาธิสภาพที่เป็นสาเหตุว ่าเป็นเช่นไร ซึ่งพอจะแบ่งได้ดังนี้

1. พยาธิสภาพแบบทำลาย (destructive lesions)

ได้แก่ การเกิดเลือดออก การเกิดก้อนเนื้องอก การเกิดการอักเสบ การขาดเลือดมาเลี้ยงบริเวณสมองหรือเส้นประสาทสั่งการโดยตรง ลักษณะพยาธิสภาพเช่นนี้มักจะคาดการณ์หรือพยากรณ์โรคว่าไม่ดี หากจุดที่เกิดทำให้เป็นอัมพาต เช่น บริเวณแกนสมอง หรือเนื้อสมองส่วนใน

2. พยาธิสภาพแบบกดเบียด (compressive lesions)

ได้แก่ ก้อนเลือด ก้อนเนื้องอก ฝีหนอง บริเวณข้างเคียงกับส่วนสมองหรือเส้นประสาทสั่งการ ทำให้เกิดการกดเบียด ซึ่งพยาธิสภาพเช่นนี้ เมื่อแก้ไขแล้วมักจะมีโอกาสฟื้นตัวหรือหายได้

3. พยาธิสภาพแบบสูญเสียหน้าที่ชั่วคราว (transient loss of function)

ได้แก่ภาวะลมชัก ภาวะสมองหรือเส้นประสาทถูกกระทบกระเทือน ทำให้สูญเสียหน้าที่ชั่วคราว


พยาธิสภาพทั้ง 3 แบบ มีโอกาสทำให้เป็นอัมพาตได้ทั้งสิ้น แต่หากเป็นแบบที่ 1 มักจะฟื้นตัวได้น้อยที่สุด ส่วนแบบที่ 2 และ 3 เมื่อแก้ไขสาเหตุแล้วมักจะฟื้นตัวได้ดี หมายถึง โอกาสกลับมามีกำลังของกล้ามเนื้อขึ้นใหม่ได้

มีคำถามเสมอว่าจะมียาอะไรหรือไม่ ที่จะทำให้อาการอัมพาตดีขึ้น?

คำตอบคือ “ยังไม่มีในปัจจุบัน” แต่มียาจำนวนมาก ที่มีกลไกทำให้เลือดไปเลี้ยงสมองดีขึ้น ซึ่งก็คือทำให้ปัจจัยสภาวะแวดล้อมของสมองดี ซึ่งปัจจัยเช่นนี้ สามารถสร้างได้ด้วย การกินอาหารที่มีประโยชน์ ควบคุมเบาหวาน ควบคุมความดันโลหิต ออกกำลังกาย และมีอารมณ์ที่แจ่มใส

เมื่อปฏิบัติเช่นนี้แล้วภาวะอัมพาตนั้น หากเป็นพยาธิสภาพที่ฟื้นตัวได้ กำลังของกล้ามเนื้อจะดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งจะใช้เวลาฟื้นตัวเต็มที่ประมาณ 6 เดือน

เมื่อครบ 6 เดือนแล้วยังไม่เป็นปกติ โดยทั่วไปถือว่าจะเป็นการสูญเสียถาวร กำลังที่ดีขึ้นต่อไปเป็นจากการทำกายภาพบำบัดหรือฝึกการใช้กล้ามเนื้อส่วนที่ ดีอยู่ทำหน้าที่ได้ดีขึ้น

ถึงจุดนี้คงเป็นคำตอบสำหรับหลายท่านที่ถามว่ายาหม้อที่ไม่มีการแจกแจงว่ามีส่วนประกอบอะไร แต่มีราคาแพงมีประโยชน์หรือไม่


ด้วยความปรารถนาดี

นายแพทย์สุกิจ ทัศนสุนทรวงศ์

ผู้ช่วยเลขาธิการแพทยสภา



Create Date : 24 พฤษภาคม 2551
Last Update : 24 พฤษภาคม 2551 12:02:23 น. 2 comments
Counter : 10015 Pageviews.  

 
พ่อเป็นอัมพาต
กำลังหาข้อมูล

...ดีมากเลยครับ


โดย: แดนน้อย วันที่: 23 ตุลาคม 2552 เวลา:9:15:04 น.  

 
รวบรวมบทความเกี่ยวกับเรื่องสมอง ..


โรคเส้นเลือดสมองตีบ

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=04-03-2008&group=4&gblog=21


อัมพาตเป็นแล้วรักษาหายหรือไม่

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=24-05-2008&group=4&gblog=39


โรคหลอดเลือดสมองที่รักษาได้ด้วยการผ่าตัด

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=11-05-2008&group=4&gblog=37


การดูแลผู้ป่วยที่ไม่รู้สึกตัว ป้องกันแผลกดทับ

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=01-07-2008&group=4&gblog=51


โรคอัลไซเมอร์ ( Alzheimer’s disease )

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=12-06-2008&group=4&gblog=46


ภาวะสมองตาย : ระยะสุดท้ายของชีวิตที่จะต่อชีวิตผู้อื่นได้

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=17-07-2008&group=4&gblog=53


โดย: หมอหมู วันที่: 6 กุมภาพันธ์ 2553 เวลา:16:25:54 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#15


 
หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]