Ortho knowledge for all @ Do no harm patient and myself @ สุขภาพดี ไม่มีขาย ถ้าอยากได้ ต้องสร้างเอง

เตือนภัยเห็ดพิษ และข้อแนะนำในการบริโภคเห็ด ........โดย พญ. พจมาน ศิริอารยาภรณ์ สำนักระบาดวิทยา





เตือนภัยเห็ดพิษ และข้อแนะนำในการบริโภคเห็ดธรรมชาติและเห็ดป่า


ทุกปีสำนักระบาดวิทยาได้รับรายงานการป่วยและการเสียชีวิตจากเห็ดพิษ โดยเฉพาะในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งมักจะได้รับรายงานมากในช่วงเริ่มต้นของฤดุฝน คือระหว่างเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน

โดยทุกเหตุการณ์ที่สัมพันธ์กับผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรงหรือเสียชีวิตจะเกิดจากการรับประทานเห็ดธรรมชาติและเห็ดป่า โดยเฉพาะเห็ดที่ขึ้นตามภูเขา โดยที่เห็ดพิษทำให้เกิดการเสียชีวิตแยกได้ยากจากที่ไม่มีพิษ

ในปี พ.ศ. 2553 สำนักระบาดวิทยาเริ่มได้รับรายงานการป่วยเป็นกลุ่มก้อนและการเสียชีวิตจากเห็ดพิษในช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา (30 พฤษภาคม -12 มิถุนายน 2553) รวมทั้งหมด 11 เหตุการณ์ มีผู้เสียชีวิตรวมแล้ว 5 ราย เมื่อเปรียบเทียบกับปี พ.ศ. 2552 ทั้งปีที่มีรายงานเพียง 3 เหตุการณ์ และในจำนวนนี้ไม่มีผู้เสียชีวิต ส่วนปี พ.ศ. 2551 ที่มีรายงานทั้งหมด 10 เหตุการณ์ และมีผู้เสียชีวิตทั้งหมด 2 ราย

จังหวัดที่มีรายงานการป่วยเป็นกลุ่มก้อนจากเห็ดพิษในปี 2553 มาจากเชียงใหม่ 5 เหตุการณ์ โดยหนึ่งในนี้เป็นกลุ่มผู้ป่วยจากประเทศพม่า (ป่วย 18 ราย เสียชีวิต 3 ราย มาจากคนละอำเภอ) อุบลราชธานี 2 เหตุการณ์ (ป่วย 3 ราย เสียชีวิต 2 ราย มาจากคนละอำเภอ) อำนาจเจริญ 2 เหตุการณ์ (ป่วย 11 ราย ไม่เสียชีวิต) และน่าน 1 เหตุการณ์ (ป่วย 2 รายไม่เสียชีวิต)

ที่น่าสนใจคือ มีถึง 4 เหตุการณ์ในจังหวัดเชียงใหม่ที่เกิดจากที่มีลักษณะคล้ายเห็ดไข่ห่าน (ซึ่งอยู่ในกลุ่มเห็ดระโงก) โดย 3 เหตุการณ์มีผู้เสียชีวิตและอีก 1 เหตุการณ์มีไตวาย ซึ่งเห็ดไข่ห่านนี้ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือเรียกเห็ดระโงก มีทั้งชนิดที่มีพิษและไม่มีพิษ สำหรับชนิดที่มีพิษเป็น Amanita virosa มีสารพิษในกลุ่ม Amatoxin ซึ่งเป็นพิษต่อตับ จากข้อมูลที่ผ่านมาผู้ที่รับประทานเห็ดไข่ห่านประมาณ 1 ดอกก็ทำให้เสียชีวิตได้

ประชาชนส่วนใหญ่รู้ว่าเห็ดไข่ห่านมีทั้งชนิดมีพิษและไม่มีพิษ แต่มีความเชื่อว่าสามารถแยกชนิดของเห็ดพิษได้โดยวิธีต่างๆที่เป็นภูมิปัญญาพื้นบ้าน แต่เป็นความเชื่อที่ผิด ในครั้งนี้ก็มี 2-3 เหตุการณ์ที่มีการทดสอบด้วยวิธีต่างๆก่อนรับประทาน

อีก 1 เหตุการณ์ในจังหวัดอุบลราชธานีที่เป็นเด็ก 1 ปี 9 เดือน ผู้ปกครองให้กินเห็ดที่ย่างสุกแล้ว เรียกเห็ดขี้กะเดือน เด็กมีอาการถ่ายเป็นน้ำ และภายหลังถ่ายเป็นเลือดแล้วเสียชีวิต ในขณะที่ตาและยายซึ่งกินด้วยกันไม่มีอาการ ซึ่งไปด้วยกันกับคำแนะนำที่ ไม่ควรให้เด็กอ่อนบริโภคเห็ดธรรมชาติและเห็ดป่า

จากข้อมูลในปีที่ผ่านๆมาพบว่าการป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตมักเกิดในกลุ่มเดิมๆ คือ ประชาชนที่อาศัยในพื้นที่ที่ไม่ไกลจากเขา (รวมทั้งชาวเขา) นอกจากนี้ยังมีกลุ่มทหารเกณฑ์ ซึ่งมักมาจากต่างพื้นที่แต่เคยกินเห็ดลักษณะนี้มาก่อน

โดยสรุป ในพื้นที่ที่มีเห็ดที่ทำให้ถึงชีวิตซึ่งเป็นชนิดที่พบบ่อยๆ เช่น จังหวัดภาคเหนือตอนบนที่มักเสียชีวิตจากเห็ดไข่ห่าน ควรให้สุขศึกษาในช่วงก่อนหน้าฝนโดยเน้นให้หลีกเลี่ยงการรับประทานเห็ดไข่ห่านไม่ว่าชนิดใดๆ โดยเน้นในพื้นที่และกลุ่มประชากรที่พบบ่อยๆ




ความเชื่อที่ผิดเกี่ยวกับการรับประทานเห็ด


เห็ดในธรรมชาติมีหลายชนิด ดังนั้นการจำแนกว่าเห็ดชนิดใดมีพิษหรือไม่มีพิษบางครั้งเป็นเรื่องยาก หลักสำคัญคือการรู้จักเห็ดชนิดนั้น ๆ เป็นอย่างดีก่อนจะเลือกมารับประทาน หากแต่ว่าชาวบ้านบางส่วนยังมีความเชื่อที่ผิดในการทดสอบความเป็นพิษของเห็ดเมา เช่น

1. เห็ดที่มีแมลงกัดกินย่อมรับประทานได้

หากแต่ว่าจากการศึกษาวิจัยในกรณีคนไข้นำเอา เห็ดไข่ห่านขาว (Amanita virosa) ที่รับประทานแล้วเสียชีวิตจากตับวาย มาทำการแยกชนิดและเพาะเชื้อเห็ดในห้องทดลอง ผลปรากฏว่ามีแมลงหวี่เกิดขึ้น บ่งชี้ว่ามีแมลงหวี่ในธรรมชาติมาไข่ไว้ในครีบของเห็ดและแมลงก็สามารถอาศัยอยู่ร่วมกับเห็ดได้

2. ถ้าเป็นเห็ดเมา หากขณะต้มหรือแกงให้ใส่ข้าวสารลงไปด้วยมันจะสุก ๆ ดิบ ๆ

3. เห็ดที่มีสีสวยมักจะเป็นเห็ดเมา

4. ถ้าน้ำต้มเห็ดถูกกับช้อนเงิน ช้อนเงินจะเปลี่ยนเป็นสีดำแสดงว่าเห็ดพิษ

5. เห็ดเมาถ้าใส่หัวหอมลงไปปรุงอาหารจะเป็นสีดำ

6. ใช้มือถูกลำต้นแล้วเป็นรอยดำแสดงว่าเห็ดนั้นมีพิษ

7. เห็ดที่ขึ้นผิดฤดูกาลมักเป็นเห็ดพิษ

ซึ่งความเชื่อดังกล่าวไม่สามารถแยกเห็ดพิษชนิดที่ทำให้เสียชีวิตออกจากเห็ดที่รับประทานได้







คำแนะนำในการบริโภคเห็ดธรรมชาติและเห็ดป่า
มีดังนี้

1. อย่าบริโภคเห็ดสด

2. หลีกเลียง เห็ดอ่อนสีน้ำตาลดอกเล็ก ๆ เพราะจำแนกยากและมีพิษมาก

3. หลีกเลียง เห็ดอ่อนสีขาว เพราะจำแนกยาก เช่น เห็ดระโงก ที่มีพิษร้ายแรง

4. ระมัดระวังการบริโภค
- เห็ดที่มีวงแหวน
- เห็ดที่มีปลอกหุ้มโคน
- เห็ดที่โคนก้านป่อง ออกเป็นกระเปาะ
- เห็ดที่มีเกล็ดบนหมวกดอก

5. หลีกเลี่ยงเห็ดผึ้ง (มีรูอยู่ใต้หมวกดอก) ชนิดที่ปากรูสีแดง และเมื่อทดลองถูที่ผิวปากรู จะเปลี่ยนเป็นสีน้ำเงิน

6. หลีกเลี่ยงเห็ดที่มีรูปร่างคล้ายสมองและอานม้า

7. อย่าบริโภคเห็ดที่ขึ้นอยู่ใกล้มูลวัวควาย

8. อย่าบริโภคเห็ดธรรมชาติ และเห็ดป่าพร้อมกับการดื่มเหล้า เพราะอาจทำให้เกิดอาการแพ้

9. เด็กอ่อน คนแก่ และผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจ ปอด ไต และตับ ไม่ควรบริโภคเห็ดธรรมชาติและเห็ดป่า

10. อย่าบังคับ หรือชวนคนไม่ชอบเห็ดหรือกลัวเห็ดให้บริโภคเห็ดป่า เพราะความกลัวอาจเป็นสาเหตุทำให้ผู้นั้นป่วยได้

11. ถ้าเป็นเห็ดที่ไม่เคยพบหรือไม่แน่ใจว่าเป็นเห็ดที่รู้จักไม่ควรบริโภคเห็ดเหล่านั้นโดยเด็ดขาด เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต







เอกสารอ้างอิง

1) ราชบัณฑิตยสถาน. เห็ดกินได้และเห็ดมีพิษในประเทศไทย ฉบับราชบัณฑิตยสถาน. กรุงเทพฯ. 2539.

2) สมาคมนักวิจัยและเพาะเห็ดแห่งประเทศไทย. เห็ดพิษ. กรุงเทพฯ. 2543.

3) ศูนย์สื่อสารวิทยาศาสตร์ไทย สวทช. ระวัง “เห็ดเมา” พิษร้ายในหน้าฝน ค้นวันที่ 12 มิถุนายน2553. จาก //www.vcharkarn.com/varticle/37619



แถม..

สถานการณ์ ผู้ป่วยอาหารเป็นพิษจากการกินเห็ด จังหวัดน่าน
วารสารคลินิก เล่ม :274
เดือน-ปี :10/2550
คอลัมน์ :นานาสาระ
นัก เขียนรับเชิญ :นพ.อภิชาติ รอดสม

//www.doctor.or.th/node/7452






 

Create Date : 17 มิถุนายน 2553   
Last Update : 17 มิถุนายน 2553 16:30:34 น.   
Counter : 2576 Pageviews.  

ตรวจร่างกายประจำปี.. สิ่งที่ได้คือ ความแข็งแรง หรือ ความเจ็บป่วย?? .. นำมาฝาก ไม่ได้เขียนเอง ..




นำมาฝาก .. จากห้องสวนลุม เวบพันทิป ...

L9350434 ตรวจประจำปี? สิ่งที่ได้คือ ความแข็งแรง หรือ ความเจ็บป่วย?? [สุขภาพกาย] CMV (45 - 11 มิ.ย. 53 13:47)

https://www.pantip.com/cafe/lumpini/topic/L9350434/L9350434.html

รู้ทั้งรู้ ว่า อาจจะกลายเป็นกระทู้ล่อเป้า
รู้ทั้งรู้ ว่า อาจจะทำให้แพทย์เฉพาะทางบางคนไม่พอใจ
รู้ทั้งรู้ ว่า โรงพยาบาลเอกชนหลายแห่งต้องไม่ชอบแน่ๆ

แต่

นี่คือมุมมองของคนที่ทำการ ตรวจรักษาคน 5 วันต่อสัปดาห์ ในรพ.ของรัฐแห่งหนึ่งในกทม.

นี่คือมุม มองของคนที่ผ่านการสอนนักศึกษาแพทย์ และ

นี่คือมุมมองของข้าพเจ้า ที่หวังว่าจะเป็นประโยชน์แก่บุคคลทั่วไป

หากสิ่งที่พิมพ์ไป ไปกระทบกระทั่งใครที่ทำให้ไม่พอใจหรือเสียผลประโยชน์ ก็ต้องขออภัยด้วย แต่นี่คือสิ่งที่เป็นความจริงที่ข้าพเจ้าพยายามกรั่นกรองออกมา เพื่อเป็นประโยชน์

หากบุคลากรเพื่อนร่วมวิชาชีพ มีข้อติชม หรือ ต้องการแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติม ขอน้อมรับด้วยความยินดี

จาก แพทย์ เวชศาสตร์ครอบครัว (วุฒิบัตร) คนเล็กๆคนหนึ่ง


ประเด็นคำถามคำตอบเกี่ยวกับ “การตรวจสุขภาพยุคประหยัด”


ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เกิดกระแสตื่นตัวเรื่องการดูแลสุขภาพก่อนจะป่วย และนำมาสู่กระแสแห่งการตรวจสุขภาพ กระแสดังกล่าวอาจจะเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย ได้แก่ กระแสโลกแห่งการบริโภคนิยม กระแสแห่งความหวาดกลัวโรค โดยเฉพาะชนิดที่เป็นข่าวความเจ็บป่วยของคนดังในสังคม ข่าวการเพิ่มขึ้นของ โรคบางโรคในสังคมไทย ข่าวโฆษณาประชาสัมพันธ์ให้มีการตรวจเช็คสุขภาพก่อน ที่จะป่วย ข่าวผู้นำทางสังคมที่สบายดีก็ยังเช็คสุขภาพทุก 3 เดือน 6 เดือน

สิ่งต่างๆเหล่านี้หล่อหลอมให้เกิดกระแสแห่งการตรวจสุขภาพ จนเป็นที่นิยมแพร่หลายจนเป็นปกติในสังคมไทย




แท้จริงแล้วการตรวจสุขภาพ คืออะไร?





1.นิยามการตรวจร่างกายแต่ละประเภท


เช่น การตรวจร่างกายประจำปี การตรวจร่างกายก่อนเข้าทำงาน การตรวจร่างกายก่อนทำประกัน

การตรวจสุขภาพมีหลายประเภทเพื่อ วัตถุประสงค์ที่แตกต่างกัน

การตรวจร่างกายประจำปี

ความคิดนี้เริ่มจากประเทศสหรัฐอเมริกาที่ช่วงหนึ่งเศรษฐกิจซบเซา คนเข้ารับการรักษาน้อย บริษัทประกันจึงหาทางเพิ่มรายได้ด้วยการโฆษณาชวนประชาชนมาตรวจสุขภาพ ตรวจร่างกายประจำปี

เกิดเป็นกระแสนิยมและก่อให้รายได้มหาศาลมานานหลายสิบปี

จนกระทั่งมีคนตั้งข้อสังเกตว่าการตรวจร่างกายประจำปีมีประโยชน์ จริงหรือ
ในที่สุดมีการพิสูจน์แล้วว่าไม่มีประโยชน์ ทั้งยังเกิดโทษแก่ผู้เข้ารับการตรวจสุขภาพลักษณะดังกล่าว

ปัจจุบัน ในต่างประเทศจึง ไม่แนะนำให้ทำการตรวจร่างกายทุกปี (yearly checkup) แต่ แนะนำให้ตรวจเป็นระยะตามความเสี่ยงของแต่ละบุคคล (Periodic Health Exam)

ไม่มีการจัดชุดตรวจสุขภาพเป็นแพคเกจแบบเหมาโหลเหมือนบ้านเรา มีแค่คำแนะนำ กว้าง ๆ ว่า สำหรับประเทศของเขา คนวัยไหนเพศไหนมีอุบัติการณ์โรคอะไรมาก และ เป็นปัญหาสุขภาพสำคัญของประเทศ และถ้าหากตรวจพบก่อนจะรักษาอะไรได้

โรค บางโรคน่ากลัวก็จริง แต่ถึงหาก่อนก็ไม่พบ และถึงหาพบก็หยุดยั้งมันไม่ได้ เขาจึงไม่แนะให้ตรวจทุกโรค เพราะไม่มีเครื่องมือใดในโลกที่จะสแกนเจอทุกสิ่งที่ธรรมชาติซ่อนมาอย่างแนบเนียน

ดังนั้นการตรวจร่างกายหรือตรวจสุขภาพประจำปีจึงไม่แนะนำเพราะ เป็นอันตราย แต่ควรตรวจเป็นระยะตามความเสี่ยงการเกิดโรคของแต่ละคน เหมือนตัดชุดเฉพาะตัว เพราะคนเรามีความแตกต่างทางปูมหลัง ลักษณะการใช้ชีวิต อาชีพการงาน และอื่นๆ ที่เป็นเอกลักษณ์และไม่เหมือนกันสักคน
การตรวจสุขภาพจึงจัดชุดเหมาโหลให้ไม่ได้


การตรวจร่างกายก่อนการเข้าทำงาน

เป็นการตรวจประเมินสุขภาพก่อนทำงานเพื่อประโยชน์ของบริษัทจ้างงาน
และเพื่อประโยชน์ของผู้เข้าทำงาน หากเกิดการเจ็บป่วยระหว่างการทำงาน และไม่เคยเป็นมาก่อนเข้างาน ทั้งยังเป็นโรคที่น่าจะเกิดจากการทำงานชนิด นั้นๆ บริษัทจะดูแลชดเชยค่าเสียหายทางสุขภาพให้

การตรวจลักษณะนี้ จึงจัดชุดแพคเกจได้ตามความเสี่ยงของลักษณะงานที่อาจจะก่อให้เกิดโรคบางโรค หรือ หากเกิดโรคบางโรคในคนงานแล้วจะเกิดการแพร่ระบาดต่อผู้อื่นได้

การตรวจสุขภาพชนิดนี้ จึงไม่ใช่จุดประสงค์เพื่อให้ เจ้าของสุขภาพดูแลตนเองเป็น แต่ เพื่อเทียบเคียงกับเมื่อป่วยแล้ว จะได้เงินชดเชยให้ หรือให้เปลี่ยนชนิดงานที่เหมาะสมกว่า


การตรวจร่างกายก่อนการทำประกัน

การทำประกันเป็นการทำบนความซื่อสัตย์ระหว่างกัน ผู้ซื้อประกันต้องเปิดเผยความจริงต่อบริษัทว่ามีสุขภาพดีอยู่จริงขณะทำประกัน เมื่อเวลาผ่านไป เกิดความเจ็บป่วย บริษัทจึงชดเชยความเสี่ยงทางสุขภาพนั้นได้

ทางบริษัทประกันจึงมักเป็นผู้กำหนดรายละเอียดรายการตรวจสุขภาพมาให้อย่างละเอียดเพื่อ พิสูจน์ยืนยันว่าไม่มีโรคใดๆซ่อนอยู่ ทั้งนี้ขึ้นกับชนิดของเงินประกันที่ซื้อ

จึงเห็นได้ว่ายิ่งมีโรคประจำตัวมาก ค่าประกันก็จะสูงตามไปด้วย

การตรวจลักษณะก็ไม่ใช่จุดประสงค์เพื่อการ ดูแลสุขภาพส่วนบุคคล แต่เป็นการลงทุนชนิดหนึ่ง




2. เกณฑ์พิจารณาสุขภาพและความเสี่ยงแต่ละบุคคลว่าต้องตรวจสุขภาพแบบไหน เพิ่มเติมอะไร และ เมื่อไรต้องตรวจแบบเฉพาะมีอะไรบ้าง


การตรวจสุขภาพหลายคนเข้าใจว่า เหมือนการซื้อของที่ร้านสะดวกซื้อ
แค่เดินเข้ามา เลือกแพ็คเกจ ที่อยากได้ จ่ายเงิน เจาะเลือด แล้วก็รอรับผลเลือด

นั่นเป็นความคิดที่ ผิด!

การตรวจสุขภาพ ไม่มีกฎเกณฑ์ตายตัว ว่าคุณอายุเท่านี้ ต้องตรวจแพ็คเกจ A อายุเท่านี้ต้องตรวจแพ็คเกจ B

การตรวจสุขภาพ ที่ดี คือการตัดเสื้อตามตัวคนใส่

แพทย์จะต้องพิจารณาความเสี่ยงของแต่ละบุคคลที่เดินเข้ามาตรวจ เริ่มจากการซักประวัติตั้งแต่ เพศ อายุ ความเสี่ยงหรือโรคทางพันธุกรรมในครอบครัว ตลอดไปจนถึง ลักษณะการทำงาน ลักษณะการดำรงชีวิต การออกกำลังกาย สารเสพย์ติด เหล้า บุหรี่ ประวัติเพศสัมพันธ์

หลังจากการซักประวัติก็ต้องมีการตรวจร่างกายโดย แพทย์ อย่างน้อยก็ควรจะได้รับการฟังปอด ฟังหัวใจ คลำดูว่าตับม้ามโตหรือไม่ ในผู้หญิงก็จะมีการตรวจภายในโดยพิจารณาตาม ความเสี่ยงเป็นคนๆไป

เมื่อเสร็จจากการซักประวัติและตรวจร่างกาย แพทย์ จะใช้ข้อมูลทั้งหมดในการประเมินว่า ท่านควรได้รับการตรวจเลือดหรือตรวจ ทางห้องปฏิบัติการใดบ้างที่จำเป็นหรือเหมาะสม ตามความเสี่ยงรายบุคคล

เป็น สิทธิของผู้มารับบริการทุกคนที่จะได้สอบถามหรือรับรู้ว่าแพทย์ได้สั่งการตรวจใดไปบ้าง การตรวจดังบางรายการมีความซับซ้อนสูง หากไม่เข้าใจใน วิธีการตรวจ หรือความเสี่ยงระหว่างการตรวจ ท่านมีสิทธิที่จะสอบถามแพทย์ เพื่อให้เข้าใจและช่วยในการตัดสินใจในการตรวจ

ผู้เขียนอยากให้ผู้มารับบริการเข้าใจว่า การส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ เป็นหน้าที่ในการตัดสินใจร่วมกันระหว่างแพทย์และผู้รับบริการ ไม่ใช่การ ตัดสินใจโดยฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นหลัก

หลังการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ท่านควรได้รับการแจ้งหรืออธิบายสิ่งที่ส่งตรวจไปแล้วว่ามีความผิด ปกติหรือปกติอย่างใด

แต่ไม่ได้สิ้นสุดแค่นั้น หากผลมีความผิดปกติ ถึงขั้นต้องทำการตรวจเพิ่มวินิจฉัยเพิ่มเติม หรือตรวจรักษา ทางโรงพยาบาล หรือสถานบริการที่ทำการตรวจควรมีแพทย์ที่รับรักษาหรือดูแลท่านอย่างต่อเนื่อง

หากผลตรวจปกติ หรือผิดปกติเล็กน้อย ท่านควรได้รับคำแนะ นำถึงวิธีการปฏิบัติตัวหรือป้องกันตัวจากความเสี่ยงต่างๆในอนาคต และ ความถี่ที่เหมาะสมสำหรับตัวท่านในการตรวจสุขภาพครั้งต่อไป

ดังนั้นก่อนที่จะไปตรวจแพ็คเกจตรวจสุขภาพที่ไหน ควรจะสอบถามเจ้าหน้าที่ ก่อนเสมอว่าหลังได้รับผลตรวจแล้ว จะมีแพทย์ให้คำแนะนำสำหรับท่าน หรือ ดูแลรักษาท่านต่อหากมีความผิดปกติหรือไม่


3. แพคเกจตรวจสุขภาพมีความจำเป็นมากน้อยแค่ไหน ?


ดังที่อธิบายไว้ข้างต้น การตรวจสุขภาพไม่มีแพคเกจตายตัว

แพทย์จะต้องตรวจสุขภาพตามความเสี่ยง เฉพาะตัวของท่าน และ พิจารณาตามความเหมาะสมว่าสมควรตรวจบ่อยมากน้อยเพียง ใดหรือ ตรวจอะไรบ้าง


4. ตรวจสุขภาพบ่อยๆ โดยไม่จำเป็นเสี่ยงโรคอะไรบ้าง?


เหรียญยังมีสองด้าน ดังนั้นการตรวจสุขภาพก็มีทั้งข้อดีและข้อเสีย

เริ่มต้นตั้งแต่ท่านก้าวมาสู่โรงพยาบาลที่มีผู้ป่วยปริมาณมากมารับบริการ
ก็เสี่ยงต่อการติดเชื้อ ทางเดินหายใจ

หัตถการเล็กๆน้อยๆ เช่น การเจาะเลือดก็อาจจะมีความเสี่ยงเช่น การฟกช้ำ
การตรวจบางอย่างก็มีความ เสี่ยงสูง ที่จะก่อให้เกิดอันตรายระหว่างการทำ
ไม่ว่าจะเป็น ลำไส้ทะลุ หัวใจหยุดเต้น หรือ การติดเชื้อต่างๆ

ที่พูดมาไม่อยากให้ผู้อ่าน รู้สึกตกใจกลัวจนไม่อยากมาตรวจสุขภาพ
เพราะไม่ว่าหัตถการในการตรวจใดๆ แพทย์ หรือเจ้าหน้าที่ก็พยายามจะให้เกิดอุบัติเหตุเหล่านี้ น้อยที่สุดแล้ว แต่ ทุกอย่างก็อาจเกิดขึ้นได้

ดังนั้น การตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆแพทย์จึงจำเป็นต้องประเมิน ความเสี่ยงต่อโรคที่ท่านอาจจะเป็น กับ ความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุระหว่างการตรวจ ว่าสิ่งไหนมากกว่ากัน

นอกจากอุบัติเหตุระหว่างการตรวจ ก็ยังมี สิ่งหนึ่งที่เป็นข้อถกเถียงกันมานาน
ว่าการตรวจรักษาโรคบางอย่างตั้งแต่ เนิ่นๆ ทำให้ลดอัตราตายได้จริงหรือ?

เพราะโรคบางอย่าง เช่น โรคมะเร็ง ชนิดที่มีความรุนแรงมากและแพร่กระจายได้เร็ว รวมถึงการตอบสนองต่อการรักษาต่ำ ต่อให้พบได้ตั้งแต่ระยะแรกๆ ก็ไม่อาจจะชะลอการดำเนินโรค หรือ ยืดอายุของผู้ป่วยได้

ยิ่งทราบเร็ว เท่าไร ก็ทำให้ผู้ป่วย ต้องใช้เวลาที่ “จม” อยู่กับ “โรค” และ “การรักษา” นานขึ้น ทั้งๆที่ อาจจะใช้ชีวิตได้ยาวไม่ต่างกับ ผู้ที่มาพบว่าตัวเองเป็น โรค “ระยะสุดท้าย” ที่ใช้ชีวิตอยู่กับ “โรค” เพียงไม่กี่เดือนก่อนเสียชีวิต


5. วิธีการเตรียมตัวก่อนไปตรวจสุขภาพที่เหมาะสมมีอะไรบ้าง



เมื่อแพทย์ทำการซักประวัติและตรวจร่างกายท่านโดย ละเอียดแล้วก็จะแจ้งว่า ท่านควรต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการใดบ้างเพื่อเป็นการคัดกรองหาโรคตามความเสี่ยง

โดยทั่วไปการตรวจที่พบได้บ่อย คือ การตรวจเลือด ตรวจปัสสาวะ และเอ็กซเรย์

ส่วนการตรวจที่จำเพาะมากกว่านั้น เช่น การสวนแป้ง ส่องกล้อง หรือ วิ่งสายพาน จะไม่ขอกล่าวถึงในที่นี้ ซึ่งหากแพทย์ได้ แจ้งว่าท่านมีความเสี่ยงสูง และจำเป็นต้องตรวจทางห้องปฏิบัติการที่จำเพาะดังกล่าว ควรสอบถามถึงข้อดี ข้อเสีย และความเสี่ยงของการตรวจแต่ละรายการด้วยตัวท่านเอง


การตรวจเลือด

โดยส่วนมากจะเป็นการตรวจเพื่อหา เบาหวาน ไขมันในเลือด และความเข้มข้นเลือด สำหรับรายละเอียดรายการการส่งตรวจอาจมีมากหรือน้อย กว่านี้ ขึ้นอยู่กับความเสี่ยงรายบุคคล

โดยทั่วไปแล้วการตรวจเลือดไม่จำ เป็นต้องงดน้ำและอาหาร ยกเว้น การตรวจเบาหวานและไขมันในเลือดที่จำเป็นต้องงดอาหารอย่างน้อย 8-12 ชม.

หลายคนสงสัยว่า จำเป็นต้องงดน้ำหรือไม่?

ความจริงแล้ว “น้ำ” ไม่จำเป็นต้องงด เพียงแต่เพื่อป้องกันความสับสน เพราะ “กาแฟ” “ชา” “โอวันติน” ที่หลายคนนิยมบริโภคเป็นอาหารเช้า
มีส่วนประกอบของน้ำตาล หรือไขมัน ทำให้ผลที่ได้ผิดไปจากความเป็นจริง และผู้รับบริการมักจะลืมนึกไป จึงทำให้กลายเป็นประโยคติดปากว่า “งดน้ำ งดอาหารก่อนมาตรวจ”

การตรวจปัสสาวะ

ในปัจจุบัน ยังไม่มีหลักฐานใดๆที่สนับสนุนการตรวจปัสสาวะเพื่อ “คัดกรอง” หาความเสี่ยงในประชากรปกติทั่วไป

คำถามคือแล้วทำไมประเทศไทย ถึงยังนิยมให้การตรวจปัสสาวะเป็นหนึ่ง ในรายการการตรวจสุขภาพ?

คำตอบก็คือ ในสมัยก่อน กระทรวงการคลังได้กำหนดรายการการตรวจสุขภาพที่สามารถเบิกได้ ได้แก่ การตรวจความเข้มข้นของเลือด การตรวจปัสสาวะ และการตรวจเอ็กซเรย์ปอด เลยกลาย เป็นว่า เบิกได้แค่ไหน ตรวจให้หมดที่เบิกได้ ไปแทน!

ซึ่งแท้จริงแล้ว ยังไม่มีงานวิจัยไหน ที่สนับสนุนการตรวจ “ปัสสาวะ” เพื่อคัดกรองหาความเสี่ยงในประชากรปกติทั่วไป

แต่ถ้าไหนๆแล้วพูดถึง การตรวจปัสสาวะแล้ว ก็จะขอกล่าวถึงวิธีการเก็บปัสสาวะส่งตรวจที่ถูกต้อง เผื่อ ว่าผู้อ่านมีความจำเป็นต้องเก็บปัสสาวะส่งตรวจ จะได้ไม่ต้องเก็บซ้ำๆ เพราะว่าผลที่ได้ผิดพลาดหรือตีความไม่ได้

การเก็บปัสสาวะหากต้องการ จะตรวจว่าตั้งครรภ์ หรือไม่

ควรเก็บปัสสาวะตอนเช้าครั้งแรกหลังจากตื่นนอน เพราะจะได้ผลแม่นยำที่สุด

หากต้องการตรวจปัสสาวะธรรมดาว่าติดเชื้อ หรือไม่

วิธีการเก็บ ถ้าเป็นผู้หญิงควรล้างชำระก่อน หลังจากนั้น ซับให้แห้ง ก่อนที่จะเริ่มปัสสาวะไปเล็กน้อย แล้วเก็บปัสสาวะส่วนกลาง หลังจากปัสสาวะไปได้เล็กน้อย ไม่ต้องรอให้ปัสสาวะจนหมด เพียงแค่ 5-10 cc ก็เพียงพอแล้วสำหรับการตรวจปัสสาวะทั่วไป

ส่วนผู้ชายควรรูดหนัง หุ้มปลายขึ้นไปก่อนปัสสาวะ เพื่อลดการปนเปื้อนของเนื้อเยื่อส่วนอื่นๆ

ปัสสาวะอาจมีสีผิดปกติไปได้ หากท่านรับประทานอาหารหรือผักผลไม้ที่มีสี เช่น หัวบีทรูท แก้วมังกรสีม่วง ดังนั้น ควรหลีกเลี่ยงอาหารผักผลไม้ที่มีสีจัดดังกล่าว ก่อนการมาตรวจปัสสาวะ


การตรวจเอ็กซเรย์ปอด

การตรวจเอ็กซเรย์ปอด สำหรับประเทศไทยในประชากรปกติเป็นการตรวจเพื่อคัดกรองโรควัณโรค ไม่ใช่ โรคมะเร็งปอด อย่างที่หลายคนเข้าใจ

การตรวจเอ็กซเรย์ปอด เพื่อหามะเร็งปอด จะทำในผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งปอด เช่น ผู้ป่วยที่สูบบุหรี่จัด ผู้ป่วยที่ทำงานเกี่ยวกับใยหินต่างๆเป็นต้น ยังไม่มีหลักฐานสนับสนุนในการตรวจคัดกรอง มะเร็งปอด ในประชากรปกติทั่วไป

สำหรับ ผู้ที่แพทย์แนะนำให้ตรวจเอ็กซเรย์ปอด ควรจะถอดเครื่องประดับต่างๆโดยเฉพาะสร้อยคอ ไว้ที่บ้าน เพราะเครื่อง ประดับเหล่านั้นจะทำให้ตีผลได้ผิดพลาด

ก่อนการตรวจเอ็กซเรย์ท่านจะต้อง เปลี่ยนเสื้อที่ทางรพ.จัดไว้ให้ โดยจำเป็นต้องถอดเสื้อใน หรือเสื้อกล้าม เสื้อเชิรต์ออกให้หมด เคยมีผู้ป่วยรายหนึ่งรพ.ต้องตาม ตัวกันให้วุ่น เพราะเอกซเรย์พบจุดขนาดใหญ่ในปอด ปรากฏว่า ผู้ป่วยลืมเอาเหรียญติดตัวที่กลัดไว้ตรงเสื้อกล้ามออก

ระหว่างที่จะ ถ่ายเอ็กซเรย์ เจ้าหน้าที่จะให้ท่านหายใจลึกๆแล้วกลั้นหายใจค้างไว้ก่อนถ่ายรูป เพราะ ณ จุดนั้น จะเป็นภาพที่ทำให้มองเห็นส่วนประกอบต่างๆในปอดได้ชัดเจนที่สุด


ก็มีเท่านี้แหละคะที่อยากเขียน

ไม่ได้คัด ค้านการตรวจสุขภาพ แต่อยากให้ทุกคน "เข้าใจ" กับการตรวจสุขภาพมากกว่า

ดังนั้นสมการ "การดูแลสุขภาพ" จึงไม่ใช่ = "การตรวจสุขภาพ"

แต่เป็นการกินอาหารที่ถูกสุขลักษณะ+ ออกกำลังกาย+ ขับขี่อย่างปลอดภัย + รู้จักสุขภาพของตัวเองต่างหาก!

สำหรับผู้ที่ต้องการ comment ขอความเห็นใจช่วยอ่านให้ครบทั้ง 9 คห.ที่ข้าพเจ้าได้พิมพ์ด้วย ยินดีน้อมรับทุกความคิดเห็น

ขอบคุณคะ

แพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ตัวเล็กๆคนหนึ่ง

จาก คุณ : CMV




โดยส่วนตัวไม่ค่อยเห็นด้วยกับการตรวจหา marker มะเร็งคะ เพราะปกติแล้ว marker เหล่านี้ ไม่ได้ถูกคิดมาเพื่อ "คัดกรอง" แต่เพื่อ "ช่วยยืนยัน" ต่างหาก

มีหลายตัว ที่ อาจขึ้นได้ในคนปกติ และ ก็ไม่ขึ้นก็ได้ในคนที่ผิดปกติ ดังนั้นการตรวจหา marker จึงต้องใช้ควบคู่กับการ ซักประวัติและการตรวจร่างกายโดยแพทย์คะ

ขอ ยกตัวอย่าง case แล้วกันนะคะ

มีผู้หญิงคนหนึ่งมาตรวจสุขภาพ โดยขอตรวจ CEA ซึ่งเป็น marker ในการช่วยวินิจฉัยและดูการดำเนินโรคของมะเร็งลำไส้ โดย เธอไม่ได้มีความเสี่ยง ประวัติ หรือ อาการแม้แต่น้อย

ปรากฏว่าผล ผิดปกติ ค่า CEA ของเธอสูงกว่าปกติ เธอก็ตกใจ แพทย์ก็ตกใจ โดนจับไปส่องกล้อง ทางทวาร (คงไม่ต้องอธิบายว่า ยาถ่ายที่ต้องกินก่อนส่องมันแย่แค่ไหน) ปรากฏ ตรวจไปก็ไม่เจอ....

เป็นคุณ คุณจะทำอย่างไร??
ก็เลยโดนส่องบ่อยๆ งั้นหรือ??
แล้วทราบหรือไม่ว่า การส่องกล้อง หรือ colonoscope มันมีความเสี่ยงที่จะทำให้เกิด ลำไส้แตกหรือทะลุได้?

...ปัจจุบัน เป็นเวลาประมาณ 10 ปี แล้ว ผู้หญิงท่านนั้น ยังไม่มีอาการอะไรและการส่องกล้องก็ยังไม่พบมะเร็งใดๆ แต่เธอ ประสาทกินไปแล้ว เพราะไม่รู้ว่าจะมีมะเร็งเมื่อไหร่??!!

ขอยืนยัน อีกครั้งว่า Tumor Marker (พวกค่า มะเร็งต่างๆ CEA,CA19-9,alpha fetoprotien) ไม่ได้ใช้ในการ "คัดกรอง (screening)" โรคในคนปกติ

แต่ ใช้ในการ "ช่วยวินิจฉัยโรค (diagnosis)" ในคนที่มีภาวะเสี่ยง หรือมีอาการที่คล้ายมะเร็ง ประกอบกับการ ซักประวัติและตรวจร่างกายโดยแพทย์

จาก คุณ : CMV


เรื่อง tumor marker นี่เซ็งมากๆ

โดยเฉพาะคนที่ รู้แบบครึ่งๆกลางๆ มาเจอคนที่รู้ครึ่งๆกลางๆเเหมือนกัน พูดง่ายๆ บุคลากรทางการแพทย์นั่นแหละค่ะ ส่วนมากเลยเป็นคนไปขอให้หมอเจาะให้ เพราะไปเสพข้อมูลมามากเกิน บางทีหมอก็ไม่ได้เข้าใจที่มาที่ไป แต่คนกันเองมาขอก็เจอให้ไปเถอะ

พอเสร็จแล้วมาให้เราแปลผล พากันงงกันไป

บางคนไม่มี indication ในการเจาะเลย หมออื่นๆ มาสั่ง marker ของสูติ ของศัลย์ เนี่ยค่ะ เช่น CA-125, CEA พอค่ามันขึ้นก็ พากันแตกตื่นไปอีก บางคนอธิบายไปแล้ว ยังไม่หายกลุ้มเลยค่ะ

เป็นเรื่องน่าเบื่อประจำปีเลย สำหรับ tumor marker


เพิ่มเติมในมุมของตัวเอง

CA-125 สำหรับมะเร็งรังไข่ มะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก

-ใช้ติดตามหลังการรักษาคือ คุณเป็นมะเร็งแล้ว,รักษาแล้ว ใช้ติดตามดูว่าเซลล์มะเร็งลดลงดีหรือเปล่า และกลับมาหรือเปล่า

-ใช้เพื่อบอกแนวโน้มการเป็นมะเร็ง กรณีที่คุณตรวจพบแล้วว่ามีก้อนที่รังไข่

-ไม่ใช้สำหรับการคัดกรองในคนที่ ไม่มีอาการและตรวจร่างกายปกติ

-มีความพยายามตลอดมาที่จะใช้ CA-125 เพื่อคัดกรอง แต่ยังไม่ประสบความสำเร็จ ไม่มีงานวิจัยที่บอกว่ามีความน่าเชื่อถือในการใช้ CA125 เพื่อการนี้

CEA (อันนี้ต้องรอหมอศัลย์มาตรวจคำตอบ นี่เป็นความรู้สมัยเป็นนักศึกษา)

-ใช้เพื่อตรวจติดตามหลังการรักษาเช่นกัน

-ไม่ใช้เพื่อตรวจคัดกรอง ถ้าคุณ เป็นมะเร็งลำไส้จนค่า CEA ขึ้นแล้ว แสดงว่ามะเร็งมันหยั่งรากลึกไปแล้ว

-คือมะเร็งลำไส้ใหญ่ก็เหมือน กะหล่ำน่ะ ถ้าคุณส่องกล้องในลำไส้ ก็จะเห็นด้านที่เป็นตัวดอกกะหล่ำ ที่มันงอกงามอยู่ แต่ถ้าเจาะ CEA ก็คือพยายามหารากมัน ซึ่งบางทีรากมันตื้นๆ แต่ดอกมันใหญ่ไปแล้ว

- การคัดกรองโรคอะไรก็ตาม วัตถุประสงค์เพื่อพบโรคในระยะเริ่มต้น

-วิธีคัดกรองมะเร็งในลำไส้คือ ตรวจหาเลือดในอุจจาระ และส่องกล้องลำไส้ใหญ่ในคนที่มีความเสี่ยง

จาก คุณ : ฟ้าหมาดฝน






หลังจากนั้น ก็มีการถามตอบข้อสงสัย .. ผมเลือกบางข้อความที่น่าสนในเอามาลงไว้ เพื่อความต่อเนื่อง แต่ถ้าอยากอ่านเต็ม ๆ ก็แวะไปอ่านกระทู้ในห้องสวนลุม นะครับ ..




แถม ..

ตรวจสุขภาพประจำปี จำเป็นหรือไม่

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=09-06-2008&group=4&gblog=45

แนวทางการตรวจสุขภาพของประชาชน

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=01-07-2008&group=4&gblog=52

ตรวจร่างกายประจำปี.. สิ่งที่ได้คือความแข็งแรง หรือ ความเจ็บป่วย?? .. นำมาฝากไม่ได้เขียนเอง ..

https://www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=11-06-2010&group=4&gblog=83

ตรวจสุขภาพประจำปี ตรวจอะไร แปลผลอย่างไร ... bydrcarebear (นำมาฝาก)

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=cmu2807&month=30-12-2011&group=4&gblog=93

ตรวจสุขภาพประจำปี ที่แท้จริงหมายถึงอะไรตรวจไปเพื่ออะไร

https://www.hitap.net/167211

ตรวจคัดกรองต่างจากตรวจวินิจฉัยอย่างไร

https://www.hitap.net/167233

ตอนที่ 1ตรวจร่ายกายเท่าที่จำเป็น สำหรับผู้หญิง

https://www.hitap.net/167411

ตอนที่ 2ตรวจร่างกายเท่าที่จำเป็น สำหรับผู้ชาย

https://www.hitap.net/167420

ตรวจอะไรได้ไม่คุ้มเสีย

https://www.hitap.net/167523

ข้อเสนอเพื่อการพัฒนาระบบการคัดกรองทางสุขภาพที่เหมาะสมสำหรับประชาชนไทย

https://www.hitap.net/research/17560

การศึกษาเพื่อพัฒนาชุดสิทธิประโยชน์ด้านการคัดกรองทางสุขภาพระดับประชากรในประเทศไทย

https://www.hitap.net/research/17573

เว็บไซต์ตรวจสุขภาพด้วยตนเองอย่างง่าย

https://www.mycheckup.in.th/

หนังสือเช็คระยะสุขภาพ

https://www.hitap.net/news/24143

หนังสือเช็คระยะสุขภาพ ตรวจดีได้ ตรวจร้ายเสีย

https://www.hitap.net/documents/18970

https://www.hitap.net/research/17573





 

Create Date : 11 มิถุนายน 2553   
Last Update : 12 กันยายน 2561 13:50:55 น.   
Counter : 19059 Pageviews.  

โรคลมแดด ' ฮีตสโตรค ' ... โดย นพ.ศักดา อาจองค์ รพ.รามา ..ลงใน นสพ.เดลินิวส์





โรคลมแดด 'ฮีตสโตรค'


วัน เสาร์ ที่ 10 เมษายน 2553 เวลา 0:00 น

//www.dailynews.co.th/newstartpage/index.cfm?page=content&categoryID=493&contentID=59074


อันตรายจากอากาศร้อน

อุณหภูมิโลกที่ร้อนขึ้นทุกวัน ก่อให้เกิดโรคมากมาย โรคที่พานพบแต่ละโรคนั้น ก็จะยิ่งร้ายกาจ ทวีความรุนแรงตามอุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้น

“ฮีตสโตรค” เป็นอีกโรคหนึ่งที่เชื่อว่า หลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้าง

คำว่า “ฮีต” แปลได้ว่า ความร้อน ส่วน “สโตรค” แปลว่า โรคเกี่ยวกับการเป็นลม การเกิดขึ้นอย่างกะทันหัน เมื่อรวมกันแล้ว จึงอาจอนุมานความหมายได้ว่า “โรคลมแดด”

ฮีตสโตรค ยังมีชื่อเรียกอีกหลายชื่อ เช่น โรคลมเหตุร้อน โรคอุณหพาติ อันเป็นโรคที่ เกิดจากการที่ร่างกายได้รับความร้อน มากเกินไป (เกินกว่า 41 องศาเซลเซียส) จนไม่สามารถควบคุมระดับความร้อนในร่างกายได้

เมื่อเกิดความร้อนขึ้นในร่างกาย โดยปกติแล้วจะระบายออกได้หลายทาง ทั้งทาง เหงื่อ ทางลมหายใจ เป็นต้น เมื่อร่างกายร้อนขึ้นแล้ว ก็จะทำให้เกิดภาวะการสูญเสียน้ำ อันเกิดจากสมองส่วนไฮโปธาลามัสได้สั่งการให้เกิดความรู้สึกหิวกระหายน้ำ เพื่อเป็นกลไกในการปรับตัวสู้กับความร้อนของร่างกายที่สูงขึ้น

แต่สำหรับผู้ที่มีอาการโรคฮีตสโตรค ขณะที่ร่างกายขับเหงื่อออกมา สมองจะไม่มีทางรู้เลยว่าร่างกายขาดน้ำ เพราะความเข้มข้นของเลือดยังไม่เปลี่ยนแปลง และหากร่างกายสูญเสียน้ำมากเกินไป ต่อมเหงื่อจะหยุดทำงานทันที ทำให้ความร้อนในร่างกายไม่ได้ระบายออก อุณหภูมิในร่างกายจึงสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้เกิดอาการได้ตั้งแต่อาการเล็กน้อย เป็นแล้วหายได้เอง เช่น เมื่อยล้า อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ไปจนถึงมีอาการรุนแรง เป็นสาเหตุให้การทำงานของอวัยวะต่าง ๆ เช่น หัวใจ สมอง ตับ ล้มเหลว จนกระทั่งเสียชีวิตได้

อุบัติการณ์ของโรคลมแดด ในไทย อาจไม่มีการรายงานที่ชัดเจน แต่ก็มีให้ตกใจเป็นครั้งคราวตามหน้าหนังสือพิมพ์ เช่น พบการเสียชีวิตของเด็กที่ถูกทิ้งไว้ในรถ หลายคนมักเข้าใจผิดว่า เด็กมักเสียชีวิตจากขาดอากาศหายใจ แท้จริงแล้วเด็กอาจเสียชีวิตจากอุณหภูมิ ความร้อนสูงเกินไป ดังนั้น พ่อแม่ ที่ปล่อยลูกไว้ในรถ อาจเปิดเครื่อง ยนต์เปิดแอร์ไว้ แต่เครื่องเกิดดับขึ้นมาชั่วเวลาเพียง ไม่นาน อุณหภูมิภายในรถจะสูงขึ้น หากอุณหภูมิภายนอกสูงเช่นในเวลากลางวัน ความร้อน จะยิ่งทวีคูณอย่างรวดเร็ว หนทางที่ดีที่สุดคือ พาลูกออกไปด้วย ไม่ปล่อยทิ้งไว้ในรถ

ส่วนประเทศในแถบตะวันตกนั้น พบการรายงานการเสียชีวิต จากโรคนี้ราว 25-334 รายต่อปี ทั้งที่สภาวะอากาศร้อนน้อยกว่าประเทศ เราค่อนข้างมาก แม้กระทั่งในประเทศญี่ปุ่นเอง ก็พบว่ามีการเสียชีวิตได้บ่อยครั้ง ทั้งที่อยู่ในภูมิภาคเอเชีย

จากข้อมูลยังรายงานต่อไปอีกว่า หากวินิจฉัยช้าและให้การรักษาไม่รวดเร็วพอ จะทำให้มีโอกาสเสียชีวิตได้มากถึงร้อยละ 80 และสามารถลดลงได้ถึงร้อยละ 10 จากการช่วยเหลือที่รวดเร็วและทันท่วงที ในเรื่องปัจจัยอื่น ๆ เช่น เชื้อชาติ เพศ ไม่ค่อยพบว่าเป็นปัจจัยที่ทำให้พบอุบัติการณ์มากนัก แต่มักมีผลทางอ้อมมาจากกิจกรรม สังคม สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจ มากกว่า

ผู้ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคลมแดดหรือฮีตสโตรค มักเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย และทุกกลุ่ม ดังนี้

1. กลุ่มเด็กและผู้สูงอายุ ที่มีระบบการระบายความร้อนในร่างกาย ต่างจากคนวัยอื่น ๆ

2. กลุ่มผู้ที่มีโรคเรื้อรังประจำตัว เช่น โรคความดันโลหิตสูงที่ต้องรับประทานยาขับปัสสาวะ ซึ่งมีผลขับโซเดียมออกจากร่างกาย ทำให้เกิดความผิดปกติกับระดับเกลือแร่ได้ง่าย

3. กลุ่มนักกีฬา ที่ออกกำลังกายหักโหม

4. กลุ่มทหารเกณฑ์ฝึกใหม่ ที่ต้องฝึกหนักกลางแดด และการถ่ายเทของอากาศไม่ดี

5. กลุ่มคนทำงานออฟฟิศ ที่นั่งทำงานอยู่ในห้องแอร์เป็นเวลานาน ร่างกายไม่ฟิตพร้อมและต้องออกมาปะทะอากาศร้อนกะทันหัน ทำให้ร่างกายปรับตัวกับความร้อนได้ไม่ทัน

จะสังเกตได้ว่า เมื่อร่างกายร้อนขึ้น หากเข้าไปหลบร้อนด้วยการตากแอร์เย็น ๆ เป็นเวลานาน เมื่อต้องออกมาปะทะกับอากาศร้อนแล้ว ก็มักจะทำให้ไม่สบายได้บ่อยครั้ง



คำแนะนำสำหรับผู้ที่มีความเสี่ยงดังกล่าวข้างต้น เพื่อป้องกันการเกิดโรคลมแดด

- ควรเตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมก่อนออกกำลังกายกลางแจ้ง โดยแนะนำว่าควรออกกำลังกายกลางแจ้งอย่างสม่ำเสมอ สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ครั้งละ 30 นาที เพื่อให้ร่างกายปรับความเคยชินกับอากาศร้อน ที่สำคัญควรออกกำลังกายในที่ที่มีอากาศถ่ายเท

- ในสภาวะอากาศที่ร้อนมาก ควรดื่มน้ำมาก ๆ ประมาณ 2 ลิตรต่อวัน หรือราว 6-8 แก้ว ให้หลีกเลี่ยงอากาศร้อนชื้น สถานที่ที่อากาศถ่ายเทไม่สะดวก พยายามจัดให้ที่อยู่หรือสภาพแวดล้อมระบายอากาศได้ดี และควรดื่มน้ำ 1-2 แก้ว หรือประมาณ 300 มิลลิลิตร ก่อนออกจากบ้านในวันที่มีอากาศร้อนจัด และหากต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อนหรืออยู่ในระหว่างการออกกำลังกาย ควรดื่มน้ำให้ได้ชั่วโมงละประมาณ 1 ลิตร หรือราว 4-6 แก้วต่อชั่วโมง ถึงแม้ไม่รู้สึกกระหายน้ำก็ตาม

- สวมใส่เสื้อสีอ่อน ไม่หนา เนื้อผ้าบางเบา ระบายความร้อนได้ดี

- ควรดูแลเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และผู้ที่มีโรคประจำตัวเป็นพิเศษ โดยจัดให้อยู่ในห้องที่มีอากาศถ่ายเท และไม่ปล่อยให้อยู่ในรถที่ปิดตามลำพัง

- ปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น อาบน้ำ ทาแป้ง เปิดแอร์ เปิดพัดลม งดอาหารประเภทที่มีแอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิดที่มีผลต่อการเพิ่มความร้อนในร่างกาย เช่น ยาแอมเฟตามีน ยารักษาโรคบางชนิดที่ทานเป็นประจำแต่มีผลรบกวนต่อ การระบายความร้อน หลีกเลี่ยงการทานยากลุ่มยาแก้แพ้ ลดน้ำมูก โดยเฉพาะก่อนการออกกำลังกาย หรือต้องอยู่ท่ามกลางสภาพอากาศร้อน หรืออยู่กลางแดดเป็นเวลานาน ๆ



ในฐานะที่เป็นหมอทางฉุกเฉินด้วยแล้ว ก็อยากฝากคำแนะนำในเรื่องการเข้าช่วยเหลือ ปฐมพยาบาลผู้ที่เป็นโรคฮีตสโตรค กันด้วย โดยเมื่อพบเห็นผู้ที่กำลังจะเป็นลม ให้นำตัวผู้ป่วยเข้าที่ร่ม นอนราบ ยกเท้าสูง ถอดเสื้อผ้าออก เพื่อให้สามารถหายใจได้สะดวกขึ้น ในกรณีที่ผู้ป่วยยังพอรู้สึกตัวและสามารถหายใจได้เอง อาจจัดให้นอนในท่าตะแคง เพื่อให้หายใจได้สะดวกได้เช่นเดียวกัน

หลังจากนั้น หาผ้าชุบน้ำเย็น เช็ดตามซอกตัว คอ รักแร้ เชิง กราน และศีรษะ เพื่อระบายความร้อนออกจากร่างกาย พร้อมกับเปิดพัดลมระบายความร้อนถ้ามี พยายามเช็ดตัวผู้ป่วยบ่อย ๆ เปลี่ยนน้ำที่ใช้เช็ดตัวบ่อยครั้ง เพื่อให้อุณหภูมิในร่างกายลดลง หลังจากนั้น ให้รีบส่งตัวไปโรงพยาบาล

ข้อห้ามสำหรับการปฐมพยาบาลคือ ไม่แนะนำให้ใช้น้ำเย็นราดตัวผู้ป่วย เพราจะทำให้เกิดการสั่นเทาของกล้ามเนื้อ ทำให้ความร้อนในร่างกายไม่ลดลง

เหล่านี้คือที่มาและแนวทางในการป้องกัน รวมไปถึงหลักการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ที่ต้องเตรียมรับมือกันไว้ล่วงหน้า หากเกิดอาการ...ฮีตสโตรค ขึ้น


นพ.ศักดา อาจองค์

ภาควิชาเวชศาสตร์ฉุกเฉิน คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
มหาวิทยาลัยมหิดล






 

Create Date : 16 พฤษภาคม 2553   
Last Update : 16 พฤษภาคม 2553 14:04:01 น.   
Counter : 1758 Pageviews.  

36 โรคพบบ่อยในโรงเรียน วิเคราะห์ตู้ยาโรงเรียน ส่งเสริมการใช้ยาอย่างเหมาะสม





มูลนิธิเพื่อการวิจัยและพัฒนา ระบบยา (วพย.) จึงได้จัดทำ 'คู่มือตู้ยาโรงเรียนและ แนวทางการรักษาโรคที่พบบ่อย' โดยรวบรวม 36 โรคที่พบบ่อยในโรงเรียน เพื่อเป็นแนวทางในการดูแลรักษาการเจ็บป่วยเบื้องต้นของ 36 โรคที่พบบ่อย ๆ ซึ่งได้แก่



ไข้หวัด (Common cold/Upper respiratory tract infection)

มีไข้เป็นพัก ๆ ครั่นเนื้อครั่นตัว อ่อนเพลีย ปวดหนักศีรษะเล็กน้อย คัดจมูก น้ำมูกใส จาม คอแห้งหรือเจ็บคอเล็กน้อย ไอแห้ง ๆ ไอมีเสมหะสีขาวเล็กน้อย ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่อาจไม่มีไข้ มีเพียงคัดจมูกน้ำมูกใส



ไข้หวัด ใหญ่ (Influenza/Flu)

มักเกิดขึ้นทันทีทันใด มีอาการไข้สูง หนาว ๆ ร้อน ๆ ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อมาก ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ขมในคอ อาจมีอาการเจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกใส ไอแห้ง ๆ จุกแน่นท้อง

โดยช่วงที่มีการระบาดของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ชนิดเอ H1N1 ผู้ที่มีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ (Influenza-like symptom) คือ ผู้ป่วยที่มีอาการไข้มากกว่า 38 องศาเซลเซียส มีอาการไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก ปวดเมื่อย อาเจียน ท้องเสีย และ

ผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ได้แก่ เด็กอ้วน เด็กเล็ก (อายุน้อยกว่า 2 ปี ) เด็กมีโรคประจำตัวเป็นหอบหืด โรคหัวใจ โรคตับ โรคไต โรคเบาหวาน หรือโรคที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ (เช่น เอดส์ มะเร็ง เอสแอลอี) โรคทาลัสซีเมีย โรคที่มีความผิดปรกติทางระบบประสาท โรคลมชัก หรือเด็กที่กำลังกินยาแอสไพรินรักษาโรคอื่น

กลุ่มเสี่ยงควรได้รับการดูแล อาการอย่างใกล้ชิดและส่งต่อสถานพยาบาลเมื่ออาการไข้ไม่ดีขึ้นหลังจากติดตาม อาการนาน 2 วัน

นอกจากนี้ในเด็กเล็กหรือผู้ที่มีร่างกายอ่อนแออาจมีอาการมากควรส่งต่อสถาน พยาบาลเมื่ออาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย กินไม่ได้หรือกินได้น้อยกว่าปรกติอย่างชัดเจนหรือมีภาวะขาดน้ำ เด็กที่มีโรคประจำตัวเป็นหอบหืด และมีอาการไอเหนื่อยหรือหอบมากควรส่งโรงพยาบาลด่วน เมื่อมีอาการซึมผิดปรกติหรือชัก ปวดหัวมาก หนาวสั่นมาก อาเจียนหรือท้องเสียมาก ปวดท้องมาก ซีดเหลือง กินไม่ได้ หรือกินได้น้อยกว่าปรกติอย่างชัดเจน หรือมีภาวะขาดน้ำ มีอาการไอ เหนื่อยหรือหอบมาก



ไข้ เลือดออก (Dengue hemorrhagic fever/DHF)

แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่

ระยะที่ 1 ระยะไข้สูง ผู้ป่วยจะมีไข้สูงซึ่งเกิดขึ้นเฉียบพลัน มีไข้สูงลอยตลอดเวลา กินยาลดไข้ก็มักจะไม่ลด หน้าแดง ตาแดง ปวดศีรษะ กระหายน้ำ ซึม เบื่ออาหาร อาเจียน บางรายอาจปวดท้องบริเวณใต้ลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวาประมาณวันที่ 3 ของไข้อาจมีผื่นแดงหรือไม่ก็คันขึ้นตามแขนขาและลำตัว

ระยะที่ 2 ระยะช็อกและมีเลือดออก อาการเกิดขึ้นในวันที่ 3-7 ของโรค ซึ่งถือว่าเป็นช่วงวิกฤต อาการไข้จะเริ่มลดลงแต่อาจมีอาการทรุดหนัก ปวดท้อง อาเจียนบ่อยขึ้น ซึมมากขึ้น กระสับกระส่าย ตัวเย็น มือเท้าเย็น เหงื่อออก ปัสสาวะออกน้อย อาจมีอาการเลือดออกตามผิวหนัง เลือดกำเดาไหล อาเจียนเป็นเลือดสด ๆ หรือเป็นสีกาแฟ ถ่ายอุจจาระเป็นเลือดสด ๆ หรือเป็นสีน้ำมันดิบ ๆ ถ้าเลือดออกมักทำให้เกิดภาวะช็อกรุนแรงและผู้ป่วยอาจเสียชีวิตในเวลาอันรวด เร็ว ระยะที่ 2 นี้กินเวลาประมาณ 2-3 วัน หากผ่านช่วงวิกฤตไปได้ก็จะเข้าสู่ระยะที่ 3 (ระยะหายเป็นปกติ)




หูชั้นกลาง อักเสบ (Otitis media)

ปวดในรูหู หูอื้อ มีไข้สูงหนาวสั่น บางรายอาจมีอาการเวียนศีรษะบ้านหมุน คลื่นไส้อาเจียน หรือท้องเดิน



เหงือก อักเสบ (Gingivitis) (รำมะนาด หรือโรคปริทนต์)

พบได้ในเด็กและผู้ใหญ่ เกิดจากการรักษาความสะอาดในช่องปากไม่ดี เกิดการสะสมของแผ่นคราบฟันและหินปูน ซึ่งทำให้มีเชื้อแบคทีเรียจำนวนมาก ก่อให้เกิดการอักเสบบวมและอาจมีหนอง ขอบเหงือกส่วนที่ติดกับฟันจะมีอาการบวมแดง มีเลือดออกง่ายเวลาแปรงฟัน

ต่อมาเหงือกจะร่น และเมื่อเป็นรุนแรงจะมีไข้ ปวดเหงือก เลือดออกที่เหงือก มีกลิ่นปาก



คอหอยอักเสบ/ทอนซิล อักเสบ (Pharygitis/Tonsilitis)

คอหอยอักเสบ/ทอนซิลอักเสบจากไวรัส อาจมีไข้หรือไม่มีก็ได้ ผนังคอหอยอาจมีลักษณะแดงเพียงเล็กน้อย ทอนซิลแดง โตเล็กน้อย อาจพบมีน้ำมูกใส ตาแดง คอหอยอักเสบ/ทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย

อาจมีอาการไข้หวัด หรือไข้หวัดใหญ่นำมาก่อน 1-3 วัน มักจะมีไข้ ผนังคอหอยหรือเพดานอ่อนมีลักษณะแดงจัดและบวม ทอนซิลบวมโต มีสีแดงจัด มักมีแผ่นหรือจุดหนองขาว ๆ เหลือง ๆ อยู่บนทอนซิล อาจพบต่อมน้ำเหลืองที่ข้างคอด้านหน้า หรือใต้ขากรรไกรบวมโตและเจ็บ




ไข้หวัดที่มี ภาวะแทรกซ้อน

ได้แก่ ไข้หวัดที่มีการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนทำให้มีอาการไข้นานเกิน 4 วัน มีน้ำมูก/เสมหะข้นสีเหลืองหรือเขียวนำมาก่อนและอาจมีอาการอื่น ๆ ที่เกิดจากการลุกลามของเชื้อแบคทีเรียไปยังบริเวณใกล้เคียงทำให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมา มักเกิดขึ้นเมื่อมีสุขภาพอ่อนแอ พักผ่อนไม่เพียงพอ ตรากตรำทำงานหนักหรือไม่ได้รับการดูแลอย่างถูกต้องตั้งแต่แรกเริ่มเป็นไข้หวัด



ไซนัสอักเสบ (Sinusitis)

ไซนัส คือ โพรงอากาศเล็ก ๆ ในกะโหลกศีรษะที่อยู่รอบ ๆ จมูก และมีทางเชื่อมมาเปิดที่โพรงจมูกหลายจุด เป็นช่องทางปรกติในการระบายเมือกเพื่อให้ความชื้นและชะล้างโพรงจมูก แต่ถ้ารูเปิดเหล่านี้ถูกอุดกั้น เช่น เป็นหวัดติดเชื้อแบคทีเรีย เมือกในโพรงไซนัสจะไม่ถูกระบายและเอื้อให้เกิดการลุกลามของเชื้อจากโพรงจมูก เข้าไปในไซนัส

ไซนัสอักเสบมักพบเป็นภาวะแทรกซ้อนของไข้หวัด โดยเฉพาะในเด็กซึ่งมักเป็นไข้หวัดได้บ่อย ไซนัสอักเสบมีทั้งชนิดเฉียบพลัน กึ่งเฉียบพลัน และเรื้อรัง ในที่นี้ขอกล่าวถึงเฉพาะไซนัสอักเสบเฉียบพลัน ซึ่งมักเป็นภาวะแทรกซ้อนจากการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้น และหวัดภูมิแพ้



หลอดลม อักเสบ (Bronchitis)

ผู้ป่วยมักมีอาการเป็นไข้หวัด เจ็บคอนำมาก่อน จากนั้นมีอาการไอบ่อย ระยะแรกจะไอแห้ง ๆ แล้วไอมีเสมหะเล็กน้อยสีขาว ภายใน 2-3 ชั่วโมง หรือ 2-3 วัน ต่อมาจะมีเสมหะปริมาณมากขึ้น อาจมีลักษณะเป็นสีขาว (หากเกิดจากไวรัสหรือการระคายเคือง) หรือกลายเป็นเสมหะข้นสีเขียวหรือเหลือง (ถ้ามีการติดเชื้อแบคทีเรีย) ผู้ป่วยอาจไม่มีไข้หรือมีไข้ต่ำ ๆ อยู่นาน 3-5 วัน อาจมีเสียงแหบ เจ็บคอ หรือเจ็บหน้าอกเวลาไอ



ปอด อักเสบ/ปอดบวม (Pneumonia)

มักมีอาการไข้ (เฉียบพลันหรือตลอดเวลา) ไอ (ตอนแรกไอแห้ง ๆ ต่อมามีเสมหะสีขาวหรือขุ่นข้นออกเป็นสีเหลืองเขียว) เจ็บหน้าอก และหอบเหนื่อย ส่วนใหญ่มักมีอาการติดเชื้อของทางเดินหายใจส่วนต้นหรือไข้หวัดนำมาก่อน



ฝี แผลพุพอง แผลอักเสบ (Abscess, Impetigo & Ecthyma, Infected wound)

โรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนัง คือ การอักเสบของผิวหนังและเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งอาจแสดงอาการได้หลายแบบ ในที่นี้กล่าวถึง ฝี แผลพุพอง และแผลอักเสบ ซึ่งเป็นภาวะที่พบได้บ่อยในคนทุกวัย โดยเฉพาะในเด็กนักเรียนซึ่งอาจเล่นซุกซนและดูแลความสะอาดร่างกายไม่ทั่วถึง



อีสุก อีใส/ไข้สุกใส/โรคสุกใส (Chicken pox)

เกิดจากเชื้อไวรัส

มีไข้ต่ำ ๆ อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร ปวดเมื่อยตามตัว มีตุ่มนูนและตุ่มน้ำใสขึ้นตามตัว มักมีอาการคัน ภายใน 1 วัน จะกลายเป็นตุ่มขุ่น ๆ ตุ่มจะแตกง่ายและฝ่อหายไปกลายเป็นสะเก็ด ตุ่มจะขึ้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ อาจขึ้นในปาก ตรงเพดาน ปาก ลิ้น คอหอย ในเด็กโตและผู้ใหญ่มักมีอาการมากกว่าและหายช้ากว่าเด็กเล็ก



มือ เท้า ปาก (Hand Foot an Mouth disease)

แรกเริ่มผู้ป่วยจะมีอาการไข้ และอาจมีอาการอ่อนเพลีย เบื่ออาหารร่วมด้วย หลังจากนั้น 1-2 วัน จะมีน้ำมูก เจ็บปาก เจ็บคอ ไม่อยากกินอาหาร ในช่องปากจะพบมีจุดนูนแดง ๆ หรือมีตุ่มน้ำใสขึ้นตามเยื่อบุปาก ลิ้นและเหงือก ซึ่งต่อมาจะแตกกลายเป็นแผลตื้น ๆ เจ็บมาก

ขณะเดียวกันก็มีผื่นขึ้นที่มือและเท้า ตรงฝ่ามือ ฝ่าเท้า ซอกนิ้วมือ ตอนแรกจะเป็นจุดแดงราบก่อน แล้วกลายเป็นตุ่มน้ำตามมา

มักมีอาการไข้ประมาณ 3-4 วัน แผลในปากหายภายใน 7 วัน ตุ่มที่มือและเท้าหายภายใน 10 วัน

ส่วนใหญ่มีอาการไม่รุนแรง ส่วนน้อยที่มีอาการรุนแรง อาจมีอาการปวดศีรษะมาก อาเจียน ซึม ไม่ค่อยรู้ตัว ชัก แขนขาอ่อนแรง หรือหายใจหอบ



หัด (Measles/Rubeola)

เกิดจากเชื้อไวรัส ระยะแรกอาการคล้ายไข้หวัด แต่ไข้จะสูงอยู่ตลอดเวลา และมีอาการไข้สูงขึ้นทันทีทันใด ซึม เบื่ออาหาร น้ำมูกใส ไอแห้ง ๆ น้ำตาไหล ตาแดง อาจมีอาการถ่ายเหลวบ่อยครั้งเหมือนท้องเดิน

ลักษณะเฉพาะของโรค คือ ผื่นขึ้นหลังจากมีไข้ 3-4 วัน เป็นผื่นราบสีแดง ขึ้นทั้งตัว หลังจากผื่นขึ้นไข้ก็จะหายลง และอาการอื่น ๆ ก็ทุเลา



หัด เยอรมัน (German Measles/Rubella)

ระยะแรกมีอาการไม่สบายเพียงเล็กน้อย เช่น ไข้ต่ำ ๆ ปวดศีรษะ ปวดตา เจ็บคอ เบื่ออาหาร คลื่นไส้ หรืออาจมีอาการไข้หวัด (1) เป็นอยู่ 1-5 วัน จะมีผื่นขึ้นทั่วตัวคล้ายหัด แต่ผื่นจะเล็กกว่า และผื่นจะจางหายไปภายในเวลา 3 วัน

ลักษณะเฉพาะของโรคนี้คือ มีต่อมน้ำเหลืองโตตรงหลังหู หลังคอ ท้ายทอย และข้างคอทั้ง 2 ข้าง



การบาด เจ็บที่ตับหรืออวัยวะอื่นภายในช่องท้อง (Blunt abdominal trauma)

เป็นภาวะอันตราย ร้ายแรงพบได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ การบาดเจ็บจากอุบัติเหตุมีโอกาสเกิดขึ้นได้ในโรงเรียน เช่น การถูกแรงกระแทกบริเวณหน้าท้องขณะเล่นกีฬา เล่นเครื่องเล่นต่าง ๆ ถูกของหนัก ๆ หล่นทับบริเวณท้อง ควรส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดโดยด่วน งดให้อาหารและน้ำจนกว่าจะได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์



อาหารไม่ย่อย (Dyspepsia)

มีอาการไม่สบายท้องตรงยอดอกหรือใต้ลิ้นปี่ เกิดขึ้นระหว่างหรือหลังกินอาหาร อาจมีอาการอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือหลายอย่างร่วมกัน จุกเสียด แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ มีลมในท้อง เรอบ่อย แสบท้อง เรอเปรี้ยว คลื่นไส้ หรืออาเจียนเล็กน้อย ไม่มีอาการผิดปรกติเกี่ยวกับการขับถ่าย



กระเพาะอาหารอักเสบ (Gastritis)

โรคนี้ พบได้ในคนทั่วไป พบมากในผู้ที่กินยาแอสไพรินหรือยาแก้ปวดเป็นประจำ เช่น เด็กที่เป็นโรคหัวใจ โรคข้ออักเสบ โดยจะมีอาการปวดจุกแน่นตรงใต้ลิ้นปี่ คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร บางรายอาจมีอาการท้องเดินร่วมด้วย



ท้องเดิน (Diarrhea/Gastroenterities)

ปวดท้อง ถ่ายเป็นน้ำหรือถ่ายเหลวบ่อยครั้ง อาจถ่ายเป็นมูกหรือมูกเลือด หรือบางรายอาจมีไข้ คลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับสาเหตุที่เป็น หากถ่ายหลายครั้งอาจมีภาวะแทรกซ้อนคือภาวะขาดน้ำ ซึ่งภาวะขาดน้ำมี 3 ระดับ ได้แก่

1. ภาวะขาดน้ำเล็กน้อย จะมีอาการกระหายน้ำ อ่อนเพลียเล็กน้อย แต่หน้าตาแจ่มใส เดินได้ ชีพจรและความดันโลหิตอยู่ในเกณฑ์ปรกติ

2. ภาวะขาดน้ำปานกลาง เพลียมาก เดินแทบไม่ไหว แต่ยังนั่งได้ รู้สึกตัวดี ตาเริ่มลึก ปากแห้ง ผิวหนังเหี่ยว ขาดความยืดหยุ่น ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตต่ำ

3. ภาวะขาดน้ำรุนแรง อ่อนเพลียมาก ลุกนั่งไม่ได้ ต้องนอน ไม่ค่อยรู้สึกตัว มีอาการช็อก (กระสับกระส่าย ตัวเย็น มือเท้าเย็น ชีพจรเบาเร็ว ความดันโลหิตต่ำ ปัสสาวะออกน้อยหรือไม่ออกเลย) ตาลึกมาก ผิวหนังเหี่ยว ปากและลิ้นแห้ง



ปวดประจำเดือน (Dysmenorrhea)

จะเริ่มมีอาการก่อนมีประจำเดือนไม่กี่ชั่วโมง และเป็นอยู่ตลอดช่วง 2-3 วันแรกของการมีประจำเดือน โดยมีอาการปวดบิดเป็นพัก ๆ ที่ท้องน้อย อาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเดิน อารมณ์หงุดหงิดร่วมด้วย ถ้าปวดรุนแรงอาจมีอาการเหงื่อออก ตัวเย็น มือเท้าเย็นได้



กระเพาะ ปัสสาวะอักเสบ (Cystitis)

อาการปัสสาวะกะปริบกะปรอย (ออกทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง) รู้สึกปวดขัดหรือแสบร้อนเวลาปัสสาวะ อาจมีอาการปวดที่ท้องน้อยร่วมด้วย ปัสสาวะอาจมีกลิ่นเหม็น ขุ่น หรือมีเลือดปน



ไส้ติ่ง อักเสบ (Appendicitis)

มีอาการปวดเจ็บตรงท้องน้อยข้างขวาควรนึกถึงโรคนี้ไว้ก่อนเสมอ

ระยะแรก ๆ จะกดถูกบริเวณท้องน้อยข้างขวาแล้วมีอาการเจ็บ กระเทือน ถูกเจ็บ เดินตัวงอ อาการปวดท้องจะต่อเนื่องและปวดแรงขึ้น นานเกิน 6 ชั่วโมงขึ้นไปมักมีอาการเบื่ออาหาร อาเจียน ครั่นเนื้อครั่นตัว มีไข้ต่ำ ๆ หรืออาจไม่มีไข้ก็ได้



ปวด ศีรษะจากความเครียด (Tension-type headache)

ปวดตื้อ ๆ หนัก ๆ ที่ขมับ หน้าผาก กลางศีรษะ หรือท้ายทอยทั้ง 2 ข้าง หรือทั่วศีรษะ หรือปวดศีรษะคล้ายกับเข็มรัดแน่น นาน 30 นาที ถึง 1 สัปดาห์ อาการปวดคงที่ไม่รุนแรง มีบ้างที่อาจรุนแรงจนเป็นอุปสรรคต่อกิจวัตรประจำวัน



ไมเกรน (Migraine)

มักมีอาการกำเริบเป็นครั้งคราว ส่วนใหญ่ปวดแบบตุบ ๆ (เข้ากับจังหวะการเต้นของหัวใจ) ที่ขมับข้างใดข้างหนึ่ง อาจปวดสลับข้างกันในแต่ละครั้ง หรืออาจปวดพร้อมกัน 2 ข้างก็ได้ ปวดมากขึ้นเมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย ถูกแสง เสียง หรือกลิ่น อาจมีตาพร่ามัว เจ็บหนังศีรษะ มีเส้นพองที่ขมับ

บางคนอาจมีอาการที่เป็นสัญญาณบอกเหตุก่อนที่จะมีอาการปวดศีรษะ ได้แก่ มองเห็นแสงระยิบระยับ เห็นภาพหยักเบี้ยว เห็นภาพเล็กหรือใหญ่เกินจริง เห็นดวงมืดในลานสายตา



สายตา สั้น (Myopia)

มักเห็นอาการได้ชัดตอนอยู่ที่โรงเรียน มีอาการมองไกล ๆ (เช่น มองกระดานดำ ดูโทรทัศน์) เห็นไม่ชัด ต้องคอยหยีตา แต่มองใกล้ ๆ หรืออ่านหนังสือได้ชัดเจน อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดกระบอกตาร่วมด้วย



การบาดเจ็บที่ศีรษะ (Head injury)

อาจเป็นแผลเพียงเล็กน้อย หัวโน หรือฟกช้ำที่หนังศีรษะ หรืออาจรุนแรง กะโหลกร้าว กระทบกระเทือนต่อสมอง มีเลือดออกในสมอง ซึ่งอาจแสดงอาการได้หลายลักษณะ เช่น หมดสติไปชั่วครู่ งง เวียนศีรษะ ปวดศีรษะรุนแรง อาเจียนพุ่ง มีน้ำหรือเลือดออกจากปาก จมูกหรือหู เพ้อ ชัก อัมพาตครึ่งซีก ปากเบี้ยว กล้ามเนื้อแข็งเกร็ง



ข้อเคล็ด/ข้อแพลง (Sprain)

ปวดเจ็บที่ข้อหลังได้รับบาดเจ็บทันที โดยเจ็บมากเวลาเคลื่อนไหวข้อ หรือใช้นิ้วกดถูก ข้อจะบวม แดง ร้อน อาจพบรอยเขียวคล้ำหรือฟกช้ำ



กระดูกหัก (Fracture/Broken bones)

บริเวณที่หักมีลักษณะบวม เขียวช้ำ เจ็บปวด ซึ่งจะเป็นมากเวลาเคลื่อนไหว หรือใช้มือกดถูกอาจรู้สึกเคลื่อนไหว หรือใช้มือกดถูกอาจรู้สึกเคลื่อนไหวส่วนนั้นลำบาก พบลักษณะผิดรูปผิดร่าง เช่น แขนขาโก่งงอ หรือสั้นยาวไม่เท่ากัน จับกระดูกดูอาจรู้สึกกรอบแกรบ



เวียนศีรษะ เมารถ เมาเรือ เมาเครื่องเล่น (Motion sickness)

วิงเวียนศีรษะ ตื้อ ๆ หรือโหวง ๆ รู้สึกโคลงเคลง สิ่งรอบข้างหมุน



เป็นลม (Syncope) เป็นลมธรรมดา

มักมีอาการเป็นลมขณะอยู่ในท่ายืน อยู่ดี ๆ ก็รู้สึกใจหวิว แขนขาอ่อนแรง ทรงตัวไม่ไหว ทรุดลงนอนกับพื้น หมดสติอยู่ครู่หนึ่งประมาณ 1-2 นาที แล้วฟื้นคืนสติได้เอง อาจมีอาการเตือนล่วงหน้า เช่น ศีรษะเบาหวิว ตัวโคลงเคลง มองเห็นภาพเป็นจุดดำ ตามัว มีเสียงดังในหู คลื่นไส้



ผื่นลม พิษ (Urticaria)

มีผื่นเป็นวงนูนแดง รูปร่างและขนาดต่าง ๆ กัน ขอบแดง คันมาก เกิดขึ้นที่หน้า แขนขา ลำตัว หรือส่วนอื่น ๆ ของร่างกายก็ได้ บางคนมีไข้ขึ้นเล็กน้อย ร้อนผ่าวตามร่างกาย



สัตว์ กัด แมลงต่อย

มีรอยถูกสัตว์กัด อาจถลอก หรือมีเลือดออก บวม ช้ำ ปวด อาจมีอาการแพ้คันเป็นผื่นลมพิษ หรือมีอาการแพ้รุนแรงได้ อาการในระบบอื่น ๆ เช่น หากถูกงูพิษต่อระบบประสาทกัดจะมีอาการง่วงซึม หนังตาตก แขนขาอ่อนแรง หายใจลำบาก หากถูกงูที่มีพิษต่อระบบเลือดกัด อาจมีอาการเลือดออกตามร่างกาย ไตวายได้



สิ่งแปลกปลอมเข้าตา

เคืองตา ปวดตา น้ำตาไหล ตาแดง



โรคหิด (Scabies)

หิดเป็นโรคผิว หนังอักเสบที่เกิดจากตัวหิด ลักษณะอาการมีตุ่มน้ำใสและตุ่มหนอง คัน ขึ้นกระจายเหมือนกันทั้ง 2 ข้างของร่างกาย มักพบที่ง่ามนิ้วมือ นิ้วเท้า มือ ข้อศอก รักแร้ รอบหัวนม รอบสะดือ ก้น ข้อเท้า อวัยวะเพศ มักมีอาการคันมากโดยเฉพาะเวลากลางคืน อาจเกาะจนมีอาการอักเสบติดเชื้อแบคทีเรีย เป็นตุ่มหนองหรือน้ำเหลืองไหล



โรคเหา (Head louse)

มีอาการคันศีรษะมากโดยเฉพาะเวลากลางคืน พบตัวเหาและไข่เหาเป็นจุดขาว ๆ ติดอยู่บริเวณโคนพบและเส้นผม พบมากบริเวณเหนือใบหูและท้ายทอย



โรคพยาธิ (Parasitosis)

ปวดท้อง อาเจียน เป็นลมพิษเรื้อรัง ผอมแห้งแรงน้อย ขาดอาหาร การวินิจฉัยอาการที่แน่ชัดคือ สังเกตเห็นตัวพยาธิที่ถ่ายหรืออาเจียนออกมา หรือตรวจพบไข่พยาธิในอุจจาระ



นอกจากแนวทาง การวินิจฉัย 36 โรคที่พบบ่อยแล้ว สิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งในการดูแลส่งเสริมสุขภาพและพัฒนาการของเด็กคือ การสนับสนุนให้เด็กได้รับประทานอาหารเช้า

โดยนายแพทย์สมยศ ดีรัศมี อธิบดีกรมอนามัย ได้เปิดเผยว่า อาหารเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาระหว่างอาหารเย็นถึงเช้า แม้จะเป็นช่วงที่นอนหลับพักผ่อน ร่างกายยังคงเผาผลาญสารอาหารตามปรกติ ทำให้ปริมาณน้ำตาลในเลือดต่ำลง

หากเด็กไม่กินอาหารเช้าเพิ่มเข้าไปร่างกายจะไปดึงสารอาหารสะสมสำรองในยามจำ เป็นมาใช้แทน ทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย หงุดหงิด อารมณ์เสีย ซึ่งส่งผลโดยตรงในด้านการเรียน ด้านอารมณ์ สมอง และความจำของเด็ก เพราะเด็กไม่มีสมาธิในการเรียน และอาจถึงขั้นหน้ามืดเป็นลมได้เนื่องจากสมองได้รับน้ำตาลกลูโคสไปหล่อเลี้ยง ไม่พอ

เด็ก ถือเป็นกำลังและเป็นอนาคตของชาติที่จะเติบโตต่อไป เราจึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างพื้นฐานความรู้ ปลูกฝังคุณธรรม ให้การดูแลเอาใจใส่สุขภาพของพวกเขาเริ่มแต่วัยเรียนเพื่อให้พวกเขาเติบโต เป็นผู้ใหญ่ที่มีสุขภาพแข็งแรงและเป็นคนที่ดีของสังคมต่อไป




สนับสนุนเนื้อหาโดย วงการยา ฉบับ 139

//www.medicthai.com/admin/news_cpe_detail.php?id=545






 

Create Date : 21 เมษายน 2553   
Last Update : 21 เมษายน 2553 16:31:43 น.   
Counter : 21326 Pageviews.  

ข้อมูลสำคัญ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 และ สถานการณ์ล่าสุด ... แถม เวบน่าสนใจ




//beid.ddc.moph.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=32105025&Itemid=240

ข้อมูลสำคัญ ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (เอ็ช1เอ็น1) 2009


กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 แพร่ติดต่อง่าย คนส่วนใหญ่ไม่มีภูมิต้านทาน คนทุกเพศทุกวัยติดเชื้อนี้ได้ เนื่องจากเป็นเชื้อใหม่ คนส่วนใหญ่ไม่มีภูมิต้านทานโรคนี้ โดยเฉพาะเด็กและคนหนุ่มสาว แต่ผู้สูงอายุบางคนอาจมีภูมิต้านทานโรค จากการที่เคยติดเชื้อไข้หวัดใหญ่ที่คล้ายกันกับเชื้อตัวใหม่นี้มาแล้ว

ผู้ป่วยแพร่เชื้อได้มากสุดช่วง 3 วันแรก เมื่ออาการทุเลาขึ้นจะแพร่เชื้อได้ลดลง ส่วนใหญ่มักไม่เกิน 7 วัน แต่เด็กเล็กอาจแพร่เชื้อได้นานกว่านี้

เมื่อผู้ป่วยไอ จาม พูดคุย เชื้อไวรัสในฝอยละอองน้ำมูก น้ำลาย เสมหะ จะฟุ้งกระจายไปไกล 1 ถึง 2 เมตร และมีชีวิตอยู่ที่พื้นผิวหรือสิ่งของได้นาน 2 ถึง 8 ชั่วโมง





ไข้หวัดใหญ่ป้องกันได้

* อยู่ไกลจากผู้ป่วยอย่างน้อยหนึ่งช่วงแขน เพื่อไม่ให้ถูกไอจามรดโดยตรง หรือสูดฝอยละอองเชื้อโรคเข้าไป

* ไม่ใช้สิ่งของร่วมกับผู้อื่น โดยเฉพาะผู้ป่วย เช่น ผ้าเช็ดมือ แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ และใช้ช้อนกลางทุกครั้งเมื่อรับประทานอาหารกับผู้อื่น

* หมั่นล้างมือบ่อยๆ และล้างมือหลังจากสัมผัสพื้นผิว สิ่งของเครื่องใช้ที่อาจปนเปื้อนเชื้อ เช่น ลูกบิดประตู ราวบันได ปุ่มลิฟต์ โทรศัพท์ แป้นคอมพิวเตอร์

* ฝึกนิสัยไม่ใช้มือแคะจมูก จับปาก ขยี้ตา หรือจับต้องใบหน้า หากยังไม่ได้ล้างมือให้สะอาด ควรใช้กระดาษทิชชูจะปลอดภัยกว่า

* ไม่ควรเข้าไปในสถานที่แออัด โดยเฉพาะในช่วงที่มีการระบาดมาก หากจำเป็น ผู้เป็นกลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรง




ควรป้องกันตนเองอย่างดี เช่น สวมหน้ากากอนามัย และเช็ดมือด้วยเจล แอลกอฮอล์ บ่อยๆ รักษาร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง และมีภูมิต้านทานโรค

o ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และสัมผัสแสงแดดยามเช้า เพื่อให้ร่างกายได้รับวิตามินดี
o รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ไข่ นม ผัก ผลไม้ที่มีวิตามินซีมาก เช่น ฝรั่ง

o ดื่มน้ำสะอาดให้มากพอ

o พักผ่อน นอนหลับให้พอเพียง

o ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ไม่เที่ยวไปในสถานที่แออัด อากาศถ่ายเทไม่สะดวก



รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล ช่วยให้ห่างไกลจากโรคติดต่อ

o หมั่นล้างมือบ่อย ๆ และล้างมือทุกครั้ง ก่อนรับประทานอาหาร ป้อนอาหารเด็ก หลังสั่งน้ำมูก ไอ จาม ขับถ่าย ดูแลผู้ป่วย จับต้องสิ่งของเครื่องใช้ พื้นผิวที่มีผู้สัมผัสมาก สัตว์ (โดยเฉพาะสัตว์ที่มีอาการป่วย)

o ล้างมือด้วยน้ำและสบู่ ให้สะอาดทั่วถึง (ถูฝ่ามือ หลังมือ ซอกนิ้ว หัวแม่มือ ข้อมือ) นานประมาณ 20 วินาที (นับในใจ 1 ถึง 20)

o พกเจลแอลกอฮอล์ 70% ไว้ สำหรับเช็ดมือให้สะอาดเวลาเดินทาง

o ใช้หน้ากากอนามัยเมื่อเป็นไข้หวัด เพื่อไม่ให้แพร่เชื้อสู่คนรอบข้าง



ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ส่วนใหญ่อาการไม่รุนแรง

หลังจากได้รับเชื้อ 2 ถึง 3 วัน (มักไม่เกิน 7 วัน) ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้ ปวดศีรษะ หนาวสั่น ปวดเมื่อยเนื้อตัว ไอ เจ็บคอ คัดจมูก น้ำมูกไหล อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาจมีคลื่นไส้ อาเจียน หรือท้องเสีย

ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (95%) อาการไม่รุนแรง อาการจะคล้ายกันกับไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลสายพันธุ์เก่า แต่เนื่องจากเชื้อนี้สามารถทำให้เกิดปอดบวมได้มากกว่าเชื้อสายพันธุ์เก่า จึงพบว่ามีผู้ป่วยส่วนน้อย (5%) มีอาการป่วยรุนแรง

ผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง ส่วนมาก (70%) เป็นผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง (เช่น โรคปอด หอบหืด โรคหัวใจ ไต เบาหวาน พิการทางสมองและปัญญา ฯลฯ) หญิงตั้งครรภ์ (เสี่ยงป่วยรุนแรงมากกว่าคนทั่วไปถึง 4 เท่า) ผู้เป็นโรคอ้วน ผู้มีภูมิต้านทานต่ำ (โรคเลือด โรคมะเร็ง โรคเอดส์ ผู้ป่วยรับยากดภูมิต้านทาน ฯลฯ) เด็กเล็กต่ำกว่า 2 ปี และผู้สูงอายุมากกว่า 65 ปี

อย่างไรก็ตามยังมีผู้เสียชีวิตส่วนน้อย (30%) ที่มีสุขภาพดีก่อนป่วย ยังไม่พบปัจจัยเสี่ยงที่ชัดเจน องค์การอนามัยโลกและหลายประเทศกำลังเร่งศึกษาหาสาเหตุ

สัญญาณอันตราย คือ มีไข้สูงไม่ลดลงภายใน 2 วัน (เด็กอาจมีอาการชัก) ไอมากจนเจ็บหน้าอก ไอมีเลือดปน หรือหายใจถี่ หอบ เหนื่อย ไม่ทานอาหาร ไม่ดื่มน้ำ ซึมมาก อ่อนเพลียมาก นอนซม อาเจียนหรือท้องร่วงมาก มีอาการขาดน้ำ ผิวหนังมีสีม่วงคล้ำ

ผู้ป่วยที่มีอาการเหล่านี้ รวมทั้งกลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรง ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพื่อรับการรักษาและยาต้านไวรัสให้เร็วที่สุด


ดูแลรักษาผู้ป่วยอาการไม่รุนแรงที่บ้าน

หากผู้ป่วยมีไข้ไม่สูงมาก ตัวไม่ร้อนจัด ไม่ซึมหรืออ่อนเพลียมาก และพอทานอาหารได้ ต้องพักดูแลรักษาตัวที่บ้าน โดยทำจิตใจให้สบาย และห้ามออกกำลังกาย

o หยุดเรียน หยุดงาน ไม่ออกไปนอกบ้าน 7 วัน อาจเร็วหรือช้ากว่านี้ แต่ต้องหลังจากไม่มี ไข้แล้วอย่างน้อย 1 วัน เพื่อให้พ้นระยะแพร่เชื้อ

o รับประทานยาลดไข้พาราเซทามอล (ห้ามใช้ยาแอสไพริน) ยาละลายเสมหะ ยาแก้เจ็บคอ วิตามิน ฯลฯ ตามคำแนะนำของแพทย์หรือเภสัชกร

o ถ้าติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน ต้องทานยาปฏิชีวนะให้หมดตามที่แพทย์สั่ง

o เช็ดตัวลดไข้เป็นระยะด้วยน้ำสะอาดอุ่นเล็กน้อย เช็ดแขนขาย้อนเข้าหาลำตัว หน้าผาก ซอกรักแร้ ขาหนีบ ข้อพับแขนขา และใช้ผ้าห่มปิดส่วนอกระหว่างเช็ดแขนขา เพื่อไม่ให้หนาวเย็นจนเสี่ยงเกิดปอดบวม หากผู้ป่วยหนาวสั่น ต้องหยุดเช็ดตัว และห่มผ้าให้ อบอุ่นทันที

o ดื่มน้ำสะอาดและน้ำผลไม้มาก ๆ งดดื่มน้ำเย็น

o รับประทานอาหารอ่อน ๆ รสไม่จัด เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม ไข่ ผัก และผลไม้ ให้พอเพียง

o นอนพักผ่อนมากๆ ในห้องที่อากาศไม่เย็นเกินไป และอากาศถ่ายเทสะดวก



ป้องกันการแพร่เชื้อไปสู่คนอื่นๆ ในบ้าน

o แยกนอนในห้องที่อากาศถ่ายเทสะดวก

o รับประทานอาหารแยกจากผู้อื่น

o ไม่ใช้ของใช้ส่วนตัว เช่น ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว แก้วน้ำ หลอดดูดน้ำ ร่วมกับผู้อื่น

o ปิดปากจมูกด้วยกระดาษทิชชูทุกครั้งที่ไอจาม แล้วทิ้งทิชชูลงในถังขยะ (ถ้าหยิบไม่ทัน ต้องรีบเบนหน้าใส่ต้นแขนตัวเอง) และทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจล หรือน้ำและสบู่ทันที

o สวมหน้ากากอนามัยเมื่อต้องอยู่กับผู้อื่น โดยเฉพาะคนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงป่วยรุนแรง และอยู่ห่างจากคนอื่น ๆ 1 ถึง ’2 เมตร หรืออย่างน้อยหนึ่งช่วงแขน

o ผู้ดูแลผู้ป่วยต้องสวมหน้ากากอนามัย และทำความสะอาดมือด้วยแอลกอฮอล์เจล หรือน้ำและสบู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะหลังดูแลผู้ป่วย

o หมั่นทำความสะอาดบริเวณห้องนอนผู้ป่วยและบริเวณที่มีคนสัมผัสมาก โดยเช็ดล้างด้วยน้ำผงซักฟอกหรือน้ำยาฆ่าเชื้อทั่วไปที่ใช้ตามบ้าน รวมทั้งเปิดม่านให้แสงแดดยามเช้าส่องเข้ามาในห้องได้


ติดตามข้อมูลเพิ่มเติม

o เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข //www.moph.go.th

o สายด่วน 1422 และศูนย์ปฏิบัติการกรมควบคุมโรค โทร. 0 2590 3333



“ ขอบคุณ....ที่หยุดงาน หยุดเรียน
สวมหน้ากากอนามัย และล้างมือบ่อย ๆ
....เมื่อป่วยเป็นไข้หวัดใหญ่ ”

สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค
เว็บไซต์ //beid.ddc.moph.go.th
เว็บไซต์กระทรวงสาธารณสุข //www.moph.go.th
1 ตุลาคม 2552




สถานการณ์ นโยบาย ยุทธศาสตร์ และแนวทางการป้องกันควบคุม ไข้หวัดใหญ่ระบาดใหญ่ (เอ็ช1เอ็น1) 2009
กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
19 พฤศจิกายน 2552

//beid.ddc.moph.go.th/th/index.php?option=com_content&task=view&id=32117872&Itemid=240

สถานการณ์โรคและแนวโน้มการระบาด

สถานการณ์ทั่วโลก

การ ระบาดใหญ่ของไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ (เอ็ช1เอ็น1) 2009 ซึ่งเป็นวิกฤติทางสาธารณสุขของประเทศทั่วโลก จะยังไม่ยุติในเวลาอันใกล้ องค์การอนามัยโลกได้รับรายงานผู้ป่วยยืนยันโรคนี้ ณ วันที่ 8 พฤศจิกายน 2552 (เว็บไซต์ //www.who.int) มากกว่า 503,536 คน มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 6,260 คน ข้อมูลนี้ต่ำกว่าความเป็นจริงมาก เนื่องจากการระบาดได้ขยายไปสู่ชุมชนของประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากกว่า 206 ประเทศแล้ว

ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้แนะนำ (ตั้งแต่วันที่ 6 กรกฎาคม 2552 เป็นต้นมา) ให้ประเทศที่มีการระบาดภายในประเทศแล้ว เปลี่ยนการตรวจยืนยันผู้ป่วยทางห้องปฏิบัติการ (confirmed case) ทุกราย ซึ่งจะสร้างภาระและสิ้นเปลืองทรัพยากรโดยไม่คุ้มค่า มาใช้วิธีการทางระบาดวิทยา (epidemic monitoring) เพื่อติดตามสถานการณ์

ขณะ นี้ยังไม่พบการเปลี่ยนแปลงของเชื้อไวรัสที่อาจทำให้เชื้อมีความรุนแรง เพิ่มขึ้น และยังไม่พบปัญหาการดื้อยาโอเซลทามิเวียร์ในระดับที่เป็นปัญหาทางสาธารณสุข รวมทั้งเชื้อยังไวต่อยาซานามิเวียร์



สถานการณ์ในประเทศไทย

จาก การเฝ้าระวังโรคตั้งแต่วันที่ 28 เมษายน 2552 ถึงขณะนี้ (14 พฤศจิกายน 2552) ไทยพบผู้ป่วยที่ตรวจยืนยันไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ รวมทั้งสิ้น 28,939 ราย เสียชีวิต 185 ราย

โดยในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา (8 -14 พฤศจิกายน 2552) มีรายงานผู้เสียชีวิต 1 ราย

สถานการณ์ การระบาดในกรุงเทพและปริมณฑลได้ลดลงมากตั้งแต่เดือนสิงหาคมที่ผ่าน มา และได้ขยายไปในทุกจังหวัดทั่วประเทศ โดยเฉพาะ ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางบางจังหวัด

มีความเสี่ยงที่จะ เกิดการระบาดในเขตเมือง ในสถานที่ที่คนอยู่รวมกันจำนวนมาก และมีสัญญานเตือนการขยายตัวเป็นการระบาดระลอกใหม่ โดยเกิดการระบาดในโรงเรียนและค่ายทหาร และมีปัจจัยเสริม ได้แก่ อากาศที่เย็นและแห้ง




แหล่งข้อมูลการติดต่อเพื่อปรึกษากับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่


1. กรุงเทพมหานคร ติดต่อได้ที่ กองควบคุมโรค สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร

โทรศัพท์ 0 2245 8106 , 0 2246 0358 และ 0 2354 1836

2. ต่างจังหวัด ติดต่อได้ที่ สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทุกแห่ง

3. สำนัก โรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ชั้น 4 อาคาร 8 กรมควบคุมโรค (ตึกสถาบันราชประชาสมาสัย) ถนนติวานนท์ จ.นนทบุรี

โทร. 02 590 3275 02 590 3238 โทรสาร. 02 590 3397


Call Center 24 ชั่วโมง

• ศูนย์ปฏิบัติการ กระทรวงสาธารณสุข ห้องประชุม 2 ชั้น 2 ตึกสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข

Call Center 1422 , โทรสาร 02 - 590 1993

• ศูนย์บริการข้อมูลฮ็อตไลน์ กระทรวงสาธารณสุข

หมายเลขโทรศัพท์ 0 2590 1994

• ศูนย์ปฏิบัติการ กรมควบคุมโรค อาคาร 2 ชั้น 3 ตึกกรมควบคุมโรค

Call Center 02 - 590 3333 โทรสาร 02 - 590 3308

• e-Mail: moc@health.moph.go.th



กระทู้น่าสนใจ



จากไข้หวัดใหญ่ MEXICO ถึงไข้หวัดใหญ่ 2009 .. บทเรียนสาธารณสุขไทย

//www.bloggang.com/viewblog.php?id=cmu2807&date=21-05-2009&group=4&gblog=76


.....สถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ 2009....( ศจ.นพ.ธีระวัฒน์ ) และ แนวทางดูแลรักษาผู้ป่วย

//topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2009/07/L8147316/L8147316.html


ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ 2009....เสียชีวิตจากการรักษาช้าจริงหรือ ??? ... ศจ.นพ. ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา

//topicstock.pantip.com/lumpini/topicstock/2009/08/L8154944/L8154944.html


ถึงสื่อมวลชนทุกท่าน ผมจะบอกความจริงเรื่อง ไข้หวัด 2009 ให้ทราบ

//www.pantip.com/cafe/chalermthai/topic/A8060907/A8060907.html




เวบที่น่าสนใจ ..



เวบ ของ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.).. ภาพสวย ข้อมูลเพียบ มีคำถามที่พบบ่อย และ เวบบอร์ดให้สอบถามปัญหา ครบถ้วน ... เจ๋งมั๊ก ๆ

//www.flu2009thailand.com/
สอบถามข้อมูลไข้หวัด 2009 และขอรับสื่อ โทร. 1422 หรือ 1330



ศูนย์ปฏิบัติการตอบโต้ ภาวะฉุกเฉินทาง การแพทย์และสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข

//www.moph.go.th/flu/

สำนักโรคติดต่ออุบัติใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข

//beid.ddc.moph.go.th/th/index.php





แถม ...


1+1 ใน 5 = สัญญาณอันตราย

//www.flu2009thailand.com/important-sign.html

วิธีง่ายๆ ที่ใช้สังเกตอาการไข้หวัด2009

ลดความกังวลใจ ลดความเสี่ยงในการไปโรงพยาบาลโดยไม่จำเป็น

ถ้ามีไข้สูง 38 องศาเซลเซียส ร่วมกับ ไอ เจ็บคอ ให้ดูว่าตัวเองอยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นหนักหรือเปล่า ถ้าใช่ต้องไปหาหมอทันที

ถ้าไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง (ข้อมูลกลุ่มเสี่ยงอยู่ในหมวดการรักษา) ในเบื้องต้นให้กินยาพาราเซตามอลเพื่อลดไข้

ถ้า กินยาพาราเซตามอลแล้ว อาการขั้นแรกยังมีอยู่ นั่นคือ ไข้สูง ไอ เจ็บคอ แล้วก็มีอาการเพิ่มเติมเพียงแค่ 1 ใน 5 สัญญาณอันตราย ก็ต้องรีบไปพบแพทย์โดยด่วน นั่นคือ

1. ปวดหัวมากแม้กินยาพาราเซตามอลก็ยังไม่ดีขึ้นนัก

2. เบื่ออาหารอย่างมาก ไม่อยากกินอะไรเลย น้ำก็ไม่อยากดื่ม

3. เหนื่อย อ่อนเพลียและปวดเมื่อยกล้ามเนื้อมาก

4. ไอแล้วเหนื่อย หรือไอแล้วเจ็บเฉพาะที่ ไอแล้วเจ็บหน้าอก

5. มีอาการท้องเสียหรืออาเจียน

เรียก ว่าถ้ามี 1 อาการหลัก(ไข้ ไอ เจ็บคอ) ร่วมกับอาการที่เป็นสัญญาณอันตราย อย่างน้อย 1 ใน 5 ดังกล่าวก็ต้องรีบไปหาหมอโดยด่วน จำไว้ว่า 1+1 ใน 5 = สัญญาณอันตราย



แต่ถึงแม้จะไม่มีอาการร่วม 1 ใน 5 สัญญาณอันตราย แต่ถ้าพักรักษาตัวอยู่ที่บ้าน 2 วัน แล้วอาการยังไม่ดีขึ้นแม้แต่น้อย ก็จะต้องไปหาหมอเช่นกัน





นำมาฝากกัน ... จะได้มีความรู้เอาไว้ ดูแลรักษาตนเอง และ คนที่คุณรัก ...

ผมเชื่อว่า ผู้ป่วย มีความรู้มากเท่าไหร่ หมอก็ทำงานได้สบายมากขึ้นเท่านั้น ...

ถ้าเป็นไปได้ ก็รบกวนฝากส่งต่อไปให้คนอื่น ๆ ด้วยนะครับ ... ถือว่า ทำบุญร่วมกัน ...

ขอบคุณครับ


ปล.

ขอชี้แจงไว้ก่อนว่า ผมเป็นหมอกระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) ... ไม่ได้มีความเชี่ยวชาญเรื่อง ไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙... ก็อาศัยหาความรู้ทางเนต เหมือนกับทุกท่าน

จึงขอไม่ตอบหลังไมค์ เกียวกับโรคไข้หวัดใหญ่ ๒๐๐๙ นะครับ ถ้าเป็นโรคกระดูกและข้อ ก็ยินดีช่วยเหลือเท่าที่ทำได้ ...










 

Create Date : 25 พฤศจิกายน 2552   
Last Update : 25 พฤศจิกายน 2552 15:41:43 น.   
Counter : 1929 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  

หมอหมู
Location :
กำแพงเพชร Thailand

[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 762 คน [?]




ผมเป็น ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ หรือ อาจเรียกว่า หมอกระดูกและข้อ หมอกระดูก หมอข้อ หมอออร์โธ หมอผ่าตัดกระดูก ฯลฯ สะดวกจะเรียกแบบไหน ก็ได้ครับ

ศัลยแพทย์ออร์โธปิดิกส์ เป็นแพทย์เฉพาะทางสาขาหนึ่ง ซึ่งเมื่อเรียนจบแพทย์ทั่วไป 6 ปี ( เรียกว่า แพทย์ทั่วไป ) แล้ว ก็ต้องเรียนต่อเฉพาะทาง ออร์โธปิดิกส์ อีก 4 ปี เมื่อสอบผ่านแล้วจึงจะถือว่าเป็น แพทย์ออร์โธปิดิกส์ โดยสมบูรณ์ ( รวมเวลาเรียนก็ ๑๐ ปี นานเหมือนกันนะครับ )

หน้าที่ของหมอกระดูกและข้อ จะเกี่ยวข้องกับความเจ็บป่วย ของ กล้ามเนื้อ เส้นเอ็น กระดูก ข้อ และ เส้นประสาท โรคที่พบได้บ่อย ๆ เช่น กระดูกหัก ข้อเคล็ด กล้ามเนื้อฉีกขาด กระดูกสันหลังเสื่อม ข้อเข่าเสื่อม กระดูกพรุน เป็นต้น

สำหรับกระดูกก็จะเกี่ยวข้องกับกระดูกต้นคอ กระดูกสันหลัง กระดูกเชิงกราน กระดูกข้อไหล่ จนถึงปลายนิ้วมือ กระดูกข้อสะโพกจนถึงปลายนิ้วเท้า ( ถ้าเป็นกระดูกศีรษะ กระดูกหน้า และ กระดูกทรวงอก จะเป็นหน้าที่ของศัลยแพทย์ทั่วไป )

นอกจากรักษาด้วยการให้คำแนะนำ และ ยา แล้วยังรักษาด้วย วิธีผ่าตัด รวมไปถึง การทำกายภาพบำบัด บริหารกล้ามเนื้อ อีกด้วย นะครับ

ตอนนี้ผม ลาออกจากราชการ มาเปิด คลินิกส่วนตัว อยู่ที่ จังหวัดกำแพงเพชร .. ใช้เวลาว่าง มาเป็นหมอทางเนต ตอบปัญหาสุขภาพ และ เขียนบทความลงเวบ บ้าง ถ้ามีอะไรที่อยากจะแนะนำ หรือ อยากจะปรึกษา สอบถาม ก็ยินดี ครับ

นพ. พนมกร ดิษฐสุวรรณ์ ( หมอหมู )

ปล.

ถ้าอยากจะถามปัญหาสุขภาพ แนะนำตั้งกระทู้ถามที่ .. เวบไทยคลินิก ... ห้องสวนลุม พันทิบ ... เวบราชวิทยาลัยออร์โธปิดิกส์ หรือ ทางอีเมล์ ... phanomgon@yahoo.com

ไม่แนะนำ ให้ถามที่หน้าบล๊อก เพราะอาจไม่เห็น นะครับ ..




New Comments
[Add หมอหมู's blog to your web]