Somebody's me... Nobody's know.. You are what you thinks.. and.. I am who i am.. Whatever will be, will be..
Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2559
1234567
891011121314
15161718192021
22232425262728
293031 
 
6 พฤษภาคม 2559
 
All Blogs
 
ถนนสายนี้มีตะพาบ 154 : (ซูเปอร์) ฮีโร่







ถนนสายนี้มีตะพาบ154

(ซูเปอร์) ฮีโร่

โจทย์โดย : คุณเป็ดสวรรค์


กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้วยังมีหมาป่าตัวหนึ่งเดินซัดเซพเนจรเข้ามาหาอาหารกินในหมู่บ้านขณะเดินผ่านบ้านหลังหนึ่งเจ้าหมาป่าก็ได้ยินเสียงเด็กร้อง ตามมาด้วยเสียงพูดขึ้นว่า

“เงียบเสียทีเถอะถ้าไม่หยุดร้องเดี๋ยวจะโยนออกไปให้หมาป่ากินนะ

หมาป่าได้ยินดังนั้นจึงเฝ้ารออยู่หน้าบ้าน หวังว่าจะได้กินให้อร่อยจนเวลาผ่านไปนานก็ยังไม่มีอะไรเกิดขึ้น มันจึงเดินกลับไปด้วยความผิดหวังจนกระทั่งผ่านมาอีกวัน หมาป่าได้ยินเสียงพูดขึ้นมาว่า

          “หลับเสียทีนะคนดีถ้าเผื่อว่าเจ้าหมาป่าเดินผ่านมาอีก ฉันจะไล่ตีมันให้เผ่นไปไกลๆ เลย”

หมาป่าได้ยินดังที่ว่าก็รีบวิ่งหนีไป พร้อมกับคิดอยู่ในใจว่า

         “ข้าไม่เข้าใจเลยว่า พวกมนุษย์นี่เป็นเช่นไรกันแน่เพราะถ้าเขาพูดอย่างหนึ่ง ก็หมายถึงอีกอย่างหนึ่ง ไม่สามารถจะเอาแน่เอานอนอะไรได้เลยสักนิดเดียว



            “หนูรู้ไหมลูกว่านิทานเรื่องพี่เลี้ยงกับหมาป่าสอนว่ายังไง” 

             คุณพ่อนักเล่านิทานถาม เด็กน้อยครุ่นคิดพักใหญ่ก่อนตอบสีหน้าจริงจังสุดๆ

            “สอนว่าอย่าเป็นคนหน้าไหว้หลังหลอกพูดกลับกลอกไปมาค่ะ คุณพ่อ”

เด็กน้อยพูดเสียงแจ๋ว นอนหนุนแขนคุณพ่อ ตายังแป๋วไม่มีทีท่าง่วงเหงาหาวนอนคุณพ่อนักเล่านิทานพยักหน้าแล้วตอบ

“ทำไมถึงหนูคิดแบบนั้นคะ”

“ก็เพราะคุณพ่อเคยสอนว่าคนเราถ้าพูดต่อหน้าอย่างลับหลังอย่าง มักจะเป็นคนไม่ดี ไม่น่าเชื่อถือนี่นา หนูฟังแล้วสงสารหมาป่าเลยหิวก็หิว ไม่ได้กินแถมยังโดนหลอกอีกต่างหาก มนุษย์นี่ใจร้ายจังเลยนะคะ”

“ก็เพราะเป็นมนุษย์ไงคะสัตว์ไม่ค่อยมีความคิดลึกลับซับซ้อนแบบคนเราหรอกค่ะ”

“หนูไม่เข้าใจ” เด็กน้อยส่ายหน้าดิก

“งั้นพ่อเฉลยก่อน นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า คำพูดที่กล่าวออกมาด้วยความโมโหนั้นเป็นเพียงอารมณ์ชั่วครู่ไม่ได้แน่นอนเป็นจริงตามที่กล่าวมาเลยแม้แต่น้อย”

“แล้วอย่างนี้ก็ต้องเรียกว่าคนโกหกสิคะคุณพ่อ คนโกหกจะจมูกยาวเหมือนพินอกคิโอ”

“พ่อถึงได้ไม่อยากให้หนูโกหกยังไงคะ” คุณพ่อนักเล่านิทานได้ทีสอนไปในตัว เด็กน้อยปฏิเสธทันทีเมื่อนึกถึงจมูกยาวๆ

“หนูไม่โกหกหรอกค่ะเพราะหนูไม่อยากจมูกยาวเหมือนพินอกคิโอ”

เด็กน้อยทำปากยื่นตอบ คุณพ่อนักเล่านิทานถึงกับหัวเราะออกมา เอาไว้ลูกสาวโตอีกนิดคงต้องทำความเข้าใจเรื่องพินอกคิโอกันใหม่ 

แล้วทำสัญญาว่าจะเล่าให้ฟังอีกหนึ่งเรื่องก่อนนอนแต่เด็กน้อยส่ายหน้าปฏิเสธทันที

           “แสดงว่าง่วงแล้วดีจริง พ่อจะได้ไม่ต้องเล่าเรื่องใหม่”

“ใครบอกคะ หนูแค่ไม่อยากฟังนิทานอีสปแล้ว แต่หนูอยากดูหนังซูเปอร์ฮีโร่คุณพ่อเปิดให้ดูหน่อยนะคะ”

             เด็กน้อยเขย่าแขนอีกคุณพ่อนักเล่านิทานถึงกับถอนใจแกล้งทำเป็นหาวด้วยความง่วงแต่เด็กน้อยรู้ทันทำหน้ามุ่ย

             “คุณพ่อไม่ยอมเปิดให้หนูดูอีกแล้ว”

             “โอยแต่วันนี้พ่อง่วงมาก ทำยังไงดีละลูก เรื่องหนึ่งตั้งหลายชั่วโมงเมื่อไหร่จะได้นอน ทดไว้ก่อนค่อยดูพรุ่งนี้ดีไหม”

             “ถ้าพรุ่งนี้ คุณพ่อต้องให้หนูดูสองเรื่องนะคะ”เด็กน้อยชูสองนิ้วป้อมๆ ต่อรอง

              คุณพ่อนักเล่านิทานถอนหายใจเฮือกใหญ่นึกถึงพรุ่งนี้ที่ต้องดูหนังไปพากย์ไปแล้ว ท่าทางว่านอกจากจะเป็นนักเล่านิทานตัวยงแล้วอีกหน่อยคงได้ควบตำแหน่งคุณพ่อนักพากย์หนังซูเปอร์ฮีโร่อีกหนึ่งตำแหน่งเป็นแน่

             “แล้วหนูอยากดูเรื่องอะไรคะ พ่อต้องดูก่อนว่ามีรึเปล่า”

             “หนูอยากดูแบทแมนกับซูเปอร์แมนค่ะ”

             “ดีนะ พ่อมีสองเรื่องนี้พอดีเลย” คุณพ่อนักพากย์หนังยีผมเด็กน้อยแล้วนึกในใจ

             เฮ้อ!เอาก็เอา ต่อไปนอกจากจะยกระดับจากเล่านิทานมาเป็นนักพากย์หนังอีกหนึ่งตำแหน่งแล้วก็ยังดีกว่าเป็นนักเล่นเกมกระมัง ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องหลับต้องนอนเพราะมัวแต่ติดเกมทั้งพ่อทั้งลูก

            ก็เกมนี่เป็นของโปรดของคุณพ่อจนคุณแม่นักทำอาหารบ่นแล้วบ่นอีกตั้งแต่สมัยแต่งงานใหม่ๆจนมีลูกต้องเลี้ยงลูกก็เลยทำให้ห่างไปโดยอัตโนมัติ แต่คุณพ่อนักเล่าสารพัดสิ่งก็ต้องสะดุ้งเมื่อลูกสาวตัวน้อยสะกิด

          “ไม่ใช่ค่ะ แบทแมนกับซูเปอร์แมนก็รวมเป็นหนึ่งเรื่อง อีกเรื่องคุณพ่อต้องพาหนูไปดูไอรอนแมนปะทะกัปตันอเมริกาค่ะ”



            “หือ...แต่ดูในโรงหนังนี่มันไม่ใช่ข้อตกลงของเรานี่คะ”

            “แต่คุณพ่อสัญญากับหนูแล้ว คุณพ่อเป็นมนุษย์ที่ดีก็ต้องไม่โกหกนะคะ”

“อย่างนี้สองเรื่องของหนูก็เท่ากับสี่ซูเปอร์ฮีโร่เลยนะสิคะ”

           “ก็ใช่สิคะ คุณพ่อ ไหนๆ ก็ไหนๆ แล้ว คุณพ่อของหนูไม่ใช่พินอกคิโอนี่นา”

เด็กน้อยยิ้มกริ่มแต่คำพูดจริงจัง ท่าทางมุ่งมั่นจนคุณพ่อนึกในใจ ลูกสาวใครทำไมช่างจ้อขนาดนี้หนอหรือว่าโตมาจะเป็นนักล็อบบี้กับเขา แต่คุณพ่อนักเล่าก็ทำสัญญากลับอีก



“ก็ได้ค่ะ สัญญาแล้วต้องไม่คืนคำแต่ว่าพรุ่งนี้ของแบทแมนกับซูเปอร์แมนก่อนนะคะส่วนซีวิลวอร์ต้องรอคุณแม่ก่อนจะได้ไปดูพร้อมกัน”

คุณพ่อนักสารพัดเล่าต่อรอง เด็กน้อยยิ้มกว้างตาเป็นประกายพยักหน้าหงึกหงักแล้วชูนิ้วก้อยให้ คุณพ่อนักเล่านิทานที่กำลังจะกลายเป็นนักพากย์หนังอีกหนึ่งตำแหน่งได้แต่นึกในใจ

‘นี่ลูกสาวเราอัพเลเวลจากนิทานอีสปมาหากัปตันอเมริกาตอนไหนกันละนี่



มีต่ออีกนิดค่ะ...


            “คุณพ่อขา...ถ้าดูสองเรื่องสี่ซูเปอร์ฮีโร่จบแล้วคุณพ่อพาหนูไปดูด็อกเตอร์สเตรนจ์ แพทย์มหาเวทย์ด้วยนะคะ “



            “หืม...หนูรู้จักด็อกเตอร์สเตรนจ์ได้ยังไงคะลูก”

            “รู้จักสิคะใครไม่รู้จักก็เชยแย่ หรือว่าคุณพ่อไม่รู้จักคะ”

 เด็กน้อยจีบปากจีบคอถาม ตาเป็นประกายสดใส คุณพ่อนักสารพัดเล่าอึ้งไปอีกรอบแล้วได้แต่นึกในใจ...


 ...นี่ลูกสาวเราเป็นแฟนตัวยงของมาร์เวลเลยสินะ...



เอิ่ม...จบดีกว่า

ก่อนจะออกทะเลอวกาศกับมาร์เวล



ขออนุญาตปิดเมนท์ต่ออีกนิดนะคะยังไม่เสร็จภารกิจดีเลยค่ะ

ขอบคุณของแต่งบล็อกสวยๆจากคุณยายเก๋าและคุณญามี่ค่ะ

ขอบคุณภาพประกอบและเพลงเพราะๆจากอินเตอร์เน็ตค่ะ

ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านค่ะ

^_____^




Create Date : 06 พฤษภาคม 2559
Last Update : 6 พฤษภาคม 2559 15:00:48 น. 0 comments
Counter : 778 Pageviews.

BlogGang Popular Award#13


 
lovereason
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 72 คน [?]









+ ++
Friends' blogs
[Add lovereason's blog to your web]
Links
 

MY VIP Friends


 
 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.