Group Blog
 
<<
กันยายน 2563
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
27282930 
 
28 กันยายน 2563
 
All Blogs
 

คืนหนาวไร้ดาวเดือน (บทที่ 33) โดย มานัส

บทสุดท้ายแล้วนะคะ...หากยังไม่จบค่ะ

===========================================
 
บทที่ 33
 
หัวข้อข่าวที่พาดบนหน้าหนังสือพิมพ์บุรุษทั้งสี่คนที่นั่งอยู่รอบโต๊ะประชุมต่างก็มีสีหน้าเคร่งเครียด แม้ว่ารู้มาก่อนแล้วว่าจะมีข่าวนี้ออกมา
 
“เล่นกันแรงไปแล้ว” สารินกัดฟันอย่างแค้นเคือง “ตีข่าวกันออกมาทั้งเรื่องรื้อประมูลใหม่ และการเข้าตรวจไซท์งานของเราสามแห่ง ทางเราก็มีแต่เสียกับเสีย”
 
“การประมูลทั้งสองงานนั่นเราทำอย่างโปร่งใส นี่ออกข่าวทำมาเปรยว่าพบทุจริตการประมูลก็เท่ากับบอกว่าเรามีส่วน” คฑาเสริมพลางมองไปยังผู้เป็นนายใหญ่ที่ยังคงเงียบ
 
“มันไม่ใช่ความผิดของเรา” ชิษณุหันไปบอกกรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัทก่อสร้าง “งานนี้เพราะเรื่องส่วนตัวของผม พริมเล่นแรงไปจริงๆ”
 
เขายอมรับตรงๆ รู้ดีว่าการที่ห่างเหินกับพริมาในช่วงหลัง ซึ่งไม่ต่างอะไรกับการ ‘ตัด’ ความสัมพันธ์ ส่งผลกระทบยังธุรกิจของเขา
 
อำนาจสายการเมืองของครอบครัวพริมาทรงอิทธิพลนัก
 
“ทางคุณดิลกก็โดนด้วยครับ” คฑาบอกถึงคู่แข่ง “แต่ไม่หนักเท่าเรา”
 
“ถ้าจะเอาหลักฐานเรื่องการคำนวณราคาเสนอ เราก็มีพร้อมหมด” อธิปกล่าวหลังจากนั่งเงียบมาตลอด
 
“แก้ได้แค่ปลายเหตุ” ผู้เป็นเพื่อนและเจ้านายส่ายศีรษะ “เอาหลักฐานที่ทำให้มันไม่มายุ่งกับเราอีกจะดีกว่า”
 
“เรื่องนั้นบังเอิญว่าไม่ได้เป็นคนผูกเลยช่วยไม่ได้” เขาปราดตามองเพื่อนอย่างไม่พอใจ
 
“คุณอากับคุณคฑาคิดว่าเราควรจะทำอย่างไรครับ” ชิษณุไม่สนใจคำพูดประชดของชายหนุ่มผิวคล้ำที่นั่งกอดอก
 
ในการทำงานเขาฟังและยอมรับความเห็นของคนรอบข้างเพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจ และครั้งนี้ก็ไม่ยกเว้น
 
“ตอนนี้เราควรเงียบไว้ก่อนครับ ให้ความร่วมมือตามขั้นตอน ยิ่งแก้ข่าวชี้นิ้วคนจะมองว่าเราร้อนตัว ให้ความจริงมันปรากฏออกมาว่าเราโดนแกล้ง จะด้วยเรื่องส่วนตัวหรือเรื่องอะไรก็ตามแต่”
 
“ผมเห็นด้วยกับคุณสารินครับ จากที่เคยราบรื่น ช่วงนี้เราโดนหนัก โดยวิสัยของนักข่าวเขาต้องไปคุ้ยจนได้ว่าเพราะอะไร” คฑาพยักหน้าบอก
 
“จริงๆ แล้ว ให้คุ้ยก็ดี” คิ้วของชิษณุขมวดด้วยความคิด
 
“ใช่ครับ ถ้าไปเจอว่าสาเหตุมาจากเรื่องส่วนตัว ทางโน้นก็กินไม่เข้าคายไม่ออก เพราะเขาจะมีแต่เสียกับเสีย” 
 
“ถ้าแบบนี้จะพาดพิงถึงคนอื่นได้หรือเปล่าครับ” อธิปท้วงในสิ่งที่เขาเป็นห่วงพลางมองคนที่เป็น ‘ต้นเหตุ’
 
ถ้าเป็นเมื่อก่อน แม้ไม่ช่วยเพื่อนแต่อธิปก็ไม่ขัดขวาง ทว่าตอนนี้การกระทำของชิษณุทุกอย่างแลขัดสายตา
 
…ไอ้คนเลือดเย็น เห็นแก่ตัว เคยเห็นอะไรสำคัญไปมากกว่าความแค้นของตัวเองไหม เคยคิดถึงความรู้สึกของคนอื่นบ้างไหม…
 
ในความเป็นเพื่อนเขาสามารถตวาดออกไปต่อหน้าอย่างนี้ได้
 
“มันเป็นความจริง ไม่พูดถึงก็ไม่ได้” ในเวลานี้คำตอบของ ‘คนเลือดเย็น’ นั้นปราศจากความรู้สึกใดๆ จนอีกฝ่ายมองอย่างขัดใจ
 
…หัวใจทำด้วยอะไรวะ!
 
 
การเดินเข้ามาในงานของหญิงสาวร่างระหงในเดรสสีดำนั้น…เร่ง หากไม่ได้รีบ เพราะเจ้าตัวรู้ว่ายังพอมีเวลาทั้งสำหรับการลงทะเบียนและการจิบไวน์ที่พนักงานนำมาเสริฟ์ระหว่างที่สายตาของเธอกวาดหาเผื่อให้คนรู้จัก
 
งานคอนเสริต์ของนักเปียโนคลาสสิกชื่อดังก้องโลกที่มีสถานทูตจากยุโรปเป็นหัวเรือใหญ่จัดขึ้นในโรงแรมแห่งนี้ที่จำกัดจำนวนผู้เข้าชมที่ล้วนถูกเชิญไม่เกินร้อยคนทำให้งานนี้ถือว่าเป็นงานพิเศษ
 
‘มนต์ไปงานแทนพ่อด้วย’ นั่นคือคำสั่งแกมขอร้องของบิดาก่อนจะบินไปสิงคโปร์ ‘ท่านทูตเชิญด้วยตัวเอง เราจะไม่ไปเลยมันก็จะดูไม่ดี’
 
เมื่อก่อนเธอไม่ชอบออกงาน ออกเที่ยวก็ว่าไปอย่าง แต่พักหลังเมื่อเข้ามาทำงานให้ผู้เป็นพ่อ มณิกานต์จึงจำต้องออกสังคมมากขึ้น…บ่อยขึ้น จนเริ่มชินกับการสนทนาสั้นๆ ตามมารยาทเช่นในเวลานี้ จนกระทั่งมีประกาศว่าการแสดงจะเริ่มขึ้นผู้ร่วมงานทั้งคนไทยและต่างชาติพากันทะยอย เข้าไปด้านในของงาน โดยมีพนักงานนำไปยังที่นั่งตามที่ได้ถูกจัดไว้
 
และเมื่อการแสดงผ่านไปเกือบสิบนาทีหญิงสาวจึงรู้สึกว่ามีคนมานั่งที่เก้าอี้ข้างๆ ด้านที่ยังว่างอยู่ กลิ่นน้ำหอมเย็นจางๆ แตะจมูกเพียงนิด หากมณิกานต์ก็มิใส่ใจ  สายตาของเธอยังคงมองไปยังผู้ที่กำลังบรรเลงเดียวเปียโนอย่างไพเราะ
 
อากาศที่เย็นขึ้นเรื่อยๆ เพราะการปรับอุณหภูมิของห้องทำให้หญิงสาวลูบแขนตนเองเบาๆ
 
“หนาวเหรอ” เสียงกระซิบข้างหูนี้คุ้นเหลือเกิน “ตรงที่คุณนั่งแอร์มันลงพอดี เดี๋ยวตอนพักเบรคคุณแลกเก้าอี้กับผมดีกว่า”
 
“นี่…” มณิกานต์หันควับทันที เห็นใบหน้าคมคายของเขามองตรงไปข้างหน้า ราวให้ความสนใจกับบทเพลงและท่วงท่า
 
ของนักเปียโนที่บรรเลงอย่างได้อรรถรสของอารมณ์  แต่เธอพลันหมดความสนใจในทุกอย่างเพราะมัวพะวงถึงคนที่นั่งข้างๆ
 
จนกระทั่งถึงตอนพัก หญิงสาวก็รีบลุกขึ้นหากช้ากว่าเขาที่ยึดมือของเธอไว้
 
“มือของคุณเย็น”
 
“เรื่องของฉัน!” เธอกระชากมือออกอย่างรังเกียจ
 
“รู้หรอกว่ามันเป็นเรื่องของคุณ แต่ผมเป็นห่วง” รอยยิ้มที่ปรากฏทอดละมุน ชิษณุเดินตามหลังอีกฝ่าย แต่หยุดเพื่อสั่งพนักงานที่ดูแลการจัดการงาน “รบกวนขอผ้าคลุมไหล่ให้คุณผู้หญิงด้วยครับ”
 
มณิกานต์พยายามอย่างที่สุดที่จะไม่หันไปทางเขาแต่รับรู้ตลอดว่าเขาอยู่ใกล้เธอไม่ห่าง ให้หลบหลีกแต่ก็ไม่พ้นเลย และเมื่อเขาเข้าวงสนทนากับใครก็ไม่วายที่จะดึงเธอเข้าไปะแนะนำให้กับคู่สนทนาด้วย
 
อ้อมแขนของเขาแตะเอวเธอเป็นระยะ อย่ารู้จังหวะทำให้เธอกลายเป็นคู่ควงของเขาไปโดยปริยาย
 
“จิ้งจอกอย่างคุณนี่มันลื่นแท้ๆ จะไทยจีนฝรั่งก็คุยกับเขารู้เรื่องไปหมด” ในที่สุดหญิงสาวหันไปค่อน
 
“จะเข้าสังคมก็ต้องรู้จักคุย ผมมันเป็นพ่อค้าก็ต้องรู้จักคน และก็ต้องรู้ด้วยว่าคนเหล่านั้นสนใจอะไร”
 
“อ๋อ…อย่าที่ต้องรู้เรื่องฉันด้วยใช่มั๊ย”
 
“ผมสนใจคุณต่างหากล่ะ” แววตาของเขาเป็นประกายคล้ายดั่งรอยยิ้มที่ฉายอย่างละไม
 
หากมณิกานต์มองเมิน เลือกที่จะยิ้มให้กับบุคคลที่เขาแนะนำเธอให้รู้จัก การสนทนาของเขานั้นคล่องแม้ว่าในแต่ละบทไม่มีอันไหนใกล้เคียงกับงานของเขาเลย
 
ผมเป็นหนอนหนังสือ อ่านมาเยอะก็พอรู้พอจำได้บ้าง…เขาเคยบอกอย่างนี้ และเขาก็รู้เยอะเสียจริง
 
แต่จะรู้ถึงความรู้สึกของเธอบ้างไหมว่า เธอผิดหวังในตัวเขาแค่ไหน!
 
 
“มนต์จ๋า…จะรีบไปไหน” คนที่สาวเท้ายาวตามหลังมาร้องถาม
 
“คุณชิษณุ!” หญิงสาวหยุด หันมาตวาด “ฉันไม่รู้ว่าคุณมีแผนอะไร และกำลังจะทำอะไรอยู่ แต่คุณเลิกยุ่งกับฉันได้มั๊ย”
 
เมื่อไม่อยู่ในงานแล้วก็ไม่จำเป็นจะต้องรักษามารยาทอีกต่อไป
 
“ไม่ได้ เพราะผมไม่มีเหตุผลอะไรที่จะทำอย่างนั้น คุณมีความสำคัญกับผม”
 
“ในแง่ไหน?” เธอไม่หลบดวงตาคมที่มองมาอย่างแน่วแน่ไม่ต่างกัน “สำคัญ…เป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในการเล่นเกมของคุณ ให้คุณหลอกเล่น เป็นหมากให้คุณจับเดิน ให้คุณทำร้ายครอบครัวของฉันน่ะเหรอ”
 
คนถูกถามเงียบ หากไม่ละสายตาจากหญิงสาวที่มองเขาอย่างสะเทือนใจ
 
“มนต์จ๋า…ผมเคย…เคย…คิดที่จะทำอย่างนั้น แต่ผมไม่เคยทำได้เลย และจะไม่ทำด้วย เพราะคุณมีความสำคัญสำหรับผมมาก”
 
“ฉันไม่เชื่อคุณอีกแล้ว…คุณชิษณุ” สายตาคู่นั้นประหนึ่งผิดหวัง “คุณมันเลือดเย็น โหดร้าย คุณทำกับญาติๆ ของคุณได้ แล้วฉันล่ะ…ฉันเป็นใคร? เพียงแค่นี้ฉันเสียใจกับคุณมากพอแล้ว”
 
ร่างระหงสะบัดตัวกลับ หากก็ต้องชะงักเมื่อมือของเขายึดแน่นที่ต้นแขนเรียวของเธอ
 
“ผมรู้ว่าคุณเสียใจ รู้ว่าคุณต้องเจ็บ…แต่ผมสัญญานะมนต์ เชื่อผมนะว่าผมจะไม่ทำให้คุณต้องเสียใจอีก ผมจะพยายามทำทุกอย่างเพื่อคุณ” คำบอกนั้นหนักแน่น “เชื่อผมอีกครั้งสักได้ไหม”
 
ยังไม่ทันที่หญิงสาวจะพูดอะไรก็มีชาวต่างชาติคนหนึ่งปรี่เข้ามา
 
เป็นอะไรหรือเปล่า” เขาถามหญิงสาวโดยเหลือบมามองชายหนุ่มที่ค่อยๆ คลายมือออกจากต้นแขนนั่น “เขาวุ่นวายกับคุณหรือ
 
ไม่…ไม่มีอะไร” เธอส่ายหัวตอบกลับเป็นภาษาอังกฤษ แล้วรีบเดินมาที่รถทันที โดยมีชาวต่างชาติคนนั้นเดินมาส่ง
 
ทักทายกันเพียงครู่ เขาขอเบอร์เธอ หากมณิกานต์ปฎิเสธ เลือกที่จะเข้านั่งในรถแล้วปิดประตู…ตัดบท
 
ทว่าเมื่อมองไปทาง…เขาคนนั้นอีกครั้ง เธอก็ไม่พบชิษณุเสียแล้ว
 
 
จำนวนรถยนต์ที่ต่างทยอยออกจากลานจอดของโรงแรมพร้อมกันทำให้เกือบสิบนาทีกว่ารถป้ายแดงจะเลี้ยวช้าๆ ออกบนถนนที่มีแสงไฟสลัวๆ จากเสาไฟสูงและศาลารอรถโดยสารประจำทาง
 
และเพราะแสงไฟของศาลารอรถสว่างชัดทำให้หญิงสาวเห็นคนในสูทดำที่นั่งเพียงลำพังคนเดียว เกือบแล้วที่รถคันเล็กจะถูกเร่งให้ออกตัวอย่างเร็ว หากคนขับก็ไม่สามารถทำได้เหมือนที่ตั้งใจ
 
อีตาชิษณุนั่งที่ป้ายรถเมล์คนเดียว…โลกนี้มันช่างแปลกประหลาด
 
ศัตรูของเขาก็ตั้งเยอะ…ไม่กลัวหรือไง
 
อย่างน้อยก็ควรมีผู้ติดตามบ้าง ขนาดใน ‘ถิ่น’ ของเขายังต้องมีคนคอยดูอยู่ห่างๆ แล้วนี่ใจกลางกรุงเทพฯ
 
ถ้าเกิดเรื่อง…อีกครั้ง
 
ถ้ามีคนปองร้ายเขาจริงๆ
 
พลันมณิกานต์เปิดสัญญาณแล้วค่อยๆ ถอยรถกลับมาเทียบที่ศาลาฯ
 
อย่างน้อยเธอก็เป็นมนุษย์ที่มีจิตใจ
 
เธอยังตัดเขาไม่ขาด…อย่างน้อยก็ไม่ใช่ในวินาทีนี้ แต่ก็คงใช้เวลาอีกไม่นาน
 
ขอเวลาอีกนิดเถอะแล้วเธอจะลืมเขาให้หมดเลย
 
หากในตอนนี้เธอเห็นแล้วว่าสายตาคมนิ่งเฉยดูอ่อนล้าของเขาจ้องมองมาที่รถ ก่อนที่ร่างสูงนั่นจะลุกขึ้นเดินเข้ามา
 
“คนของคุณไปไหน ทำไมถูกทิ้งไว้ที่นี่” เธอถามเสียงแข็งตอนเปิดกระจกลง
 
“ไม่ได้บอกให้รอ เพราะคิดว่าจะได้กลับกับคุณ แต่ตอนนี้คงต้องแท็กซี่แล้วมั้ง”
 
“แล้วมานั่งทำอะไร”
 
“นั่งพัก…ใจ” แววตาของเขาเรียบเฉยไม่ต่างจากสีหน้า คงมีเพียงรอยยิ้มน้อยๆ ที่มุมปาก…กระเซ้าเย้าแหย่ “รอนางฟ้ามาโปรด”
 
มณิกานต์นิ่งไปครู่ก่อนตัดสินใจ “เมื่อก่อนคุณไปรับส่งฉันอยู่บ่อย ครั้งนี้ฉันไปส่งคุณบ้างก็แล้วกัน”
 
อย่างไรเธอก็ใช่ว่าจะแล้งน้ำใจเสียทีเดียว
 
“ถ้าทำเพื่อตอบแทนก็อย่าเลย เพราะผมไม่เคยหวังให้คุณมาตอบแทนผม แต่ถ้าเพราะน้ำใจ เพราะคุณเป็นห่วง ผมก็ยินดีรับ หรือว่าจะเป็นเพราะคุณรักผมก็ได้”
 
“จะขึ้นหรือไม่ขึ้น!” เสียงดุหงุดหงิดดังชัด
 
“ผมฉลาดออก…” คนพูดเปิดประตูขึ้นนั่ง รอยยิ้มยามมองอีกฝ่ายนั้นราวเด็กชายเจ้าเล่ห์แกมโกง “มีเหรอจะไม่ขึ้น”
 
รถคันเล็กกระชากตัวออกอย่างแรง วิ่งซอกแซกแซงอย่างเร็ว เฉดเช่นอารมณ์ของคนขับ
 
“จอดรถแล้วคุยกันก่อนดีไหม” น้ำเสียงของเขาเป็นปรกติ “ขืนเป็นแบบนี้เราอาจไปไม่ถึงที่ๆ เราจะไปนะ ตอนแรกผมคิดว่าคุณอารมณ์ดีขึ้นแล้วซะอีกถึงจอดรับ” เขามองดวงหน้านวลที่นิ่งเฉย “หลายเดือนที่ผ่านมาผมมัวแต่ยุ่งกับงานหลายอย่าง ทำให้ไม่มีเวลาและโอกาสปรับความเข้าใจกับคุณ”
 
“งานที่ตอนนี้ทำให้คุณได้ทั้งหุ้นของโรงแรม และในกิจการอื่นๆ ของคุณหญิงใช่มั๊ย” มณิกานต์ย้อนถาม “คุณทำได้ทุกอย่างเพื่อผลประโยชน์ของตัวคุณเอง คุณเคยเห็นอะไรมีค่ามากกว่านั้นไหม นั่นยายของคุณ…”
 
“ผมทำทุกอย่างเพื่อเรียกความยุติธรรมคืนมา” เสียงของเขาดังขึ้นเล็กน้อย “คุณไม่รู้หรอกว่าการสูญเสียทุกสิ่งเป็นอย่างไร การอยู่ตัวคนเดียวในโลกจริงๆ มันเป็นอย่างไร การที่อยู่ในที่ที่มีแต่ความเกลียดชัง การลิ้มรสการทรยศ การนอนอยู่ระหว่างความเป็นความตายมันเจ็บปวดและน่ากลัวแค่ไหน แต่ผมรู้…ทุกรสชาติของชีวิตผมรู้มาหมดแล้ว และยิ่งมาเห็นว่าไอ้คนที่เคยทำกับผมมันยังลอยหน้าลอยตาเสพสุขอยู่กับความเหนื่อยของผมและพร้อมที่จะทำร้ายผมได้อีกทุกเมื่อ ผมปล่อยไว้ไม่ได้ มันเป็นสัญชาติญาณในการปกป้องตัวเอง” 
 
“แล้วคุณพ่อของฉัน…”
 
“คุณดิลกเคยร่วมมือกับคุณป้าแยกชิ้นแล้วมารับซื้อบริษัทของผมไปตอนที่คุณป้าของผมคุมอยู่ ถึงจะรู้ว่ามันเป็นการทำธุรกิจ แต่ผมยอมไม่ได้…ไม่ได้ จนกระทั่งคุณเดินเข้ามาในชีวิตของผม” เสียงทุ้มทอดลงละมุนละไมชวนฟัง “ผมจำได้ถึงวันแรกที่ได้เจอคุณ ตอนที่ผมเดินชนคุณที่โรงแรม หรือแม้แต่ที่ผมประมูล Swan Lake ของคุณมา หรือที่ผับนั่น หรือตอนที่ผมขับรถเฉี่ยวคุณจนล้มไป ผมจำได้ทุกคำพูด ทุกสายตา ทุกท่วงท่า และทุกครั้งมันทำให้ผมอยากรู้จักคุณมากขึ้น แม้บางคราวผมบอกกับตัวเองว่ามันเพราะหน้าที่ แต่ความจริงแล้วผมมีความสุขที่ได้อยู่กับมนต์จ๋า เรื่องนี้ผมหลอกตัวเองไม่ได้เลย”
 
และเขายังจำได้ถึงวันที่นทีเข้ามารายงานว่าผู้หญิงที่พักอยู่กับชนินทร์นั้นแท้จริงแล้วคือใคร ทว่าสายไปเสียแล้วเพราะความสนใจในตัวของเธอนั้นมากเกินจะถอนใจ
 
‘เอาไว้ใกล้ตัวก็ดี’ เขาเปรยกับลูกน้องไปเช่นนั้นเมื่อได้รับการเตือน
 
แม้จะสับสนอย่างรุนแรงในความรู้สึก แต่เมื่อก้าวออกมาจากห้องทำงานสู่สวนสวยของบ้านในอีกไม่กี่ชั่วโมงต่อมา ได้แลเห็นร่างระหงโน้มลงแตะดอกไม้สีขาวอย่างอ่อนโยน…เขาจะโหดร้ายกับผู้หญิงคนนี้ได้เชียวหรือ
 
หน้ากากที่เคยคิดจะสวมใส่มัน กลับถูกกระชากออกไปอย่างไม่รู้ตัว
 
‘บ้าไปแล้ว!’ ชิษณุต่อสู้กับความคิดตัวเองหลายครา
 
บัดนี้เขารู้สึกว่าความเร็วของรถถูกผ่อนลงเรื่อยๆ
 
“ผมไม่เคยง้อใครเพราะไม่เคยมีใครสำคัญกับผมมากพอที่จะให้ผมห่วง ให้ผมรัก…” เขาบอกเมื่อรถที่วิ่งอยู่นั้นค่อยๆ จอดจนสนิท “แต่มนต์จ๋า…คุณทำให้ผมลืมในสิ่งที่ผมต้องจำ ให้ผมลืมหน้าที่ ลืมงานที่ผมต้องทำ ลืมความรู้สึกของตัวเอง จากที่ไม่เคยคำนึงถึงผลลัพท์ต่อคนอื่น ผมกลับต้องคิดแล้วคิดอีกว่าหนทางไหนที่จะกระทบคุณน้อยที่สุด ทั้งๆ ที่คุณคือจุดอ่อนของคุณดิลกแต่ผมรู้เพียงว่า ถ้าจะต้องรักใครสักคน ผมขอให้เขาคนนั้นเป็นคุณ ไม่ว่าในความจริงแล้วคุณจะเป็นลูกของใครก็ตาม”  
 
มือเรียวเล็กกำพวงมาลัยแน่นขึ้น…อย่าเชื่อ!
 
“ผมไม่รู้จักรักมานานแล้ว แต่ตอนนี้ผมรู้เพียงว่า…ทำอะไรก็ได้ แต่อย่าทำให้คุณเสียใจ” เสียงหนักแน่นด้วยความรู้สึก “รู้ไหม หลายเดือนที่ผ่านมาตั้งแต่ที่คุณหนีจากผมวันนั้น ผมเฝ้าถามตัวเองว่าอะไรที่สำคัญที่สุด อะไรที่มีความหมาย อะไรที่มีค่า และคำตอบในทุกคำถามของผมก็คือคุณ ในเวลานี้ผมรู้แล้วว่าผมรักคุณเหลือเกิน รักเกินกว่าจะยอมให้คุณหนีผมไปไหนได้อีก” 
 
“พูดจบแล้วใช่ไหม”
 
“ให้เวลาผมบ้างได้ไหม”
 
“แล้วคุณให้อะไรฉันได้บ้างล่ะ” เธอหันมองเขารู้สึกถึงน้ำที่คลอเบาๆ ที่ริมขอบตา
 
“มนต์จ๋า…ผมให้ความจริงกับคุณ”
 
“คนเจ้าเล่ห์เห็นแก่ตัวอย่างคุณมีความจริงด้วยเหรอ” เสียงกระชากสวนขึ้น
 
“ผมมีความจริงให้มนต์จ๋าเสมอ และมีความรู้สึกที่ดีให้เสมอด้วย เชื่อผมได้ไหมจ๊ะ” เขายกมือจะซับหยดน้ำตาที่ไหลมาช้าๆ บนใบหน้านวลนั่น หากก็ถูกบัดไปเสียก่อน
 
“ฉันจะไม่เชื่อคุณอีกแล้ว!”
 
“มีเหตุผลหน่อยซิ อย่าพูดด้วยความโกรธแค้น” เสียงเริ่มดังหากยังคงละมุน มือแข็งแรงจับตัวบังคับให้อีกฝ่ายหันมา “เพราะมันไม่ทำให้อะไรดีขึ้นเลย คุยกันด้วยสติ ไม่ใช่ด้วยอารมณ์ เพื่อเราสองคนจะได้ไม่ต้องเสียใจ”  
 
“คุณทำให้ฉันเสียใจ…” หญิงสาวควบคุมเสียงสะอื้นไว้ไม่อยู่ “ทำไม…”
 
หากอ้อมแขนของเขาดึงตัวเธอเข้ามา มณิกานต์ซุกหน้ากับไหล่อบอุ่นนั่น รู้สึกถึงอ้อมกอดที่รัดเธอไว้เบาๆ เนิ่นนาน เขารอจนกว่าหญิงสาวจะนิ่งเงียบ
 
โอ้เจ้านกขมิ้นบินถึงบ้าน                       จะเกาะก้านกิ่งไม้ไม่ไปไหน
ขอเพียงนุชนาฎไม่พรากไกล                  ในดวงใจพี่ภักดิ์มิจักจร
เปล่งเสียงกระซิบข้างหมอน                   ห่วงอาวรณ์ไม่ขาด
 
 
“ผมไม่เคยอยากจะทำให้คุณต้องเสียใจเลย เพราะผมไม่อยากสูญเสียคุณไป” ทำไมเขาจะไม่รู้สึกถึงเสียงของตนเองที่แห้งเหลือเกิน “คุณทำให้ผมรู้จักที่จะรัก และทำให้ผมรักคุณมากกว่ารักตัวของผมเอง ผมอยากกอดคุณมากกว่าที่อยากจะกอดความแค้นความเกลียดชัง เชื่อผมนะ…มนต์จ๋า”
 
ชิษณุหลับตาลง…รับรู้ถึงอ้อมแขนเล็กที่กอดเขาแน่น
 
“เชื่อผมอีกครั้งนะ” เสียงของเขาย้ำอย่างหนักแน่น “ผมรักคุณ นี่คือความจริง เพื่อคุณแล้วผมทำได้ทุกอย่าง ผมยอมทุกอย่าง”
 
ความรู้สึกเช่นนี้ห่างหายขากชีวิตนานเหลือเกิน สำหรับคนที่เคยถูกหักหลัง คนที่ใช้ชีวิตบนความหวาดระแวง การจะรักใครสักคนนั้นมันยาก การรักษาไว้นั้นยากเสียยิ่งกว่า
 
การตัดคนออกจากชีวิต การทำลายคน…ง่าย
 
แต่การรัก…ยากเย็น
 
คนใจแข็งอย่างเขาเมื่อตัดแล้วต้องขาดในรวดเดียว…หากเมื่อรัก ก็รักทั้งหัวใจ!
 
ดอกเอ๋ยเจ้าดอกชมนาด            อย่าแคล้วอย่าคลาดอย่าขาดกันเอยฯ
 
 
 
 
==========================================================
 
WARNING ---------- คำเตือน ---------- WARNING
===========================================================
 
= นิยายเรื่องนี้จะลงในเด็กดีและใน literature.bloggang.com และเปิดให้อ่าน แต่ผู้เขียนขอสงวนการปิดการอ่านใน 5 บทสุดท้าย และอาจจะปิดการอ่านของนิยาย...ก่อนหรือเมื่อมีการตีพิมพ์
 
= นิยายเรื่องนี้ได้เขียนไว้เกือบ 15 ปีแล้ว ผู้เขียนจะพยายามปรับเนื้อหาให้เป็นปัจจุบันนะคะ
 
= และเพราะนิยายเรื่องนี้ถูกแก้ไขมาหลายปีแล้ว การแก้ไขจะยังมีอยู่ตราบใดที่ยังไม่ตีพิมพ์ค่ะ
 
= ผู้เขียนน้อมรับคำท้วงติง คำติ คำเตือน และจะยินดีมากที่ผู้อ่านจะติชมค่ะ
 
ขอบคุณทุกกำลังใจ ทุกความปรารถนาดี ขอบคุณผู้อ่านที่อดทนในความไม่ค่อยเขียนของผู้เขียนนะคะ
 
: มานัส
 
Facebook : www.facebook.com/manasauthor
Blog : literature.bloggang.com
ReadAWrite : manas.readawrite.com
 

ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นเป็นของผู้เขียนตามกฎหมาย ห้ามคัดลอก ดัดแปลงหรือนำไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าในกรณีใดๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ด้วยวิธีใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของผลงาน

=====สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537=====
 
 




 

Create Date : 28 กันยายน 2563
0 comments
Last Update : 28 กันยายน 2563 18:54:58 น.
Counter : 551 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


Sentimentally Smooth
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 10 คน [?]




ชอบคิดชอบเขียนชอบพูด...และชอบเที่ยว

บทประพันธ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ "ฤารัก"

หลงรักเพราะรักฤๅรักหลง
หลงลมรัญจวนไม่รู้หาย
หลงรูปหลงจูบเพียงร่างกาย
หลงง่ายหลงผิดฤๅหลงกล
Friends' blogs
[Add Sentimentally Smooth's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.