Group Blog
 
<<
ธันวาคม 2558
 
 12345
6789101112
13141516171819
20212223242526
2728293031 
 
20 ธันวาคม 2558
 
All Blogs
 

หนทางสู่รัก (บทที่ 32 33 & 34 Edited 2015) โดย มานัส


บทที่32



ใช้เวลาไม่ถึงสิบห้านาที รถตู้คันงามก็แล่นเข้าจอดหน้าโรงพยาบาล และดูเหมือนว่าเจ้าหน้าที่ทั้งหลายต่างเตรียมพร้อมรอผู้ป่วยตัวน้อย

“อะไรกัน!” นายแพทย์ปพณอุทานเมื่อเห็นสภาพหมดสติของเด็กชาย ก่อนสั่ง “เจิ้ง เอาน้องพัทธ์วางไว้บนเตียง…”

ชานนท์ทำตามทันที และไม่ลังเลที่จะสาวเท้าเดินตามเตียงผู้ป่วยที่เข็นร่างเล็กออกไป เขารู้สึกถึงมือเย็นเฉียบของหญิงสาวที่ยังคงจับแขนของเขาไว้แน่น แม้ว่าร่างของเด็กชายจะถูกเข็นเข้าไปข้างในห้องฉุกเฉินแล้วก็ตาม

“ชานนท์…ฉันขอร้อง” สายตานั้นอ้อนวอน มือของเธอยังคงยึดแขนเขาไว้ “อย่าเพิ่งไป”

“ไม่ต้องขอร้อง เพราะผมไม่คิดจะไปไหน” น้ำเสียงทอดอ่อนโยนคล้ายเมื่อนานมาแล้ว

“ฉัน…ฉันขอโทษ” แพรดาวเสียงสั่น ค่อยๆ วางมือแตะบนคราบเลือดที่ปรากฏบนเสื้อเชิ้ตสีอ่อนที่ทำจากผ้าเนื้อดีของเขา “ขอโทษ…”

การรอคอยของคนที่อยู่นอกห้องฉุกเฉินนั้นเนิ่นนานนัก จนกระทั่งเมื่อคุณหมอปพณออกมา คนทั้งคู่ก็ปรี่เข้าไปหาทันที

“หัวแตก ฟกช้ำ ไม่มีอะไรน่าห่วง ผลเอกซเรย์สมองก็ไม่มีอะไร แต่ต้องให้อยู่ที่โรงพยาบาลดูอาการสักสามสี่วัน”

คำบอกนั่นทำให้ผู้เป็นแม่สะอื้น…แต่เป็นไปเพราะความโล่งใจ จนกระทั่งร่างของเด็กชายถูกเข็นออกมา แพรดาวจึงโผเข้าไป มือเรียวแตะที่ร่างน้อยตราบจนถึงห้องพักผู้ป่วยพิเศษชั้นบน เธอไม่ได้สนใจ…เขาอีกเลย

รับรู้เพียงว่า…เขา อยู่ใกล้ๆ นี่เอง

สายตาของเขามองเธอในทุกย่างก้าว และนั่นทำให้ประจักษ์ว่าผู้หญิงที่ขาดความรักความอาทรจากบิดามารดาของตน และแม้แต่จากผู้เป็นสามี กลับมีความรักมากล้นให้ลูกผู้เป็นแก้วตาดวงใจ

ชานนท์ถอยไปยืนห่างๆ และห่างยิ่งขึ้นเมื่อไพโรจน์มาถึงเพื่อดูอาการของหลานชาย เมื่อนั้นเขาจึงขอตัวกลับ

“ชานนท์”

เสียงเรียกของเธอทำให้นักลงทุนข้ามชาติหยุดเพียงเพราะดวงตาวาววับภายใต้ขนตางอนที่ตอนนี้บอบช้ำเพราะการร้องไห้อย่างหนักนั้น พยายามจะบอกอะไรกับเขา

แต่เสียงที่เปล่งออกมามีเพียง…ขอบคุณ

และในอีกสองชั่วโมงต่อมา ชานนท์ก็ต้องถอนหายใจยาวด้วยความว้าวุ่น ก้มลงมองที่หน้าอกของเสื้อเชิ้ตและตามรอยแขนที่มีคราบเลือด นิ้วของเขาบรรจงแตะเบาๆ บนรอยสีแดงสด

อะไรบางอย่างสะกิดหัวใจ

ตอนเกิดเหตุ…ผู้หญิงคนนั้นพูดอะไรออกมา ‘ถึงไม่ใช่ลูก…’

“ไม่ใช่ลูก…” เสียงทุ้มทวนสิ่งที่ได้ยินเมื่อไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้า คิ้วเข้มขมวดด้วยความคิด “ไม่ใช่ลูกของโกวิทเหรอ…ทำไม”

ชีวิตครอบครัวของผู้หญิงคนนั้นเป็นเช่นไร…เขารู้ เพราะเมื่อความมั่นคงในหน้าที่การงานมีมากขึ้นพร้อมกับแผลหัวใจที่เหลือเพียงรอยสะเก็ด เขาก็สามารถบังคับตัวเองให้รับรู้ความเป็นไปของผู้หญิงคนนั้นได้

การ ‘รู้’ มิต้องโจ่งแจ้ง เพราะการได้ข่าวย่อมมีหลายวิธี

บางทีเขาก็ไม่ต้องทำอะไรมากมาย ข่าวจากหน้าหนังสือพิมพ์ แล้วยังข่าวที่ไม่ได้ตั้งใจที่จะรับรู้มาจากหลายแหล่ง

‘ดีแล้วที่ฉันไม่บุ่มบ่ามบ้าเรื่องแต่งงานเหมือนเมื่อก่อน ขืนมีครอบครัวแบบฝ้ายก็คงบ้าตาย ยังดีที่ฝ้ายกับพี่วิทไม่ได้จดทะเบียนกัน’ แคทลียาเล่าให้เขาฟังมากมาย ‘ฝ้ายรักลูกมาก หวงยังกับอะไร’

ในตอนนั้นชานนท์คิดเพียงว่า แพรดาวรักโกวิทอย่างที่เธอเคยพร่ำบอกเมื่อหลายปีก่อน ทว่าบัดนี้…ถ้าเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของโกวิท!

“อายุเท่าไหร่นะ สามขวบ…สามกับกี่เดือน?” เขาถามตัวเองซ้ำไปมา

แพรดาวอยู่กับเขาเมื่อสี่ปีที่แล้ว ความเป็นไปได้มันมีมากน้อยแค่ไหนกันหนอ

ผู้หญิงคนนั้นพาหัวใจอันบอบช้ำหนีไปอเมริกาเพียงลำพังเพราะความปวดรวดร้าวจากโกวิท และในที่สุดเธอก็พาหัวใจกลับไปหาคนที่เธอรัก ทุกลมหายใจของเธอผู้นั้นมีเพียงคู่หมั้น ไม่มีผู้ชายคนอื่น

‘ฉันมีคนที่ฉันรักรออยู่’ นั่นคือหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้เธอต้อง…ไป

เพียงแต่ว่าผู้หญิงคนนั้นยืนยันกับเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ‘คนที่ฉันรักคือคุณ…ชานนท์’

“ชีวิตครอบครัวไม่เป็นอย่างที่วาดฝันไว้ ก็เลยต้องหาที่พึ่งใหม่” ชายหนุ่มบอกกับตัวเองในตอนนี้ “เห็นแก่ตัว!”

ถึงเด็กคนนั้นไม่ใช่ลูกของโกวิท แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นลูกของเขา ยังมีนายแพทย์ธนดลอีกไม่ใช่เหรอ นั่นเป็นรักแรก!

และผู้หญิงคนนั้นอาจมีใครอื่นอีกก็เป็นได้

ความคิดในความเป็นไปได้และบรรดาเหตุผลต่างหลั่งไหลเข้ามาพร้อมคำถาม

“ถ้าเด็กคนนั้นเป็นลูกของเรา แล้วจะทำยังไง”

เรื่องที่ต้องคิดทำให้สับสนจนนอนไม่หลับตลอดคืน และวันรุ่งขึ้นเขาไปโรงพยาบาลตั้งแต่เช้าตรู่ คิดตัดสินใจเพียงครู่ ก่อนกดลิฟต์ขึ้นไปยังห้องพักพิเศษที่มีพี่เลี้ยงชื่ออ๋อยนอนอยู่บนโซฟายาวในห้องรับแขกด้านนอกของห้อง

ชานนท์แตะเบาๆ บนที่จับของประตูสู่ห้องพักผู้ป่วย เสียงเปิดปิดประตูห้องนั้นเบาเช่นการก้าวเดินเข้าไปในห้องนอน

ดวงตาคมจับนิ่งที่ร่างของหญิงสาวบนเตียงเล็กสำหรับคนเฝ้าไข้ และแม้ว่าเธอจะปิดตาหลับ ทว่าความบอบช้ำยังคงประจักษ์ชัดแม้ในไฟสลัว

ชานนท์กลั้นใจเดินไปข้างเตียงผู้ป่วย…เด็กชายพันธกานต์…ป้ายชื่อนั้นบอก คุณหมอธนดลคือเจ้าของไข้

การหายใจของผู้มาเยือนติดขัดเมื่อมองร่างน้อยที่นอนนิ่งอยู่ใต้ผ้าห่มผืนใหญ่ สายน้ำเกลือโยงเจาะเข้าแขนเล็กมีผ้าพันปิดทับไว้อีกที ผ้าขาวม้วนรอบศีรษะของเด็กชายดวงหน้ากลมที่ตอนนี้แลดูซีดเซียว

แม้จะหลับสนิท แต่เด็กชายก็ยังมีอาการสะดุ้งเป็นระยะ

มือของเขาลูบเบาๆ ที่ศีรษะและแก้มยุ้ย ก่อนที่ร่างสูงจะหันเดินออกไปจากห้อง โดยไม่ทันรับรู้ถึงเสียงสะอื้นของหญิงสาวซึ่งดูผ่านๆ เหมือนว่าหลับสนิท

กิริยาของเขาทั้งหมด…เธอเห็น คงดังเช่นอาการบีบของหัวใจที่เธอรู้สึก

ให้เวลาผ่านไปนานแค่ไหน

ให้เขาพยายามเปลี่ยนเป็นคนสำคัญแค่ไหน แต่เขาก็คือผู้ชายที่มีความอ่อนโยนและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเสมอ

“ชานนท์…ฉันรักคนไม่ผิด เพียงแต่ฉันตัดสินใจพลาดไป!”








เจ้าของร่างสูงเดินวนกลับไปมาภายในห้องทำงาน เอกสารที่รอให้พิจารณายังไม่ได้ถูกเปิดอ่าน นี่เป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขาไม่สามารถรวบรวมสมาธิได้

“พี่เจิ้ง…” แม้แต่เสียงเคาะประตูก็ไม่มีการขานรับ จนกิตต์จำใจเปิดเข้าไปแม้ยังไม่ได้รับอนุญาต “เกิดอะไรขึ้น เห็นบอกจะกลับบ้านไปหาแม่ก็ไม่กลับ นี่เข้าออฟฟิศแต่ก็ไม่ทำอะไร”

ผู้เป็นน้องมองหน้าที่ดูอิดโรยและอ่อนเพลียของพี่ชาย หน้าตาแบบนี้แสดงว่าผู้เป็นพี่ไม่ได้นอนทั้งคืน และอาหารเช้าคงไม่ได้ลงท้องเหมือนกัน ท่าทางก็บ่งบอกว่าเหนื่อย…แต่ไม่ใช่เพราะเรื่องงานเป็นแน่

“กลับบ้าน…ก็ดี” คล้ายว่าผู้เป็นพี่บอกกับตัวเอง “จะได้ไม่ต้องคิดบ้าๆ”

“ก็ไม่ต้องคิดถึงมัน” ผู้เป็นน้องปลอบ “แต่นี่พี่เจิ้งคิดถึงเรื่องไร้สาระของจูดี้หรือของหลานคุณหญิง”

คราวนี้ผู้เป็นพี่เงยหน้าขึ้นทันที คนถามพอเดาได้หรอกว่า เรื่องไร้สาระคงไม่พ้นหนึ่งหรือทั้งสองประเด็นที่เขาได้เอ่ยขึ้นลอยๆ

“พี่เจิ้งจะไปเลยไหม ผมจะได้ให้คนรถเขามารอ”

“ก็…ดี…” คำตอบคล้ายไม่แน่ใจ แต่แล้วเขาก็เปลี่ยนใจ “อีกสิบนาทีก็แล้วกัน ฉันขอคุยธุระ แกออกไปก่อน”

และธุระนั้นก็มิใช่เรื่องกิตต์สามารถรับรู้ได้ จนกระทั่งผู้เป็นน้องออกจากห้องไปแล้ว ชานนท์จึงหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมา ลังเลอยู่ครู่ใหญ่แล้วจึงกดหาหมายเลขอย่างรวดเร็ว

“พี่จ่าง!” คนที่กรอกเสียงออกไปรู้ตัวว่าหายใจไม่ทั่วท้อง “ผมต้องการรู้กรุ๊ปเลือด…ของเด็กนั่น”

“เด็กไหน”

“เด็ก…ก็…” คำบอกอ้ำอึ้งไม่เต็มคำ “เด็กชายพันธกานต์…”

“เฮ้ย” คราวนี้ปพณร้องเสียงหลง “อะไรวะเจิ้ง”

“ในระบบต้องมีข้อมูล…ผมอยากรู้ ช่วยดูให้ด้วย”

“เจิ้งเอ๋อร์” ผู้เป็นพี่เรียกเตือน ก่อนที่ลดเสียงลง “อย่าบอกนะ แกคิดว่าเด็กคนนั้นเป็นลูกของแก”

“ผมแค่อยากรู้”

“แกอยากรู้กรุ๊ปเลือด?”

“พี่จ่าง” เสียงลงหนักคล้ายตัดบทไม่ยอมตอบคำถาม

“แค่กรุ๊ปเลือดมันพิสูจน์อะไรไม่ได้หรอก ถ้าอยากรู้ให้แน่ก็ตรวจดีเอ็นเอ หรือไม่ก็ถามแม่ของเขาไปเลย แกสงสัยเหรอ…”

“ผมอยากรู้” ชานนท์ย้ำ พยายามกลบเสียงสั่น

“มันไม่ช่วยอะไร เพราะกรุ๊ปเลือดเด็กตรงกับแม่ของเขา”

นายแพทย์ปพณคิดว่าเขาหูไม่ฝาด ว่าได้ยินเสียงถอนหายใจของน้องชาย เพียงแต่เขาเดาไม่ได้ว่าการถอนหายใจนั้นหมายถึงอะไร

“ในทะเบียนระบุว่าคุณโกวิทคือพ่อ หรือแกคิดว่าควรเป็นชื่อใคร” ความเงียบจากปลายสายเนิ่นนานจนผู้เป็นพี่ต้องร้องเตือน “เจิ้งเอ๋อร์…”

“วันนี้ผมจะกลับบ้าน คงไปๆ มาๆ ระหว่างที่บ้านกับกรุงเทพฯ ทั้งอาทิตย์ แล้วพี่จ่างจะกลับเมื่อไหร่” ชานนท์จงใจเปลี่ยนเรื่อง

“ฉันจะไปวันศุกร์ แต่…เจิ้งเอ๋อร์ คิดหรือยังว่าถ้าใช่แล้วจะทำยังไง”

“ผมไม่ได้คิดอะไร” เสียงหัวเราะแห้งๆ กลบความรู้สึก

“ไม่คิดก็ดีแล้ว แต่ถ้าแกมีเวลามาคิด ก็แล้วทำไมไม่หาเวลาอ่านจดหมายพวกนั้น”

“ผมทิ้งไปหมดแล้ว จะเอาที่ไหนมาอ่าน ไร้สาระ…”

“ก็เพราะเรื่องไร้สาระพวกนี้ไม่ใช่เหรอที่ทำให้แกต้องโทร. มาหาฉัน”

คนเป็นน้องเงียบไปอีกครั้ง…ปพณได้ยินเพียงเสียงถอนหายใจยาวของคนคิดไม่ตกจากปลายสายเท่านั้น










เสียงสนทนาของสองคนแม่ลูกทำให้คุณหมอหนุ่มที่เดินเข้ามาต้องยิ้มกว้าง
เขารู้ดีว่าทั้งความเจ็บทางกายและไข้ที่ลามในหัวใจนั้น การรักษาที่ดีที่สุดคือกำลังใจและความรัก

เด็กชายวัยสามขวบได้รับความรักจากมารดาอย่างเหลือล้น เพียงพอที่จะทำให้ไม่รู้สึกถึงความเจ็บของเข็มที่เจาะเข้าเส้นเลือด อีกทั้งอาการบาดเจ็บและรอยเย็บที่หัว

“เป็นไงบ้างคนเก่ง” คุณหมอธนดลทักทายเด็กชาย แต่สายตาของเขาจับนิ่งที่ดวงหน้านวลของหญิงสาว ผู้อยู่อีกฝั่งของเตียงผู้ป่วย

“จุนหมอ…” เสียงของเด็กชายอ่อนลง ดวงหน้าซีด แล้วเอานิ้วโป้งของมือที่ไม่มีสายใดเชื่อมมาดูด “ม่ายฉีดยานะ”

คนที่โดนฉีดยาทั้งในยามปกติเพื่อป้องกัน และยามเจ็บเพื่อรักษาย่อมรู้ดีว่า…เจ็บ

“ไม่ฉีดครับ คุณหมอมาดูอาการน้องพัทธ์ว่าเป็นไงบ้าง”

“ปวดหัวนิดๆ แต่ไม่ต้องกินยา ไม่ต้องฉีดยาก็ได้” คราวนี้เด็กชายตอบฉะฉาน

“กินยา จะได้ไม่ปวดหัวไงจ๊ะ” แพรดาวยิ้มกับบุตรชาย “น้องพัทธ์เก่งจะตาย”

“งั้นให้อ๋อยกิน เพราะอ๋อยอ้วนบอกว่าน้องพัทธ์ทำให้ปวดหัว” คนเจ็บพาดพิงไปถึงพี่เลี้ยงที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ปลายเตียง แล้วจึงปล่อยมือที่เคยใช้ดูดนิ้วโป้งลงวางไว้แนบตัว

“แต่หัวพี่อ๋อยไม่มีผ้าพันเหมือนน้องพัทธ์นี่คะ” สาวร่างท้วมผู้เป็นพี่เลี้ยงบอก

“งั้นเอาผ้านี้ไป ให้” คนเจ็บใจดียกมือเตรียมปลดผ้า

“ไม่นะจ๊ะ…” คราวนี้ผู้เป็นแม่รีบห้ามพร้อมๆ นายแพทย์ที่ยืนอยู่อีกฟากของเตียง

อาการเคอะเขินของนายแพทย์ธนดลนั้นชัด ผิดกับท่าทางเรียบเฉยของหญิงสาว แต่แล้วบรรยากาศในห้องก็เงียบกริบอีกครั้ง เมื่อเด็กชายเริ่มหาวนอนเป็นระยะ

“อ๋อยออกไปกินข้าวเถอะ เดี๋ยวฉันอยู่กับน้องพัทธ์เอง” แพรดาวสั่งพี่เลี้ยงที่รับคำ ก่อนเดินออกไป เมื่อนั้นเธอจึงบอกกับคุณหมอ “หลายปีที่ผ่านมาถ้าไม่มีอ๋อย ฝ้ายคงลำบากกว่านี้”

“ผมเคยบอกฝ้ายแล้วว่าถ้า…”

“บทจะหลับน้องพัทธ์ก็หลับง่าย” หญิงสาวตัดบทด้วยรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอะไรต่อ ให้ธนดลดีแค่ไหน…เขาอาจเป็นผู้ชายที่เคยเป็นรักแรก แต่เขาก็มิใช่คนที่เธอรัก

สายตาของหญิงสาวจับอยู่ที่ใบหน้าของลูก พลางลูบเบาๆ ตรงศีรษะที่ถูกพันด้วยผ้าสีขาว

เมื่อเช้า…เขาคนนั้นที่ทำเช่นนี้กำลังคิดอะไรอยู่หนอ

“ฝ้าย…” ชายหนุ่มเอื้อมมือไปกุมมือเล็กไว้แน่น “ผมรู้ว่าเคยทำผิดไป ผมขอโทษที่เผลอไปยุ่งกับแคทคราวนั้น ขอโทษ…”

“จะขอโทษทำไม มันผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว และถ้าตอนนั้นเราไม่เลิกกัน ดลก็ต้องทนกับนิสัยเสียๆ ของฝ้าย”

ดวงตาของหญิงสาวมีแววรำลึกถึงอะไรบางอย่าง

เมื่อหลายปีก่อนธนดลเคยหลงใหลไปกับเสน่ห์ของแคทลียา เพียงแต่ว่ามันเป็นการตบมือข้างเดียว เพราะแคทลียาเล่นด้วยเพียงนึกสนุกอยู่ไม่กี่เดือน

และก็เป็นแคทลียาที่พยายามแนะนำเธอให้รู้จักกับคนอื่นๆ เพื่อชดเชย ‘ความผิด’

‘นี่…ชานนท์ ผู้ชายคนนี้มีดีกว่าที่เห็น น่าสนใจนะ’

ชายหนุ่มรูปร่างสูงโปร่งคนนั้นคล่องแคล่วด้วยท่วงท่าง่ายๆ สบายๆ พร้อมรอยยิ้มเป็นประกายจริงใจ เขาดูดีในรูปลักษณ์ เพียงแต่…ฐานะ ไม่เหมาะสม ไม่คู่ควร!

‘ก็บอกแล้วไงว่าตอนนี้ฝ้ายเริ่มคบกับพี่วิทแล้ว’ เธอเลือกฐานะชาติตระกูลและความพร้อมของโกวิท จนกระทั่งตัดสินใจไปเรียนต่อที่อังกฤษพร้อมกัน

ชานนท์…คือเพื่อนของแคทลียา เขามาจากครอบครัวที่ย้ายถิ่นฐานไปอยู่สหรัฐอเมริกา หลักประกันทางสังคม ทางหน้าที่การงานของเขาไม่มี

ถ้าจะมีก็คงเพียงแค่ความเอื้ออาทรและความอบอุ่นสบายใจเมื่ออยู่ใกล้ เมื่อวานนี้ที่หัวใจของเธอเจียนสลายคราเห็นความเจ็บปวดของลูกน้อย…ความเอื้ออาทรห่วงใยก็ยังแสดงออกมาจากเขาคนนั้น เหมือนว่ากาลเวลาหรือหน้ากากของนักลงทุนข้ามชาติไม่ได้เปลี่ยนเขาเลย

“ฝ้าย…” กิริยาที่บัดนี้ธนดลใช้มืออีกข้างลูบเบาๆ ที่นวลแก้มของหญิงสาวนั้น ดูอ่อนโยนสำหรับผู้ที่ได้เห็นจากการแง้มประตูห้อง

ทว่าคนที่อยู่ข้างในห้องไม่สามารถรับรู้ถึงการมาและไปของใครคนนั้น จนกระทั่งอีกครู่ที่ประตูห้องผู้ป่วยจะถูกเปิดกว้างออกมาจากด้านนอก

นายแพทย์หนุ่มจึงชักมือออกราวกลัวถูกจับผิด ต่างจากหญิงสาวที่ยังคงนิ่งเฉย

“อ้าว…คุณหมออยู่นี่ด้วยเหรอ” เสียงของผู้อำนวยการทางการแพทย์ที่เดินเข้ามา ไม่บ่งบอกว่าได้เห็นอะไรผิดแปลกไป “ผมจะให้คุณบรีฟอาการของน้องพัทธ์อยู่พอดี แต่ยังไม่ต้องตอนนี้หรอก อีกสักยี่สิบนาทีก็แล้วกัน คุณมีอีกเคสด่วนที่ต้องตรวจนี่”

“ครับ งั้นผมขอตัว”

“เชิญ…” เมื่ออีกฝ่ายออกไปแล้ว ร่างสันทัดค่อนข้างเจ้าเนื้อจึงเดินไปข้างเตียงคนไข้ แตะมืออังตัวเด็กชายที่บัดนี้นอนหลับสนิท “สีหน้าดีขึ้น แต่ยังมีไข้สูง คงต้องให้น้ำเกลืออีกวัน อีกอย่างเจ้าตัวเล็กกินยายาก จึงต้องให้ยาทางสายน้ำเกลือ”

“น้องพัทธ์กลัวเข็ม ดีที่มีผ้าปิดตรงเข็ม ไม่งั้นคงร้องไม่หยุด”

“ถ้าโตกว่านี้คงต้องหาคนจับกันวุ่น” คุณหมอปพณหัวเราะแล้วถาม “นี่คนเป็นพ่อไม่มาดูอาการลูกบ้างเลยเหรอ”

“เขามาแล้วค่ะ”

รอยยิ้มแกมโศกทำให้คนที่มองรู้สึกสงสาร

แม้เขามิใช่ชายหนุ่มที่ชื่นชอบในสตรีเพศ แต่เขาก็รู้ดีว่าผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าแม้ในยามเศร้าก็ยัง…สวยจับใจ

จับ…ได้กระทั่งหัวใจของน้องชายของเขาไว้แน่น

แน่น…จนเมื่อเธอจากไปในครั้งโน้น…เจิ้งเอ๋อร์ต้องร้าวราน

การรับงานกับไททัสจึงมีเป้าหมาย คนที่เคยง่ายๆ กลับมีข้อต้องการและข้อต้องได้มากมาย

และเมื่อชานนท์กล้าขอ มาร์กัสก็กล้าที่จะให้ งานดีเงินเดิน…เป็นผลประโยชน์ที่ลงตัวอย่างสวยงาม

“ดีแล้ว” คุณหมอบอก แล้วจัดแจงสั่งงานกับพยาบาลเวรที่เพิ่งเดินเข้ามา ก่อนหันมาทางมารดาของคนไข้ตัวน้อย “ที่ห้องด้านนอกมีกระเช้าเยี่ยมวางไว้”

“เหรอคะ…ของใคร”

“ผมไม่รู้ ตอนเดินเข้ามาก็เห็นแล้วละ งั้นผมขอตัวก่อน”

และพอออกมาด้านนอก ปพณจึงเดินไปยังเคาน์เตอร์ของพยาบาลเวรเพื่อถามด้วยความข้องใจ

“คุณโกวิทเขามาเยี่ยมน้องพัทธ์แล้วเหรอ”

คำถามของคุณหมอทำให้นางพยาบาลที่นั่งวุ่นอยู่กับเอกสารส่ายศีรษะ “วันนี้ที่มาเยี่ยมนอกจากอาจารย์ธนดลเจ้าของไข้ ก็มีดอกเตอร์ชาร์ลส์ ดอกเตอร์มาตอนเช้าหนหนึ่ง แล้วก็เพิ่งจะเข้าไปสักห้านาทีที่แล้ว อาจารย์ไม่เจอเหรอคะ”

ประโยคสุดท้ายต้องถามเพราะนางพยาบาลเวรเห็นว่าผู้บริหารคนสำคัญเดินเข้าไปในห้องผู้ป่วยวีไอพี แต่ไม่เห็นว่ากลับออกมาเมื่อไร

“ถือกระเช้าขนมกับของเล่นเข้าไป…น่ารักเชียวค่ะ”

“เวรละตรู…” คุณหมอปพณได้แต่สบถกับตัวเอง คนที่มาเยี่ยมก่อนหน้าเขาคงเห็นหรอกว่าธนดลอยู่ในห้องด้วย

“ไม่เวรหรอกค่ะ” นางพยาบาลอุตส่าห์หยอกล้อด้วยรู้ว่าคุณหมอปพณอารมณ์ดีไม่เหมือนผู้เป็นน้อง “น้องชายของอาจารย์จะมาเป็นหลานเขยของคุณหญิงแล้วนี่คะ”

“ใครว่า…”

“เขาว่ากันทั้งโรงพยาบาลละค่ะ เมื่อวานก็ควงคุณแคทมารับคุณหญิง แล้วหลังจากนั้นก็วิ่งอุ้มเหลนของคุณหญิงมาส่ง วันนี้มาเยี่ยมตั้งสองครั้ง ไม่เรียกว่าทำคะแนนแล้วจะเรียกว่าอะไรล่ะคะ ตำแหน่งหลานเขยคนโตคงหนีไม่พ้นหรอกค่ะ”

“กรรมของเวร”









บทที่ 33


สีหน้าเลขานุการของดอกเตอร์ชาร์ลส์นั้นเครียดจัดอย่างเห็นได้ชัด จนชายหนุ่มที่กำลังเดินเข้าห้องประชุมต้องถามด้วยความสงสัย

“คุณริต้าถึงโรงแรมแล้วค่ะ” น้ำเสียงของเลขาฯ ที่แจ้งนั้นไม่ดีเหมือนสีหน้า

“อ้อ…มาถึงแล้วเหรอ” กิตต์พยักหน้ารับรู้

ทางสำนักงานที่ฮ่องกงติดต่อมาว่าริต้า แคร์วิส ต้องการตรวจสอบสำนักงานที่ประเทศไทยเพื่อรายงานต่อคณะกรรมการของไททัส

“มาปุ๊บ ยายไมเกรนก็ขยันแผลงฤทธิ์ปั๊บ”

“ผู้ช่วยของคุณริต้าขอนัดประชุมกับดอกเตอร์พรุ่งนี้เช้า แต่ดิฉันติดต่อท่านไม่ได้”

“เดี๋ยวผมลองดู…แต่ถ้ายายไมเกรนและพรรคพวกขอเอกสารหรือข้อมูลอะไรก็อย่าให้เด็ดขาด บอกให้ทุกคนรอคำสั่งจากดอกเตอร์คนเดียว”

การติดต่อหาผู้เป็นพี่ชายนั้นไม่ใช่ง่ายๆ คนที่เป็นทั้งน้องและลูกน้องกดเรียกหมายเลขของผู้เป็นพี่และเจ้านายซ้ำไปมา และต่อให้เขามีความอดทนแค่ไหนก็เกือบต้องยอมถอดใจ จนกระทั่งอีกครู่สายจากดอกเตอร์ชาร์ลส์จึงดังขึ้น

“ดอกเตอร์!” กิตต์เรียกเช่นนั้นเมื่ออยู่ต่อหน้าเพื่อนร่วมงานคนอื่นๆ ก่อนที่เขาจะเดินเลี่ยงเข้ามา “อยู่ไหน”

“ยูนนาน…”

“ยูนนาน! ไหนว่าอยู่ที่บ้าน”

“แล้วจะร้องโวยวายทำไม” คนที่เป็นทั้งพี่ชายและเจ้านายบอกแกมขัน ก่อนสั่ง “แกจัดทีมงานสามคนขึ้นมาคุนหมิงพรุ่งนี้ ก่อนมาเตรียมเอกสารเกี่ยวกับ…”

คำบอกเร็วด้วยสาระสำคัญตามลักษณะการทำงานของดอกเตอร์ชาร์ลส์

“เรื่องนี้ห้ามบอกสำนักงานที่เซี่ยงไฮ้และฮ่องกง ฉันสงสัยว่าหุ้นส่วนพัฒนาโรงแรมและอสังหาฯ ของเราที่เมืองจีนมีปัญหา เรื่องนี้เป็นกล่องดวงใจของริต้า”

“แต่ยังไม่สรุปไม่ใช่เหรอ”

“นี่แหละประเด็น…ต้องเร่ง ฉันมีทีมทางนี้ และหนิงช่วยได้” เสียงของคนที่อยู่ปลายสายเหมือนกำลังจะขาดไป “ย้ำกับทุกคนในทีมด้วยว่าเรื่องนี้ให้รู้กันภายใน แม้แต่เลขาฯ ของฉันก็ห้ามรู้เด็ดขาดว่าฉันอยู่ที่ไหน”

“ครับ…ครับ” กิตต์บอกก่อนวางสายด้วยสีหน้าเคร่ง

พี่ชายของเขาบอกว่าจะกลับบ้าน แต่ไม่ทันไรก็หายตัวไป ทั้งเขาและปพณคิดว่าเป็นเพราะเรื่องของแพรดาว แต่ก็ผิดคาด…คราวนี้ดอกเตอร์ชาร์ลส์บุกโจมตีผลงานชิ้นสำคัญของริต้า

ผู้ยิ่งใหญ่สองคนตีกัน…สนุกแน่ๆ







ลูกกอล์ฟที่ถูกตีเบาๆ กลิ้งเป็นทางตรงลงไปในหลุมอย่างได้จังหวะ เจ้าของร่างสูงเดินไปหยิบมันออกมา แล้วจึงหันมองเพื่อนที่ส่งไม้กอล์ฟให้แคดดี้ รอยยิ้มขบขันดูเป็นประกายด้วยความสนิทคุ้นเคย

“ทำไมยอมง่ายจัง”

“แพ้ขาดรอยแล้ว จะเล่นต่อทำมั้ย” จิรนาถอดใจ “นี่…บางทีฉันก็อยากเห็นแกถูกริต้าจับมัดขึ้นเตียงนะ จะได้ไม่ต้องเหนื่อยเพื่อนที่แสนดีอย่างฉันมาเปิดเซฟเฮาส์ให้แก”

“ขึ้นแล้ว แต่เราไม่ชอบ”

“หน็อยแน่ะ…พูดออกมาได้ เออ…แล้วเรื่องแคทนี่ตกลงยังไงกัน แคทเขียนอีเมลพร่ำเพ้อทำอย่างกับว่าหลงรักแกปานจะกลืน นั่นเพื่อนนะโว้ย!”

“ก็เพื่อน…” ชานนท์ย่อมหวั่น ถ้าจิรนารู้ว่าเขาทำอะไรไปบ้าง “ไม่มีอะไรเกินเลย เรารู้ว่ากำลังทำอะไร”

“ระวังนะ แคทจริงจังกับเรื่องแบบนี้ งานก็ส่วนงาน เพื่อนก็ส่วนเพื่อน” จิรนาเตือน ก่อนขมวดคิ้วอย่างสงสัย “ไอ้โรงพยาบาลของครอบครัวแคทก็ขี้ปะติ๋ว ลงทุนไม่กี่ล้าน ฉันไม่เข้าใจว่าทำไมแกต้องลงไปลุยเอง แหม…มันก็สมควรให้ริต้าอยากเข้ามาตรวจจนเนื้อเต้น”

“พูดถึงเรื่องลงทุน ว่าแต่หนิงเถอะ พ่อบุญทุ่มไปซื้อโรงงานครีมกันแดดให้เหรอ” ชานนท์พยายามเปลี่ยนเรื่องสนทนา “อยู่นี่ครึ่งปี แต่หน้ายังขาวกว่าสาวจีนซะอีก”

“เออ…แล้วจะให้แกถือหุ้นด้วยครึ่งนึง หน็อย…ไอ้รูปหล่อ อยู่เมืองไทยหลายเดือน แต่ก็ยังขาวจั๊วะน่าเจี๊ยะ” จิรนาหัวเราะขำ “มิน่าสาวไทยสาวหมวยสาวเทศจ้องจะจับ แกถึงต้องวิ่งมาซบอกฉันถึงที่นี่”

“เราไม่กล้าหรอก พ่อบุญทุ่มของหนิงจะได้ให้คนมาฆ่าน่ะสิ แค่วันนี้เอาหนิงออกมา ก็ยังให้บอดี้การ์ดมาคุมตั้งโขยง”

ชานนท์หัวเราะไปพร้อมกับเพื่อนสนิท ในเวลานี้เขาอยากผ่อนคลาย ไร้ภาระที่ต้องคิดถึงปัญหาต่างๆ อยากหัวเราะอย่างสนุกเช่นที่เคยทำเมื่อหลายปีก่อน

เพราะในอีกไม่กี่ชั่วโมงข้างหน้าเขาก็ต้องกลับไปเป็นดอกเตอร์ชาร์ลส์ ผู้ต้องจัดการเรื่องงานที่แสนวุ่นวายซึ่งล้วนแล้วแต่ก่อขึ้นโดยผู้อื่นทั้งนั้น








“จุนลุง!” เสียงแจ้วของคนป่วยตัวน้อยที่นอนอยู่บนเตียงตะโกนลั่น เมื่อเห็นคนเปิดประตูเข้ามาภายในห้องพัก “จุนลุงมาแย้ว…มีหนมเปล่า”

“มีวันไหนที่ไม่ร้องหาขนมบ้าง” ปพณยิ้มกว้างพลางวางกล่องเค้กไว้บนโต๊ะกลมที่อยู่อีกมุม

“ไม่มี…” ศีรษะทุยส่ายดิกยืนยัน

“เบาๆ สิลูก” ผู้เป็นแม่ต้องร้องเตือนด้วยเป็นห่วง

“ซ่าแบบนี้ พรุ่งนี้ก็เอาแม็กออกได้แล้ว” คุณหมอมองอย่างเอ็นดู

“แม็กอะราย” คนถามข้องใจ “เจ็บปะ”

“ไม่เจ็บเลย ไม่มีเข็มด้วย”

“ไม่หลอกนะ…”

“คุณลุงเคยหลอกน้องพัทธ์เหรอ” คำบอกของผู้ใหญ่ทำให้เด็กชายยิ้มกว้าง แต่ปพณต้องถอนหายใจ หันไปถามหญิงสาวที่นั่งอยู่ขอบเตียงคอยโอบบุตรชายไว้ในอ้อมแขน “จะอยู่โรงพยาบาลไปอย่างนี้อีกนานแค่ไหน”

“ยังไม่รู้เลยค่ะ แต่ฝ้ายจะไม่กลับไปหาพี่วิท” เสียงที่บอกแฝงความเศร้าลึกๆ “และไม่อยากไปที่บ้านคุณยายด้วย ฝ้ายคิดว่าจะไปบ้านคุณพ่อ แต่ก็อาจวุ่น เพราะเด็ก…”

‘เด็ก’ นั่นก็คือหนึ่งในบรรดาสาวสวยที่ไพโรจน์รับเลี้ยงดู เพียงแต่วันไหนที่หลานไปนอนค้าง ‘เด็ก’ เหล่านั้นก็จะพร้อมใจหายออกไปจากบ้าน ทว่าจะออกไปได้นานแค่ไหนเชียว สอง สาม หรือสี่วัน…ก็แค่นั้น

“แต่ยังไงที่นี่ก็คือโรงพยาบาล” คิ้วของคุณหมอขมวดด้วยความคิด ก่อนตัดสินใจชวน “ถ้ายังไม่อยากกลับ…บ้าน คุณไปพักกับแม่ของผมที่ต่างจังหวัดก็ได้”

“คะ?”

“บ้านกว้างขวางสบาย อากาศก็ดี อยู่ติดริมแม่น้ำ”

“น้องพัดอยากไปดูไฟที่แม่น้ำ” เด็กชายตื่นเต้น

“แม่น้ำที่โน่นไม่มีไฟ แต่มีเรือเล็กๆ วิ่งผ่าน…” คุณหมอก้มลงบอกอย่างเอ็นดู

“ดูเรือก้อด้าย”

ทว่าแพรดาวส่ายศีรษะบอกกับนายแพทย์ใหญ่ “เกรงใจคุณหมอและคุณป้าค่ะ”

“ผมน่ะไม่เป็นไร แม่กับน้าก็ไม่น่าจะว่าอะไร แต่ผมจะลองถามอีกที”

“แล้ว…” หญิงสาวอึกอัก

“เจิ้งไม่ค่อยอยู่บ้าน และเขาก็มีบ้านพักที่กรุงเทพฯ” คล้ายดั่งว่าปพณอ่านความคิดเธอได้

“ฝ้ายไม่อยากทำให้ชานนท์ลำบากใจ” ถึงอย่างไรเธอก็ห่วงเขา

“เจิ้งเองก็คงมีความเห็นไม่ต่างจากผมนักหรอก คุณคิดเหรอว่าเขาจะดีใจที่เห็นคุณและน้องพัทธ์ใช้โรงพยาบาลเป็นบ้าน”

“ถ้าเป็นเมื่อก่อน ฝ้ายมั่นใจในคำตอบ แต่ตอนนี้…ไม่แน่ใจเอาเสียเลย” รอยยิ้มเศร้า แพรดาวยอมรับด้วยความรู้สึกขมขื่น…ผู้ชายคนนั้นคงดีใจที่เห็นเธอต้องทนทุกข์เช่นนี้

‘ผมไม่ใช่ความหวังของคนสิ้นหวังเห็นแก่ตัว’ ความเยือกเย็นในน้ำเสียงและแววตาของเขา ตามมาหลอนไม่วายเว้น และย้ำกับเธออย่างเจ็บปวด


สิ้นรักสิ้นสวาทขาดเสียแล้ว
คงแคล้วคลาดคลายสลายฝัน
สิ้นรักสิ้นสุดดุจชีวัน
จบกันสิ้นพลันตราบสิ้นลม








บรรยากาศอาหารมื้อเย็นภายในบ้านหลังใหญ่แนวโมเดิร์นร่วมสมัยติดแม่น้ำ ยังคงมีเสียงสนทนากันด้วยเรื่องสัพเพเหระที่ทุกคนสามารถหยิบยกมาได้ไม่หยุดหย่อน และหนึ่งในเรื่องนั้นก็หนีไม่พ้นผู้เป็นมารดาและน้าสาวยกมาดุกับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้น

“ทีหลังจะไปจะมาก็บอกให้คนในบ้านรู้บ้าง เจิ้งทำแบบนี้ไม่ถูก แม่กับน้าเป็นห่วง” ปีย์วราไม่ยอมให้เรื่องจบง่ายๆ

“ช่วงนี้ที่เมืองจีนเกิดแผ่นดินไหวบ่อย ไม่จำเป็นก็ไม่น่าไป” ปาริชาตเสริม

“มันจำเป็นนี่ครับ” คนเป็นจำเลยลากเสียงยาว

“ยัยริต้าจ้องจะกัด ดอกเตอร์ชาร์ลส์เลยต้องไปเข้าถ้ำเสือ” กิตต์ย่อมรู้ดีที่สุด

“ทำอะไรก็ระวังนะลูก” มารดาว่าอย่างเป็นห่วง “ถึงอย่างไรนั่นก็หลานของมาร์กัส”

“มาร์กัสเขาไม่สนหรอกแม่” ปพณแย้งแทนน้องชายและ…เพื่อนคู่ชีวิต “ริต้ามัวแต่แข่งกับทุกคนในโลก แต่ไม่ยอมแข่งกับตัวเอง”

“ผมก็ใช่ว่าจะดีซะทีเดียว” ชานนท์ยอมรับในความจริง “ห่วงแต่ให้งานสำเร็จ บางทีก็ลืมนึกไปว่าเราทำข้ามหน้าข้ามตาคนอื่น”

“อย่างน้อยพี่เจิ้งก็ไม่เคยเอามีดปักหลังใคร”

“แต่ก็ใช่ว่าฉันไม่เคยยืมมือของเขาเอามีดปักหลังเขาเอง”

พอหมดเรื่องนี้ การสนทนาก็เริ่มเข้าสู่เรื่องอื่น ซึ่งมาพร้อมเสียงหยอกล้อเช่นเคย จนกระทั่งปพณที่คอยหาจังหวะวกเข้าประเด็นเอ่ยขึ้น

“นี่ลูกของฝ้ายยังอยู่ที่โรงพยาบาล เมื่อวานเพิ่งเอาแม็กออก แล้วก็เอกซเรย์สมองอีกครั้ง” เขาไม่ได้หันไปทางน้องชายคนกลางที่บัดนี้วางช้อนส้อมลงบนจานข้าวด้วยสีหน้าเรียบเฉย

“ไม่เป็นไรมากใช่ไหม” ปีย์วรามองบุตรชายราวรอคำตอบที่ควรเป็นข่าวดี

“ไม่จ้ะ…แต่ก็หวังว่าภาวะทางจิตใจของเด็กจะเป็นปกติ เจอเรื่องแบบนั้นจากคนที่ตัวเองเรียกว่าพ่อ ก็คงไม่ดีนัก”

“น่าสงสาร…” ปีย์วราถอนหายใจ “หนูฝ้ายก็น่าสงสาร”

“เลิกกันซะก็หมดเรื่อง” กิตต์บอกก่อนที่จะตักกับข้าวใส่ปากคำโต “กลัวอะไร คุณคนสวยก็สวยปานนั้น รวยก็รวย…”

“ใครเขาจะไปคิดง่ายๆ เหมือนเธอ” ปาริชาตค้อนหลานชายคนเล็ก “ยิ่งมีลูกก็ต้องยิ่งคิด”

“นี่จ่างกับฝ้ายคิดเห็นตรงกันว่า ไม่อยากให้น้องพัทธ์กลับไปเจอภาวะทางบ้านแบบนั้น ทั้งที่บ้านของอีตาโกวิทและที่บ้านของคุณหญิงสไบทิพย์ ยัยคุณหญิงนี่ก็ใช่ย่อย เจ้ายศเจ้าอย่าง เจ้าระเบียบ เยอะไปซะทุกอย่าง”

“โธ่…” ปีย์วราครวญด้วยนึกสงสาร แต่ปพณเหลือบมองน้องชายคนกลางก่อนเอ่ย

“ทุกคนอยู่พร้อมหน้าก็ดี…จ่างมีเรื่องจะเสนอ”

“อะไร...” คำถามมาจากน้องคนเล็ก

“จ่างอยากให้น้องพัทธ์มาพักที่บ้านเราสักเดือน ยังไงก็ดีกว่าปล่อยให้อยู่โรงพยาบาลแบบนั้น”

“ก็มาสิ” ผู้เป็นมารดาบอกทันที “นี่ฉันไม่มีหลาน อุ้มหลานคนอื่นไปก่อนก็ดีเหมือนกัน”

ปีย์วราหันไปพยักหน้ากับน้องสาวที่เห็นด้วย พลางมองบรรดาบุตรชายที่เหมือนว่าจะเห็นด้วยทุกคน เว้นแต่…

“มองผมทำไม” ชานนท์เสยกแก้วน้ำมาจิบ

“เจิ้งไม่ว่าอะไรใช่ไหม” ปาริชาตถามหลานชาย

“จะว่าอะไรได้” ท่าทางและสีหน้าบ่งบอกความไม่เต็มใจชัดเจน “เพราะทุกคนเห็นดีด้วยกันหมดแล้ว ผมมันก็แค่เสียงส่วนน้อย”

“เจิ้งเอ๋อร์…ต้องรู้นะว่าเรื่องที่มันเกิดขึ้นแล้ว ไม่มีใครผิด…โดยเฉพาะเด็กคนนั้น” ปีย์วราเตือนด้วยน้ำเสียงเบา “ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลอะไร เจิ้งอาจไม่คิดสงสารพวกเขาเหมือนแม่กับน้า แต่หัวใจของเจิ้งต้องมีความปรานีบ้าง รู้ไหมลูก”

“แม่เห็นเจิ้งเอ๋อร์เป็นคนใจร้ายอย่างนั้นเหรอจ๊ะ” น้ำเสียงแกมหยอกอ่อนลง

“ให้มันจริงเหอะ ผมจะสาธุการไปเก้าวัดเล้ย” กิตต์แกล้งยกมือขึ้นไว้เหนือหัว

“ดูพูดไปไอ้ลูกคนนี้” ปีย์วราหันไปดุลูกชายคนเล็ก ที่แม้ไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่ความผูกพันก็มีเทียบเท่า

“เจิ้ง…” คราวนี้ผู้เป็นพี่ชายคนโตเรียกด้วยเสียงเบา

“ผมยังไม่ได้ว่าอะไรเลย และผมก็ไม่มีเวลาว่างมากนักที่จะสนใจ”
ชานนท์ฝืนยิ้ม

และแม้จะบอกเช่นนั้นต่อหน้าทุกคนในครอบครัว แต่เมื่อขึ้นมาบนห้องนอนของตนแล้ว ชายหนุ่มที่มีใบหน้าเคร่งเครียดก็มายืนอยู่หน้าหีบไม้เล็กที่ลั่นกุญแจแน่น พลันกำปั้นของเขาทุบลงไปอย่างแรง

เพียงชั่ววูบเขาเกือบ…ใจอ่อน

เกือบยอมแพ้ให้แก่ดวงตาใสราวลูกแก้วคู่นั้นอีก…ดวงตาที่มีหยดน้ำคลอมักทำให้เขาใจอ่อนได้เสมอ

เขาย่อมรู้ถึงความลำบากกายและใจของผู้หญิงคนนั้น และรับรู้มากขึ้นเมื่อจงใจทำตัวเป็นแขกประจำของคฤหาสน์หลังงามของคุณหญิงสไบทิพย์

ชีวิตคู่ที่ไม่มีความสุขทำให้ผู้หญิงคนนั้นต้องระทมทุกข์ และทำให้เด็กชายที่ไม่รู้เรื่องต้องรับเคราะห์

เมื่ออาทิตย์ก่อน มือที่เคยอยากยื่นออกไปช่วย พลันต้องวางกระเช้าเยี่ยมทิ้งลงทันทีที่เห็นว่าแก้มนวลนั้นมีมือของใครอื่นสัมผัสอยู่

“ตลอดเวลาคุณมีหมอธนดล แต่คุณขี้ขลาด คุณกลัวที่จะต้องเลือก” กำปั้นนั้นทุบลงบนหีบอีกครั้ง มือกำแน่นจนเห็นรอยนูนของเส้นเลือด

ลูกของคุณกับผู้ชายคนไหนนะฝ้าย!

“ผมไม่รู้ว่าด้วยอารมณ์ชั่ววูบ คุณไปนอนกับใครมา แต่ก็ดีแล้วที่ผมตัดขาดการติดต่อกับคุณ ไม่เช่นนั้นผมอาจต้องใจอ่อนแบกรับปัญหาร้อยแปดของคุณ ไม่แน่คนที่โชคร้ายต้องรับเป็นพ่อของเด็กอาจเป็นผม!” คิ้มเข้มขมวดพร้อมริมฝีปากหยักเม้มเป็นเส้นตรง ไรกรามที่ขบแน่น ราวว่าตัดสินใจแน่วแน่ “จะไม่ใจอ่อนอีกแล้ว!”








กลิ่นกรุ่นของกาแฟสดหอมฟุ้งทั่วห้องประชุมบนชั้นบริหารของโรงพยาบาล ผู้เข้าร่วมประชุมคนอื่นๆ ทยอยออกไปกันหมด เหลือเพียงสองคนพ่อตาลูกเขยที่บัดนี้มุ่งประเด็นสนทนาเป็นเรื่องครอบครัว

“ฝ้ายขอแยกทางกับผม” โกวิทบอกหน้าเครียดในสิ่งที่เขารับรู้เมื่อไม่กี่วันก่อน

“พวกเธอไม่ได้จดทะเบียนกันอยู่แล้วนี่”

“แล้วอนาคตของผมล่ะ”

“เธอก็ได้ไปเยอะแล้ว จะเอาอะไรอีก” ไพโรจน์หยิบถ้วยกาแฟขึ้นจิบ

การที่ได้เยอะ…ก็ใช่ว่าจะเพียงพอ ไหนจะยังตำแหน่งผู้บริหาร ไหนจะเงินเดือนที่ได้จากคุณหญิงสไบทิพย์ แล้วยัง…เบี้ยบ้ายรายทางที่โกวิทตอดมาได้เสมอๆ

“ผมจะคุยกับฝ้ายอีกที” โกวิทหมายมั่นเช่นนั้น

“ก็ดี เพราะคุณหญิงคงไม่อยากให้แยกทางกัน เดี๋ยวจะเข้าทางขาเมาท์ แต่ที่เธอทำกับหลานของอามันก็เกินไป” ถึงอย่างไรเขาก็ยังรักเด็กชายตัวน้อยผู้เป็นหลานตา

“ผมบอกคุณอาแล้วว่าไม่ได้ตั้งใจ” โกวิทกระชากเสียง ก่อนถามด้วยความสงสัย “ว่าแต่ฝ้ายไปสนิทกับดอกเตอร์พอลตั้งแต่เมื่อไหร่ ถึงจะไปอยู่บ้านเขา”

“คนที่รักษาน้องพัทธ์คือดอกเตอร์พอล คนที่พาน้องพัทธ์มาโรงพยาบาลคือดอกเตอร์ชาร์ลส์ เขาก็คงสงสารกันไปตามเรื่อง”

“ดีที่รู้ๆ กันว่าดอกเตอร์พอลไม่ชอบผู้หญิง” โกวิทลงเสียงอย่างเยาะเย้ย ดูแคลน “ไม่เช่นนั้นผมต้องคิดว่าเขามีอะไรกับฝ้าย”

“ดอกเตอร์พอลไม่ แต่…ดอกเตอร์ชาร์ลส์กำลังคบหากับแคทอยู่ ตอนนี้อาหวังว่าเธอกับแคทจะไม่ก่อเรื่องอีก เพราะถ้าพลาด…คุณหญิงกับคุณยงยุทธไม่เอาเธอไว้แน่”

ทว่าโกวิทเพียงเอื้อมมือไปหยิบแก้วกาแฟขึ้นจิบ รับรู้ถึงความร้อนที่ไหลเข้าคอ

ตอนนี้เขาห่วงตัวเองมากกว่าจะห่วงเรื่องอื่นไหน เพราะถ้าไม่มีตำแหน่งหลานเขยของคุณหญิงสไบทิพย์ค้ำคอแล้ว…ต่อไปเขาจะทำอย่างไร เงิน…ที่เคยได้มาง่ายๆ ก็คงไม่ง่ายอีกต่อไป








รถตู้คันใหญ่วิ่งขึ้นทางด่วนมุ่งหน้าสู่ต่างจังหวัดที่มี บ้าน รอต้อนรับสองแม่ลูก

แพรดาวยิ้มด้วยความโล่งใจ…สบายใจ หันไปมองลูกชายที่นอนตะแคงยืดตัวยาวอยู่เบาะด้านหลัง โดยมีผ้าเช็ดตัวผืนเก่าวางแนบพวงแก้มยุ้ย

“ยังไม่ไปถึงไหนเลย…ทำไมหลับง่ายจัง” ปพณยิ้มให้ร่างเล็กป้อมแล้วหันกลับมาทางหญิงสาวที่นั่งอยู่บนเบาะข้างๆ

“คงเพลียค่ะ เมื่อกี้วิ่งเล่นไปทั่ว ทักเขา ลาคนโน้นคนนี้วุ่นไปหมด”

“พลังงานเยอะ ตอนนี้เลยต้องชาร์จ”

“ค่ะ” แพรดาวพยักหน้าเล็กน้อยด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “ฝ้ายกับลูกต้องขอบคุณคุณหมอมากค่ะ และต้องขอโทษที่มารบกวน”

“ไม่เป็นการรบกวนเลย ทุกคนเต็มใจให้คุณและน้องพัทธ์ไปพัก”

“ทุกคน?” คำนั้นเน้นย้ำถาม

และนายแพทย์ปพณพยักหน้าเล็กน้อยก่อนบอก “อาจเป็นเสียงส่วนน้อย แต่ก็แค่เสียงเดียวและเป็นเสียงที่ไม่ลงคะแนน ดังนั้นจึงไม่นับ และเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร”

“อาจเป็นเพราะเรื่องนี้ไม่ได้สำคัญ” หญิงสาวถอนหายใจ

เจิ้งเอ๋อร์…เธอยังจำได้ถึงรอยยิ้มสดใสและแววตาซุกซนที่มักฉายความเอื้ออาทรห่วงใย บางที…หวานลึกซึ้งจนหัวใจของเธอหวั่นไหว เพียงแต่ว่าบัดนี้…ไม่มีอีกแล้ว

“ช่วงนี้เขางานยุ่ง ไม่ค่อยได้อยู่บ้านนัก”

“ดอกเตอร์ชาร์ลส์เป็นคนที่มีงาน มีกฎเกณฑ์มากมาย”

“งาน…” ปพณเอ่ยช้าๆ ด้วยความคิดที่แล่นเข้ามา “เป็นไฟของเขา ถ้าไม่มีงาน เจิ้งก็คง…แย่ไปมากกว่านี้”

“เป็นเพราะฝ้าย?”

“เป็นเพราะเขาคาดหวังในสิ่งที่ไม่ควร ไม่ถูกต้อง” คุณหมอถอนหายใจ สีหน้าจริงจัง “ไหนๆ ก็พูดแล้ว ผมขอถามอะไรได้ไหม”

ยังดีที่รถตู้มีกระจกแบ่งคั่นระหว่างส่วนคนขับและบริเวณด้านหลัง และดีที่พี่เลี้ยงนั่งอยู่ส่วนหน้า แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น การสนทนาก็เบาจนเกือบกระซิบ

“ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่เป็นไร ผมแค่อยากรู้ให้แน่ใจเท่านั้น” การตัดสินใจที่จะถามมีความลังเลผ่านเข้ามาเพียงครู่ เท่านั้น “ใครคือพ่อของน้องพัทธ์”









บทที่ 34


รถตู้คันงามชะลอตัวเข้าจอดภายในอาณาเขตกว้างที่มีพื้นหญ้าสีเขียวสดและต้นไม้ใหญ่น้อยปลูกเรียงราย บ้านทรงโมเดิร์นร่วมสมัยสีครีมแถบน้ำตาลตั้งตระหง่าน…ไม่ได้ดูน่าเกรงขาม

แต่บ้านหลังนี้…ใหญ่พอที่ให้ความสะดวกสบายแก่สมาชิกในครอบครัว

ให้ความอบอุ่นในเวลาที่คนในบ้านกลับมา และยังให้การต้อนรับที่แสนอบอุ่นในความรู้สึกของผู้มาเยือน

“ไหน…เรือ” เด็กชายทวงเป็นอย่างแรกหลังลงจากรถพร้อมมารดา ผมของคนที่เพิ่งตื่นนั้นยุ่งเหยิง “จุนลุงบอกมีเรือ”

“ช่างทวงจริงๆ นะเรา…” ปพณก้มมองอย่างเอ็นดู “เข้าไปสวัสดีคุณยายก่อน แล้วจะพาไป”

“จุนยาย? คราย” เด็กชายเงยหน้าถาม “จุนยายบนฟ้า”

เด็กชายรู้จักแต่คุณยายที่จากไปนานแล้ว…คุณยายที่แม้ไม่เคยได้สัมผัส แต่ก็รับรู้ว่ารักตน

“เข้าไปก่อน เดี๋ยวก็รู้” ปพณยีศีรษะของเด็กน้อยที่มีเส้นผมนุ่ม คำตอบที่เพิ่งได้รับจากผู้เป็นแม่ของเด็กชาย ไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของเขาเปลี่ยนแปลง

ไม่ได้ทำให้ความเป็นห่วง ความปรารถนาดีที่มีต่อสองแม่ลูกเปลี่ยนไป

เด็กไม่ใช่ผู้ผิด…ผู้ใหญ่ต่างหาก

ผู้ใหญที่มีความรัก ความหลง ความเห็นแก่ตัว








เพียงแค่ก้าวเข้ามาข้างในบ้านหลังใหญ่ แพรดาวก็สัมผัสได้ว่าความรู้สึกไม่ได้ต่างไปจากบ้านหลังเล็กในต่างแดนที่เธอเคยไปพักอาศัยเมื่อหลายปีก่อน

บ้านหลังงามที่กำลังต้อนรับเธอและลูกในตอนนี้ มีความประณีต โอ่อ่า และสะดวกสบาย พื้นที่ทำจากหินอ่อนตรงเฉลียงทางเข้าตัวบ้านนั้นดูมีราคา พอๆ กับพื้นไม้สักทองที่ขัดเป็นเงาภายในบ้าน ทว่าคุณค่าที่ทำให้หัวใจของผู้มาเยือนอบอุ่นก็คือความเป็นกันเองที่เจ้าบ้านมอบให้

“นั่นรูปวาดของมากริตต์ชื่อ La Grande Famille” ปพณที่เดินนำบอก

“รูปนี้เคยอยูที่บ้านโน้น” หญิงสาวจำได้ไม่ลืมเลือน

ภาพเงาสีขาวอมเทาของนกที่กำลังกางปีกออกสูงเสียดฟ้าท่ามกลางเกลียวคลื่น…เมื่อหลายปีก่อนเธอเคยมองมันอย่างพิจารณา มาวันนี้ก็ยังคงทำเช่นเดิม

“เจิ้งเอ๋อร์และแม่ชอบภาพนี้ ดูท่าคุณก็ชอบเหมือนกัน”

“เป็นภาพที่บอกถึงอิสรภาพบางอย่าง แต่ชื่อของมันไม่ใช่เลย” รอยยิ้มของคนที่…สวยจับใจ ดูเศร้าสุดใจ

หญิงสาวกุมมือเล็กของลูกชายไว้แน่น เดินตามผู้เป็นเจ้าของบ้านเข้ามายังห้องนั่งเล่นกว้างที่มีโทรทัศน์จอใหญ่เปิดอยู่ พร้อมรายการสนุกที่เรียกเสียงหัวเราะของคนดู

มันช่างเหมือนเมื่อนานมาแล้ว

“แม่ครับ น้าปา…น้องพัทธ์ที่ไม่ใช่พัดลมมาแล้วจ้า”

“โอ…มาถึงกันแล้วเหรอ เหนื่อยมั้ยจ๊ะ” รอยยิ้มของปีย์วราดูเป็นกันเอง ให้ความอุ่นใจแก่ผู้ที่ได้เห็น “พ่อรูปหล่อท่าจะเพิ่งตื่นละสิ…จ้ะ เชิญจ้ะ” ประโยคหลังบอกเมื่อรับไหว้จากหญิงสาวผู้มาเยือน

“เหนื่อยไหมหนู” ปาริชาตถาม “จ่างไปดูให้เขาหาน้ำเย็นมาให้หนูฝ้ายไป”

“ครับ” ปพณทำตามคำสั่งทันที

“ฝ้ายและลูกต้องขอบคุณคุณป้ากับคุณน้าค่ะ ที่กรุณาเรา” การไหว้อ่อนโยนจากใจด้วยความรู้สึกแท้จริง

“มีเด็กก็ดี จะได้ไม่เหงา เพราะบ้านนี้มีแต่คนแก่ พวกหนุ่มๆ ก็ไม่ค่อยอยู่ เขาทำงานกันเป็นบ้าเป็นหลัง จะมาก็แค่วันหยุด” ปีย์วราหันไปทางหนุ่มน้อยที่ยังไม่ยอมปล่อยมือมารดา “ไหนมาหายายสิจ๊ะ”

“น้องพัทธ์…” แพรดาวก้มลงบอกลูกชาย “เข้าไปสิลูก ไปธุจ้าสวยๆ”

“คร้าบ” เด็กชายทำตามอย่างว่าง่าย ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองยิ่งนึกเอ็นดู

“นี่ถ้าเจ้าสามคนนั่นมีหลานให้ฉันบ้างก็ดี” ปีย์วราหันไปปรารภกับน้องสาวซึ่งพยักหน้าเห็นด้วย

“ถ้าอย่างนั้น…” หญิงสาวผู้เป็นแขกเอ่ยขึ้นช้าๆ “ให้น้องพัทธ์เรียกย่าไหมคะ เพราะน้องพัทธ์ยังไม่เคยมีย่า”

“ก็ดีสิ” ปีย์วราบอกอย่างดีใจ “ป้าน่ะอยากมีหลานอยู่เหมือนกัน เจ้าสามคนนี้เข็นไม่ขึ้น”

“ใครเข็นไม่ขึ้นจ๊ะ แม่จ๋า!” เสียงนั้นดังมาก่อนที่เจ้าตัวจะเดินเข้ามา กิตต์หัวเราะชอบใจแล้วยกมือไหว้ทั้งสองสุภาพสตรีที่เขาเรียกว่าแม่กับน้า และเมื่อเห็นว่ามีแขกอยู่ เขาจึงอุทาน “อ้าว มากันวันนี้เหรอ พี่จ่างแผนสูง ตายแน่…”

ประโยคหลังเพียงแค่บ่นออกมาใต้ลมหายใจ เพราะพี่ชายคนรองเดินตามหลังเข้ามาแล้ว

“อ้าว…” เสียงอุทานดังขึ้น สีหน้าของชานนท์…ตกใจ

“เจิ้ง…” ปีย์วราเรียก “ไหนว่าไปสิงคโปร์ไงลูก”

“แค่เข้าประชุมตอนเช้า พอเสร็จก็กลับ” ดวงตาคมเยือกเย็นตวัดไปยังผู้เป็นแขก แล้วหันไปทางปพณที่เพิ่งเดินเข้ามา

“อ้าว เจิ้ง…” ผู้เป็นพี่ลากเสียงยาวก่อนยกน้ำเย็นไปวางให้หญิงสาวและลูกชาย “น้ำแดงชื่นใจให้น้องพัทธ์ครับ”

“ขอบคุณคับ” เด็กชายพนมมือป้อมไหว้ลวกๆ แล้วยกน้ำขึ้นซดอึกใหญ่ น้ำสีแดงติดเป็นคราบอยู่ที่ริมฝีปาก

“ไหนบอกว่าจะมาวันมะรืน นี่ต่อไปนี้ผมคงเชื่อคำพูดของพี่จ่างไม่ได้แล้วใช่มั้ย” เสียงห้วนตวัดโกรธจัด

“อะไร” คนเป็นพี่ตีหน้าเฉย “ใครจะไปตรัสรู้อารมณ์ของแก และฉันเป็นหมอก็ต้องดูอาการของคนไข้ ไม่ใช่นักลงทุนที่ไม่เห็นอกเห็นใจคนอื่น”

“ที่ผมเลือกสร้างบ้านนี้ ก็เพื่อหนีความวุ่นวายในกรุงเทพฯ หนีพวกสังคมหลอกลวงเจ้ายศเจ้าอย่าง…”

“แกก็ได้แล้วไง” คราวนี้คนเป็นพี่ขึ้นเสียงบ้าง “แล้วนี่ไม่ใช่บ้านเหรอ!”

“ปากับกิตต์พาหนูฝ้ายกับน้องพัทธ์ขึ้นไปที่ห้อง เดินทางมาเหนื่อยๆ จะได้พัก” ปีย์วราเอ่ยขึ้น ก่อนออกคำสั่ง “จ่าง เจิ้ง อยู่คุยกับแม่ก่อน”

“น้องพัดอยากนั่งเรือ” เด็กชายบอกในสิ่งที่ตนปรารถนา ไม่ได้สนใจในท่าทีบึ้งตึงเครียดขึงของผู้ใหญ่

“เดี๋ยวย่าพาไปนะ…”

“ย่า?” ชานนท์มองมารดาของเขา “อะไรกัน…เป็นบ้าอะไร!”

“เจิ้ง!” เสียงเฉียบขาดดังมาจากหลายฝ่าย เพื่อปรามให้เขา…หยุด

“หนูพาลูกขึ้นไปข้างบนก่อนนะ” ปีย์วราบอกหญิงสาวที่เป็นแขกของบ้านด้วยเสียงอ่อนโยน พร้อมบอกเด็กชาย “ย่ามีของเล่นไว้ให้น้องพัทธ์เยอะแยะเลย”

“จุนย่าน่าย้าก” แม้จะพยายามแล้ว แต่คำพูดนั้นก็ยังไม่ชัดอยู่เช่นเคย ร่างป้อมยิ้มกว้างก่อนจะเดินตามการจูงของผู้เป็นมารดา ทว่า… “จุนอา…น้องพัดขอน้ำองุ่นม่ายขมนะ…” เด็กน้อยบอก

เพียงแต่ว่าไม่มีคำตอบใดๆ จากคนตัวโตกว่า ดวงหน้าเฉยเมยไม่บ่งบอกความรู้สึก ชานนท์เดินไปนั่งบนเก้าอี้นวมตัวใหญ่ ท่วงท่าไขว่ห้างพร้อมแววตานิ่งเฉยเป็นของดอกเตอร์ชาร์ลส์โดยแท้

“เจิ้ง…” ปีย์วราเรียกบุตรชายเมื่อภายในห้องนั่งเล่นเหลือเพียงสามคนแม่ลูก “จำได้ไหม ตอนที่เจิ้งจะสร้างบ้านหลังนี้ แม่ได้ขออะไรไว้”

คนถูกถามเพียงถอนหายใจยาวอย่างเหนื่อยหน่าย ไม่มีคำตอบใดๆ

“แม่ขอใช่ไหมว่าบ้านจะใหญ่โตหรือไม่…ไม่สำคัญ ขอแค่ให้บ้านของเราเป็นบ้าน เมื่อก่อนให้แม่ต้องเหนื่อย ต้องลำบากแค่ไหน แต่แม่ก็สบายใจ เพราะลูกๆ ไม่เคยทำให้แม่เสียใจ จ่างกับเจิ้งรักกันมาก…แต่เมื่อตะกี้มันอะไร”

“ก็ผู้หญิงคนนั้น…” ชานนท์เตรียมแย้ง

“ผู้หญิงคนเดียวที่หมดหนทางไปเหรอลูก ที่ทำให้เจิ้งเป็นไปได้ถึงขนาดนี้”

“จ่างขอโทษ” ปพณเอ่ยขึ้น “จ่างไม่ได้บอกเจิ้งว่าจะพาฝ้ายมาเมื่อไหร่”

“แม่ก็ไม่เห็นว่ามันจะเป็นความผิดอะไรของจ่าง” ปีย์วราบอกแล้วหันไปมองบุตรชายคนรอง “แต่เจิ้ง…คิดให้ดีนะว่าคำพูดและกิริยาเมื่อครู่มันสมควรแล้วเหรอ อดีตเป็นอย่างไรแม่ไม่รู้ แต่ปัจจุบัน…สองคนแม่ลูกนั่นไม่มีทางไป ก็เหมือนกับแม่เมื่อหลายปีก่อนโน้น”

“แม่…” ชานนท์ร้องเชิงปราม “ทำไมแม่ต้องเอาตัวเองไปเปรียบกับเขา”

“แม่ไม่ได้ต้องการให้เจิ้งเอ๋อร์เห็นใจหรือสงสารสองคนแม่ลูกนั่น แม่ขอเพียงให้หัวใจของเจิ้งเอ๋อร์มีความปรานีบ้าง แค่นี้เจิ้งเอ๋อร์ทำให้แม่ไม่ได้เชียวเหรอ อย่าแสดงกิริยาแบบเมื่อกี้ให้แม่เห็นอีกเป็นอันขาด” สายตาดุมองเขม็งที่บุตรชายคนรอง แล้วหันมาทางลูกคนโต “จ่างก็เหมือนกัน พูดความจริงกับน้อง…อย่าทำให้น้องลำบากใจ”

“ครับ”

“ไม่ว่าบ้านของเราจะเล็กหรือใหญ่โตแค่ไหน แต่ก็คือบ้าน แม่ไม่ขออะไรมากมาย…จ่าง เจิ้ง และกิตต์ต้องรักกัน เรามีกันแค่นี้นะลูก”








เพราะแสงไฟจากเสาเตี้ยๆ ที่พรึ่บเปิดขึ้นทันทีที่สิ้นแสงตะวัน เรียงเป็นระยะ
บนทางเดินเล็กลัดเลาะสนามหญ้าทอดไปยังริมฝั่งน้ำ ทำให้คนที่กำลังเดินเข้ามาใกล้เห็นร่างสูงที่ยืนกอดอกนิ่งชัดเจน

เธอเห็นกระทั่งว่าสายตาของเขาทอดมองออกไปยังความมืดของแม่น้ำสายเล็กข้างหน้า

“ชานนท์…”

เสียงเรียกแม้เบา แต่ก็ทำให้เขาหันมา แววตาคู่นั้นเย็นเยือก ไรฟันขบแน่นทำให้ดวงหน้าใต้ไฟสลัวดูจริงจังน่ากลัว

“ทำอะไรอยู่” แพรดาวพยายามยิ้มเมื่อเดินเข้าไปใกล้

“แล้วเห็นว่าอะไรล่ะ” คำบอกห้วนๆ นั่นทำให้อีกฝ่ายหน้าเจื่อนไป

“ฉันขอโทษ…ฉันรู้ว่าคุณโกรธฉัน และเพราะฉัน คุณกับคุณหมอเลยมีปากเสียงกัน ชานนท์…ฉันกับลูกทำให้คุณลำบากใจมากใช่ไหม”

“ผมเบื่อพวกไม้เลื้อยอย่างคุณ เมื่อก่อนมีแค่คุณคนเดียวที่เป็นภาระ มาตอนนี้คุณก็เอาลูกของคุณมาเป็นภาระให้ครอบครัวผม”

“อาจเป็นเพราะว่าฉันยังเห็นคุณเป็นที่พึ่ง ความทรงจำของคุณอาจไม่เหมือนของฉัน” ดวงตาใสราวลูกแก้วเป็นประกายอ่อนโยนแกมหวั่นไหวเมื่อรำลึกถึง “เพราะสิ่งที่ฉันจำได้เสมอ ก็คือความห่วงใย ความอาทรของคุณ ตลอดชีวิตของฉันไม่มีใครเคยให้ความรู้สึกนี้นอกจากคุณและ…น้องพัทธ์”

หญิงสาวเห็นริมฝีปากเป็นรอยหยันของเขา ดวงหน้าที่ดูกระด้างเย็นชาช่างต่างจากชายหนุ่มที่เคยมีความสนุกแฝงอยู่เป็นนิตย์

“ไม่ต้องพูดให้มันสวยหรู ถึงยังไงคนอื่นเขาก็อยากให้คุณอยู่ ผมคงไล่คุณไปไม่ได้”

“ฉัน…” สายตาของเธอยังคงจับที่ดวงหน้าของเขา “ฉันไม่รบกวนคุณนานหรอก เมื่อไหร่ที่พร้อม ฉันจะไป”

“หวังว่าคงเร็วๆ นะ แล้วก็ไม่ต้องบอกผม เพราะผมไม่อยากรับรู้ให้รกสมอง และระหว่างพักอยู่ที่นี่…ผมขอร้องอย่ามายุ่งกับผม วันนั้น…ที่บอกลาก่อน ผมหมายความเช่นนั้นจริงๆ ครั้งนี้…อย่าทำให้ผมต้องรีบพูดคำนั้น” เสียงของเขาเน้นชัดทุกคำเพื่อให้มันฝังเข้าไปในความรู้สึกของอีกฝ่าย

เจ้าของร่างสูงเตรียมสาวเท้าเดินออกมา แต่แล้วเสียงสดใสก็พลันดังขึ้น

“จุนแม่! จุนอา!” ร่างน้อยของเด็กชายวิ่งเข้ามาสวมกอดผู้เป็นมารดา “จุนย่าบอกว่ากินข้าวได้แย้ว”

“เหรอจ๊ะ”

“น้องพัดช่วยจัดโต๊ะด้วย จุนย่าบอกน้องพัดเก่ง” มือเล็กเกาะมือของมารดาไว้แน่น “บอกว่าให้น้องพัดกินกะแล็ตได้หนึ่งชิ้น จุนอากินมั้ย” ดวงหน้ากลมแหงนถามคนที่ยังคงยืนนิ่งปั้นหน้าเคร่ง “น้องพัดแบ่งให้จุนอา…”

มือเล็กอีกข้างคว้ามือใหญ่ของอีกฝ่ายไว้

แพรดาวมองด้วยความวิตก แล้วเดินตามแรงจูงของลูก และดูเหมือนว่าเขาคนนั้นก็เช่นกัน หญิงสาวเบือนหน้าหลบไปอีกทาง รู้สึกถึงน้ำที่ปริ่มอยู่ริมขอบตา

“ไม่…ขอบใจ” เสียงที่เกือบห้วนนั้นอ่อนลง ก่อนบอกกับหญิงสาวที่อยู่อีกฟากแขนของเด็กชายตัวน้อย “ตามสบายนะ ผมจะไปข้างนอก”

พลันเขารีบปลดมือเล็กอูมออก แล้วก้าวเดินไปอย่างรวดเร็ว

“จุนอา!” เสียงใสของเด็กชายร้องเรียก “น้องพัดจะเก็บกะแล็ตไว้ให้”

ทว่าร่างสูงที่เดินหายไปในความมืดไม่เหลียวหลังกลับมาเลย

“น้องพัทธ์ของแม่…” ผู้เป็นแม่ย่อตัวลงเพื่อมองบุตรชายให้เต็มตา “น่ารักเสมอ สักวันเขาอาจจะเห็น…”

“เห็นอาราย” แววตาของเด็กชายวาววับสงสัย

สีหน้าของหญิงสาวยังคงมีรอยเศร้าที่เด็กชายไม่อาจจับได้ แพรดาวลุกขึ้นยืน มือของเธอยึดมือเล็กของลูกไว้

ถ้าเป็นเมื่อก่อน เมื่อเธอต้องการความมั่นใจหรือความอบอุ่น มือของเขาคนนั้นจะบีบมือของเธอไว้ด้วยแรงที่สื่อถึงความอาทรมิเสื่อมคลาย

‘ไหวไหมฝ้าย’ เสียงละมุนแว่วมาดั่งกระแสลมพัดเพียงแผ่ว สัมผัสถึงความอ่อนโยนและความเป็นห่วงในห้วงหัวใจ

ในตอนนั้นต่อให้เธอไม่ไหว แต่ทุกครั้งก็ต้องพยักหน้าบอกเขาด้วยรอยยิ้ม…ไหว!

เพียงแต่ว่าในวันนี้แพรดาวไม่รู้ว่าเธอจะยัง…ไหว…ได้อีกนานแค่ไหน








การหายไปของลูกชายคนรองในอีกสองวันต่อมา ทำให้ปีย์วราต้องบ่นทุกช่วงวัน เสียงบ่นจะหยุดก็ต่อเมื่อมีการสนทนากับเด็กชายตัวน้อยที่บัดนี้ยึดตักของ ‘จุนย่า’ ไว้เป็นที่มั่น

“วันก่อนโน้นก็บอกว่าจะพาเพื่อนมาบ้าน…แล้วนี่จะเอายังไงกัน” คนเป็นแม่ปรารภกับลูกชายคนเล็กที่เพิ่งมาถึง “ตกลงเป็นใครที่ไหน เพื่อนของเจิ้งน่ะ”

“ญาติของคุณคนสวยครับ” กิตต์ตอบ

“งั้นเหรอ คงพามาเยี่ยมละมั้ง”

“เขาเป็นเพื่อนสนิทของพี่เจิ้ง แก๊งเดียวกับพี่หนิง”

“อ๋อ…” ปีย์วราพยักหน้ารับรู้ “ไม่ค่อยได้ยินเจิ้งพูดถึง ไม่เหมือนหนิง”

“ก็…ไม่รู้สิครับ” เขาบอกไม่เต็มคำนัก ยังดีที่ผู้เป็นมารดาไม่ใส่ใจเกินกว่าจะถาม

“แล้ววันนี้เจ้านายเราจะกลับมาหรือเปล่า”

“พี่เจิ้งไปฮ่องกงจ้ะแม่” กิตต์ยิ้มแหย หลบสายตามารดา

“ไอ้ลูกคนนี้…เพิ่งดุไปหยกๆ เรื่องนิสัยชอบหนีออกจากบ้าน”

“ไม่ได้หนีจ้า ไปทำงานน่ะแม่” ผู้เป็นทั้งน้องชายและลูกน้องต้องออกตัวแทน

“ก็น่าจะบอกกันดีๆ ไม่ใช่ไปแล้วค่อยโทรศัพท์มาบอก ฉันขี้เกียจพูดแล้ว!”

“จุนย่าขี้เกียจไม่ด้าย” เสียงใสขัดขึ้น “จุนแม่บอกว่าเด็กดีต้องไม่ขี้เกียจ”

“คุณย่าไม่ใช่เด็กแล้ว” กิตต์บแย้งเสียงกลั้วหัวเราะ“เลยวัยมานานแสนนาน”

“งั้นพอน้องพัดไม่ใช่เด็กด้วย ก๊อขี้เกียจได้”

“ไอ้เจ้านี่…ช่างยอกย้อน” ปีย์วราหัวเราะชอบใจ ก้มหน้าหอมแก้มยุ้ยฟอดใหญ่ “ใครสอนให้พูดแบบนี้”

ทว่าเด็กชายเพียงยิ้มแววตาสดใสซุกซน ทำให้ผู้ที่ถูกเรียกว่า ‘จุนย่า’ ต้องสวมกอดแน่นด้วยความมันเขี้ยวระคนเอ็นดู

“แล้วที่แม่ฝากให้ซื้อหนังสืออ่านเล่นให้น้องพัทธ์ ได้มาหรือเปล่า”

“ขอรับ” กิตต์ยื่นถุงใบใหญ่ให้มารดา “เพิ่งจะสามขวบเอง โรงเรียนก็ไม่ได้ไป แล้วจะอ่านได้เหรอแม่”

“น้องพัทธ์ยังอ่านไม่ได้ แต่คุณย่าอ่านให้น้องพัทธ์ฟังก็ได้ใช่ไหม” การพยักพเยิดนั้นส่งไปที่เด็กชาย ซึ่งพยักหน้ายิ้มมาตาใสแจ๋ว

“แม่กลัวว่าน้องพัทธ์จะไม่เป็นอัจฉริยะหรือไง” ชายหนุ่มอมยิ้ม มองผู้ที่เขาเรียกว่าแม่เลือกหยิบหนังสืออ่านที่เต็มไปด้วยรูปภาพ แล้วพลิกเปิดอ่านไปกับเด็กชายที่นั่งอยู่บนตัก

ภาพวาดและการลงสีของหนังสือสามารถดึงดูดความสนใจของเด็กได้ไม่ยาก

“น้องพัทธ์ชอบไหม” ‘จุนย่า’ ก้มมองร่างเล็กที่นั่งอยู่บนตักอย่างเอ็นดู

“ชอบคร้าบ…” เสียงลากยาวและรอยยิ้มใสย้ำเช่นนั้น

“ทีหลังเห็นเรื่องอื่นๆ ก็ซื้อมาเลย” คราวนี้ปีย์วราหันไปสั่งบุตรชายคนเล็ก

“คร้าบ…” เด็กโตลากเสียงยาวเลียนแบบ “วันนี้ที่ร้านเขามีโปรโมชั่นซื้อสามแถมหนึ่ง ผมมันพวกงกของแถมซะด้วย”

“หากเป็นของแถมจะยื้อ...” แล้วเสียงฮัมเพลงอย่างกระท่อนกระแท่นไม่เต็มคำนักจากเด็กชายที่กำลังให้ความสนใจกับหนังสือเล่มใหญ่ ทำให้ผู้ใหญ่ทั้งสองต่างชะงักไป

“ไปจำมาจากไหนนะเรา” กิตต์ร้องถาม

“จุนลุงอ้วนบอกว่าน้องพัดร้องเพราะ” ทว่าเด็กชายอ้างคำชมที่ตนเคยได้รับ

“คุณลุงสอนเหรอจ๊ะ” ปีย์วราสงสัยอย่างยิ่งยวด

“จุนแม่ชอบร้อง” เด็กชายเงยหน้าบอก ก่อนกลับไปให้ความสนใจกับหนังสือที่มีตัวการ์ตูนภาพวาดหลากสี “จุนแม่ร้องเพราะ แต่อ๋อยอ้วน…ไม่”

คำบอกฉะฉานของเด็กทำให้ปีย์วรายิ้ม อ้อมแขนจึงกระชับร่างน้อยแน่นขึ้น

“คุณคนสวยเขาคงโดนพี่เจิ้งร้องกรอกหูทุกวันตอนโน้นนะแม่” กิตต์หัวเราะคิก “เดินทางด้วยกันตั้งหลายวัน แล้วยิ่งพี่เจิ้งร้องเพลงเป็นไม่กี่เพลงด้วย”

ชายหนุ่มย่อมเห็นสีหน้าของผู้เป็นมารดา…ครุ่นคิด

“ถ้าน้องพัทธ์เป็นลูกของพี่เจิ้ง คุณฝ้ายก็น่าจะบอก ไม่เก็บงำไว้หรอก” ราวว่ากิตต์เดาความคิดของผู้เป็นแม่ได้ มือของเขาวางบนศีรษะของเด็กชาย “แม่ก็เห็นนี่…คุณฝ้ายยังอาวรณ์พี่เจิ้ง”

“แต่ถ้าเป็นก็ดี ไอ้เจ้าตัวเล็กนี่…ช่างพูดช่างเจรจาเหมือนเจิ้งเอ๋อร์”

“เด็ก…ก็พูดเก่งกันทุกคน เอาไว้ผมจะบอกพี่เจิ้งให้หาหลานมาให้แม่นะ”

“พูดถึงแต่เจิ้ง ว่าแต่เราเถอะ…น่าจะดูๆ ไว้บ้างได้แล้ว” สายตาคาดคั้นของปีย์วรามองอีกฝ่าย

“คุยเรื่องน้องพัทธ์กับพี่เจิ้งแท้ๆ ไงมาเข้าตัวผมได้เนี่ย โธ่…ผมยังไม่มีหรอกครับ ไว้มีแล้วจะบอก ถ้ามีจะเอาให้น่ารักเหมือนน้องพัทธ์เลย” มือของชายหนุ่มหยิกเบาๆ ที่แก้มยุ้ยของเด็กชาย “แต่ระหว่างนี้ที่แม่มีน้องพัทธ์…ผมกับพี่เจิ้งก็จะได้สบายหูหน่อย” กิตต์บอกในตอนท้ายพลางรีบเดินออกไป





=============================================================


ลิขสิทธิ์ของงานเขียนทุกชิ้นเป็นของผู้เขียนตามกฎหมาย ห้ามคัดลอก ดัดแปลง หรือนำไปเผยแพร่ต่อไม่ว่าในกรณีใดๆ ไม่ว่าทั้งหมดหรือส่วนใดส่วนหนึ่ง ด้วยวิธีใดๆ โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของผลงาน

=====สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537=====






************************************************************************


ใครที่สนใจซื้อเพื่อเอาไปครอบครอง สามารถติดต่อผ่านทาง Inbox หรืออีเมล มาที่ผู้เขียนได้โดยตรงค่ะ ไม่มีวางในร้านนะคะ

ราคา : 320 บาท

รายละเอียดการสั่งซื้อ :
ผู้ที่ต้องการซื้อสามารถติดต่อมาใน Inbox ในเฟสบุ๊ค หรือใน Bloggang หรืออีเมลมาที่ ct.literature@yahoo.com โดยระบุรายละเอียดดังต่อไปนี้
- ชื่อและที่อยู่ สำหรับการจัดส่ง
- หลักฐานการชำระเงิน รูปถ่ายใบ pay-in (ระบุวันและเวลาในการโอน) โดยเป็นการชำระผ่านการโอนเงินเข้าบัญชี ธนาคารกสิกรไทย สาขาถนนสาทร เลขบัญชี 038-2-00758-3 (คุณชุติมา)
- หากต้องการให้เช็นต์กรุณาแจ้งด้วยนะคะ

หนังสือจะทำการถูกจัดส่งให้ภายในวันสองวันค่ะ (อาจมีช้าบ้างเร็วบ้างนะคะ เพราะทำเองทั้งหมดค่ะ)


ขอบคุณทุกคำติชม และกำลังใจที่มีให้กันเสมอมาค่ะ






 

Create Date : 20 ธันวาคม 2558
0 comments
Last Update : 20 ธันวาคม 2558 22:44:50 น.
Counter : 1157 Pageviews.

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


Sentimentally Smooth
Location :
กรุงเทพฯ Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]




ชอบคิดชอบเขียนชอบพูด...และชอบเที่ยว

บทประพันธ์ที่ได้รับการตีพิมพ์ "ฤารัก"

หลงรักเพราะรักฤๅรักหลง
หลงลมรัญจวนไม่รู้หาย
หลงรูปหลงจูบเพียงร่างกาย
หลงง่ายหลงผิดฤๅหลงกล
Friends' blogs
[Add Sentimentally Smooth's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.