--- ติ ด ล ะ ค ร ---

















12 มีนาคม 24562








แล้วดอกตูมเต่งก็เปล่งปลั่ง
ดอกดวงความหวังสะพรั่งสี
เนื้อนัยบอกนิยามความยินดี
มาแตะแต้มบทกวีที่ดวงตา
.......................................
วิ่งฉลองแมมกระดุมทองออกดอก 😁
11 มีนาคม 2562



















เมื่อวาน ต้องพาพี่หมอกออกเดินรอบสระบ้างเพราะแม่ไม่อยู่บ้านหลายวัน
กลัวพี่หมอกลงแดงตาย
::
#นับหนึ่งใหม่อีกครั้ง

6 มีนาคม 2562













7 มีนาคม 2562


















ฉันติดละครเรื่องเมียน้อย 2019 บทประพันธ์ของคุณทมยันตี

ตอนแรกก็ว่าจะไม่ติดตามละครเรื่องไหนแล้วเพราะดูเรื่องไหนก็ติด ติดแล้วก็นอนดึก กว่าจะได้ทำงานที่อยากทำก็ง่วงอีก ความตั้งใจว่าขอเรื่องนี้เป็นเรื่องสุดท้าย แล้วค่อยหาเวลาดูย้อนหลัง แต่ถึงเวลาจริง ๆ ก็อยากดูตามเวลาที่ออกอากาศ ยิ่งช่วงนี้กำลังลุ้นเอาใจช่วยคุณชลา ภรรยาน้อยของท่านซึ่งอาหนิงรับบทผู้ยิ่งใหญ่นี้ ท่านที่มีเมียน้อยมากกว่าหนึ่งและเมียน้อยแต่ละคนก็ทรยศท่านแทบทุกคน

ก่อนดูก็ลังเล คิดถึงใจภรรยาหลวงอย่างเดียว กลืนไม่เข้าคายไม่ออก แต่เราก็ไม่รู้สาเหตุที่แท้จริงเบื้องหลังทั้งหมดภายในครอบครัว ถึงกระนั้นก็ไม่เคยสนับสนุนให้ผู้ชายมีเมียน้อยหรอกนะ ถึงเมียน้อยอย่างชลาจะเป็นคนดี ไม่ได้อยากมาเป็นแบบนี้ โดนเสี่ยชูชัยทำลายชีวิต ถูกตีตราประทับว่าเป็นเมียน้อยเพราะความชั่วของผู้ชายอีกคน พอมันเบื่อแล้วก็พาเธอเข้าประกวดนางงาม เร่ขายให้ผู้ใหญ่ ทำอย่างกับขายผักขายปลา

ไม่ทราบว่าบทประพันธ์จริง ๆ เป็นอย่างไร แต่น่าจะคงเค้าโครงหลักไว้ เพราะสภาพเมียน้อยในเรื่องคือความน่าขมขื่น เป็นความเจ็บช้ำน้ำใจอย่างที่สุดของมนุษย์ด้วยกัน ไม่ใช่ความคิดที่ว่าเมียน้อยเป็นแฟชั่น เพื่อตักตวง กอบโกยและยกฐานะเพราะอยากมี อยากรวยทางลัด

ยิ่งกว่านั้นก็เห็นความขมขื่นของคนที่เป็นเมียหลวงเช่นกัน สังคมให้ความเห็นใจอย่างที่สุด แต่ชลาในเรื่องนี้เธอประสบชะตากรรมที่น่าเห็นใจไม่น้อย เธอมีความรักเหมือนคนอื่น ๆ แต่เมื่อมาอยู่ในฐานะเมียของท่าน เธอซื่อสัตย์และดีต่อท่าน ไม่ก้าวก่ายและให้ความเคารพผู้เป็นใหญ่ในบ้าน เสียแต่ว่าในความเป็นจริง มีคนรักย่อมมีคนชัง นอกจากไม่มีท่านคอยปกป้องคุ้มครองหรือเป็นที่พึ่ง หลับตาก็เห็นว่าจะโดนย่ำยีเหยียดหยามและถูกทำร้ายอย่างไรบ้าง ไม่มีใครต้องเกรงใจใครอีกแล้ว คนที่จ้องทำลายชื่อเสียงให้ป่นปี้และมีคนร่วมผสมโรงอีกเยอะแบบไม่รู้ที่มาที่ไป

เธอเองไม่ได้อยากเป็นเมียน้อยและมีความรัก ความฝัน อยากมีชีวิตธรรมดา สร้างครอบครัวเล็ก ๆ อย่างคนทั่วไปและก็อยากหลุดพ้นคำ ๆ นี้เช่นกัน ...

แต่ตอนนี้เอาใจช่วยพวกเธอให้พ้นผิดจากการถูกใส่ความว่าเป็นคนฆ่าท่าน ฉันไม่แน่ใจว่าพล็อตหนังสือเป็นแบบนี้หรือเปล่าหรือมาเขียนบทใหม่ มีการค้ามนุษย์เข้ามาให้ดูรุนแรงมากยิ่งขึ้น

นอกจากเรื่องนี้ ฉันก็ยังติดละครเรื่อง ก่อนอรุณจะรุ่ง ที่ดูเพราะเห็นคุณกวาง กมลชนกแสดงนั่นแหละ

ฉากแรกก็ผวาเลย ลูกสาวโดนพ่อแท้ ๆ ข่มขืน เป็นความเจ็บร้าวของแม่อย่างที่สุดจะบรรยาย แต่เธอไม่ยอมอยู่แล้ว พึ่งกระบวนการกฏหมายแบบที่ไม่ต้องเอิกเกริก ไม่ต้องมีการซักพยานทุเรศทุรังแบบที่เรามักเห็นเวลาตำรวจถามผู้เสียหายเมื่อโดนข่มขืน เกลียดโคตร ๆ อุบาทว์สุด ๆ ผู้ประพันธ์เรื่องนี้ต้องเข้าใจในกระบวนการตรงนี้ดีและชี้ช่องทาง ให้ความรู้ความเข้าใจแก่คนที่ลูกสาวประสบเคราะห์กรรมและแจ้งเอาผิดโดยที่ผู้เสียหายไม่ต้องช้ำไปกว่านี้

นอกจากนี้ ยังเจตนาให้เห็นถึงความรุนแรงภายในครอบครัว สามีข่มขืนภรรยา สามีด่าทอให้เจ็บช้ำน้ำใจและซ้อมภรรยา คนนอกยุ่งไม่ได้เพราะเป็นเรื่องของเขา ขึ้นโรงพักก็ไกล่เกลี่ยยอมความให้กลับมาซ้อมกันใหม่ เขาแค่บอกผู้หญิงให้รู้ว่า เรื่องบางเรื่องถ้ามันรุนแรงต่อจิตใจเรา มันผิดกฏหมาย เอาผิดได้นะ ให้รู้สิทธิ์ตัวเองบ้าง กรณีนี้คือ เราพูดคุย ประนีประนอมในบ้านไม่ได้แล้ว อันนี้ใครไม่มีครอบครัวก็แล้วไป ใครที่โดนภรรยากดขี่ข่มเหงก็ไปหาข้อกฏหมายเอาเองก็แล้วกัน แต่คงไม่หาทางออกด้วยการมีเมียน้อยหรอกนะ เจอแบบเมียน้อย 2018 ก็หนาวเหมือนกันแหละ

เรื่องนี้ก็หนัก ๆ อยู่เพราะเดินเรื่องไม่หวือหวา แม่กับยายต้องคอยดูแลลูกสาวเพราะเธอหวาดผวากับผู้ชาย กลัวและหวาดระแวง เธอโกรธที่แม่และยายไม่บอกแต่แรกว่า คนที่ข่มขืนเธอไม่ใช่พ่อ (ทั้งที่เป็นพ่อแท้ ๆ แต่แม่จำต้องบอกไปแบบนั้นด้วยหวังว่าจะบรรเทาความรู้สึกของลูกว่าเป็นคนอื่น)

จากที่อรุณฉายตัดสินใจไม่ไปเรียนต่อมหา'ลัย เธอก็พยายามปรับตัวและเรียนจนจบ ระหว่างนั้นมีคนมารักมากมาย ผู้ชายแสนดีข้างบ้านที่คอยช่วยเหลือเธอ แต่เธอก็รักผู้ชายอีกคนจนตัดสินใจแต่งงานกัน แต่ก็มีปัญหาจนได้ เธอไม่ยอมนอนกับสามีจนกระทั่งสามีข่มขืนเธอและรู้สึกว่าตัวเองโดนหลอกมาเป็นสิบ ๆ ปี โกรธอรุณที่ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์ โดนใครข่มขืนมาไม่รู้ เราดูก็โคตรจะอึดอัด เราสงสารอรุณ แม่และยายมาก เราจะรู้สึกเหมือนป้าปุ๊ ลุงปุ๊และหลานชายของลุงมากกว่า ความน่าสนใจอยู่ที่ผู้เขียนเรื่องนี้คือคุณศัลยา คนที่เขียนบทโทรทัศน์เรื่องบุพเพสันนิวาสนี่แหละ

แต่ความอึดอัดก็ขจัดด้วย ทองเอก หมอยาท่าโฉลง ซึ่งทำเอาฉันนอนดึกมาก ห้าทุ่มกว่าทุกพุธ พฤหัส จนคิดหนักเลยว่า ดูย้อนหลังก็ได้มั้ยเธอ จะทนดูสด ๆ ไปทำไม หัวเราะช้ากว่าคนอื่นสักวันสองวันก็ได้หัวเราะ คิดได้อย่างนั้น คืนนี้ก็อาจจะไม่ดูหรือไม่แน่ แหะ แหะ

อ่อ ๆ อีกเรื่องที่เพิ่งไล่ดูคือ ปัทม์ ซีรี่ส์ลูกผู้ชายที่แม่ของเขาเป็นผู้หญิงขายตัว เขาเติบโตมาในซ่องที่นับถือพี่ป้าน้าอาในนั้นทุกคน แต่ชีวิตพลิกผันมาก คนบางคนก็เอาความซื่อสัตย์และกตัญญูต่อผู้มีพระคุณของเขาไปหากินในด้านมืด เรื่องนี้ก็ยังไม่รู้ตอนจบ ทิ้งปัญหาเหล่านั้นไว้ก่อน เชื่อว่า เขาน่าจะออกจากธุรกิจมืดได้

และกรงกรรมก็อยากดูเพราะชอบคุณใหม่ เจริญปุระ ... ไม่อยากดูละครเลย นี่อาการหนักกว่าอย่างอื่นแล้วนะ

จันทร์ อังคารนี้ ตัดใจไปวิ่งหลังสองทุ่มเหมือนเดิมแล้ว แล้วค่อยมาย้อนดู หัวใจศิลาอีกเรื่อง โอยตาย ตาย ตาย เพื่อน ๆ คงไม่ติดละครแบบเราหรอกนะ





ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
12 มีนาคม 2562






Create Date : 13 มีนาคม 2562
Last Update : 13 มีนาคม 2562 11:55:55 น.
Counter : 60 Pageviews.
3 comment
(โหวต blog นี้) 
--- น ก แ ส ก ---






















































พบนกแสกกลางวันแสก ๆ ที่ต้นปีบที่บ้านค่ะ
คิดว่าเขาคงมาเกาะหาที่นอน หน้าตาง่วงมาก
รีบเก็บภาพ เพราะเห็นเขามองตาม
เกรงใจ รบกวนเวลานอนกลางวันของพี่เค้า

😊😂😍

::

ตอนเรียนวาดนก เคยกลับมาฝึกวาดนกแสกเพราะวาดยากเนื่องจากหน้าตาเหมือนคน หน้าตรง ต้องวางดวงตากะให้พอดี แต่ฉันไม่ซีเรียสเท่าไรหรอกเพราะวาดนกอะไร หน้าตาเหมือนนกการ์ตูนไปหมด

เราก็พอทราบกันมาบ้างแล้วว่า นกแสกหน้าตาเหมือนคนเพราะตาสองข้างอยู่ข้างหน้า ต้องสมมาตรแม้ไม่เคยวาดภาพคนมาก่อน เขาหาเหยื่อด้วยการฟังเสียง มีหูเล็ก ๆ ที่ขนปกคลุมเอาไว้ หมุนคอได้ 180 องศาเพราะกลอกตาไปมาไม่ได้ ขนคอมาคลุมที่หัวไหล่ ปลายปีกของนกแสกจะมน

มีเพื่อนในห้องพูดขึ้นเรื่องความเชื่อของคนโบราณเรื่องบ้านไหนได้ยินนกแสก แสดงว่าบ้านนั้นจะมีโชคร้ายหรือมีคนตาย

น้องชานผู้เชี่ยวชาญบอกว่า นกพวกนี้อยู่ตามบ้านอยู่แล้ว แต่เราไม่ได้ดูนกกลางคืน เขามากินหนู อาหารหลักที่เขาชอบก็หนูนา ที่เขาชอบอยู่ตามวัดเพราะมันเงียบสงบ และวัดจะมีจั่วให้นกอาศัยอยู่ได้ เป็นนกที่มีประโยชน์ต่อเกษตรกรตัวหนึ่ง


นกแสก Barn Owl วงหน้ารูปหัวใจสีขาว ขอบสีน้ำตาลแดง ลำตัวด้านบนสีน้ำตาลแกมเหลืองแซมด้วยสีเทา มีจุดขาวและน้ำตาลเข้มกระจาย มักหลบนอน วันนี้พบเขาที่ต้นปีบบ้านเรา

แสดงว่าบ้านเราสงบ ร่มเย็นและปลอดภัยสินะ
ยินดีที่ได้พบกันนะจ๊ะ😘😀😄


ภูพเยีย
10 มีนาคม 2562


















Create Date : 11 มีนาคม 2562
Last Update : 11 มีนาคม 2562 10:24:51 น.
Counter : 54 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
--- โ ต เ กี ย ว ม า ร า ธ อ น 2 0 1 9 ---
























บันทึกนักวิ่งแนวหลัง โตเกียวมาราธอน 2019

ฉันกับน้อง สองคนในแก๊งค์วิ่งของเราได้ล็อตโต้มาวิ่งงานเมเจอร์อย่างโตเกียวมาราธอน มีหรือที่ฉันจะไม่ตื่นเต้น แม้เสียดายที่เพื่อนคนอื่น ๆ รวมทั้งสามีอยากจะวิ่งแต่สุ่มเลือกไม่ได้ คงต้องรอปีหน้าหรือปีต่อ ๆ ไป เมื่อเรามีโอกาสก็ต้องตั้งใจซ้อมแล้วล่ะ

วันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม 2562 คือวันวิ่ง เราภาวนาให้พยากรณ์อากาศที่โตเกียวเป็นแบบวันเสาร์ที่ 2 มีนาคม เพราะท้องฟ้าโปร่ง แจ่มใสท่ามกลางอากาศหนาว พยายามดูแล้วดูอีกว่าอากาศวันอาทิตย์จะเปลี่ยนแปลง แต่ฟ้าฝนไม่เปลี่ยนใจ ยังอยากทดสอบคนมาไกลและตั้งใจจริง

พวกเราสี่ชีวิตเผชิญอากาศหนาวชื้นที่ไม่ค่อยคุ้นพร้อมฝนโปรยมาไม่ขาดสาย ซ้ำยังตกหนักจนเปียกโชกไปทั้งตัวตั้งแต่(วันพฤหัสที่ 28 กุมภาพันธ์)มาถึงและไปรับบิบกันแล้ว งานเอ๊กซ์โปรโตเกียวที่นองไปด้วยน้ำ แต่เราก็ตื่นเต้นกับบรรยากาศการจัดการทั่วไป การรับบิบก็สะดวกง่ายดาย ทุกอย่างพริ้นท์มาหมดแล้ว แนบพาสปอร์ตของเรา ใส่สายข้อมือsafe&secureของงาน เข้าแถวรับบิบ เสื้อวิ่ง แล้วเราก็ช้อปปิ้งกันพอหอมปากหอมคอ เราซื้อเสื้อกันฝนแบบเสื้อกั๊กไว้ กันเหนียว เผื่อได้ใช้คลุมเสื้อกันฝนอีกที เจอฝนนาน ๆ หนาว กลัวเป็นตะคริว

เราสี่คนหวังจะได้เจอพี่ตูนกับน้องก้อย ซึ่งครั้งนี้เธอประกาศอย่างเป็นทางการว่าจะทำ sub 4 ให้ได้ แค่คิดก็ตื่นเต้นแทนเธอแล้ว แถมพี่ตูนเป็นเพซเซอร์กิตติมศักดิ์ให้อีก คู่นี้น่ารัก ฉันเห็นเบื้องหลังการฝึกซ้อมของพวกเขาแล้วทึ่งมาก นอกจากนี้คนที่อยากเจอมากที่สุดคือพี่ป็อก หมอเมย์และคุณแม่หมอเมย์ อยากถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึก และยังมีนักเขียนชื่อดังอย่างคุณเอ๋ นิ้วกลมจะทำ sub 4 เช่นกัน ได้แต่เอาใจช่วยให้เขาทำให้ได้ แต่ละคนฝีเท้าระดับเทพกันทั้งนั้น

น้องของฉันเธอก็หวัง sub 5 ส่วนฉันนะเหรอ ขอแค่จบละกัน เขาให้เวลา 7 ชั่วโมง GUN TIME ขอแค่รอดจุดคัทออฟทั้ง 8 จุดเป็นใช้ได้ คำนวณเพซวิ่งมาหมดแล้ว ขอแค่รอด ขอพรพ่อแม่ก่อนออกจากบ้าน ไหว้พระไหว้เจ้าไปทั่ว มาราธอนต้องทำกันขนาดนี้เลยเหรอ ฉันเองก็สงสัยตัวเองอยู่เช่นกัน

ระหว่างนี้ก็ต้องระมัดระวังเรื่องอาหารการกินอย่างยิ่งยวด อย่ากินสะเปะสะปะ จะแข่งแล้ว ท้องเสียแบบงานบุรีรัมย์นี่จะร้องไห้หนัก งานนั้น ร้องไห้เพราะเสียใจที่ไม่ดูแลตัวเองให้ดี ร้องไห้ตั้งแต่กิโลที่ 12 เพราะแทนที่จะวิ่งขึ้นสันเขื่อนไปกับสามีแต่ต้องย้อนไปต่อคิวเข้าส้วม ถ่ายท้องจนตัวเบาหวิว ออกมายืนอัดยาดมก่อนสะโหลสะเหรเดินขึ้นสันเขื่อนจะไปต่อ

แต่อาทิตย์นั้น ( 10 กุมภาพันธ์) อากาศบุรีรัมย์ร้อนแทบละลาย ลมไม่กระดิก ร่างกายขาดน้ำ ไม่ค่อยดี ไม่รู้จะไปต่อยังไง เดินหน้ามืด หมดเรี่ยวแรงไปกอดเสาไฟบนเขื่อนอีกรอบ หาสามีไม่เจอแล้วเพราะคนวิ่งสวนกันบนสันเขื่อน ได้ยินแต่เสียงรองเท้า ใจสั่นหวั่นไหว เดินดมยาดมเพราะวิ่งไม่ได้ ท้องปั่นป่วนขึ้นมาอีกรอบ แต่พยายามวิ่ง ๆ เดิน ๆ เพื่อไปกลับตัวจะได้ลงสันเขื่อนเสียที

พยายามวิ่งช้า ๆ ตาสอดส่ายหาแต่พุ่มไม้ พร้อมจะปลดทุกข์ทุกที่จริง ๆ อาการท้องเสียวันวิ่งนี่ทรมานมาก เป็นสนามแรกที่เป็นแบบนี้

กิโลที่ 16 วิ่งเข้าไปหาคุณลุงที่นั่งเชียร์นักวิ่งหน้าบ้าน ยกมือไหว้คุณลุงเพื่อขอเข้าห้องน้ำเลยล่ะ ปลดทุกข์จนตัวโล่ง ใจหวิว ๆ ตอนนี้มองหาแต่หน่วยพยาบาล อยากนั่งรถออกจากการแข่งขันมาก ไปไม่ไหวจริง ๆ เดินไปกินน้ำเกลือแร่ที่ทีมงานจัดไว้ให้ก็เป็น 100 plus มีแต่แก๊ส กินไป ผายลมก็ไม่ได้กลัวรั่ว แต่เรอก็ยังดี เดินจิบเกลือแร่ไปเรื่อย ๆ ถือน้ำอีกแก้ว ดูเวลาว่าจะรอดคัทออฟมั้ยอาการนี้ เริ่มเลอะเลือนเพราะจำเวลาไม่ได้ว่าคัทออฟเวลาเท่าไหร่ แต่เริ่มถอดใจแล้วล่ะ รักษาตัวเองดีกว่า

เจอสามีกิโลที่ 20 บอกเขาไปว่า ไม่ไหวแล้ว ไปเถอะ ตั้งใจจะทำเวลาก็ทำไม่ได้ ที่ยอมเพราะต้องถนอมตัว กะจะเป็นสนามรองซ้อมใหญ่ก่อนลงสนามสำคัญในอีกสามสัปดาห์ข้างหน้า จำเป็นต้องพอ น้ำตาไหลด้วยความเสียใจ อะไรที่ตั้งใจไว้ก็ดูเหมือนจะไม่เป็นไปตามที่คิด

เดินหมดอาลัยตายอยากไปเรื่อย ๆ จนเจอสามีที่กิโลที่ 23 เขาหยุดรอและบอกว่า ไปด้วยกันนะ ยังไงก็ทัน เราตุนเวลาไว้ดีในช่วงแรก ฉันก็เลยไปพร้อมเขา วิ่งมั่งเดินมั่ง เข้าส้วมอีกที อัดเกลือแร่ไปทุกสองกิโลก็สดชื่นขึ้น เสียดายที่วิ่งไม่ได้แต่คุมเพซการเดินไม่ให้ตกไปกว่าเพซ 10 เพราะอย่างน้อยชั่วโมงนึงก็ได้ 6 กิโล

การจบมาราธอนบุรีรัมย์ไม่น่าประทับใจสักเท่าไหร่แต่ก็ไม่ค้างคาใจจนจะต้องกลับไปแก้มือ สภาพร่างกายไม่ได้ ไม่เป็นฮีทสโตรกก็ดีถมเถ แม้งานวิ่งจะผิดพลาดเพราะอาการท้องเสียแบบที่คาดไม่ถึง แต่เป็นงานที่เจอเพื่อนตั้งแต่ขอนแก่น มหาสารคาม บุรีรัมย์ ร้อยเอ็ด ก่อนกลับยังได้ไปนอนและกินข้าวกับแม่และแวะหาเพื่อนที่สวรรคโลก นับว่าเป็นการเดินทางที่คุ้มค่ามาก ไม่คิดมากเรื่องเวลาวิ่ง หากมีโอกาสค่อยไปวิ่งกันใหม่ สนามยิ่งใหญ่ขนาดนี้ก็น่ามาลองวิ่งกันนะ เราชอบที่ปิดถนนร้อยเปอร์เซ็นต์ ส่วนการจัดการคงต้องปรับปรุงเพราะรับมือกับนักวิ่งแปดพันกว่าคนยังไม่ดีนัก ไม่มีงานไหนสมบูรณ์หรอก เราเข้าใจ

ออกนอกเรื่องไปงานวิ่งบุรีรัมย์ ก็ย้อนเข้ามาที่โตเกียวต่อนะ รับบิบเสร็จก็ฝ่าฝนไปห้างเพื่อช้อป ช้อป ช้อปแบบไม่ทันตั้งตัว ใครต่อใครบอกเราแล้วว่า อย่าช้ามากเพราะของที่ระลึกทำมาจำกัด อยากได้อะไรก็ซื้อกันก่อนเลย พรุ่งนี้อาจจะไม่เจอของชิ้นนั้นแล้ว ก็ว่ากันไป แต่น้องสองคนที่มาด้วย คู่นี้นักวิ่งขาแรง แรงทั้งเพซวิ่งและแรงทั้งช้อป จัดหนักไปทุกที่เลยเชียว เราก็ซื้อบ้างไม่ซื้อบ้าง หาของฝากลูกและเพื่อนที่เป็นนักวิ่งด้วยกันก่อน เอาให้ครบคน ส่วนของตัวเองที่อยากได้คือเสื้อกันฝนเพราะดูแล้ว อาทิตย์นี้มีฝน ไม่เปลี่ยนแปลง

ระหว่างเดินเล่น เราก็ถามน้องนกซึ่งเป็นลูกศิษย์ครูดินว่า พี่อยากวิ่งสิบกิโลในหนึ่งชั่วโมง ต้องเข้าบ้านวัดใจครูดินนี่ ไม่รู้จะรอดมั้ย อยากเริ่มต้นใหม่กับการวิ่ง อยากให้ครูดินปรับท่าวิ่งให้ด้วยเพราะวิ่งลากขา ไม่ดีด ไม่ยกเท้าเลย เปาะแปะไปเรื่อย ๆ

น้องบอกว่า นี่มันเพซนรกเลยนะพี่ ต้องเร็วตั้งแต่เริ่มต้น ต้องวอร์มพร้อมพุ่งตอนปล่อยตัวเลยนะพี่

เลยคิดตก งั้นก็ปล่อยเลยตามเลย เราจบสิบกิโลดีที่สุดก็นานมาแล้ว เดี๋ยวนี้ดีสุดก็แค่ชั่วโมงสองนาที สี่นาทีหรือหกนาที แต่ทั่วไปอยู่ที่เพซเจ็ด กำลังสบาย ๆ คิดแล้วก็ไปช้า ๆ เหมือนที่เคยเป็น ช้าแต่ยาวได้เรื่อย ๆ เพซสบายจริง ๆ จะลงคอร์ทตอนนี้คงไม่ไหว กลัวร่างพัง ศักยภาพเรามีจำกัด ใช้สอยอย่างประหยัดแหละดีแล้ว

วันศุกร์ที่ 1 มีนาคม เราตั้งใจจะไปดูเวสเกต ทางไปเข้าบล็อกวิ่งเพื่อจะได้กะเวลาออกบ้านถูก แต่เราพากันหลง และเพราะหลงทาง ทำให้เราเจอร้าน OUT LET ที่พากันช้อปแบบลืมโลกไปชั่วขณะ นับเป็นโชคดีของฉันมากเพราะน้องหาเสื้อกันฝนมาให้เพื่อใส่วันวิ่งจริง ฉันไม่ได้เตรียมเสื้อกันฝนมาทั้งที่เช็คอุณหภูมิกันมาแล้ว ลึก ๆ ก็หวังว่ากรมอุตุฯจะคาดการณ์ผิด เรายังพากันไปสวนสาธารณะ ไหว้พระ ถ่ายดอกซากุระที่ยังสะพรั่งอยู่

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม อากาศหนาว ท้องฟ้าแจ่มใสมาก เรานัดกันลองใส่ชุดวันจริง สำหรับฉันดูมันหนักอึ้ง เสื้อรัดกล้ามแนบเนื้อเพิ่งเคยใส่ครั้งแรก น้องเลือกมาให้บอกว่าต้องใส่ไม่งั้นจะหนาว ฉันใส่เสื้อแขนสั้นทับก่อนจะทับด้วยเสื้อกันลมกันฝนอีกชั้น ที่อ้วนอยู่แล้วก็กลมป๊อกเข้าไปใหญ่ น้องสองคนพากันวิ่งเหยาะ ๆ ไปที่พระราชวังอิมพีเรียล แต่ฉันเดิน เพราะฉันมีกฎส่วนตัวว่า ก่อนวันแข่งวิ่งมาราธอนสี่วัน ฉันจะหยุดสนิท กินและพักผ่อน นอนเร็วกว่าปกติ เราแรงน้อยก็ต้องรักษาร่างกายไว้ให้ดี

ระหว่างทางจะมีคนมาออกกำลังกายกันเยอะ ฉันเพลิดเพลินกับการดูคนนั้นคนนี้วิ่งผ่านหน้าไป ตัวเองนั้นก็ถ่ายรูป ถ่ายรูปและถ่ายรูป คงเป็นอย่างเดียวที่ตัวเองทำได้ดี มีรูปจะได้นึกออกว่าวันนี้ไปทำอะไรที่ไหนบ้าง

เราจะเห็นคนสูงวัยทำงานอย่างมีความสุข นึกไม่ถึงเหมือนกันว่า ญี่ปุ่นจะเป็นประเทศที่คนมีความเครียดสูง ดูระบบต่าง ๆ สาธารณูปโภคของเขาชั้นยอด สุขภาพดี ผู้คนมีคุณภาพ

เราเห็นโค้ชนักกีฬากำลังเช็คชื่อ เรียกชื่อเด็กชายทีละคู่แล้วก็ออกวอร์มกันไปทีละคู่ แต่ที่น่าสนใจสำหรับฉันคือ การที่แต่ละคนวางสัมภาระส่วนตัวไว้แถว ๆ นั้น เขาไม่กลัวของหาย อย่างน้อยในกระเป๋านั้นต้องมีกระเป๋าเงินและบัตรสำคัญอื่น ๆ หรือบ้านเขาไม่มีขโมย

ฉันเต็มอิ่มกับบรรยากาศรอบพระราชวัง ก่อนที่เราจะนั่งรถไฟกลับที่พัก มาครั้งนี้ฉันมีความสุขกับกาแฟอร่อยร้าน DOUTOR อร่อยทุกแก้วตั้งแต่มาถึงที่นี่ อาหารก็อร่อยทุกมื้อ กินได้เยอะกว่าปกติ นั่นเพราะสุขภาพแข็งแรงนั่นเอง

วันนี้เราไปดูสถานที่ปล่อยตัวอีกครั้ง แวะร้านเอ้าท์เล็ตสักหน่อย ปรากฏว่าของที่ร้านไม่เยอะเหมือนเมื่อวาน เรารีบกลับที่พักเพื่อพักผ่อน ภาวนาให้อากาศวันอาทิตย์ดีงามเหมือนวันนี้

คืนก่อนวันวิ่ง นอนคิดนั่นคิดนี่ นอนไม่ค่อยหลับ เตียงที่โรงแรมนุ่มเหมือนนอนบนฟองน้ำ ปวดเมื่อยเนื้อตัว แต่สักพักก็หลับ หลับไม่สนิท หลับ ๆ ตื่น ๆ อยู่อย่างนั้น ไม่มีการแข่งขันไหนที่ฉันไม่ตื่นเต้นเลยสักครั้ง นี่เป็นงานวิ่งเมเจอร์แรกของฉันเสียด้วยสิ

เช้าวันอาทิตย์ที่ 3 มีนาคม เราตื่นกันตี 5 อาบน้ำแต่งตัว ออกจากโรงแรมตั้งแต่ก่อนหกโมงเล็กน้อย

โตเกียวเช้านี้ อุณหภูมิอยู่ที่ 5-6 องศาและฝนตกตลอดเวลา

อย่างที่บอก งานนี้เป็นงานเมเจอร์แรกของฉัน เสียดายที่สามีล็อตโต้ไม่ได้ ฉันต้องคิดว่าฉันโชคดีละกันที่ถูกสุ่มเลือกเลือกได้วิ่งในงานนี้จากสามแสนกว่าคน อัตราส่วน 1: 12 นักวิ่งมาราธอนทั้งงานมีเพียง 37,500 คน ฉันไม่เคยเจอคนเยอะขนาดนี้มาก่อน ที่ฟูจิมาราธอนมีเพียง 15,000 คน งานบุรีรัมย์ที่เพิ่งผ่านมา 8 พันกว่าคน หลับตานึกถึงตอนปล่อยตัวที่ต้องใช้ GUN TIME แล้ว นักวิ่งแนวหลังอย่างฉันถึงกับใจสั่น จะวิ่งทันคัทออฟหรือเปล่า ช้าเพียงวินาทีเดียวก็ไม่ได้ กติกาก็คือกติกา เคร่งครัด ไม่มีข้อแม้ใด ๆ เราต้องเคารพ เขาเก็บขึ้นรถหมดเกลี้ยง เคลียร์พื้นที่อย่างรวดเร็ว

ถึงจะเป็นนักวิ่งหนีคัทออฟ เป็นนักวิ่งที่วิ่งช้าแต่ฉันก็มีความสุขกับการวิ่งในเพซของฉัน ยิ่งไปกว่านั้น ฉันซ้อมจริงจังอย่างต่อเนื่องเสมอมา เพียงเพื่อจะได้วิ่งอย่างสนุกสนานตลอดงานและไม่บาดเจ็บเหมือนเคย

เมื่อวานเราลองนั่งรถไฟเพื่อหาประตูไปเข้า BLOCK ของเราที่ GATE 2 สำรวจเส้นทางให้สบายใจก่อน ไม่ชอบไปสนามแบบจวนตัว ชอบไปล่วงหน้านานกว่าชั่วโมง ซึมซับบรรยากาศและสำคัญต้องอบอุ่นร่างกายก่อนวิ่ง

พอลงรถไฟฟ้า เจออาสาสมัครของงานมายืนต้อนรับและคอยชี้ทางไปเข้าบล็อกให้เราทุกระยะ ไม่ต้องกลัวหลงแล้ว ในใจตื่นเต้น ไม่ว่าจะลงสนามไหน ก็รู้สึกตื่นเต้นแบบนี้ไม่คลาย

ทีมเรามากันสี่คน ได้วิ่งสองคน กองเชียร์สองคน เตรียมเช็คบิบทุกจุดคัทออฟเพื่อจะได้ไปดักรอเราถูก ไม่งั้นไม่มีทางเจอกันได้เลย

เช้านี้ฝนตกเรื่อย ๆ อากาศหนาวยะเยือก เราทำใจแล้วว่า จะต้องเจอแบบนี้ อากาศที่ไม่เคยซ้อม บ้านเราอากาศหนาวตอนตีสามก็แค่สิบองศา เรายังใส่แจ็คเก็ตบาง ๆ ผ้าบัฟที่คอและคลุมหัว หู แต่ใส่ขาสั้นวิ่งได้

ส่วนวิ่งกลางฝนก็เคยแข่งสิบสองกิโลที่ตกหนักเหมือนฟ้ารั่ว แต่เป็นเวลาสั้น ๆ วิ่งแป๊บเดียวก็จบ เคยลองวิ่งตอนฝนตกก็ไม่ถึงชั่วโมงครึ่ง แต่นี่ทั้งฝนและหนาว เสื้อผ้าก็พะรุงพะรัง จากขาสั้นก็มาเป็นกางเกงรัดกล้ามที่ไม่ชอบใส่ที่สุด มันเหมือนใส่ชุดประดาน้ำมาวิ่ง แต่วันนี้ต้องพร้อมทุกอย่าง หนาวมากจะแย่ กลัวตะคริวมากที่สุด

อีกอย่าง อย่าปวดท้องฉี่นะ เข้าคิวมันเสียเวลา ไม่ทันคัทออฟแน่ ๆ

ฉันกับน้องลากองเชียร์ก่อนพากันเข้าไปในบล็อก

ก่อนเดินขึ้นไปตามบล็อก มีที่วอร์มร่างกายและห้องน้ำเรียงสองข้างมากมายเหลือเกิน เราเข้าห้องน้ำก่อนที่จะแยกกัน ฉันกอดน้อง ขอพลังจากคนเก่ง น้องบอกว่า อย่าถอดใจนะพี่ ห้ามถอดใจ ไปให้สุด สิบกิโลแรกพี่ใส่เต็มที่เลย เพราะเค้าเช็คเวลา GUN TIME เช็คเวลาให้ดีทุกจุด

ฉันก็อวยพรน้องให้ทำตามที่ตั้งใจไว้คือ sub 5

เราแยกกันตรงนั้นก่อนมายืนตากฝนตั้งแต่ 7.30 รอไปเรื่อย ๆ ฝนตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ ทุกคนยืนนิ่ง ๆ ใครมาก่อนก็ยืนก่อน ไม่มีใครซอกแซกเพื่อดันตัวเองไปอยู่ข้างหน้า ดูเขาให้เกียรติกันมาก ยืนกันห่าง ๆ ไม่เบียดกันเลย ฉันโชคดีที่เอาเสื้อกันฝนมา เลือกตัวที่คลุมยาวถึงข้อเท้าและมีหมวก กะว่า วิ่งไปสักพักจะถอดทิ้งข้างทางเพราะเขามีตะกร้ารับบริจากเสื้อผ้ากันฝนกันลมตลอดทาง

เวลาเกือบสองชั่วโมงที่ได้ยืนมองคนนั้นทีคนนี้ที หลายคนซื้อเสื้อกันฝนที่เจาะคอและแขนจากงาน ไม่มีหมวก จะเปียกโชกทั้งตัว หลายคนดึงพลาสติกมากันฝนบนหัวเพราะหนาวมาก แค่ยืนยังมือจะหงิก มีนักวิ่งร่างยักษ์ใส่เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น มีสายคาดหัวแต่ไม่มีหมวก เขาไม่หนาวเหรอ ถ้าไม่หนาวบ้านเขาน่าจะอยู่ขั้วโลกเหนือ ดูแกยืนชิลล์ ๆ แต่สาบานได้ว่ามันหนาวจนไม่มีใครยืนนิ่ง ๆ กลัวเป็นน้ำแข็ง

ระหว่างรอก็ฟังเพลง ฟังประกาศไปเรื่อย ๆ ใครมาช้ากว่า 8:45 จะไม่ได้เข้าบล็อกนักวิ่ง การวิ่งจะยุติก็ต่อเมื่อเกิดแผ่นดินไหว เราคิดในใจว่า ไม่น่าหรอกนะ แค่นี้ก็แย่แล้ว อย่าต้องเจออะไรเขย่าขวัญกว่านี้เลย แค่นี้ก็นึกไม่ออกว่าจะวิ่งยังไง และจะทิ้งเสื้อกันฝนกิโลที่เท่าไหร่ดี ตอนนี้เหมือนตัวหนักไปหมด รองเท้าเปียกโชกแล้ว

สักพัก เพซเซอร์ถือป้ายเวลา 5:30 มาที่หน้าบล็อกของเรา เป็นเวลาที่เราประมาณเอาไว้ว่าอยากจะจบเวลาเท่านี้แหละ ตอนนี้พยายามทำสมาธิ ไม่ให้ใจวอกแวก คิดว่าจะพุ่งออกไปยังไงให้ทันคัทออฟแรก ไม่อยากอับอายขายขี้หน้าที่ถูกคัทออฟตั้งแต่ 5.6 กิโลแรก

ฉันไม่เคยซ้อมแบบออกตัวตั้งแต่กิโลแรกเมื่อวิ่งมาราธอน จะลาก 8.30-9 ไปเรื่อย ๆ ในสิบโลแรก แต่งานนี้ทำแบบนี้ไม่ทันแน่

น้องบอกว่า มีเท่าไหร่อัดไปเต็มที่ก่อนนะพี่ เอาให้ทันและเหลือเวลาตุนไว้

การอัดเวลาเพซ 6 หรือต่ำกว่านั้นในมินิแรก จะลำบากตอนหลังเพราะหลังสามสิบจะลำบาก อาจขาตายได้ อันนี้สำหรับคนวิ่งช้าแบบเราจะเข้าใจ ฉันออกตัวเบา ๆ เผื่อเพซไว้ด้วยซ้ำ คนวิ่งเพซ 3/4/5 นี่เขาไม่มาสนใจอะไรแบบนี้หรอก ตัวเลขของเขาเพื่อทำลายสถิติให้ดีขึ้นเรื่อย ๆ อันนี้เข้าใจได้

ความปรารถนา ศักยภาพและต้นทุนของเราไม่เท่ากัน แต่เราซ้อมสม่ำเสมอและจริงจังเหมือนกัน เป้าหมายเรามีเหมือนกันแต่คนละตัวเลข

ใกล้เวลา 9:10 น. เป็นวลาปล่อยตัว โคตรจะตื่นเต้นเลยให้ตายสิ !!

หลังเสียงปืนดัง ฉันแหงนมองพลุท่ามกลางฝน เราดูเวลาเริ่มเดินไปเรื่อย ๆ เขาปล่อยตัวทีละบล็อก เราอยู่บล็อก K นักวิ่งสายสุขภาพก็อยู่ท้าย ๆ แบบนี้แหละ แนวหน้าเขาพุ่งออกไปกันแล้ว

เราเคลื่อนตัวตามกันไปเรื่อย ๆ ไม่มีใครเบียดหรือซอกแซกตัดหน้าเรานะ เขาก็เดินตามคิวเพื่อไปยังจุดปล่อยตัว ตาเริ่มเห็นจุดสตาร์ทข้างหน้าแล้ว รวบรวมสมาธิ นี่ของจริงแล้วนะ ถึงเวลาแล้ว ถอยไม่ได้ ถอดใจไม่ได้ เต็มที่ ไม่ลังเล ไม่มีคำถามว่าทำเพื่ออะไรหรือวิ่งไปทำไม

กว่าจะถึงจุดสตาร์ท เวลาผ่านไป 21 นาที ฉะนั้น เวลาเราเหลือแค่ 6.39 เท่านั้น ช่้ากว่านี้ก็ไม่จบ

กดนาฬิกาตรงจุดสตาร์ทและคำนวณเลขในใจว่า ผ่านไปแล้ว 21 นาที

พุ่งสิคะ จะรออะไร ไปมันทั้งเสื้อกันฝนนี่แหละ ไม่เห็นมีใครถอดทิ้งสักคน ฝนกระหน่ำอย่างไม่ปรานีขนาดนี้ ปกติ ฉันก็แต่งตัวแบบอีลิทนะคือเสื้อกล้าม กางเกงขาสั้น ไม่มีอะไรพะรุงพะรัง พยายามให้ตัวเบาที่สุด แต่งานนี้ มีอะไรโปะมาหมด เสื้อรัดกล้ามแนบตัว สวมเสื้อแขนสั้นทับ สวมแจ๊กเก็ตกันฝนทับคลุมด้วยเสื้อกันฝนที่มีฮู้ดบนหัว รุ่มร่ามจนถึงเท้า เป็นชุดแฟนซีกันฝนได้เลยนะเนี่ย รู้งี้จะวาดตุ๊กตาบนเสื้อฝนซะก็ดี

ฉันตัดสินใจแล้วว่า ไม่ถอดหรอก ใส่แล้วก็วิ่งได้ ถอดอาจหนาวตายเพราะฝนปะทะหน้าและอก

ฉันวิ่งเพซ 7 สลับ 6 ดั๊นมีเพซ 5 โผล่เข้ามาตอนกิโลแรก อยากจะบ้า ลึก ๆ กังวลมากว่าจะรอดแค่ฮาล์ฟแรก แต่ฮาล์ฟหลังของมาราธอนนี่สิหนังชีวิต

ซ้อมมาอย่างไร วิ่งอย่างนั้น นี่คือกฏเหล็กส่วนตัวของฉัน การออกตัวแรง อันตรายเหมือนกัน แต่ไม่ออกอย่างนี้จะวิ่งไม่ทันคัทออฟ ฉันเพิ่งทราบหลังจากแข่งเสร็จว่า มีเซเล็บที่เรารู้จักวิ่งไม่ทันสิบกิโลแรก โดนเชือกคาดไว้ และเก็บขึ้นรถบัส ไปต่อไม่ได้อยู่จำนวนหนึ่ง

ฉันวิ่งจนถึง 5.6 กิโลแรก มีน้ำเกลือแร่และน้ำดื่มรออยู่ เข้าไปจิบน้ำสักหน่อย แม้อากาศเย็นจนไม่หิวน้ำ แต่ซ้อมจิบน้ำก็ยังต้องรักษาความชุ่มชื้นในตัวไว้ จากนั้นก็รีบวิ่งต่อ ผ่านหน้าโรงแรมที่พัก สามีตะโกนบอกว่า มีตุนไว้ 20 นาทีแล้ว ไม่ต้องกลัว

ฉันหัวเราะ ไปเรื่อย ๆ ได้ เสียงเพลง YMCA ดังครึกครื้น นักวิ่งชูมือและร้องเพลงไปด้วย โคตรจะแฮปปี้ สองข้างทาง กองเชียร์ยืนกางร่มส่งเสียงเชียร์นักวิ่งพร้อมตะโกน กัมบัตเตะ กัมบาเระ ไฟ้โตะ รอแตะมือเรากัน ฉันวิ่งอยู่กลางถนน ยังสนุกสนานไปเรื่อย ๆ เพราะมันเพิ่งเริ่มต้น ดีใจมากที่ตัวเองได้เข้าร่วมวิ่งในวันนี้ ไม่สนใจหรอกว่าจะฝน หนาวหรืออากาศจะแปรปรวนไปมากแค่ไหน ใคร ๆ ก็เลือกไม่ได้ นักวิ่งเลือกอากาศที่ชอบไม่ได้

ผ่านไปสองจุดคัทออฟก็เล็งจุดต่อไปทีละห้ากิโล แต่ละจุดคัทออฟ เห็นนักวิ่งชุดเหลืองยืนถือเชือกเตรียมพาดถนนสำหรับคนที่มาไม่ทันเวลาแล้ว เห็นแล้วใจสั่นเล็กน้อย

จากนี้จะมีน้ำทุกสองกิโล มีเกลือแร่และน้ำเยอะแยะ มีป้ายบอกตลอดว่าอีกกี่กิโลจะถึงจุดรับน้ำและห้องน้ำ ภาวนาว่าอย่าปวดท้องเข้าห้องน้ำนะ วันนี้สุขภาพดีสุดแล้ว

วิ่งมาจนถึงครึ่งทาง ได้ยินสามีตะโกนเรียก ดีใจ๊ดีใจ เขาไม่วิ่งแต่ก็ดักทางวิ่งเราได้ตลอด

เส้นทางในโตเกียวไม่ราบเรียบ มีขึ้น ๆ ลง ๆ หากเหลือบตามองไปข้างหน้า จะมองเห็นแต่นักวิ่งหนาแน่นไกลสุดลูกหูลูกตา มีแต่ขาแรงทั้งนั้น แต่คนที่วิ่งสลับเรา ผลัดกันแซง ผลัดกันช้าส่วนใหญ่เป็นคุณลุงร่างเล็ก ๆ ผมขาวโพลนทั้งหัว ก้มหน้าก้มตาวิ่งภายใต้ชุดกันฝนเหมือนเรา ทางซ้ายก็มีผู้หญิงสูงวัยวิ่ง นาน ๆ ทีจะเจอนักวิ่งอ้วน ๆ ตัวใหญ่ ๆ ระหว่างทาง ทึ่งพวกนักวิ่งที่สวมชุดแฟนซี่ อยากควักมือถือออกมาถ่ายรูปมากแต่มือหงิก ทำได้อย่างเดียวคือเปิดแขนเสื้อดูนาฬิกา เอาเจลเผื่อไปก็แกะซองกินเองไม่ได้ ปกติก็ไม่ชอบกินเจล แต่เหมือนเอาไปกันผี ควักออกมาจากเสื้อไม่ได้ ยาดมที่ต้องพกประจำตัวทุกงาน นี่สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดก็หมุนหลอดเองไม่ได้ ตลกจริง ๆ ต้องตั้งสติอย่างเดียว เสียงฮาร์ตเรตโซนดังบ่อยมาก ทั้งที่เราไม่เหนื่อยสักเท่าไหร่ ดูเวลาก็คิดว่าน่าจะทันนะ

เริ่มวิ่งออกซ้ายตามสไตล์นักวิ่งเก็บบรรยากาศและนักวิ่งสายกิน

กองเชียร์ญี่ปุ่นน่ารักมาก ไม่เชียร์มือเปล่าแต่มีขนมอร่อย ๆ ตลอดทาง ฝนตกขนาดนี้เขายังเอาอาหารมาแจกนักวิ่ง มีขนมคิทแคทชาเขียว ช็อกโกแลต สตรอเบอรี่ที่เขาช่วยแกะให้ เราอยากกินก็แกะเองไม่ได้ มีชีสเป็นชิ้น ๆ ท้อดอง ส้ม สับปะรด ไอศกรีมก็มี ฉันเข้าแถวกินด้วย วิ่งไปกินไป โคตรเพลินเลย ลูกอมเปรี้ยว หวาน น้ำถั่วแดงอุ่น ๆ ก็มี ฉันได้กินไปอีกแก้ว มีแรงวิ่งต่อ ใครเรียกก็แวะเข้าไปกิน คือไม่เข้าใจตัวเองเหมือนกันว่า ทำไมถึงกินอะไรได้เรื่อย ๆ ขนาดนี้

ช่วง 25 ไป 30 นี่ต้องตั้งใจ เดี๋ยวโดนคัทออฟ ใครเดินแต่ฉันไม่เดินล่ะ ขอวิ่งเปะปะไปเรื่อย ๆ การซ้อมดีแบบนี้แหละ ยังไงเราก็จะไปของเราได้เรื่อย ๆ การซ้อมทำให้เราสนุกกับสนามจริง ไม่ทารุณหรือเคี่ยวเข็ญตัวเองจนน่าสงสาร เหนื่อยน่ะเหนื่อยแน่ ระยะนี้มันจะมีจุดพี้คในกิโลที่ไม่เท่ากัน สำคัญว่า อย่าถอดใจ

แต่ละสนามจะมีชัตเตอร์รันเนอร์ ที่นี่ก็มี แต่รับรองเราไม่ได้รูปหรอกเพราะเบอร์วิ่งอยู่ใต้เสื้อกันฝนและพาดไปไว้ข้างหลัง ตาฉันสอดส่ายหากล้อง หาขนมตลอดสนาม แต่ก็ดูเวลาตลอด

ช่วง 30 ไป 35 นี่แหละ ที่เริ่มหนืด ๆ แรงตก ไม่ได้จุกหรอกนะ แต่อัดช่วงแรกเร็วไปหน่อย เลยต้องค่อย ๆ นับ 1 2 3 วิ่ง 1 2 3 วิ่ง กำหนดลมหายใจไปอย่างนี้ เรียกสมาธิได้ดีและก้มหน้าก้มตาวิ่งไปให้ถึง 35 เป็นช่วงกลับตัวที่ไกลมาก

แรงเริ่มตกจริง ๆ ด้วย พอกลับตัวเสร็จ ก็ต้องตั้งใจอีกครั้ง เวลาแย่กว่าที่ซ้อมมา ความจริงสติแตกเพราะสนใจแต่ข้างทาง ชอบกองเชียร์มาก บางกลุ่มแต่งชุดสีแดงสิบกว่าคนตะโกนเรียกเพื่อนที่วิ่งในสนาม เห็นเขากอดกัน ฉันน้ำตาไหลเลย เห็นกองเชียร์ของใครก็ยิ้มแก้มปริไปด้วยทั้ง ๆ รู้เขาไม่ได้มาเชียร์เรา โคตรจะชื่นใจเลย ฉันมองหาสามีไม่เจอแล้วนะ ส่วนน้องที่วิ่งด้วยกันก็คงใกล้จะเข้าเส้นชัยแล้วมั้ง ฉันยังกวาดสายตาไปทั่วถนนเลย

ที่เป็นห่วงก็คือ เห็นแถวนักวิ่งที่รอเข้าห้องน้ำยาวเป็นกิโล เวลายังเดินตลอดนะ ฉันกลัวพวกเขาไม่ทัน แต่อาการปวดท้อง ฉันเข้าใจดี ไม่หยุดก็ต้องหยุดล่ะ ปวดท้องนี่ทรมานสุด ๆ แต่ก็จะเสียดายมากหากเขาวิ่งไปไม่ทัน ทุกนาทีมีความหมายมาก

พอผ่านจุดคัทออฟที่ 7 กิโลที่ 34.2 ก็ยังไม่เซฟนะ พยายามพาตัวเองไปให้ถึงจุดที่ 8 ก่อนคือ 39.8 กิโล เห็นตัวเลขไกล ๆ กิโลที่ 40 น้ำตาไหลเลย

นี่มาราธอนที่ 8 แล้วนะ น้ำตาไหลไม่รู้ตัว สะอื้นออกมาเลย ที่ผ่านมาไม่เคยร้องไห้เพราะตื้นตันหรือเต็มอิ่มขนาดนี้ มาราธอนแรกเหนื่อยมาก สามีลากจนจบ ตอนนั้นไม่รู้ว่าเพซคืออะไร วิ่งตามเขาอย่างเดียว แต่ช่วงหลัง ๆ มาวิ่งเองในเพซของตัวเอง มันสบายใจกว่าและสนุกกว่า

กองเชียร์ กองกำลังใจส่วนตัว

งานนี้มอบให้สามีมากที่สุด ตั้งแต่สมัครให้ พอเราได้ล็อตโต้คนเดียวก็ยังไม่ให้เราทิ้งโอกาสนี้ สนับสนุนให้เราวิ่ง พาซ้อม ไม่ว่าเราจะวิ่งช้ายังไงเขาก็ไม่อายที่เราเป็นนักวิ่งที่ช้าที่สุด บ๊วยสุดในแก๊งค์ แต่ความพยายามและความมีวินัยเราไม่น้อยไปกว่าคนอื่น ๆ

สามีมาดักรอกิโลที่ 41 ต่างคนต่างดีใจ น้ำตายังกลบเบ้าตา เขาตะโกนว่าจะถึงแล้ว แต่ก็ถ่ายรูปอะไรให้ไม่ได้ กล้องจะโดนฝน ฉันวิ่งไปร้องไห้ไปกับสายฝน ตบมือขอบคุณกองเชียร์สองข้างทางที่เชียร์กันไม่หยุด กัมบัตเตะ กัมบาเระ ไฟ้โตะ คือชื่นใจมาก ๆ

ในที่สุดก็พาตัวเองในชุดกันฝนเข้าเส้นชัยอย่างสนุกสนานและมีความสุขมาก ๆ อีกสนามหนึ่งตลอดเส้นทาง

ถามว่าพอใจกับการแข่งขันมั้ย

พอใจมาก แม้จะไม่สามารถทำเวลาได้ตามที่ตั้งใจ แต่ก็จบมาราธอนแบบสนุกสนาน ขอบคุณคำเดียวที่ท่องไว้ในใจว่า Don't GIVE UP อย่าถอดใจ วิ่งไกลยังไงก็เหนื่อย คุ้มกับที่ซ้อมมาแล้ว สนามแบบนี้หาที่ไหนไม่ได้แล้ว อากาศไม่ปกติก็เป็นความพิเศษที่เราจะจดจำไปอีกนาน ทั้งหนาวและฝนตก เป็นแบบทดสอบที่พิเศษมาก เราอยู่ในการแข่งขันที่เอาชนะใจตัวเองได้ เราไม่ได้วิ่งอยู่คนเดียว มีเพื่อนร่วมวิ่งมากมายที่ต้องประทับใจกับบรรยากาศวันนี้ไปอีกนาน

เรายอมรับว่าเราอยากได้เหรียญ แต่ละสนามมีเหรียญสวย ๆ เป็นที่ระลึก เป็นเหรียญที่เราต้องแลกด้วยการฝึกซ้อม เคารพตัวเอง ทุ่มเทอย่างจริงจังจริงใจและสนุกไปกับมัน เป็นความภูมิใจส่วนตัว ที่นึกถึงทีไรจะพบรอยยิ้มที่พวกวิ่งด้วยกันจะเข้าใจอย่างลึกซึ้ง

จากการที่เคย DNF ทำให้หลอน ๆ อยู่ ใจจะมีภาพโดนคัทออฟอยู่ วิ่งเข้าเส้นไม่ทันเวลา แต่หากเรากลัวว่าจะโดนคัทออฟอีกและทิ้งการวิ่งไป กอดความสำเร็จเก่า ๆ ไม่กล้าเผชิญกับสนามแข่งขันไหน ๆ เพียงเพราะกลัวซ้ำรอยเดิม อายที่จะบอกความจริงกับใคร ใจก็หลอน ๆ ไม่หาย

ฉันต้องปลดล็อกตัวเอง ยิ่งพ่ายแพ้ ยิ่งต้องตั้งใจและมีความพยายามมากยิ่งขึ้น น้อง ๆ ซ้อมมากกว่าเราหลายเท่า เขาก็หวังผลในแบบของเขาได้ เราก็ซ้อมให้ดีขึ้นกว่าเดิม หวังผลลัพธ์แบบใหม่แต่ย่ำรอยเดิม มันก็จบลงแบบเดิม ๆ ออกไปลุยกับมัน สู้ใหม่ แพ้อีกกี่ครั้ง ก็ไม่เป็นไร ถ้าวิ่งมาราธอนเริ่มต้นแบบนี้ จบลงแบบนี้ ง่ายดายเหมือนเดิมทุกครั้ง สนามมาราธอนคงไม่มีความหมายและไร้เสน่ห์อย่างสิ้นเชิง ระยะไกลขนาดนี้มีอะไรไม่คาดฝันเกิดขึ้นระหว่างทางได้เสมอ

ซ้อมให้พอเพื่อจะได้สนุกกับสนามที่เราจะวิ่ง เหรียญนี้แลกมาด้วยหยาดเหงื่อและน้ำตาแห่งความปลื้มปีติ ฉันภูมิใจในตัวเองมาก มันเต็มอิ่ม คำว่าฟินิชเชอร์นั้นอบอุ่นอยู่ในใจท่ามกลางสายฝนและลมหนาวยะเยือก

ไม่แน่นะ เราอาจได้พบกันอีก
ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคน
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
3 มีนาคม 2562





















Create Date : 06 มีนาคม 2562
Last Update : 7 มีนาคม 2562 9:18:19 น.
Counter : 61 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
--- ห นั ง เ บิ ก ฟ้ า : ประยูร หงษาธร ---


























'มือน้อย ๆ ของพวกเราต่างสัมผัสฟิล์มกันคนละส่วนอย่างทะนุถนอม แล้วสุมหัวกันเข้า ก้มหน้าก้มตารายล้อมแสงเทียนส่องสว่างวอมแวมเพื่อดูภาพเลือน ๆ ในแผ่นฟิล์ม ทั้งที่เป็นภาพซึ่งเราเพิ่งเห็นในจอผ้าใบขณะมันเคลื่อนไหวไปก่อนหน้านั่นแหละ หากแต่แทบไม่น่าเชื่อ เพียงพลาสติกโปร่งแสงแผ่นบาง ๆ มีขอบแต่ละด้านเจาะรูสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ เรียงกันเป็นระเบียบนั้นได้ทำให้เราสัมผัสความสุขในห้วงจินตนาการอย่างล้ำลึก โดยหาได้สนใจสิ่งรอบข้างใด ๆ ซึ่งจะเกิดกับเราแม้แต่น้อย ! '

จากหน้า 41
หนังเบิกฟ้า
ประยูร หงษาธร

สีสันบ้านนาที่มีฉากหลังเป็นหนังกลางแปลง









ตัวหนังสือพาฉันโลดแล่นไปยังหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งทางภาคอิสาน เหตุการณ์บางช่วงบางตอนทำให้ย้อนนึกถึงบรรยากาศ กลิ่น ถิ่นเก่าสมัยเราเป็นเด็ก กลิ่นที่กระตุ้นความทรงจำสุดคือสบู่นกแก้วที่พี่กุหลาบ พี่เลี้ยงของฉันชอบใช้ แป้งมองเล่ยะที่พี่เขาชอบปะให้พวกเราจนตัวลายพร้อย ยาสตรีเพ็ญภาคตราพญานาคที่ได้ยินมาแสนนาน ยายี่ห้อนี้อายุยืนจนถึงปัจจุบันเลยหรือนี่ เพลงของคุณสายันสัญญาบางท่อนก็ติดหู ฯลฯ

เด็กชนบทไม่ว่าภาคไหนมักจะมีการละเล่นที่ไม่ค่อยแตกต่างกัน มีการรวมพลรวมเพื่อนมาเล่น ไม่มีโลกส่วนตัวสูงหรือขาดปฏิสัมพันธ์กับคนบนโลกจริงเหมือนสมัยนี้

เทคโนโลยีในปัจจุบันทันสมัย เราไม่เพียงเป็นผู้ใช้ ผู้เล่น แต่มันก็เล่นเรา แทบจะกลืนชีวิตเรากลาย ๆ ย่อโลก เร่งเวลา ทุกอย่างประเดประดังเข้ามาอย่างรีบร้อน รวดเร็ว ลอยนวลอยู่ในอากาศ รางเลือนเพราะไม่ใช่เรื่องที่เกิดกับเรา ไม่มีเรื่องใดอยู่กับเรานาน ๆ เรื่องเก่ายังไม่ทันซา เรื่องใหม่ดราม่ากว่า ใจต้องแข็งแรงพอ มีสติมากพอที่จะไม่ผสมโรง โหนกระแสท่ามกลางกระแสโลกของคนแปลกหน้า มีทั้งคนรู้จักที่กลายเป็นคนแปลกหน้า คนแปลกหน้าที่กลายมาสนิทสนมในชีวิตจริงราวกับเคยรู้จักกันแต่ชาติปางก่อน แล้วทุกอย่างก็หนีไม่พ้นโลกธรรมแปด ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยน เพียงรับรู้ว่า ก่อนนี้เราไม่มีเขาเราก็อยู่ของเรามา เก็บช่วงเวลาดี ๆ ที่เรารู้สิ้นยินดียินร้ายร่วมกันนั้นไว้ ยึดอะไรไว้ก็เปล่าประโยชน์ ต่างมีหน้าที่ ต้องดำเนินชีวิตกันต่อไป อย่าไปขุดคุ้ยถามไถ่ให้มากเรื่องมากความ ใช้ชีวิตของเราให้ดีในแต่ละวัน อยู่กับลมหายใจปัจจุบันได้ ดีที่สุดแล้ว

สมัยนั้น บ้านไหนมีโทรทัศน์ก็หรูสุด โทรทัศน์ขาวดำเครื่องแรกของพวกเราที่บ้านเช่าเรือนไม้ใต้ถุนสูง ต้องใช้หม้อแปลงเพราะไฟตก เสียงหม้อแปลงดังขึ้นเตือนว่าไฟกำลังเกิน ดังน่ากลัวเหมือนกับเครื่องบินมาทิ้งระเบิดบนหลังคาบ้าน พวกเราสามพี่น้องจะสะดุ้ง เสียงนั้นฝังลึกในใจของเด็กน้อยสามคนเมื่อเล่าถึงหม้อแปลงไฟฟ้าเครื่องนั้น

บ้านเช่าหลังตลาดหัวรถไฟที่เราอยู่ ไม่มีหนังกลางแปลง มีลานโล่งแต่เป็นลานเล่นตาหัวกะโหลก กระโดดหนังยาง ตี่จับ เล่นว่าว ฯลฯ เราไม่เคยไปงานมหรสพใด ๆ เพราะแม่คงไม่สะดวก วัยเด็กของเรานั้นแทบไม่ได้ไปไหนนอกจากปิดเทอมใหญ่ที่ต้องนั่งรถไฟไปหาพ่อ จากนั้นพ่อจะพาพวกเราไปบ้านปู่ย่าที่บางบาล บ้านเรือนไทยแฝดหลังยาวริมน้ำเจ้าพระยา ที่นี่ต่างหากที่บ่มเพาะความสุขและประสบการณ์ เติมเต็มวัยเยาว์ที่กะพร่องกะแพร่งไปทุกชิ้นทุกส่วน

จะมีอะไรที่สนุกไปกว่าการหัดว่ายน้ำบนลูกมะพร้าวแห้งเป็นทุ่นสองข้างที่ฉีกเปลือกแห้งมามัดตรงกลางพยุงเราออกจากตลิ่งตื้น ๆ ไปตรงที่เท้าไม่แตะพื้น ก่อนจะหัดโผจากแพลูกบวบไปเกาะอีกแพหนึ่ง ผ่านการสำลักน้ำมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเพราะอยากจะว่ายน้ำไปเกาะเรือทราย ว่ายน้ำข้ามคลองเหมือนลูกพี่ลูกน้องชาวน้ำคลองทั้งหลาย อะไรจะโลดโผนไปกว่าปีนต้นมะม่วง เดินเท้าเปล่า มีถุงย่ามใส่กระสุนดินเพื่อไปไล่ยิงนก ยิงจริง ๆ ไม่ใช่กล้องเก็บภาพ ฉันไม่เคยยิงอะไรได้สักอย่าง ยิงทิ้งยิงขว้าง ยิงฟ้าลมเปลืองกระสุน ฝีมือลูกไล่ได้แค่นี้ ไม่มีพัฒนาการไปทางใดแต่ก็สนุกอยู่ดีแม้ไม่มีผลงานอวดพรรคพวก

ค่อย ๆ ทบทวนความทรงจำบางอย่างที่ยังคงอยู่ เพียงแต่ไม่ค่อยได้เล่ามันออกมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากเคยเล่าในวงเพื่อนและวงลูกพี่ลูกน้องตอนมีงานบุญรวมญาติบ้านปู่ทุกพฤษภาคมก่อนเปิดเทอมนั่นแหละ หลายคนได้แต่กระเซ้าเย้าแหย่ฉันว่า ยังจำได้อยู่เหรอ บางอย่างพวกเขาลืมไปแล้ว พอเล่าก็นึกขึ้นได้ แล้วเราก็หัวเราะกับสีสันบรรยากาศเก่า ๆ แน่ล่ะ เราต่างอยู่ในโลกใบเล็กใบนั้นร่วมกัน

แต่ที่เกือบลืมไปเลยคือเรื่องการหอบเสื่อไปรอดูหนังกลางแปลงกลางลานหน้าร้านยายรุณ ร้านขายก๋วยเตี๋ยวและน้ำแข็งไสของพวกเรา เด็กที่ไหนได้ออกบ้านไปดูมหรสพตอนกลางคืนเองได้ถ้าไม่มีผู้ใหญ่พาไป พวกเราก็ไม่ต่างจากนี้ ค่ำคืนที่ตื่นตาตื่นใจเพราะสมัยนั้นบ้านปู่ยังไม่มีไฟฟ้า ใช้ตะเกียงกันอยู่เลย เดินถือตะเกียงไปไหนก็เหมือนกระสือว๊อบ ๆ แว๊บ ๆ กลางคืนถือตะเกียงเข้าห้องน้ำก็กลัวมาก พื้นเรือนไม่ได้แนบสนิท จะมีร่อง ไม่กล้ามองลงใต้ถุน จินตนาการเรื่องผีสารพัดอย่าง ไฟฟ้าเข้าถึงบ้านปู่ตอนไหนก็จำไม่ค่อยได้

แต่ตอนที่เรามีโอกาสไปดูหนังกลางแปลง เราไม่เคยได้ไปป้วนเปี้ยนแถวเครื่องฉาย ไม่อยากรู้เรื่องการทำงานของสิ่งมหัศจรรย์นั้น รู้แต่ตื่นเต้นที่แสงส่ว่างบนผืนผ้าใบสีขาวนั้นจะมีหนังสักเรื่อง เคยอัศจรรย์ใจตอนที่แม่อ่านเรื่องจานบิน การฉายแสงและมีภาพบนแสงเคลื่อนไหว มนุษย์ต่างดาวมีจริงไหมไม่รู้ รู้แต่ว่าในหนังสือนั้นเก็บภาพมนุษย์ต่างดาวกับเครื่องมือเครื่องใช้ทันสมัยกว่าเราไม่รู้กี่ล้านปีแสง แต่หนังกลางแปลงที่เคยดูนั้น เหมือนมีคนพากย์สด ๆ ตรงนั้นด้วยนะ คนฉายหนังนั่นแหละที่เป็นคนพากย์ทั้งเสียงผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก เรื่องนี้ยังไม่มีโอกาสไปทบทวนกับลูกพี่ลูกน้องของเรา จำผิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ จำได้เลา ๆ ที่พ่อบอกว่า มาดูหนังกลางแปลงกันหมดอำเภอบางบาลแล้วนี่

แต่อีกงานที่จำไม่ลืมคือลิเกงานวัดที่ฉันแอบหวังว่าพ่อจะพายเรือพาพวกเราไปดู สมัยเด็ก เราไม่กล้าแสดงความต้องการของเราออกไปไม่ว่าจะอยากทำอะไร อยากไปไหน อยากได้อะไรที่พิเศษ วันเด็กของเราไม่มีอะไรที่พิเศษ มีแต่ของจำเป็นกับของไม่จำเป็น จะได้จะใช้อะไร แต่ละอย่างต้องแล้วแต่ความเหมาะสมหรือพ่อแม่เห็นดีเห็นงาม อยากไปดูหนังใจจะขาด พ่อไม่ให้ไปก็ไม่สามารถโต้แย้งได้ การอ่านหนังสือการ์ตูนจะเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยสนับสนุนเช่นกัน ดูไร้สาระและสิ้นเปลือง ฉะนั้นการไปดูการละเล่นหรือเข้าโรงหนังอาจเป็นส่วนเกินของชีวิต เป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิต แม้โอกาสที่จะได้เที่ยวงานวัดกลางค่ำกลางคืนก็ต้องแล้วแต่พ่ออีกเช่นกัน

พ่อทิ้งรอยให้ระลึกถึงเด็กหญิงคนนี้ที่ชอบดูลิเกมาก จบแล้วก็อยากดูต่ออีกเรื่อง แทบจะไม่อยากกลับบ้าน พ่อใจดีเหลือหลายปล่อยให้ดูลิเกจนพอใจ เป็นความสุขสุด ๆ ตอนนั้น ไม่มีบรรยากาศเก่า ๆ นั้นไว้คุยกับพ่ออีกแล้ว บางรายละเอียดแจ่มชัดและเป็นเสน่ห์เฉพาะในความทรงจำส่วนตัว เราต่างมีกล่องความสุขที่บรรจุโลกสวยงามของเราไว้ เปิดกล่องเมื่อไร กลิ่นความหลังหอมซึ้ง หอมหวานยังอุ่นอวลอยู่แบบนั้น

ฉันค่อย ๆ อ่าน 'หนังเบิกฟ้า' ไปเรื่อย ๆ มีตัวละครหลากหลาย ทุกชีวิตมีมิติสีสัน ภาษาถิ่นน่ารักน่าฟัง และหลายคำคลับคล้ายภาคเหนือ ต่างแต่สำเนียงท้องถิ่น ถึงไม่มีคำแปลตอนท้ายของแต่ละบท อารมณ์ขณะอ่านก็ไม่สะดุด ยังยิ้มและเข้าใจได้ไม่ยากเย็นแม้ไม่เคยได้ยิน เราสนุกและลุ้นต่อว่าตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร ไม่สะดุดอารมณ์ค้างเหมือนหนังกลางแปลงที่ภาพถูกตัด เสียงแต่ก แต่ก แต่ก จากม้วนฟิล์มสะดุดจนต้องลุ้นว่าจะได้ดูต่อหรือไม่ แน่ละ บางทีเขาต้องพักเพื่อขายยาหาเงินก่อน

จากหนังกางแปลงสู่หนังล้อมผ้า อันนี้เคยเห็นตอนแม่พาไปงานย่าโม แต่ไม่เคยได้เข้าไปดู ฉันรู้จักหนังเรื่อง อินทรีแดง ครูบ้านนอก คุ้นตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ไซอิ๋ว ฯลฯ

จนมาถึงหนังงานบุญ ทำให้เราค่อย ๆ รู้จักสีสันบ้านนามากขึ้น บรรยากาศในวัด กุฏิเล็ก ๆ ใจกลางป่าช้าซึ่งมีหลวงพ่อจำวัดปฏิบัติธรรมตามลำพัง หลวงพ่อไม่ถูกกับเจ้าอาวาส พอหลวงพ่อจะจัดงานสมโภช สำนักสงฆ์ก็เกิดอาการกลัวผีดุ แต่หลวงพ่อว่าเป็นการดี ถือโอกาสทำบุญล้างป่าช้าด้วยเลย การจัดงานใหญ่แบบนี้ทำให้เห็นบรรยากาศบ้านนาเพิ่มขึ้น หนังกลางแปลงถูกว่าจ้างเข้ามา ได้รับการร่วมมือของทั้งชาวบ้าน ทั้งโรงเรียน ผู้ศรัทธาหลวงพ่อ เจ้าอาวาส

หนังเบิกฟ้า เป็นหนังสือที่อ่านสนุก เบิกบานใจ ย้อนวันวานสานวัยเยาว์ ชวนติดตามหนังชีวิตของตัวละครที่มีชีวิตชีวา เราชอบมาก หนังชีวิตของบางชีวิตเหมือนหนังกลางแปลงที่ขาดช่วง ไม่รู้ตอนจบ หลายชีวิตก็รู้ความเป็นไปตอนท้าย

หรือพราะเรามีความรู้สึกร่วมในหลายเหตุการณ์ เห็นภาพ ได้กลิ่น และสัมผัสบรรยากาศอันเคยคุ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้เล่าเล่าเก่ง เก็บรายละเอียดไว้ได้มากมาย

ฉากหลังของหนังกลางแปลงได้ฉายวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ความเชื่อ ความรู้สึกนึกคิดของคนในชนบท ไม่ทราบว่า ความรู้สึกนึกคิดของเขาเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน นับแต่มือถือเข้ามามีบทบาท ชาวบ้านคงรู้เห็นความเป็นไปและปรับตัวไปกับความเปลี่ยนแปลง รุ่นลูกของเราคงไม่รู้จักหนังกลางแปลงกันแล้ว ความสนุกของเขากับเราะเอียดต่างกัน เขาก็เติบโตในโลกของเขา วิถีของเขา เพียงแต่เรามีบรรยากาศเก่า ๆ ที่กรุ่นขึ้นในความทรงจำและยังอุ่นอยู่ในใจ

ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
24 กุมภาพันธ์ 2562



















Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2562
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2562 13:00:49 น.
Counter : 105 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
--- 3 วั น ดี 4 วั น เ ศ ร้ า : ทราย เจริญปุระ---





















ชอบงานเขียนของคุณทราย เจริญปุระมานาน ช่วงหนึ่งติดตามคอลัมน์ รักคนอ่าน ในมติชนสุดสัปดาห์ ตามอ่านหนังสือที่เธอแนะนำหลายต่อหลายเล่ม ชอบน้ำเสียงในการเล่าเรื่อง ซื้อพ็อกเก็ตบุ๊ครวมเล่มของเธอมาอ่านแทบจะทุกเล่ม กระนั้นก็ไม่สามารถบอกได้ว่า เราเป็นแฟนหนังสือของเธอตัวยงเพราะเราไม่เคยรู้เรื่องราวในครอบครัวเธอเลยนอกจากตัวหนังสือของเธอ เรารักตัวหนังสือของเธอแต่ไม่ตามไอจีหรือขอเป็นเพื่อนในเฟซบุ๊ก พูดง่าย ๆ คืออยากรู้จักเธอแค่ตัวหนังสือ สนิทสนมแค่ตัวหนังสือเท่านั้น คิดไปก็น่่าแปลกเพราะตัวหนังสือน่าจะกระเซ็นเรื่องราวที่สะกิดใจเกี่ยวกับอาการของเธอบ้าง จนกระทั่งได้อ่านหนังสือเล่มนี้ ชื่อเรื่องดี สะดุดใจ

คุณทรายเป็นนักเล่าเรื่องที่ดี เรื่องนี้เศร้าโดยเนื้อหาของมันเอง เธอเล่าด้วยน้ำเสียงสัตย์ซื่อต่อความรู้สึกตัวเองที่ต้องเผชิญกับภาวะซึมเศร้า โรคที่ทุกคนให้ความสนใจและใส่ใจมากขึ้น ทำความเข้าใจและพบแพทย์เพื่อการรักษาที่ถูกต้อง

โรคซึมเศร้าเป็นภาวะที่อันตรายมากหากไม่เข้าใจ มันเป็นความเจ็บป่วยที่เรามองไม่เห็น เป็นความกดดัน เป็นความเครียดและอาการสิ้นยินดีในชีวิตที่ควบคุมไม่ได้ และคุณทรายกำลังรับมือกับมันอยู่แถมยังต้องรับมือกับโรคสมองเสื่อมของคุณแม่

ไม่รู้เธอผ่านแต่ละวันมาได้อย่างไร นับถือจริง ๆ


ช่วงที่เดินทางไปบุรีรัมย์ น้อง ๆ ของสามีมาต้อนรับ พาไปกินอาหารอร่อย ๆ และได้คุยกันหลายเรื่อง เรื่องหนึ่งที่น่าสนใจคือโรคซึมเศร้าที่เราเริ่มรู้จักและใส่ใจกับคนที่เป็นโรคนี้มากขึ้น ครั้งหนึ่ง เราเคยได้ยินลูกสาวเปรย ๆ ออมาว่า 'แม่แม่...พี่บุ๋นเป็นโรคซึมเศร้าแน่เลย' เราฟังแล้วก็ตกใจ ถามว่าพูดจริงหรือพูดเล่น เขาก็เงียบ ๆ ไป จนกระทั่งได้ยินเรื่องนี้ซ้ำอีกจากเพื่อนรุ่นน้องของสามี เขาก็กังวลเหมือนกันเลยไลน์คุยกับลูก ๆ ว่า

'พ่อว่าจะเล่าเรื่องเพื่อนพ่อให้ฟัง

เมื่อก่อนตอนเรียน ก็ปกติดี พูดคุยกับเพื่อนก็ปกติดี ๆ แต่มีบางวันรู้สึกเบื่อหน่าย อยากอยู่คนเดียว ทำอะไรก็เบื่อไปหมด แยกตัวเองไม่ยุ่งกับใครโดยไม่มีสาเหตุ จนจบออกมาทำงาน แต่งงานมีครอบครัว ก็มีอาการ บางครั้งถึงกับจะทำร้ายตัวเอง แต่หักห้ามใจได้ก่อน จนไปรักษาถึงรู้ว่าตัวเองเป็นโรคซึมเศร้า ไปรักษาจนปกติดี เมื่อก่อนไม่มีใครรู้จักโรคนี้คิดว่าเบื่อหน่ายตัวเองหรือคิดมากวิตกกังวล จนเกิดการฆ่าตัวตาย จริง ๆ แล้วมันเกิดจากสารสื่อประสาทในร่างกายไม่สมดุลกัน ไม่ใช่เกิดจากจิตใจเรา

พ่อก็เลยจะบอกว่าหากมีอารมณ์เบื่อหน่าย เศร้า หดหู่ รีบบอกพ่อแม่นะ จะได้คุยกัน หรือเพื่อนมีอาการอย่างนี้ อย่าเก็บไว้คนเดียวนะ มันเป็นความผิดปกติที่เป็นกันได้แต่ก็รักษาได้นะ'

ลูกสาวอ่านไลน์จบก็รีบตอบมาว่า

พี่บุ๋น : โอ้ว จ้า มีแต่อารมณ์ขี้เกียจจ้า 55555
น้องบู๊ : โอเคจ้า มีแต่ขี้เกียจกะง่วงจ้า 55555
พ่อ : หิวด้วยมั้ย 555


::

อยู่บ้านก็อ่านหนังสือ
เล่มนี้...เราชอบ 😘
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย

















Create Date : 19 กุมภาพันธ์ 2562
Last Update : 19 กุมภาพันธ์ 2562 9:59:21 น.
Counter : 64 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]



  •  Bloggang.com