All Blog
--- ก ลั บ บ้ า น ---



























วันหยุดสงกรานต์ปีนี้ ครอบครัวเราไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหน ไม่มีโปรแกรมล่วงหน้าด้วย ดีไปกว่านั้นที่ลูกสาวมาบ้าน เนื่องจากไม่มีสอบ ไม่มีเรียนในช่วงวันหยุดยาวนี้ พ่อเด็ก ๆ ดีใจกว่าใครเพราะได้โชว์ฝีไม้ลายมือในการทำอาหารให้ลูก ๆ กินเหมือนเคย

ปีนี้ก็ร้อนร้ายเหมือนทุกปี นี่สรุปรวมจากการเห็นบันทึกย้อนหลังในแต่ละปีที่มีการซ้อมวิ่งอยู่นั่นแหละ แต่ปีนี้ที่ไม่ได้ซ้อมเพราะซ้อมไม่ได้ต่างหาก เพราะเราเพิ่งมาใส่ใจเรื่องค่าฝุ่นพีเอ็ม 2.5 ที่อันตรายต่อสุขภาพ ( มันคงเป็นแบบนี้มานานหลายปีแต่เราไม่รู้ ที่รู้เพราะคนกรุงฯเขาเดือดร้อนและใส่ใจ เราจึงหันมามองบ้านเราบ้าง )ในเมื่อเราสนใจเรื่องการดูแลสุขภาพด้วยการออกกำลังกายแล้ว จะดันทุรังให้ร่างกายพังก็ใช่เรื่อง แต่ก็ต้องยอมรับเหมือนกันว่า จากที่ไม่ได้กังวลเรื่องร้อนหรือบ่นถึงความร้อนก็มีวิตกกังวลและรอฝนเพราะเราซ้อมวิ่งไม่ได้นี่เอง เป็นบทเรียนใหม่ว่า อย่าลงวิ่งช่วงเดือนนี้เท่านั้น ไม่งั้นจะต้องทิ้งทุกรายการแบบปีนี้

หลังจากที่ส่งลูกกลับหอไป เย็นวันศุกร์เราเดินทางไปต่างจังหวัด พาลูกไปเยี่ยมปู่กับย่า เพราะท่านทั้งสองเพิ่งไปเลเซอร์ตา หมอสั่งห้ามทำงานหนัก ห้ามยกของหนักและต้องใส่แว่นตาดำเพื่อปกป้องดวงตา งดกิจกรรมที่ต้องใช้สายตามาก ๆ โดยเฉพาะการจ้องบนจอมือถือ (ซึ่งปู่กับย่าเล่นมือถือไม่เป็นอยู่แล้ว ท่านใช้โทรฯออกและรับเท่านั้น ) ต้องหยอดตาและไม่ควรขยี้ตา

ระหว่างการเดินทางก็เจอเหตุการณ์ไม่คาดคิดทั้งที่ตรวจเช็ครถจนเรียบร้อยแล้ว นั่นคือ ไดชาร์จดับระหว่างทางโค้งบนถนนสายอำเภอลองตอนตีสี่ ไดชาร์จดับนี่เรื่องใหญ่เพราะเป็นตัวจ่ายไฟทั้งรถ ทำให้ไฟทุกดวงในรถดับหมด โชคดีที่พระจันทร์เดือนหงายพอเห็นแสงสว่างอยู่บ้าง ไม่มืดจนน่ากลัว แต่ที่เรากลัวกว่านั้นคือทางโค้งนี่แหละ สามคนพ่อลูกช่วยกันเข็นรถเข้าข้างทางและหากิ่งไม้ไปวาง จากนั้นก็เข้ามาค้นหาเฮดแลมป์ที่เราติดรถตลอดเพราะซ้อมวิ่งกลางคืนประจำ เอามาติดหลังรถพอที่จะเป็นสัญญาณเตือนให้คนใช้รถใช้ถนนได้รู้บ้างว่ามีรถเสียตรงนี้

สามีก็ให้ฉันกับลูกนั่งรอในรถ รอเช้าเพราะร้านที่ไหนก็เปิดแปดโมง ยิ่งช่วงสงกรานต์ เขาจะอยู่บ้านกันหรือเปล่าหนอ ก็ทำใจรอต่อไป แต่ฉันกลัวรถแหกโค้งมามากกว่า ไม่กล้านั่งรอในรถ ออกมาเดินเล่นถือไฟสัญญาณเผื่อรถคันอื่นจะได้ระมัดระวังน่าจะดีกว่า

ตรงโค้งที่รถเสียก็ไม่มีสัญญาณมือถือ แต่สักพักก็มีกระบะมาจอด เขาลงมาถามอาการรถเรา เผื่อจะพอช่วยเหลือได้ แต่อาการไดชาร์จดับนี่เกินกว่าจะช่วย ต้องรอสว่างและรอรถยกมายกส่งอู่อย่างเดียวเลย สิ่งที่เขาช่วยได้คือ โทรแจ้ง 191 ให้ สักพักก็มีรถตำรวจมาช่วยวางกรวยให้ก่อนกลับไป เขาติดต่อรถยกให้เราแล้ว นอกนั้นก็ต้องรอว่า รถยกเขาจะพร้อมมารับเรา เมื่อไรก็เมื่อนั้น ดีที่เราไม่รีบ แต่ต้องโทรฯบอกคนรอว่าจะไปถึงช้าหน่อย ไม่อยากให้เขากังวล โชคดีที่การเดินทางครั้งนี้ไม่มีโปรแกรมลงวิ่งสนามไหน คิดถึงต้นปีที่แล้ว ก็เจออาการแบตตารี่หมดและสตาร์ทไม่ติด โชคดีที่เกิดก่อนการวิ่งที่เขาค้อ เพราะถ้าสตาร์ทไม่ติดกลางรีสอร์ท ก็คงไม่ได้ไปงานวิ่งและคงต้องรอช่างจนสายแน่นอน

ครั้งนี้เรารอกว่าชั่วโมง รถยกจึงมา เพิ่งเคยมีประสบการณ์นั่งรถตัวเองบนหลังรถยก กว่าจะเข้าถึงตัวเมืองแพร่ ระยะทาง 16 กิโล ไกลไม่ใช่น้อย รถเกียร์ออโต้ปล่อยไหลไปตามทางโค้งของถนนไม่ได้ นับว่าเรายังโชคดีมากที่ไม่มีใครได้รับอันตราย รถก็รับใช้เรา 11 ปีเต็มแล้ว รถแก่ก็มีอาการบ้างล่ะนะ

หลังจากเปลี่ยนไดชาร์จเรียบร้อยแล้ว เราก็ดิ่งไปบ้านปู่ย่าของเด็ก ๆ ต่อ

ปีนี้ปู่ย่าต้องพักหลังเลเซอร์ตา เลยไม่ได้ทำขนมจีนน้ำยาปลาช่อน แกงหนูและเตรียมสำรับอาหารมากมายให้เราเหมือนทุกครั้ง นั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่หรอก เราอยากมาเยี่ยมและมาขอพรพ่อแม่เป็นสิริมงคลกับชีวิตของพวกเรามากกว่า ครอบครัวทางฉันก็มีแต่แม่คนเดียว เรายังติดต่อกันทุกวัน ย้ำว่าทุกวัน เพราะหายไปเพียงครึ่งวันยังต้องตามหากันจ้าละหวั่น บังเอิญปีนี้แม่ไปเยี่ยมไข้เพื่อน ๆ กับป้า ๆ ทั้งหลาย และอยู่ในช่วงไปทะเลกับเพื่อนเขา เอาไว้ไปหาแม่ช่วงเวลาอื่น อย่างน้อยปีนี้ เราก็เจอแม่แล้วเมื่อต้นปี

ปู่ของเด็ก ๆ เล่าว่า เกือบจะไม่ไปเพราะกลัว แต่ลงชื่อไว้แล้วก็ต้องไป

โครงการนี้เป็นโครงการดูแลรักษาดวงตาของ รพ.เอกชน คือ รพ. รวมชัยประชารักษ์
เรื่องของเรื่อง เขามาหาลูกค้า(คนไข้โรคดวงตา)ข้าราชการครู น้า ๆ ของสามีได้ยินข่าวก็รีบไปแจ้งให้พ่อทราบว่า รักษาตาให้และเบิกได้เพราะลูกเป็นข้าราชการ ที่สำคัญเราไม่ต้องไปเอง มีรถตู้รับส่ง สะดวกมาก อาหารการกินก็ไม่ต้องเตรียมไปเพราะมีบริการฟรีตลอดการรักษา ความจริงก็ไม่ฟรีหรอก เขาคิดรวมไปกับการรักษาและเบิกจ่ายภายหลังกับหลวงอยู่แล้ว อย่างไรก็ตาม คนแก่ไม่ต้องเงอะงะเข้าเมืองหลวง ไม่ต้องตื่นกับการหาห้องรอการรักษา หาที่กินและต้องเดินทางกลับบ้าน เราว่าดีสำหรับคนไข้สูงวัยมาก คนมีลูกก็พอให้ลูกพาไปได้ แต่คนที่ลูกทำงานไกล ๆ และกลับบ้านลำบากก็จะไม่สะดวกสักเท่าไหร่

งานนี้ก็ไปกันเกือบทั้งตำบล ดูเหมือนกับพาไปเที่ยวยังไงยังงั้น ใช้เวลารักษาไม่นาน พ่อบอกว่า นอนนับ 1 ถึง 416 ก็เสร็จแล้ว แว่นตาดำ เขาก็ให้มาใส่ไว้ จากที่มองอะไรแทบไม่เห็น ตอนนี้มองเห็นถึงเชียงใหม่แล้ว แต่เหมือนต้องหัดเดินใหม่เพราะตาอีกข้างแค่พอมองเห็น ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ ตาดีข้าง ส่วนอีกข้างยังไม่ร้ายแรงถึงขนาดต้องไปรักษา แค่ดวงตาเสื่อมตามวัยเท่านั้น

พ่อบอกว่า ตั้งแต่เกิดมาเพิ่งได้พักจริง ๆ ก็คราวนี้ เนื้อตัวเกลี้ยงเกลาขึ้นเพราะได้พักจากการทำนา สามีก็บอกแล้วบอกอีกว่า นาน่ะ ไม่ต้องทำแล้ว ให้เขาเช่าไปเถอะ พ่อเขาทำนาแก้เหงา ปีนี้พ่อก็เตรียมข้าวไว้ให้เราอีกสองกระสอบ ของเก่าเรายังกินไม่หมด เราก็ให้คนใกล้ของเรานี่แหละ กินกันไม่ทันหรอกขนาดว่าหุงข้าวกินทุกวัน แต่ที่สนุกกว่านั้นคือ เราสอยมะม่วงเขียวเสวย มะม่วงบุญบันดาล มะม่วงแก้วจนเพลิน ได้มาหลายถัง อารมณ์เหมือนตอนอยู่บ้านปู่ที่อยุธยาเลย ถือกระแป๋งวิ่งตามอาสาลี่เก็บมะม่วง สนุกกว่ากิน เพราะเราไม่ได้ชอบกินมะม่วงมากขนาดนั้น มะม่วงบ้านอามากเสียจนรอสุกเพื่อนำมาเคี่ยวทำมะม่วงกวน เรื่องสนุกของเราตอนเด็ก ๆ เลยก็ว่าได้ ชอบหยอดมะม่วงบนใบตองวางกลางลานบ้าน และลอกเก็บ จะให้ใครได้นอกจากหลานอย่างเราสามคนนี่แหละ ที่ต้องแบกมะม่วงกลับมากินตอนเปิดเทอม จำได้แค่ว่าไม่อยากแบก เยอะเหลือเกินและต้องแบกลังที่พ่อห่อให้ก่อนมาส่งขึ้นรถไฟกลับบ้าน

เดี๋ยวนี้ไม่มีใครทำแบบนั้นแล้ว มีแต่บ้านเรือนไทยที่ไม่มีคนอยู่ ลูกหลานเข้าเมืองหลวง เรียน ทำงานและตั้งรกรากกันในเมืองหลวง จะรวมตัวรวมญาติกันทุกพฤษภาก่อนเปิดเทอมใหญ่ แต่คงเป็นความหลังความทรงจำแสนงดงามของเราไปแล้ว เมื่อไม่มีพ่อ เราก็เหมือนไม่สามารถเชื่อมโยงกับญาติคนไหนได้ มันเหมือนห่างไกลไปเรื่อย ๆ เหลืออาสาลี่ที่เรารักและรักเราที่สุด ลูก ๆ ของเราเลยเป็นเด็กไม่ค่อยมีญาติมากมายเหมือนเราตอนเด็ก โชคดีที่ญาติทางพ่อยังมีให้ไปเยี่ยมหา

ปู่ของเด็ก ๆ บอกว่า ปีนี้ปู่ก็ 80 แล้ว จะทันได้เห็นบู๊บุ๋นรับปริญญาหรือเปล่าก็ไม่รู้นะ
ปู่ถามถึงเจ้าคนโตของเราว่ามีครอบครัวหรือยัง ไม่ได้เห็นเขานาน ตั้งแต่ทำงาน เขาก็ไม่ค่อยได้กลับบ้านนอกจากไปบ้านยาย

นึกถึงพ่อฉันเลย พ่อก็จากไปตอนแปดสิบ นับว่าแต่ละคนอายุยืน ทันได้อยู่เห็นลูกหลานอยู่ดีมีสุขทุกคน ปู่ขอถ่ายรูปกับหลาน 'ขอปู่กอดหน่อยนะ' ปู่เกรงใจหลานเหลือเกินคงเห็นว่าเป็นสาวแล้ว อวยพรให้หลานและยื่นเงินค่าเช่านาให้หลานเป็นขวัญถุงด้วย เราก็ได้แต่ขอให้ปู่กับย่าของเด็ก ๆ มีความสุขทุกวันและจะหาเวลาว่างมาเยี่ยมบ่อยขึ้น



ขอให้ทุกท่านมีความสุข
ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
พิจิตร
19 เมษายน 2562

















Create Date : 22 เมษายน 2562
Last Update : 23 เมษายน 2562 8:00:05 น.
Counter : 187 Pageviews.

0 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]



  •  Bloggang.com