All Blog
--- ห นั ง เ บิ ก ฟ้ า : ประยูร หงษาธร ---


























'มือน้อย ๆ ของพวกเราต่างสัมผัสฟิล์มกันคนละส่วนอย่างทะนุถนอม แล้วสุมหัวกันเข้า ก้มหน้าก้มตารายล้อมแสงเทียนส่องสว่างวอมแวมเพื่อดูภาพเลือน ๆ ในแผ่นฟิล์ม ทั้งที่เป็นภาพซึ่งเราเพิ่งเห็นในจอผ้าใบขณะมันเคลื่อนไหวไปก่อนหน้านั่นแหละ หากแต่แทบไม่น่าเชื่อ เพียงพลาสติกโปร่งแสงแผ่นบาง ๆ มีขอบแต่ละด้านเจาะรูสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ เรียงกันเป็นระเบียบนั้นได้ทำให้เราสัมผัสความสุขในห้วงจินตนาการอย่างล้ำลึก โดยหาได้สนใจสิ่งรอบข้างใด ๆ ซึ่งจะเกิดกับเราแม้แต่น้อย ! '

จากหน้า 41
หนังเบิกฟ้า
ประยูร หงษาธร

สีสันบ้านนาที่มีฉากหลังเป็นหนังกลางแปลง









ตัวหนังสือพาฉันโลดแล่นไปยังหมู่บ้านชนบทแห่งหนึ่งทางภาคอิสาน เหตุการณ์บางช่วงบางตอนทำให้ย้อนนึกถึงบรรยากาศ กลิ่น ถิ่นเก่าสมัยเราเป็นเด็ก กลิ่นที่กระตุ้นความทรงจำสุดคือสบู่นกแก้วที่พี่กุหลาบ พี่เลี้ยงของฉันชอบใช้ แป้งมองเล่ยะที่พี่เขาชอบปะให้พวกเราจนตัวลายพร้อย ยาสตรีเพ็ญภาคตราพญานาคที่ได้ยินมาแสนนาน ยายี่ห้อนี้อายุยืนจนถึงปัจจุบันเลยหรือนี่ เพลงของคุณสายันสัญญาบางท่อนก็ติดหู ฯลฯ

เด็กชนบทไม่ว่าภาคไหนมักจะมีการละเล่นที่ไม่ค่อยแตกต่างกัน มีการรวมพลรวมเพื่อนมาเล่น ไม่มีโลกส่วนตัวสูงหรือขาดปฏิสัมพันธ์กับคนบนโลกจริงเหมือนสมัยนี้

เทคโนโลยีในปัจจุบันทันสมัย เราไม่เพียงเป็นผู้ใช้ ผู้เล่น แต่มันก็เล่นเรา แทบจะกลืนชีวิตเรากลาย ๆ ย่อโลก เร่งเวลา ทุกอย่างประเดประดังเข้ามาอย่างรีบร้อน รวดเร็ว ลอยนวลอยู่ในอากาศ รางเลือนเพราะไม่ใช่เรื่องที่เกิดกับเรา ไม่มีเรื่องใดอยู่กับเรานาน ๆ เรื่องเก่ายังไม่ทันซา เรื่องใหม่ดราม่ากว่า ใจต้องแข็งแรงพอ มีสติมากพอที่จะไม่ผสมโรง โหนกระแสท่ามกลางกระแสโลกของคนแปลกหน้า มีทั้งคนรู้จักที่กลายเป็นคนแปลกหน้า คนแปลกหน้าที่กลายมาสนิทสนมในชีวิตจริงราวกับเคยรู้จักกันแต่ชาติปางก่อน แล้วทุกอย่างก็หนีไม่พ้นโลกธรรมแปด ไม่มีอะไรไม่เปลี่ยน เพียงรับรู้ว่า ก่อนนี้เราไม่มีเขาเราก็อยู่ของเรามา เก็บช่วงเวลาดี ๆ ที่เรารู้สิ้นยินดียินร้ายร่วมกันนั้นไว้ ยึดอะไรไว้ก็เปล่าประโยชน์ ต่างมีหน้าที่ ต้องดำเนินชีวิตกันต่อไป อย่าไปขุดคุ้ยถามไถ่ให้มากเรื่องมากความ ใช้ชีวิตของเราให้ดีในแต่ละวัน อยู่กับลมหายใจปัจจุบันได้ ดีที่สุดแล้ว

สมัยนั้น บ้านไหนมีโทรทัศน์ก็หรูสุด โทรทัศน์ขาวดำเครื่องแรกของพวกเราที่บ้านเช่าเรือนไม้ใต้ถุนสูง ต้องใช้หม้อแปลงเพราะไฟตก เสียงหม้อแปลงดังขึ้นเตือนว่าไฟกำลังเกิน ดังน่ากลัวเหมือนกับเครื่องบินมาทิ้งระเบิดบนหลังคาบ้าน พวกเราสามพี่น้องจะสะดุ้ง เสียงนั้นฝังลึกในใจของเด็กน้อยสามคนเมื่อเล่าถึงหม้อแปลงไฟฟ้าเครื่องนั้น

บ้านเช่าหลังตลาดหัวรถไฟที่เราอยู่ ไม่มีหนังกลางแปลง มีลานโล่งแต่เป็นลานเล่นตาหัวกะโหลก กระโดดหนังยาง ตี่จับ เล่นว่าว ฯลฯ เราไม่เคยไปงานมหรสพใด ๆ เพราะแม่คงไม่สะดวก วัยเด็กของเรานั้นแทบไม่ได้ไปไหนนอกจากปิดเทอมใหญ่ที่ต้องนั่งรถไฟไปหาพ่อ จากนั้นพ่อจะพาพวกเราไปบ้านปู่ย่าที่บางบาล บ้านเรือนไทยแฝดหลังยาวริมน้ำเจ้าพระยา ที่นี่ต่างหากที่บ่มเพาะความสุขและประสบการณ์ เติมเต็มวัยเยาว์ที่กะพร่องกะแพร่งไปทุกชิ้นทุกส่วน

จะมีอะไรที่สนุกไปกว่าการหัดว่ายน้ำบนลูกมะพร้าวแห้งเป็นทุ่นสองข้างที่ฉีกเปลือกแห้งมามัดตรงกลางพยุงเราออกจากตลิ่งตื้น ๆ ไปตรงที่เท้าไม่แตะพื้น ก่อนจะหัดโผจากแพลูกบวบไปเกาะอีกแพหนึ่ง ผ่านการสำลักน้ำมาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้งเพราะอยากจะว่ายน้ำไปเกาะเรือทราย ว่ายน้ำข้ามคลองเหมือนลูกพี่ลูกน้องชาวน้ำคลองทั้งหลาย อะไรจะโลดโผนไปกว่าปีนต้นมะม่วง เดินเท้าเปล่า มีถุงย่ามใส่กระสุนดินเพื่อไปไล่ยิงนก ยิงจริง ๆ ไม่ใช่กล้องเก็บภาพ ฉันไม่เคยยิงอะไรได้สักอย่าง ยิงทิ้งยิงขว้าง ยิงฟ้าลมเปลืองกระสุน ฝีมือลูกไล่ได้แค่นี้ ไม่มีพัฒนาการไปทางใดแต่ก็สนุกอยู่ดีแม้ไม่มีผลงานอวดพรรคพวก

ค่อย ๆ ทบทวนความทรงจำบางอย่างที่ยังคงอยู่ เพียงแต่ไม่ค่อยได้เล่ามันออกมาอย่างเป็นเรื่องเป็นราว นอกจากเคยเล่าในวงเพื่อนและวงลูกพี่ลูกน้องตอนมีงานบุญรวมญาติบ้านปู่ทุกพฤษภาคมก่อนเปิดเทอมนั่นแหละ หลายคนได้แต่กระเซ้าเย้าแหย่ฉันว่า ยังจำได้อยู่เหรอ บางอย่างพวกเขาลืมไปแล้ว พอเล่าก็นึกขึ้นได้ แล้วเราก็หัวเราะกับสีสันบรรยากาศเก่า ๆ แน่ล่ะ เราต่างอยู่ในโลกใบเล็กใบนั้นร่วมกัน

แต่ที่เกือบลืมไปเลยคือเรื่องการหอบเสื่อไปรอดูหนังกลางแปลงกลางลานหน้าร้านยายรุณ ร้านขายก๋วยเตี๋ยวและน้ำแข็งไสของพวกเรา เด็กที่ไหนได้ออกบ้านไปดูมหรสพตอนกลางคืนเองได้ถ้าไม่มีผู้ใหญ่พาไป พวกเราก็ไม่ต่างจากนี้ ค่ำคืนที่ตื่นตาตื่นใจเพราะสมัยนั้นบ้านปู่ยังไม่มีไฟฟ้า ใช้ตะเกียงกันอยู่เลย เดินถือตะเกียงไปไหนก็เหมือนกระสือว๊อบ ๆ แว๊บ ๆ กลางคืนถือตะเกียงเข้าห้องน้ำก็กลัวมาก พื้นเรือนไม่ได้แนบสนิท จะมีร่อง ไม่กล้ามองลงใต้ถุน จินตนาการเรื่องผีสารพัดอย่าง ไฟฟ้าเข้าถึงบ้านปู่ตอนไหนก็จำไม่ค่อยได้

แต่ตอนที่เรามีโอกาสไปดูหนังกลางแปลง เราไม่เคยได้ไปป้วนเปี้ยนแถวเครื่องฉาย ไม่อยากรู้เรื่องการทำงานของสิ่งมหัศจรรย์นั้น รู้แต่ตื่นเต้นที่แสงส่ว่างบนผืนผ้าใบสีขาวนั้นจะมีหนังสักเรื่อง เคยอัศจรรย์ใจตอนที่แม่อ่านเรื่องจานบิน การฉายแสงและมีภาพบนแสงเคลื่อนไหว มนุษย์ต่างดาวมีจริงไหมไม่รู้ รู้แต่ว่าในหนังสือนั้นเก็บภาพมนุษย์ต่างดาวกับเครื่องมือเครื่องใช้ทันสมัยกว่าเราไม่รู้กี่ล้านปีแสง แต่หนังกลางแปลงที่เคยดูนั้น เหมือนมีคนพากย์สด ๆ ตรงนั้นด้วยนะ คนฉายหนังนั่นแหละที่เป็นคนพากย์ทั้งเสียงผู้ชาย ผู้หญิงและเด็ก เรื่องนี้ยังไม่มีโอกาสไปทบทวนกับลูกพี่ลูกน้องของเรา จำผิดหรือเปล่าก็ไม่รู้ จำได้เลา ๆ ที่พ่อบอกว่า มาดูหนังกลางแปลงกันหมดอำเภอบางบาลแล้วนี่

แต่อีกงานที่จำไม่ลืมคือลิเกงานวัดที่ฉันแอบหวังว่าพ่อจะพายเรือพาพวกเราไปดู สมัยเด็ก เราไม่กล้าแสดงความต้องการของเราออกไปไม่ว่าจะอยากทำอะไร อยากไปไหน อยากได้อะไรที่พิเศษ วันเด็กของเราไม่มีอะไรที่พิเศษ มีแต่ของจำเป็นกับของไม่จำเป็น จะได้จะใช้อะไร แต่ละอย่างต้องแล้วแต่ความเหมาะสมหรือพ่อแม่เห็นดีเห็นงาม อยากไปดูหนังใจจะขาด พ่อไม่ให้ไปก็ไม่สามารถโต้แย้งได้ การอ่านหนังสือการ์ตูนจะเป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ไม่ค่อยสนับสนุนเช่นกัน ดูไร้สาระและสิ้นเปลือง ฉะนั้นการไปดูการละเล่นหรือเข้าโรงหนังอาจเป็นส่วนเกินของชีวิต เป็นรายจ่ายที่ไม่จำเป็นสำหรับชีวิต แม้โอกาสที่จะได้เที่ยวงานวัดกลางค่ำกลางคืนก็ต้องแล้วแต่พ่ออีกเช่นกัน

พ่อทิ้งรอยให้ระลึกถึงเด็กหญิงคนนี้ที่ชอบดูลิเกมาก จบแล้วก็อยากดูต่ออีกเรื่อง แทบจะไม่อยากกลับบ้าน พ่อใจดีเหลือหลายปล่อยให้ดูลิเกจนพอใจ เป็นความสุขสุด ๆ ตอนนั้น ไม่มีบรรยากาศเก่า ๆ นั้นไว้คุยกับพ่ออีกแล้ว บางรายละเอียดแจ่มชัดและเป็นเสน่ห์เฉพาะในความทรงจำส่วนตัว เราต่างมีกล่องความสุขที่บรรจุโลกสวยงามของเราไว้ เปิดกล่องเมื่อไร กลิ่นความหลังหอมซึ้ง หอมหวานยังอุ่นอวลอยู่แบบนั้น

ฉันค่อย ๆ อ่าน 'หนังเบิกฟ้า' ไปเรื่อย ๆ มีตัวละครหลากหลาย ทุกชีวิตมีมิติสีสัน ภาษาถิ่นน่ารักน่าฟัง และหลายคำคลับคล้ายภาคเหนือ ต่างแต่สำเนียงท้องถิ่น ถึงไม่มีคำแปลตอนท้ายของแต่ละบท อารมณ์ขณะอ่านก็ไม่สะดุด ยังยิ้มและเข้าใจได้ไม่ยากเย็นแม้ไม่เคยได้ยิน เราสนุกและลุ้นต่อว่าตอนต่อไปจะเป็นอย่างไร ไม่สะดุดอารมณ์ค้างเหมือนหนังกลางแปลงที่ภาพถูกตัด เสียงแต่ก แต่ก แต่ก จากม้วนฟิล์มสะดุดจนต้องลุ้นว่าจะได้ดูต่อหรือไม่ แน่ละ บางทีเขาต้องพักเพื่อขายยาหาเงินก่อน

จากหนังกางแปลงสู่หนังล้อมผ้า อันนี้เคยเห็นตอนแม่พาไปงานย่าโม แต่ไม่เคยได้เข้าไปดู ฉันรู้จักหนังเรื่อง อินทรีแดง ครูบ้านนอก คุ้นตำนานก่องข้าวน้อยฆ่าแม่ ไซอิ๋ว ฯลฯ

จนมาถึงหนังงานบุญ ทำให้เราค่อย ๆ รู้จักสีสันบ้านนามากขึ้น บรรยากาศในวัด กุฏิเล็ก ๆ ใจกลางป่าช้าซึ่งมีหลวงพ่อจำวัดปฏิบัติธรรมตามลำพัง หลวงพ่อไม่ถูกกับเจ้าอาวาส พอหลวงพ่อจะจัดงานสมโภช สำนักสงฆ์ก็เกิดอาการกลัวผีดุ แต่หลวงพ่อว่าเป็นการดี ถือโอกาสทำบุญล้างป่าช้าด้วยเลย การจัดงานใหญ่แบบนี้ทำให้เห็นบรรยากาศบ้านนาเพิ่มขึ้น หนังกลางแปลงถูกว่าจ้างเข้ามา ได้รับการร่วมมือของทั้งชาวบ้าน ทั้งโรงเรียน ผู้ศรัทธาหลวงพ่อ เจ้าอาวาส

หนังเบิกฟ้า เป็นหนังสือที่อ่านสนุก เบิกบานใจ ย้อนวันวานสานวัยเยาว์ ชวนติดตามหนังชีวิตของตัวละครที่มีชีวิตชีวา เราชอบมาก หนังชีวิตของบางชีวิตเหมือนหนังกลางแปลงที่ขาดช่วง ไม่รู้ตอนจบ หลายชีวิตก็รู้ความเป็นไปตอนท้าย

หรือพราะเรามีความรู้สึกร่วมในหลายเหตุการณ์ เห็นภาพ ได้กลิ่น และสัมผัสบรรยากาศอันเคยคุ้น ทั้งนี้ทั้งนั้นผู้เล่าเล่าเก่ง เก็บรายละเอียดไว้ได้มากมาย

ฉากหลังของหนังกลางแปลงได้ฉายวัฒนธรรมความเป็นอยู่ ความเชื่อ ความรู้สึกนึกคิดของคนในชนบท ไม่ทราบว่า ความรู้สึกนึกคิดของเขาเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน นับแต่มือถือเข้ามามีบทบาท ชาวบ้านคงรู้เห็นความเป็นไปและปรับตัวไปกับความเปลี่ยนแปลง รุ่นลูกของเราคงไม่รู้จักหนังกลางแปลงกันแล้ว ความสนุกของเขากับเราะเอียดต่างกัน เขาก็เติบโตในโลกของเขา วิถีของเขา เพียงแต่เรามีบรรยากาศเก่า ๆ ที่กรุ่นขึ้นในความทรงจำและยังอุ่นอยู่ในใจ

ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
24 กุมภาพันธ์ 2562



















Create Date : 26 กุมภาพันธ์ 2562
Last Update : 26 กุมภาพันธ์ 2562 13:00:49 น.
Counter : 415 Pageviews.

1 comments
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณhaiku, คุณSai Eeuu, คุณfor a long time

  
หนังกลางแปลง คิดถึงสมัยเด็กๆ เลยค่ะ
โดย: Sai Eeuu วันที่: 26 กุมภาพันธ์ 2562 เวลา:22:14:40 น.
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

BlogGang Popular Award#15



ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]



  •  Bloggang.com