All Blog
--- ค ว า ม จ น กั บ ค นจ ร ใ น ป า รี ส แ ล ะ ล อ น ด อ น : จอร์จ ออร์เวล---








ลอนดอน
เป็นแดนแห่งหม้อน้ำชา
และกองจัดหางาน

ขณะที่ปารีส
เป็นแดนแห่งบิสโทร
และโรงงานนรก

::

'...นี่คือโลกที่รอคุณอยู่เมื่อใดที่คุณสิ้นเนื้อประดาตัว สักวันหนึ่งผมอยากจะสำรวจโลกให้ทั่วถ้วนกว่านี้ ผมอยากรู้จักคนอย่างมาริโอ อย่างแพ็ดดี้และอย่างนายบิลล์ จอมไถดะ ไม่ใช่รู้จักจากเพียงการได้พบกันแบบผิวเผิน แต่ได้รู้จักอย่างสนิทสนม ผมอยากเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นในจิตวิญญาณของพวกปลงเชอร์(คนล้างจาน) พวกคนจรจัดและพวกที่อาศัยนอนตามริมเขื่อนแม่น้ำย่านเอ็มแบงก์เมนต์ ขณะนี้ผมไม่คิดว่าผมได้เห็นมากไปกว่าเพียงชายขอบของความยากไร้เท่านั้น

กระนั้น ผมก็สามารถชี้ถึงเรื่องหรือสองเรื่องที่ผมได้เรียนมาอย่างแน่นอนจากประสบการณ์เป็นผู้สิ้นไร้ คือผมจะไม่มีวันคิดว่าคนจรจัดทุกคนเป็นคนชั่วช้าสามานย์ขี้เมา หรือคาดหวังว่าคนขอทานจะสำนึกบุญคุณเมื่อผมให้เงินเขาสักเพนนีหรือแปลกใจหากพบว่าคนว่างงานไร้พลังวังชา หรือสมัครเข้าร่วมกับคณะซัลเวชั่น อาร์มี่ หรือเอาเสื้อผ้าไปจำนำ หรือปฏิเสธใบปลิว หรือเอร็ดอร่อยกับอาหารในภัตตาคารหรู นั่นคือการเริ่มต้น'

.

ปี ค.ศ. 1928 ออร์เวลย้ายไปอยู่ในย่าน 'โบฮีเมียน' ของกรุงปารีส เขาทำงานเป็นคนล้างจานในภัตตาคารออยู่ช่วงหนึ่ง และต้องเผชิญกับความลำเค็ญชัดเจน แม้ว่าจะทำงานเขียนไปด้วย แต่เหตุการณ์รันทดมากมายในการใช้ชีวิตเยี่ยงยาจก ทำให้ออร์เวลาสัมผัสถึงความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นโดยตรง เป็นที่มาของอุดมการณ์ทางสังคมและการเมืองของเขา

.

ฝนตก อากาศดี
ได้อ่านหนังสือดี

ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย









Create Date : 18 เมษายน 2561
Last Update : 18 เมษายน 2561 8:06:08 น.
Counter : 82 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
--- ม หั ศ จ ร ร ย์ รั ก ต่ า ง ภ พ : The Shape of Water ---












ว่ากันว่า The shape of water อัดแน่นไปด้วยจินตนาการพิลึกพิลั่นและโลกแฟนตาซีมืดมนในโลกของภาพยนตร์

ฉันยังไม่ได้ดูหนังหรอกนะ แผ่นจะมาเมื่อไรไม่รู้ อยากเห็นเทพมัจฉา เดอุสบรังเกีย สัตว์ประหลาดผู้มีหัวใจเป็นของเอไลซา อยากเห็นฉากพลอดรักในห้องน้ำ ฉากจุมพิตที่ไม่ได้จ๊วบจ๊าบเหมือนริมฝีปากมนุษย์ จินตนาการวาบหวามยามนึกถึงเธอตอนแช่อ่างอาบน้ำ เจ้าสัตว์ประหลาดเปล่งแสงสุกสกาวเป็นจังหวะประหนึ่งพระอาทิตย์อยู่เบื้องล่าง ทิ้งเรื่องราวร้าวรานและรื่นรมย์ เชื่อมสัมพันธ์ใช่เพียงระหว่างกัน โอบกอดความประหลาดของกันและกัน ใช่เพียงเขาอยู่ในกายเธอ แต่โลกทั้งใบโอบรับเธอไว้ภายใน เมื่อไรตัวประหลาดจะไม่ใช่สิ่งแปลกประหลาดอีกต่อไป

อ่านนิยายเล่มนี้จนจบอย่างช้า ๆ ด้วยสำนวนภาษาอันซับซ้อน ยอกย้อน เต็มไปด้วยอุปมาซึ่งถือเป็นกำไรของผู้อ่าน เพลิดเพลินและชวนติดตามในเรื่องราวของความรัก มิตรภาพ อำนาจของคนตัวใหญ่กดขี่คนตัวเล็ก กำราบทุกสิ่งทุกอย่างให้สยบโดยไม่คำนึงถึงคลื่นใต้น้ำ ที่ไหนใช้อำนาจ ที่นั่นมีการขัดขืน และคนตัวเล็กปฏิวัติตัวเอง ออกจากความชินชา ตกต่ำ ถูกกดขี่ ปลดปล่อยตัวเอง สลัดเปลือกนอกที่ใช้เป็นเกราะป้องกันความปวดร้าว ผลักดันเจตนารมณ์สักครั้งสู่อิสรภาพ

เรื่องนี้อิงการเมืองเหมือนกันนะ อำนาจของผู้ยิ่งใหญ่อย่างอเมริกาและรัสเซีย /ระหว่างสามี-ภรรยา /ระหว่างเจ้านาย-ลูกน้อง ฯลฯ ตัวละครทุกตัวเหมือนติดอยู่ท่ามกลางสงครามเย็น แต่เราสามารถสัมผัสความสัมพันธ์ ความรักของสองตัวละครต่างสายพันธ์ได้


อะไรต่อมิอะไรในเล่มนี้ที่เราชอบ




1 - ถ้าเราเป็นคนจน ก็ไม่มีพื้นที่ตรงไหนที่เป็นของเรา


2 - คุณรู้ตำนานเกี่ยวกับโบโตไหม ผมว่าคงไม่รู้ พวกเขาสอนคุณแต่เรื่องปืนกับกระสุนสินะ ชาวพื้นเมืองเชื่อกันแพร่หลายว่า โลมาน้ำจืดสีชมพูคือ เองตากันโด ผู้มีเวทมนตร์จำแลง ในค่ำคืนแบบนี้มันจะแปลงกายเป็นชายหนุ่มรูปงามยวนใจ แล้วเดินไปยังหมู่บ้านใกล้ ๆ เราดูรู้ได้จากหมวกที่มันปกปิดรูพ่นน้ำ มันจะใช้ร่างจำแลงล่อลวงสาวสวยประจำหมู่บ้านให้ลุ่มหลง แล้วพากันกลับลงไปยังที่พำนักก้นแม่น้ำ คอยดูได้ ผู้หญิงไม่ค่อยออกมาตามริมน้ำกลางค่ำกลางคืน เพราะกลัวถูกเองตากันโดพาตัวไป แต่ผมกลับคิดว่าเรื่องนี้ให้ความหวัง แดนสวรรค์ใต้น้ำไม่ดีตรงไหนเล่า เมื่อเทียบกับชีวิตที่มีแต่ความแร้นแค้น เพศสัมพันธุ์ร่วมสายเลือดและความรุนแรง






3 'มนุษย์ควรสูงส่งกว่าปีศาจร้าย'

อ้อ แล้วใครเป็นปีศาจร้าย พวกนาซี หรือจักรวาาดิญี่ปุ่น หรือพวกเรา เราล้วนทำเรื่องชั่วร้ายเพื่อยับยั้งเรื่องชั่วช้าสามานย์ไม่ใช่หรือ ผมชอบเปรียบโลกนี้เป็นจานกระเบื้องค้ำด้วยไม้ข้างละท่อน ข้างหนึ่งคือสหรัฐฯ อีกข้างหนึ่งคือสหภาพโซเวียต ถ้าไม้ฝั่งไหนยกสูงขึ้น อีกฝั่งต้องสูงตาม ไม่อย่างนั้นจานก็ตกแตก







4 'จุ ด บ อ ด ' เอไลซาเคล้าคลอคำ ๆ นี้ สำรวจมัน แล้วพบว่าช่างเป็นคำแสนคุ้นเคยจนคล้ายเป้ฯมิตร หากไม่นับเซลดาและไจลส์ เธอก็ใช้ชีวิตอยู่ในจุดบอดมาตลอด ถูกโลกลืม เธอคิดว่ามันน่าจะตกตะลึงขนาดไหน หากเธอใช้ความไร้ตัวตนนี้ทำให้ทุกคนประหลาดใจ







5 - จักรวาลหมุนรอบตัวเองยุคแล้วยุคเล่า แต่สิ่งที่เปลี่ยนแปลงชีวิตได้จริงคือร่องรอยความผิดปกติเล็ก ๆ อย่างหยดน้ำตาที่พลันไหลออกมา การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากอุบัติการณ์ฉับพลันจะคงอยู่อีกหลายพันปีและส่งผลต่อเราทุกคน





6 - เขาเพิ่งเข้าใจเอาป่านนี้ คืนนี้เอง ว่าทำไมมันถึงอยู่รอดอย่างเหลือเชื่อมาได้ตั้งนาน ภารโรงผู้หญิงคนนี้ช่วยยังชีพมัน ไม่ใช่ด้วยเซรุ่มหรือน้ำยาเคมี แต่ด้วยขวัญกำลังใจ



อ่านถึงตอนนี้ รู้สึกเศร้าสะเทือนใจและเข้าใจความรู้สึกที่ต่างเป็นกำลังใจให้กันและกัน เพราะเราก็ไม่ต่างจากสิ่งมีชีวิตสัตว์ประหลาดใต้น้ำนั้น เขาเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีชีวิตจิตใจ ใจต่อใจเชื่อมโยงความรู้สึกกันระหว่างเจ้าสัตว์ประหลาดนั่นกับเอไลซา หญิงใบ้ ผู้มีอาชีพเป็นภารโรงในอ็อกกัมแห่งนี้ เธอดูต่ำต้อยและถูกกดขี่ทั้งทางร่างกายและจิตใจจากผู้มีอำนาจสูงกว่าตลอดเวลา

อำนาจที่มองเห็นเป็นรูปธรรมและเหยียบย่ำจิตใจตลอดเวลา ทั้งกดขี่ ซ้อนกันลงมาตามลำดับ ตั้งแต่นายพลฮอยต์ --> สตริกแลนด์ ผู้ซึ่งกดขี่ภรรยาจนเธอแทบจะไม่มีที่ทางหายใจ --> ฮอฟฟ์สเตตเลอร์ --> ภารโรงอย่างเอไลซาจนถึงเจ้าสิ่งมีชีวิตที่ถูกจับมา ทุกชีวิตถูกบีบอัดเหมือนอยู่ใต้น้ำ หายใจไม่เต็มปอด รอวันปลดปล่อย







7 - 'มันไม่ใช่มนุษย์ด้วยซ้ำ'

คำพูดของชายชราเสียขวัญที่กำลังขอร้องให้ปล่อยเขาไว้ตามลำพังเสียที ขณะที่เขากำลังจะหันไปอีกทางเพื่อจัดกระเป๋าแฟ้มของเขาให้พ้นทางเพื่อลงบันไดหนีไฟ เขาเหลือเห็นสัญญาณที่เธอวาดตอบกลับมา และเขารู้สึกราวกับคำพูดนั้นได้ตีตราลงกลางหลังเขา ทะลุเสื้อแจ๊กเก็ต เสื้อแขนยาว เสื้อเชิ้ต กล้ามเนื้อ กระดูก มันตีตราลงไปลึกพอที่จะทำให้เขาเจ็บปวดราวกับมีแผลสดไปตลอดทางจนถึงบริษัทไคลน์แอนด์ซอนเดอร์ส และหลังจากนั้นมันก็เริ่มทำให้เขาคันราวกับว่ามันกำลังกลายร่างเป็นรอยแผลเป็นที่เขาจะได้อ่านไปคลอดชั่วชีวิตของเขา 'เราก็ไม่ใช่เหมือนกัน'

เป็นอีกตอนหนึ่งที่รู้สึกจุกอก เศร้ามากเมื่อ ไจลส์ ปฏิเสธที่จะช่วยชีวิตสิ่งมีชีวิตใต้น้ำนั้น แล้วเอไลซาก็โต้ตอบกลับด้วยสัญญาณมือ เพราะเรามักเป็นเหมือนสิ่งที่เรามองโดยไม่รู้ตัว







8 - คุณควรได้รับสิ่งที่ดีกว่านี้
คุณควรได้พบคนที่เห็นคุณค่าในตัวคุณ
คุณควรไปที่ที่คุณภูมิใจในตัวเองได้

คือความสวยงามของมิตรภาพ คนทุกข์มักเห็นใจและเข้าใจความทุกข์และเข้าหากันเพื่อปรับทุกข์






9 - 'ได้โปรดอภัยให้ฉันด้วย' เขาพูดเสียงแผ่วเบา 'ฉันขอโทษ'

น้ำที่ถูกฉาบด้วยสีทองกระเพื่อมแผ่วเบาราวกับทุ่งข้าวสาลี

แกไม่เข้าใจฉันหรอก ฉันรู้ แต่ฉันชินแล้ว ไม่มีใครที่นี่เข้าใจสำเนียงที่แท้จริง สำเนียงรัสเซียอันไพเราะของฉันเลยสักคน ถ้าเป็นเรื่องนี้เราเหมือนกันหรือเปล่า บางทีถ้าฉันพูดด้วยความรู้สึกที่มากกว่านี้ แกจะเข้าใจฉันไหม ฮอฟฟ์สเตตเลอร์ตบหน้าอกตัวเอง 'ฉันทำให้แกผิดหวัง ฉันช่วยแกไม่ได้เลย แม้ฉันจะมีปริญยามากมายเก็บอยู่ในกล่อง แม้ฉันจะมีตำแหน่งนำหน้าชื่อซึ่งสิ่งเหล่านั้นล่วนบ่งบอกว่า ฉันมีสติปัญญา แต่สติปัญญามันคืออะไรล่ะ สติปัญญาคือความสามารถในการคำนวณและประเมินผลเหรอ หรือสติปัญญาที่แท้จริงต้องมีศีลธรรมประกอบด้วย ทุกนาทีที่ผ่านไป ฉันยิ่งมั่นใจว่ามันเป็นอย่างหลัง ดังนั้น ฉันจึงเป็นเพียงไอ้โง่ โง่ โง่

โซ่เส้นนี้ สระน้ำนี้คือสิ่งที่ฉันตอบแทนที่แกช่วยชีวิตฉันไว้ แกรู้ใช่ไหมว่าแกช่วยฉันไว้ แกได้กลิ่นมันในเลือดของฉันไหม ตอนนั้นฉันหยิบใบมีดโกนออกมาหมดแล้ว แล้วพวกเขาก็พบแกราวกับในหน้านิทานของอฟานาสเยฟที่ฉันเคยอ่านตอนเป็นเด็ก เรื่องราวของสัตว์มหัศจรรย์ ปีศาจพิลึกพิลั่น แกนั่นแหละคือคนที่ฉันเฝ้ารอที่จะพบมาตลอดชีวิต เจ้าดีโวเนียนที่รัก จริงๆ แล้ว ความสัมพันธ์ของเราน่าจะสวยสดงดงาม ฉันรู้ว่าโลกของฉันนั้นแห้งและเหน็บหนาว แต่ก็มีอะไรมากมายเหลือเกินที่ฉันอยากให้แกได้เห็น มันอาจทำให้แกมีความสุขได้ แต่กลายเป็นว่า เรากลับไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ ต่อกันเลย ใช่ไหมล่ะ แกยังไม่รู้จักชื่อของฉันด้วยซ้ำ






10 - คุณอยากดื่มกาแฟระหว่างรอมั้ยคะ

ถ้าเป็นชาผมจะไม่ปฏิเสธเลยครับ...กาแฟเป็นเครื่องดื่มบ้านป่าเมืองเถื่อน เมล็ดกาแฟถูกทรมานจนน่าสงสาร ทั้งถูกหมัก แกะ คั่วและบด ส่วนชาน่ะหรือ ชาคือใบแห้งที่ถูกทำให้ชุ่มฉ่ำอีกครั้ง แค่เติมน้ำลงไปเท่านั้น ...ทุกชีวิตต้องการน้ำเสมอ

ตั้งแต่นี้ไป ฉันจะเสิร์ฟแต่ชานะคะ มนุษย์ลิงโลภมากพวกนี้จะได้กลายเป็นสุภาพบุรุษเสียที







11 -มีไม่กี่ด้านที่สหภาพโซเวียตนำหน้าสหรัฐอเมริกา แต่ด้านหนึ่งที่เรานำแน่นอนคือท่องอวกาศ ! และเจ้าตัวนั้นของอ็อกกัมจะทำให้เราก้าวหน้าไกลขึ้นไปอีก

แต่สัตว์ร้ายอย่างผมจะไปรู้อะไร ผมเป็นแค่สิ่งที่คุณเรียก สัตว์ร้ายแสนเชื่อง
แต่เราทุกคนก็ล้วนเป็นสัตว์ร้ายแสนเชื่องของใครสักคนทั้งนั้นแหละ






12 ไม่มีวันสายไป หากเราจะเปลี่ยนจากสิ่งที่เชื่อว่าเป็นตัวตนของเราสู่สิ่งที่ดีกว่า...เรื่องเสียดายที่สุดคือ ใช้เวลานานเหลือเกินกว่าจะมาเริ่มก้าวแรก

//

13 การหนีคือ เหตุผลที่สัตว์ต้องมีขา นกต้องมีปีกและปลาต้องมีครีบ

[ เหตุผลที่คนเราปีกกล้าขาแข็งได้เมื่อถูกกดขี่ข่มเหงมาก ๆ ]






14 ทุกคนต้องต่อสู้กับความหวาดหวั่นและความไม่แน่นอนของชีวิต ...
และกว่าจะรู้ว่าการโกรธเกลียดเป็นเรื่องสูญเปล่า

ฯลฯ




ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย










Create Date : 10 เมษายน 2561
Last Update : 10 เมษายน 2561 11:58:33 น.
Counter : 169 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
--- คื อ เ ธ อ ใ ช่ ไ ห ม ? : กีโยม มุสโซ เขียน ---








สิ่งใดจะเกิดก็ย่อมเกิด
ไม่ว่าคุณจะหลบหนีแค่ไหนก็ตาม
สิ่งใดจะไม่เกิดก็ย่อมไม่เกิด
ไม่ว่าคุณจะพยายามไขว่คว้าแค่ไหนก็ตาม

รามานา มาฮาร์ชิ

.
คื อ เ ธ อ ใ ช่ ไ ห ม ?
กีโยม มุสโซ เขียน

เอลเลียต คูเปอร์ วัย ๖๐ ปี เป็นศัลยแพทย์ผู้ประสบความสำเร็จอย่างสูง เขาเป็นมะเร็งปอดระยะสุดท้าย เวลาในชีวิตเขาเหลือเพียงไม่กี่เดือน...อีกไม่กี่เดือนที่เขาจะต้องทรมาน ทั้งจากโรคร้ายและจากความผิดพลาดที่เขาทำลงไปเมื่อสามสิบปีก่อน จนทำให้เอลิน่า ครูซ ผู้หญิงที่เขารักที่สุดต้องตายอย่างเจ็บปวด

เอลเลียตเจอกับชายชราชาวกัมพูชาคนหนึ่งซึ่งถามว่า ในชีวิตนี้อยากได้อะไรมากที่สุด เอลเลียตตอบว่า เขาอยากพูดกับเอลิน่าอีกครั้ง และสิ่งที่ชายชราผู้นี้ให้มาคือยาสีทองเม็ดเล็ก ๆ จำนวน ๑๐ เม็ด ยาที่ทำให้เอลเลียตสามารถเดินทางย้อนกลับไปเมื่อสามสิบปีที่แล้วได้

เมื่อกลับไปเขาได้พบตัวเองตอนอายุ ๓๐ ปีและได้พบกับเอลิน่าในที่สุด ทุกอย่างดูเหมือนจะจบลงด้วยดี เอลเลียตวัย ๖๐ จะไม่กลับมาอีกแล้ว แต่เอลเลียตที่วัยหนุ่มก็ได้รู้ว่า อิลิน่าต้องตายในอีกไม่นานก็ทำทุกอย่างเพื่อเรียกให้ตัวเขาตอนแก่กลับมาและช่วยชีวิตเธอเอาไว้

การเปลี่ยนแปลงอดีตทำให้ทั้งคู่ต้องจ่ายด้วยราคาแพงแสนแพง แต่ทั้งสองก็เลือกที่จะช่วยเธอและเผชิญหน้ากับความโหดร้ายของโชคชะตา พวกเขาจะช่วยเธอได้หรือไม่ การเปลี่ยนแปลงอดีตจะนำพาอะไรมาบ้าง คำตอบของคำถามเหล่านี้อาจทำให้คุณหยุดหายใจ...

เล่มนี้หากเป็นหนังก็คิดว่าน่าตื่นเต้น น่าติดตามไม่แพ้กัน ฉากตัดกลับไปมาระหว่างหมอหนุ่มวัย ๓๐ กับตัวของเขาเองในวัย ๖๐ (นึกถึงหน้าตาแบบจอร์จ คลูนี่ไว้นะ ^^)ที่ย้อนเวลามาพูดคุยถึงเหตุการณ์ร้าย ๆ ที่ผ่านมา โชคชะตาพลิกผันตลอดเวลา จริงอยู่ที่เราเปลี่ยนอดีตไม่ได้ เอาชนะโชคชะตาไม่ได้ แต่บางเวลาหากเราคิดง่าย ๆ ว่า ที่ผ่านมา มีอะไรที่บ้างที่เราทำผิดพลาดไปและอยากแก้ไข ถ้าแบบไทย ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นบทเรียน มีวันนั้นถึงมีวันนี้ แต่หนังสือเล่มนี้เขียนได้เด็ดกว่านั้น พล็อตเขาน่าสนใจ ลุ้นยา ๑๐ เม็ดจนเม็ดสุดท้ายว่าจะยังไง ไม่หักมุมทุกช็อตแบบ Prison Break หนังซีรี่ส์ที่เคยติดงอมแงม (ดูซ้ำถึงสามครั้งจนกระทั่งภาคต่อที่ไม่เคิลรีเทิร์น) แต่การย้อนเวลานั้นมีเงื่อนไข หากแก้ไขแล้วจะแบบนี้ เป็นการตัดสินใจอีกครั้งที่ฝืนชะตาได้หรือไม่ได้ต้องอ่านเอง แต่สิ่งใดเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นดีเสมอ เป็นความจริงแม้เราต้องเผชิญกับความไม่พึงใจตรงหน้าก็ตาม สิ่งที่ประทับใจมากที่สุดเห็นจะเป็นพลังของความศรัทธา ความเชื่อ มิตรภาพและความรัก ความรักมีพลังเหลือล้น ทึ่งนางเอกเรื่องนี้และเพื่อนรักของเขา ความรักทำให้เกิดสิ่งดี ๆ อีกหลายอย่าง

เขาเล่าเรื่องได้สนุกมาก ตื่นเต้นและน่าติดตามตลอดทั้งเล่ม และสิ่งที่สำคัญของชีวิตเราคือ ทำวันนี้ให้ดีที่สุด วันนี้เป็นวันดีที่สุด เป็นวันสำคัญของเรา ทุกสิ่งที่เกิดขึ้นคือสิ่งที่เราตัดสินใจเลือกแล้วก่อนหน้านี้ทั้งนั้น ยอมรับผลของการกระทำและอยู่อย่างไรให้ดีที่สุด แม้หนังสือเล่มนี้จะเหมือนย้อนเวลา แต่มีอะไรน่าสนใจมากกว่านั้นค่ะ อยากบอกว่า น่าอ่านมากนะคะ อ่านเพลิน ๆ ก็คุ้มค่าแล้วค่ะ

ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
















Create Date : 02 เมษายน 2561
Last Update : 2 เมษายน 2561 9:16:00 น.
Counter : 175 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
--- เ วี ย ด น า ม ต า ม ลำ พั ง : ขจรฤทธิ์ รักษา ---


















เธอยกมือพนมเหนือหัวภาวนาขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์และเทพเจ้าแห่งภูเขาช่วยดลบันดาลให้ชีวิตข้างหน้าของเธอมีแต่ความสุขสงบ ขอให้ได้รับความรักใคร่จากพวกผู้ชายกลับคืนมา
.
เธอไม่อยากอยู่ตัวคนเดียว ไม่อยากไปไหนมาไหนแต่เพียงลำพังอีก เธอรู้สึกเดียวดายอย่างบอกไม่ถูก อยากจับมือใครสักคน แล้วปล่อยให้เขาจูงแขนนำไปทุกที่ จะขึ้นสวรรค์ลงนรกก็ขอให้อยู่เคียงข้างเขา เธอไม่อยากตัดสินใจผิด ๆ อีก ขอเพียงใครสักคนมาอยู่ใกล้ มาเป็นที่ปรึกษา เป็นคนออกความเห็นขัดแย้ง มาเป็นคนทักท้วงห่วงใยดูแล เธอจะไม่เซ้าซี้ ไม่ซักไซ้ ไม่ถามไถ่หรือสงสัยอะไรอีกต่อไปแล้ว ...( หน้า 252)

::

เวียดนามตามลำพัง
ขจรฤทธิ์ รักษา

.
.
.
.

ฉันเคยอ่านเรื่องนี้เมื่อหลายปีมาแล้ว อ่านครั้งนี้ก็ยังเห็นใจตัวละครทุกตัว เป็นปัญหาชีวิตคู่ที่พูดไม่ออกบอกใครไม่ได้ หาทางออกได้บ้าง ไม่ได้บ้าง บางคนหลงทาง บางคนจมทุกข์ หมกมุ่นกับอดีต ทำสิ่งเดิมแต่หวังผลใหม่ ๆ ไม่ว่าจะยากดีมีจน รายละเอียดของปัญหาก็แตกต่างกันไปแม้เราจะเข้าใจว่ามนุษย์ทุกคนมีเรื่องผิดปกติในชีวิต โดยเฉพาะตัวละครหลักอย่างแจมที่แต่งงานอยู่กินกับสามีมาสิบสองปีกว่าจะรู้ว่าเขาเป็นรักร่วมเพศ ที่ขลุกอยู่กับจอคอมฯ เพื่อเสพสุขกับคู่ขา แต่งงานเพียงเพื่อบังหน้า เพื่อให้สังคมยอมรับ เพื่อปกปิดอำพรางความลับดำมืดของตัวเอง สงสารคู่ชีวิตจริง ๆ แต่ถึงกระนั้น ความปรารถนาทางเพศก็ไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้คนเราต้องนอกใจหรือมีชู้ ไม่เฝ้าโทษแต่คนอื่นว่าหลอกลวงจนตัวเองต้องมีชายคนอื่นอยู่ร่ำไป เพราะผลลัพธ์เกิดแต่เหตุที่เราทำมาก่อนหน้านี้ทั้งนั้น ทั้งต่อตนเอง ที่บ้านและที่ทำงาน ชีวิตวุ่นวายไปทุกอย่าง บางคนถึงกับพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เข้าหาหมอดู เช็คดวงชะตาหาที่พึ่งทางใจ ยิ่งอ่านยิ่งอยากร้องไห้ในสิ่งที่แต่ละคนต้องเผชิญไม่ว่าจะเป็นพ่อและแม่ของแจม สุนิสากับสามีเด็ก เห็นพฤติกรรมของผู้ชายส่วนใหญ่ที่กินในที่ลับ ไขในที่แจ้ง จะว่าไปแล้ว ประพฤติแบบนี้ใครล่ะจะชื่นชม ขณะที่ตัวเองยังไม่เคารพตัวเองเลย

ชอบการลงลึกในรายละเอียด พฤติกรรมและปมปัญหาของแต่ละตัวละคร เล่าจนเห็นภาพ เข้าไปในความรู้สึกนึกคิดและไม่ตัดสิน

ชอบการสอดแทรกวิเคราะห์วิจารณ์ถึงหนังบางเรื่อง วรรณกรรมบางเล่ม บรรดานักเขียน ชอบฉากเมืองหลวงและเมืองตากอากาศในเวียดนาม สัมผัสวัฒนธรรมความเป็นอยู่ นิสัยใจคอ เห็นชีวิตประจำวันของผู้คนในเวียดนาม ประเทศที่มีศิลปินเยอะมากประเทศหนึ่ง

สำหรับแจมนั้น...

'...สิ่งที่เธอคิดว่าจะต้องปฏิบัติก็คือ ทำใจให้สงบ หางานใหม่ให้ได้ ใช้เงินอย่างประหยัด คบหาใครสักคนจริงจัง เปิดใจกว้าง ยอมรับความผิดพลาดของตัวเองและปรับปรุงตนเสียใหม่ เธอคิดว่า คนเราจะสุขจะทุกข์นั้นขึ้นอยู่กับตัวเองเป็นสำคัญ เธอต้องเปลี่ยนวิธีการคิด เลิกหวังพึ่งคนอื่นและค้นหาความต้องการที่แท้จริงให้พบ เธอถามตัวเองอีกครั้งว่า เธอต้องการอะไรมากที่สุด คำตอบก็คือความสุข เธอตั้งคำถามต่อว่า ความสุขนั้นประกอบด้วยอะไรบ้าง เธอตอบว่า มีสุขภาพแข็งแรง มีงานทำ มีเงินใช้ มีคนให้เธอรักเต็มร้อยสักคน...'

ก็หวังให้เธอก้าวข้ามปัญหาไปได้ ทุกคนต่างมีปัญหากันไปคนละอย่างสองอย่าง เพียงแต่จะพูดให้ใครฟังหรือไม่เท่านั้นเอง ต้องเลิกโทษคนอื่น เลิกตำหนิตัวเองและเริ่มต้นใหม่

ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย


















Create Date : 16 มีนาคม 2561
Last Update : 17 มีนาคม 2561 8:17:10 น.
Counter : 256 Pageviews.
2 comment
(โหวต blog นี้) 
--- เ ก ร็ ด ค ว า ม คิ ด บ น ก้ า ว วิ่ ง : ฮารุกิ มูราคามิ ---
























... ผมยังคงวิ่งมาราธอนหนึ่งครั้งต่อปีเหมือนเคย ไม่มีใครจะวิ่งมาราธอนได้ตลอดทางหากมีใจแค่แบ่งรับแบ่งู้ ดังนั้น ผมฝึกซ้อมพอประมาณและวิ่งให้ผ่านเส้นชัยมาได้ แต่ไม่เคยผ่านระดับ 'พอใช้ได้' ประหนึ่งว่าการคลายปมขมวดที่ผมไม่เคยรู้มาก่อนว่ามีอยู่ จะคลายความกระตือรือร้นในการวิ่งของผมให้ลดลงตามไปด้วย ไม่เพียงความปรารถนาในการวิ่งเหือดหาย ผมรู้สึกว่าผมเหมือนสูญเสียอะไรบางอย่างในตัว มีอย่างอื่นเข้ามาหยั่งรากลึกในร่างนักวิ่งของผม กระบวนการสิ่งหนึ่งจากไป อีกสิ่งหนึ่งเข้ามาแทนที่ ให้บรรยากาศของ ค ว า ม ซึ ม เ ศ ร้ า ข อ ง นั ก วิ่ ง

สิ่งใหม่ที่มายึดครองอยู่ในตัวผมคืออะไรกัน? ผมไม่มีคำมาบรรยาย แต่รู้สึกคล้ายการยอมพ่ายรามือ กล่าวขยายความให้หรูหราเกินจริง การวิ่ง 100 กิโลเมตรพาตัวผมหลุดเข้าไปอยู่ในโลกอื่น...

อะไรบางอย่างกระตุ้นให้ผมมองย้อนกลับไปในตัว และสายตาใหม่ที่มองเห็นก้นบึ้งตัวตนแปลงโฉมทัศนคติของผมที่มีต่อการวิ่ง อาจเป็นไปได้ที่ผมไม่เหลือการยืนยันเด็ดเดี่ยวสุดสามัญของเมื่อก่อน ที่ว่าจะเกิดอะไรก็ตาม ผมจะออกวิ่ง

... ผมอาจจะวิ่งมากเกินไป เหนื่อยล้าเกินไป อีกอย่างหนึ่ง อายุของผมอยู่ในช่วงปลายวัยสี่สิบ ผมอาจมาชนกำแพงศักยภาพทางร่างกายที่ผู้ชายวัยนี้จะต้องพบเจอ ผมอาจยอมจำนนว่าเคลื่อนคล้อยผ่านจุดสูงสุดทางกายภาพไปแล้ว หรืออาจเป็นความซึมเศร้าของผู้ชายวัยทอง ...ผมตั้งชื่อเรียกขานอาการนี้ว่า ค ว า ม ซึ ม เ ศ ร้ า ข อ ง นั ก วิ่ ง

นานหลังจากการวิ่ง 100 กิโลเมตร สถิติของผมตกต่ำติดดิน (ใช่ว่าเลิศหรูตั้งแต่ต้น) ทุกคราวที่ลงวิ่งมาราธอน ผมทำเวลาได้แย่ลง การฝึกซ้อมและการแข่งขันเป็นแต่เพียงรูปแบบเป็นทางการที่ผมจำเป็นต้องเคลื่อนผ่าน ไม่มีความดาลใจล้นเหลือเหมือนเมื่อก่อน ความฮึกเหิมจากอะดรีนะลีนฉีดพล่านในการแข่งขันลดวูบลงไปอีกระดับ ด้วยเหตุนี้เอง ผมหันความสนใจจากการวิ่งมาราธอนไปยังการแข่งขันไตรกีฬา และกระตือรือร้นไปเล่นสควอทในโรงยิม วิถีชีวิตผมเปลี่ยนไปทีละน้อย ผมไม่ถือว่าการวิ่งเป็นแก่นหลักของชีวิตอีกต่อไปแล้ว กล่าวได้อีกอย่างหนึ่งว่า เกิดช่องว่างทางใจระหว่างตัวผมกับการวิ่ง เหมือนการสูญเสียความรู้สึกร้อนรนคลั่งเพ้อจากการตกหลุมรัก...

ผมไม่เข้าใจว่าอะไรเป็นสาเหตุของความซึมเศร้าของนักวิ่ง และไม่เข้าใจว่าอะไรทำให้หมอกไอนั้นเลือนหายไปได้ ยังเร็วเกินกว่าจะอธิบายให้แจ่มแจ้งในตอนนี้ เท่าที่ผมพอจะกล่าวให้ชัด...ชีวิตเป็นเช่นนี้ หนทางเดียวที่เราจะทำได้คือ การค้อมยอมรับ แม้จะไม่รู้ว่าเกิดเรื่องราวใด เหมือนภาษีอากรหรือน้ำขึ้นน้ำลงหรือการตายของจอห์น เลนนอน...

กล่าวโดยสรุป ผมได้ความคิดชัดในใจว่า เวลาอันเหมาะสมเคลื่อนมาบรรจบจนครบวงแล้ว การวิ่งกลับมาเป็นการพักผ่อนแสนสุข กลับมาเป็นส่วนจำเป็นในการดำเนินชีวิตของผมอีกครั้ง เมื่อไม่นานมานี้ ผมวิ่งต่อเนื่อง สม่ำเสมอ วิ่งทุกวัน ไม่เหลือเค้าของการเคลื่อนที่เยี่ยงเครื่องจักรกลอีกต่อไปแล้ว ไม่ใช่พิธีกรรมที่กำหนดรูปแบบเคร่งครัดตายตัว ร่างกายของผมกระหายที่จะทะยานออกไปบนท้องถนน เคลื่อนที่ด้วยการวิ่ง กระหายเหมือนในยามที่ร่างกายขาดน้ำ...

หนึ่งในเอกสิทธิ์ของคนที่ไม่เสียชีวิตก่อนวัยอันควรคือ คำอวยชัยให้พรแก่สิทธิที่จะแก่ชรา เกียรติยศของการเสื่อมโทรมของร่างกายรออยู่ข้างหน้า ทำใจไม่ได้ก็ต้องทำใจให้ชินกับความเป็นจริงนั้น

การแข่งขันกับเวลาไม่ใช่สาระสำคัญ ความหมายสูงสุดสำหรับตัวผม จะอยู่ที่ว่าผมสนุกและยินดีกับตัวเองได้มากแค่ไหน

ผมไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ทุ่มเทขนาดหนักเพื่อทำลายสถิติและไม่ใช่เครื่องจักรกลอนินทรีย์ที่จะหอบซากสังขารให้เคลื่อนที่ ผมไม่ได้เป็นอะไร ไม่มากไม่น้อยไปกว่านักเขียนอาชีพ (ผู้บอกเล่าเรื่องราวอย่างสัตย์ซื่อ)...

::
::

บางความรู้สึกของฮารูกิ มูราคามิ จากหนังสือ ' เ ก ร็ ด ค ว า ม คิ ด บ น ก้ า ว วิ่ ง '
ในช่วงที่เขาฝึกซ้อมเพื่อจะเข้าร่วมการแข่งขันนิวยอร์กซิตี้มาราธอน

ความรู้สึกบางอย่างมากระทบใจฉัน(อย่างแรง) เหมือนได้ยินเสียงในใจลึก ๆ ของเพื่อนนักวิ่งคนหนึ่ง เพื่อนที่ฉันทึกทักเอาเองเพราะรู้สึกสนิทกับตัวหนังสือจริงใจและซื่อสัตย์กับตัวเอง ไม่อวดโอ่และไม่ถ่อมตัว เขาผ่านการฝึกซ้อมอย่างหนัก มันอาจจะหนักเกินไป เหนื่อยล้าเกินไป อะไรที่ขาดความพอดีก็ทำให้สงสัยใคร่ครวญต่อสิ่งนั้น ๆ ก็เหมือนความรักของมนุษย์ ไม่เคยมีใครรักใครอย่างปกติ

ย้อนให้คิดถึงตัวเองเมื่อแรกเริ่มเตรียมตัวเตรียมใจจะลงมาราธอนครั้งแรก อารมณ์ที่ไม่เคยมีคำว่าครึ่ง ๆ กลาง ๆ ไม่ลังเลเพราะตัดสินใจแล้ว จะฝึกซ้อมตามตารางอย่างตั้งใจ ทุกอารมณ์เปี่ยมความหมาย ไม่ว่าจะอย่างไรก็จะซ้อม (แม้บางวันก็ยากเหลือเกินที่จะพาตัวเองออกไปวิ่งสู้อากาศหนาวหลังตีสอง) จนกระทั่งวันแข่งที่อุปสรรคมารบกวนให้จิตซัดส่ายและท้อถอยทุกช่วงตอน แต่ก็พยายามวิ่งให้ทะลุศักยภาพที่ซ่อนลึก พอทำได้จริง ๆ ก็ภาคภูมิใจ สุขใจ ที่นึกถึงครั้งใดก็แอบยิ้มให้ตัวเองอย่างเงียบ ๆ และบอกตัวเองเบา ๆ ว่า นี่คือสิ่งที่ฉันต้องทำ

แม้หลังจากนั้น สถิติและเวลาที่แอบตั้งเป้าหมายไว้ก็ไม่ดีไปกว่าเดิม ได้แต่เฝ้าคิดและทบทวนทุกครั้งและเข้าใจว่า ไม่เคยมีมาราธอนครั้งไหนที่จะสมบูรณ์พร้อม หรือเพราะความขาด ๆ เกิน ๆ และไม่พอดีนี้เองเป็นเสน่ห์เรียกร้องให้เราอยากวิ่งมาราธอนอยู่ก็เป็นได้

แต่ด้วยอายุที่เพิ่มมากขึ้นและสังขารเสื่อมโทรมไปตามเวลา ทำให้ต้องตั้งสติ อย่าประมาท ประมาณตัวประเมินตนใหม่อยู่ตลอดเวลา แข่งหนักก็ต้องรู้จักพัก รักและถนอมร่างกาย ฟังเสียงของร่างกาย ไม่ฮึกเหิมเวลาเพื่อนฝูงชวนไปชนกำแพงที่ไหน ๆ ... ฉันเข้าใจเพื่อน ๆ เพราะเป็นครั้งแรกของเขา เรารับรู้ความรู้สึกนั้นได้ เราไม่จำเป็นต้องวิ่งก็สนุกได้ ไปให้กำลังใจข้างสนาม เห็นดวงตาปีติเอ่อล้นยามพวกเขาข้ามเส้นชัย ยิ้มชื่นกับความมีชีวิตชีวาของพวกเขาอย่างแท้จริง

แน่ล่ะ...ฉันยังไม่รู้สึกอิ่มตัว เพียงแต่ปีนี้พักและระมัดระวังกับการวิ่งมากขึ้น ฉันมีธาตุธรรมชาติในตัวบางอย่างที่อาจจะไม่เหมือนใคร ก็ใครจะเหมือนใครได้ล่ะ เรื่องของเรื่องคือ ฉันไม่ได้ออกวิ่งเพราะมีใครร้องขอให้วิ่งต่างหาก แต่อย่างน้อยก็ยังรู้สึกสำนึกในข้อจำกัดของตัวเองหลาย ๆ อย่าง ยังมีทัศนคติที่ดีกับสิ่งที่ทำอยู่ ฉันรู้สึกดีมากแค่ไหนที่ได้เข้าร่วมการแข่งขันบางรายการที่ตัวเองเก็บตัวและฝึกซ้อมโดยไม่มีการซุ่มซ้อม พูดคุยกับเพื่อน ๆ ที่วิ่งเหมือนกัน อ่านหนังสือวิ่งซึ่งเล่มนี้อ่านไม่รู้กี่รอบแล้ว อ่านอีกครั้งก็ยังมีบางช่วงตอนที่เพิ่งมองเห็นเสียด้วย มันคือความรู้สึกหลังกิโลที่ 35 ที่ฉันเพิ่งเข้าใจลึกซึ้งขึ้นกว่าเมื่ออ่านตอนยังไม่วิ่ง เหมือนได้พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับเพื่อนเก่งมาก ๆ คนหนึ่ง และอ่านบทความทั่ว ๆ ไปของนักวิ่งประสบการณ์ นักวิ่งท่านหนึ่งก็กรุณาให้คำตอบและพูดคุยกับฉันด้วยความเมตตาเสมอมา คลี่คลายความรู้สึกหนัก ๆ เพราะความไม่รู้ แม้บางเรื่องเล็ก ๆ ที่แบกทับความรู้สึกตัวเองเพราะคิดไปตามกระแสอย่างเช่น เราเป็นนักวิ่ง เราจะไม่เดินสักก้าวในการวิ่งมาราธอนเพราะดูไม่สมศักดิ์ศรี เป็นต้น

ฉันยังอยากวิ่งไปจนหมดอายุขัย ไม่ใช่วิ่งไปจนกว่าจะวิ่งไม่ได้ ซึ่งความหมายต่างกันอย่างสิ้นเชิง

บันทึกก็ดีอย่างหนึ่งคือ เมื่อผ่านไป เราอาจจะเปลี่ยนความรู้สึกนึกคิดไปอีกก็ได้ อย่างน้อยก็รู้ว่า ปีนั้น ๆ เรากำลังทำอะไรอยู่

และได้สำรวจตัวเองแล้วว่า ตอนนี้ ฉันยังไม่มีอาการซึมเศร้าของนักวิ่ง ไม่หดหู่กับการฝึกซ้อมใด ๆ มีขี้เกียจบ้างเป็นธรรมดา แต่มีอาการของคนวัยทองซึ่งเป็นธรรมชาติของชีวิต

ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
1 มีนาคม 2561










Create Date : 02 มีนาคม 2561
Last Update : 12 มีนาคม 2561 11:04:31 น.
Counter : 160 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]