All Blog
--- M e d a l D a y (ep.3) ---







































Medal Day (Ep.3)

ต่างประเทศมีธรรมเนียมหนึ่งซึ่งเพื่อนเล่าให้ฟังว่า หลังการแข่งขันจบ ได้รับเหรียญที่ระลึกแล้ว เขาจะใส่เหรียญฟินิชเชอร์โชว์กันเต็ม ๆ หนึ่งวัน

ถามว่า ธรรมเนียมไทยมีไหม ฉันไม่รู้นะ แต่ทุกครั้งที่ฉันวิ่งจบ ฉันไม่สนโลกแล้ว ฉันเห่อเหรียญวิ่งที่ได้รับหลังเข้าเส้นชัย ไม่สนว่าใครจะเป็นผู้มอบให้ ใหญ่โตหรือไม่ มีหน้าที่การงานน่านับถือเพียงไหน ได้แต่ขอบคุณเขาและใส่เหรียญห้อยคอถ่ายรูปไปทั่ว

แต่ก่อนเหรียญก็ไม่ได้สวยสะดุดตา เป็นเพียงสัญลักษณ์ประจำจังหวัด เหรียญสวยบ้าง ไม่สวยบ้าง สายห้อยเหรียญเป็นธงชาติหรือเป็นสายร่มแบบเหรียญวิ่งที่สุโขทัย เหรียญอะไรแบบไหนก็ชอบหมด อมยิ้มแก้มปริ นั่งดูเหรียญซ้ำไปซ้ำมาขณะนั่งรถกลับบ้าน หยิบดูนับครั้งไม่ถ้วน ถึงบ้านก็ถ่ายภาพกับบิบอวดชาวโลกผ่านเฟซบุ๊ก ฉันทำแบบนี้เป็นประจำโดยไม่ได้สนใจว่าใครจะยินดีด้วยหรือจะหมั่นไส้ฉันหรือเปล่า

ฉันภูมิใจในทุกเหรียญที่ได้รับจากการวิ่งมา ไม่ว่าจะวิ่งระยะอะไร ทุกเหรียญมีที่มาต่างกัน แลกเหงื่อ แลกน้ำตา ต่อสู้ อดทนในการซ้อมมาไม่น้อย การเตรียมการแข่งขันคือใจความสำคัญของการลงสนาม การฝึกซ้อมสม่ำเสมอตลอดเวลาที่ผ่านมาต่างหากที่พาเรามาถึงแต่ละสนาม ทั้งที่วันวิ่งจริง มีหลายสนามที่ไม่ประสบความสำเร็จ หมายถึงวิ่งไม่จบ ไม่ทันเวลาคัทออฟหรือยอมแพ้ระหว่างทาง ทุกอย่างเกิดขึ้นได้ แรก ๆ ก็ช็อกนะ ไม่คิดว่าจะกะเวลาผิดพลาด แต่ฉันแพ้เป็น อาจรู้สึกอายในช่วงแรก ๆ คิดวนไปเวียนมากับผลที่ได้รับ ฉันก็บ้าไปได้ ทำยังกับชีวิตนี้ไม่เคยพ่ายแพ้ซะงั้น แข่งกีฬามาเท่าไรนับไม่ถ้วน เจอมาทุกรสชาติแล้วแต่อาจจะหลงลืมไป ความใจสู้และไม่ยอมแพ้นั่นแหละที่ฝังรากลึก

แต่พออายุมากขึ้น ความมีน้ำใจนักกีฬาไม่เคยสูญหาย ยังเป็นคนรู้แพ้รู้ชนะ ไม่ระทมทุกข์กับความไม่สมหวัง หรือการไม่ประสบความสำเร็จกับอะไรสักอย่าง ยอมรับความจริงว่า เราไม่เหมาะกับสิ่งนั้นแม้ว่าเราทุ่มเทไปจนสุดกำลังแล้วก็ตาม เพียงแต่ดีใจที่ได้ทำ เป็นประสบการณ์ครั้งหนึ่งในชีวิตก็เท่านั้น

แต่ก็ไม่อยากเชื่อตัวเองเหมือนกันว่า อายุปูนนี้แล้วยังรู้สึกหัวใจเต้นระริกกับเหรียญวิ่งที่ได้มา ปีติ ภูมิใจ ไม่ว่าจะแสดงออกมาหรือไม่ มันคือความสุข รู้สึกอุ่นอยู่ในใจ เหรียญระยะไหนก็ปลื้มค่ะ

แต่ละสนาม นอกจากเหรียญวิ่งแล้ว คนเก่ง ๆ ก็จะได้รับถ้วยรางวัล อย่างฉันก็ไม่ต้องไปหวังอะไรแบบนั้นหรอก มันไกลเกินไป วิ่งจบก็เลิศแล้ว แต่ระยะวิ่งฮาล์ฟมาราธอนขึ้นไปมักจะมีเสื้อฟินิชเชอร์ให้อีกตัว ได้มาก็ใส่ขิงกันหน่อย ขิงเป็นศัพท์วัยรุ่นแต่น้อง ๆ นิยมพูดกันคำนี้ ฉันก็พูดตามน้อง ๆ หมายถึงใส่เสื้ออวดกันหน่อยค่ะ

เสื้อฟินิชเชอร์ของฉันเต็มตู้ล่ะค่ะ ใส่ขิงหลังวิ่งจบและขิงจนกลับบ้าน เดินขิงเข้าร้านกาแฟ ถ่ายรูป ถ่ายรูปและถ่ายรูป เฮ้ย เรามันขิงเบอร์นี้เลยเหรอเนี่ย

แล้วงานเบอร์ลินจะเหลือเรอะ นอกจากมีเสื้อขิงแล้ว เขายังใส่เหรียญขิงวัน Medal Day กันอีกทั้งวัน เรียกว่าเดินไปทางไหนก็มีแต่นักวิ่งใส่เสื้อฟินิชเชอร์และห้อยเหรียญขิง เราต่างยิ้มให้กันและเอ่ยแสดงความยินดีไปด้วย

แต่ฉันขิงกว่านั้น ไม่ได้ใส่วันเดียวนะ ยังพกเหรียญไปถ่ายรูปไปทั่วทุกหนทุกแห่งที่ไป ขิงที่ร้านกาแฟ ขนม ขิงกับปราสาท ทุกจัตุรัสที่ผ่าน ทุ่งหญ้า ใบไม้เปลี่ยนสี โดม วัด มัสยิด บนรถไฟ บนเครื่องบิน ถ่ายกับขาหมูเยอรมัน ไส้กรอกเยอรมัน แก้วเบียร์ แก้วกาแฟ ห้องนอน คือขิงไปเรื่อยจนน้อง ๆ ล้อตอนที่ถึงบ้านแล้วไปกินมาม่าฟ้าธานีก่อนกลับบ้านดอยนั้น ความจริงจะต้องเอาเหรียญไปขิงข้างชามมาม่าด้วยนะแต่ลืมเอาลงจากรถ แต่ที่ตัวก็คือเสื้อฟิชเชอร์ แค่นี้ก็ขิงพอแรงแล้วล่ะ
เย้ยยย ขิงกันหน่อย อย่าถือสากันนะคะ

5555 😜😆😘😍😉
















Create Date : 11 ตุลาคม 2562
Last Update : 11 ตุลาคม 2562 9:55:59 น.
Counter : 39 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
--- บั น ทึ ก ก า ร วิ่ ง ม า ร า ธ อ น EP. 2 ---































เช้าวันอาทิตย์ พวกเราลงมาที่ห้องอาหารราว ๆ 6.45 น. เพราะห้องอาหารโรงแรมเปิด 7 โมงตรง มีนักวิ่งมานั่งตามโต๊ะเกือบทุกโต๊ะแล้ว และตรงเคาเตอร์อาหารมีขนมปัง(แทนข้าว) แฮม เนย ชีส น้ำเปล่า น้ำผลไม้ กาแฟ ผลไม้วางเกือบครบแล้วเช่นกัน นักวิ่งต่างชาติคนหนึ่งไปเปิดประเดิมก่อน เราเลยได้ตามไปเข้าแถวเตรียมโหลดมื้อเช้าไว้ด้วย เร็วกว่าเดิม 15 นาทีดูเหมือนมีเวลาเยอะ เรากินแล้วจะได้ออกเดินทางไปสนามวิ่ง

เมื่อคืนนอนหลับดีมาก นอนรวดเดียวตื่นเลย ถ้าวิ่งไม่ดีจะโทษการนอนไม่ได้แล้วนะ

ฉันหยิบขนมปัง แฮม เนย ชีส มาทำเป็นแซนวิชไส้หนา ๆ พยายามเคี้ยวอย่างช้า ๆ ขนมปังเขาแน่น เหนียวเคี้ยวยากมาก เมื่อยปากแต่ก็ต้องกินให้หมด รวมทั้งกล้วยหอม ฉันกินกล้วยสองผล ไม่กินอย่างเดียวคือกาแฟ กลัวปวดท้องเข้าห้องน้ำ คิดว่าร่างกายพร้อมมาก อยากไปปล่อยพลังแล้ว วู้วววว

พยากรณ์อากาศบอกเราว่า วันนี้ฝนจะตกทั้งวัน เริ่มตั้งแต่ 10 โมงเช้า จะตก ๆ หยุด ๆ และตอนบ่ายจะตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ งานนี้ก็สนุกอีกงานแล้วสิ ปีนี้วิ่งกลางสายฝนมาหลายงานแล้ว เริ่มตั้งแต่โตเกียวมาราธอนมาเลย งานนั้นอุณหภูมิ 3 องศา ฝนตกตั้งแต่เข้าแถวก่อนปล่อยตัวเกือบสองชั่วโมง สงสารคนที่ไม่ได้เอาเสื้อกันฝนมา ฝนอย่างเดียวก็แย่แล้ว นี่อากาศเย็นเจี๊ยบ เราก็ต้องนิ่งทำสมาธิภายใต้เสื้อกันฝน แต่งานโตเกียวนั้น ฉันแต่งตัวครบมาก มีเสื้ออุ่นแนบตัว เสื้อวิ่ง เสื้อกันลมกันฝน สวมกางเกงสองชั้น ทั้งขายาวและขาสั้นข้างนอกอีกตัว แถมยังมีเสื้อกันฝนคลุมลงไปครึ่งเข่า แต่งตัวซะหนักเลยแต่อุ่น จะได้ไม่ปวดฉี่ งานนั้นจะไปต่อแถวเข้าห้องน้ำคงกลับมาไม่ทันคัทออฟแน่ ๆ มีคัทออฟตั้ง 9 จุด ทำเป็นเล่นไม่ได้ ใครก็รู้ว่า วินาทีเดียวก็ไม่ได้ กติกาเขาเข้มมาก เป๊ะเวอร์ แต่ทุกคนเคารพกติกานี้ค่ะ เพียงแต่ตอนที่เห็นเชือกสีเหลืองพาดสองข้างถนนไม่ให้นักวิ่งที่มาไม่ทันเวลาแล้วใจหาย เขาจะเคลียร์นักวิ่งที่มาไม่ทันคัทออฟขึ้นรถบัสเป็นจุด ๆ ไป

งานนั้นฉันก็วิ่งสุดกำลัง ขอผ่าน คัทออฟที่ 5 และ 10 กิโลแรกก่อน อย่าเพิ่งโดนตัดออกแต่แรก มันจะเสียขวัญ ตั้งใจว่า วิ่งไปแล้วจะถอดเสื้อกันฝนทิ้งข้างทาง แต่แล้วก็ไม่ได้ทำ สวมอย่างนั้นจนเข้าเส้นชัย แต่งตัวพร้อมขนาดนั้นยังหนาวสั่นแทบแย่ แต่ดีที่สามีดูแล มีชุดมาเปลี่ยนให้หลังเข้าเส้นชัยไปแล้ว ไม่ต้องแช่ในชุดเปียก ๆ โดยเฉพาะรองเท้าและหัว

ทั้งที่มีประสบการณ์จากตรงนี้แล้วแต่ฉันยังชะล่าใจ คิดว่าเคยวิ่งกลางฝนมาหลายงานทั้งเทรลที่แม่แจ่มและสนามแม่เมาะ งานนี้เราอยากใส่เสื้อที่ระลึกของเบอร์ลินสีส้มตัวนี้โดยไม่ใส่เสื้อกันฝนคลุมตอนวิ่ง ทั้งที่เราเตรียมเสื้อประเทศไทยของเรามาแล้วนะ ส่วนกางเกงก็ใส่ขาสั้น เราสองคนแต่งตัวเหมือนกันเลย คิดแค่ว่า ใส่ขาสั้นจะวิ่งสะดวกกว่า ถึงเจอฝนก็คงไม่หนาวมากเพราะเราวิ่งอยู่ ความร้อนในร่างกายน่าจะพอดีกัน

เราออกจากโรงแรมเจ็ดโมงครึ่ง นั่งรถไฟไปสนามอีก 40 นาที บนรถไฟเต็มไปด้วยนักวิ่งนานาชาติ ดูจากการแต่งกาย ข้อมือและชิปที่ผูกอยู่บนรองเท้าวิ่ง ฟังเขาทักทายกัน มาจากทั่วทุกมุมโลกแหละงานนี้ นักวิ่งมาราธอนไม่เหมือนนักวิ่ง 50/100/200หรือ400 เมตร ที่อาศัยความเร็วเป็นหลัก นักวิ่งเหล่านี้แหละที่เราเป็นไม่ได้ ส่วนใหญ่จะแข้งขาเล็ก ๆ ตัวเพรียว ๆ ดูหุ่นก็รู้ว่าวิ่งเร็ว

แต่นักวิ่งมาราธอนจะดูหุ่นหรือรูปร่างไม่ได้เลย ไม่ว่าสูงต่ำ อ้วน เตี้ย ก็วิ่งได้ ใคร ๆ ก็วิ่งได้ถ้าอยากวิ่ง ใคร ๆ ก็วิ่งดีได้ถ้าซ้อมมาอย่างดี เรามองภายนอกไม่รู้ ดูไม่ค่อยออกนอกจากรอดูตอนเขาห้อยเหรียญแล้วนั่นแหละ

ลงจากรถไฟ เราก็เดินไหลไปกับเขา ใจเดียวกัน ทางเดียวกันหมด อากาศเย็นลง น่าจะอยู่ที่ 12-13 องศา ใบไม้กำลังเปลี่ยนสี ฝนตกมาปรอย ๆ แค่เดินจากสถานีรถไฟไปยังสนามก็เกือบสองกิโลแล้ว ได้เดินวอร์มกันไปในตัว เช้านี้ดูสดชื่นกันทุกคน ฉันก็ใจพร้อมมากเพราะได้กินอิ่ม นอนหลับ ขณะเดินไปสนามก็เก็บภาพระหว่างทางไปเรื่อย ๆ ฉันไม่ใช่นักเดินทาง ไม่เคยไปที่ไหนไกล ๆ แบบนี้บ่อย ๆ ความแปลกตาทำให้มองอะไรก็สวยงาม น่าสนใจ ดึงดูดใจให้เก็บภาพไปหมด

น้อง ๆ กองเชียร์ทั้ง 5 คนนั้น สองคนเป็นนักวิ่งที่วิ่งด้วยกันมาตลอด แต่งานนี้ไม่ได้ลงสนามด้วยกัน อีกสามคนเป็นกองเชียร์จริง ๆ เตรียมข้าวปลาอาหารมาทำให้เรากินด้วย พวกเธอเตรียมธงชาติและเตรียมใจมาเชียร์พวกเราในวันนี้ และกำลังพาพวกเราไปส่งที่จุดสตาร์ท

เราจะผ่านตึกรัฐสภาที่เรามาถ่ายรูปเล่นกันเมื่อวาน แต่วันนี้ถ่ายในชุดวิ่งกันอีกรอบ และถ้าหากเข้าเส้นชัย เราก็จะมาตรงนี้อีกครั้งหลังจากรับเหรียญแล้ว คาดว่าน่าจะวิ่งจบนะถ้าไม่มีอุบัติเหตุอะไร

เขาปล่อยตัวนักวิ่ง 9 โมงตรง มีนักวิ่งงานนี้ทั้งหมด 4 หมื่น 6 พันคน จะแบ่งออกเป็นบล็อก A ถึง H

บล็อก A นั้นเป็นนักวิ่งอีลิท / บล็อก B ถึง G นั้นก็นักวิ่ง sub 4 หมายถึงวิ่งมาราธอนต่ำว่า 4 ชั่วโมง พวกเราสามคนนั้นอยู่บล็อก H ซึ่งไม่ต้องอธิบายอะไรมาก วิ่งจบเหมือนกันแต่อาจจะช้าหน่อย แต่ในจำนวนนักวิ่งเหล่านี้ ฝีเท้าที่วิ่งจบมาราธอนสี่ชั่วโมงกว่า ๆ นั้นเยอะมาก และตั้งใจมาทำลายสถิติตัวเองในสนามตำนานนี้ด้วย

เขาจะปล่อยตัวทีละบล็อก ห่างกัน 10 นาที บล้อกของเราก็จะถูกปล่อยตัวตอน 10.10 น. แต่ใช้เวลา Chip Time / Cut oFF 6 ชั่วโมง

ฉันคิดแค่ว่า ทำยังไงก็ได้อย่าวิ่งเกินเพซ 8 หรือ 8.30 เป็นใช้ได้ ไม่งั้นคงไม่ทันเวลาคัทออฟแน่ ๆ โชคดีที่ระหว่างทางไม่มีการคัทออฟตามจุด แต่มีจุดเช็คพ้อยต์กิโลที่ 10 / 21 และ 35 มาให้รู้ว่าวิ่งมาตามเส้นทางจริง ไม่ทราบว่าต่างประเทศมีนักวิ่งโกงหรือเปล่า ไม่คิดว่านักกีฬาที่มาวิ่งขนาดนี้แล้วจะคิดเรื่องพวกนี้ด้วย

เราไม่เซ็งหงอยอะไรกันนะ แม้ว่าเขาปล่อยตัวนักวิ่งบล็อก A ไปแล้ว มีการเปิดเพลงและบิ้วท์อารมณ์นักวิ่งสารพัด แค่เพลงก็คึกคักจนหายหนาวทั้งที่ฝนเริ่มมาโปรยปราย ฉันสวมเสื้อกันฝนที่เตรียมมาด้วย งานนี้กะว่าจะถอดทิ้งข้างทางแน่ ๆ อยากวิ่งตัวเบา ๆ ไม่อยากหอบอะไรพะรุงพะรัง

น้องที่วิ่งด้วยกันนั้น เป็นความหวังของหมู่บ้านเลยทีเดียว เราดันให้เธอไปแถวหน้า ๆ ตอนปล่อยตัว เพราะงานนี้มีความสำคัญต่อเธออย่างยิ่ง เธอต้องการทำเวลาให้ดีเพื่อจะได้ใช้เป็นใบรับรองในการสมัครสนามบอสตันมาราธอน

ในบรรดางานมาราธอนเมเจอร์ทั้ง 6 แห่งนั้น ( มีสนามชิคาโก ลอนดอน เบอร์ลิน โตเกียวและบอสตัน ) มีสนามบอสตันแห่งเดียวที่ต้องใช้สถิติในการสมัคร อีกห้าสนามนั้น ขอมีแรง มีเงินค่าสมัครวิ่ง ก็พอจะเป็นไปได้ หลังจากนั้นก็ต้องมีดวงเพราะเขาจะจับฉลากสุ่มเลือกจากนักวิ่งทั่วโลกที่สมัครเข้ามาในแต่ละปี ให้โอกาสกับทุก ๆ คนแม้จะวิ่งไม่เก่งมาก ขอให้วิ่งจบภายในหกชั่วโมงก็สามารถสมัครมาวิ่งได้ อย่างไรก็ตาม ซ้อมมาให้ดี จะได้วิ่งสนุกทุกสนาม

ใกล้เวลาจริง ยิ่งตื่นเต้น ความรู้สึกแบบนี้ไม่เคยหายไปไม่ว่าจะลงสนามไหน เพียงแต่ระยะมินิมาราธอน เราอาจจะวิ่งเป็นธรรมชาติมากขึ้น ไม่ค่อยกังวลสำหรับระยะนี้

ส่วนฮาล์ฟมาราธอน ก็จะตื่นเต้นนิดหน่อย รู้ว่าเหนื่อยแต่ก็ยังรู้ว่าจะวิ่งให้จบได้

แต่ระยะมาราธอนนี่ ไกลมาก ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้นระหว่างทาง เราต้องมีสมาธิ อยู่กับตัวเอง อย่าวิ่งตามคนอื่น วิ่งให้เหมือนตอนซ้อมมาแม้ว่านักกีฬาคนอื่นจะแรงดีทำให้เราเผลอวิ่งตามเขา อย่าเผลอนะเดี๋ยวจะวิ่งไม่จบ เพราะเคยทำแบบนั้นและขาตาย ก้าวแทบไม่ออกเลยทีเดียว

การวิ่งตามเพซเซอร์ของงานก็ดีถ้าซ้อมมาดีและตามเขาทัน แต่ตอนที่เพซเซอร์พาลูกโป่งค่อย ๆ เคลื่อนผ่านข้างตัวไป และค่อย ๆ ลอยห่างไปข้างหน้า ใจหวิว ๆ เลย เหมือนคนรักจากไปยังไงยังงั้น เพียงหลุดโฟกัสจากลูกโป่ง มันก็หายไปเลย แรงเราก็เหมือนจะน้อยลงเมื่อระยะหลัง 21 กิโลเป็นต้นไป

งานนี้ หลังจากปล่อยตัวแล้ว เราจะวิ่งผ่านอาคารรัฐสภาเยอรมนี เดอะไรช์ทาค ซึ่งเคยเป็นที่บัญชาการใหญ่สมัยอาณาจักรไรซ์ที่สามปกครองเยอรมนี

ว่ากันว่า ที่เยอรมันมีสวนสาธารณะกว้างใหญ่ของเมืองซึ่งมีเสาชัยชนะหรือเสาชัยชนะแห่งเบอร์ลินอยู่ตรงกลาง ยอดเสาจะมีรูปปั้นวิคตอเรีย เทพธิดาแห่งชัยชนะซึ่งมีน้ำหนักถึง 35 ตันอยู่บนยอด คนท้องถิ่นตั้งฉายาให้เธอว่า Golden Elise ผู้หญิงที่หนักที่สุดในเบอร์ลินเลยก็ว่าได้

เราวิ่งผ่านจุดนี้ก็ได้แต่เหลือบตาขึ้นมานิดนึง แต่ต้องมองทางวิ่งที่นองไปด้วยน้ำฝนมากกว่า ถนนของเขาบางช่วงก็เป็นแอ่งน้ำฝนเย็น ๆ เหมือนกัน แม้ถนนจะเป็นทางราบ มีบางช่วงเป็นเนินยาว ไม่ค่อยรู้สึกตัวหรอกว่าเนินยาวแค่ไหนเพราะไม่ได้มองไกล คนเยอะมาก มองตามหลังนักวิ่งข้างหน้าไปเรื่อย ๆ มองไกลก็จะใจเสีย เพราะมีนักวิ่งล่วงหน้าไปก่อนแบบมืดฟ้ามัวดินเลยล่ะ

ผ่านกิโลที่ 11 ก็เป็นย่านจัตุรัสอเล็กซานเดอร์ เป็นบริเวณที่พักของพวกเรา บอกตัวเองว่าตอนนี้เราวิ่งมาได้ 1 ใน 4 ของระยะมาราธอนแล้ว

ฉันยังวิ่งตามสามีไปเรื่อย ๆ ตัวเปียก หัวเปียกเพราะหมวกเราเป็นแบบครึ่งหัว มีแค่ปีกหมวกเท่านั้นที่กันฝน น้องก็บอกแล้วว่า หมวกกันฝนก็สำคัญนะพี่ หัวจะไม่เย็น แต่ฉันไม่มีนั่นเองและไม่ชอบใส่เสียด้วยสิ ฉันอาจจะวิ่งเทรลมากกว่า หมวกเปิดแบบที่ชอบใส่จะระบายอากาศได้ดี แต่งานนี้ทำให้เย็นยะเยือกถึงตาตุ่มเลย

ฉันยังวิ่งสนุกไปได้เรื่อย ๆ เพราะวิ่งตอนซ้อมก็ประมาณนี้ คุมเวลาไม่ให้เกินเพซ 8 และวิ่งมาจน 21 กิโล ผ่านจุดเช็คพ้อยต์ไปสักหน่อยหนึ่ง มีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นจริง ๆ คือ ตะคริวค่ะ ตะคริวขึ้นทั้งสองขาเลย คิดว่าอากาศเย็นมาก รองเท้าวิ่งแช่น้ำเย็นมาสักพักนึงแล้ว ไม่รู้จะทำยังไงดี ตกใจนะ เราไม่มีสเปรย์ยาชา ยาแก้ปวดอะไรทั้งนั้น เพราะไม่เคยตะคริวขึ้น ถึงอยากจะพกติดตัวกันเหนียวก่อนเข้าสนาม เขาก็ไม่ยอมให้ผ่านเข้าไปได้ ข้างสนามก็ไม่มีหน่วยพยาบาลหรือเรายังวิ่งไปไม่ถึงจุดพยาบาลไม่ค่อยแน่ใจ คือไม่ได้ดูหน่วยพยาบาลตามแผนที่เลย หันไปทางไหน นักวิ่งก็วิ่งกันตัวเบาเหมือนเรา ไม่มีใครพกเป้หรือพกสเปรย์มาฉีดขาฉีดแข้งกันสักคน

บอกสามีไปว่า ตะคริวขึ้นนะ คงต้องช้าลงแล้ว แต่คิดว่าไปเองได้ อยากไปช้ากว่านี้ ยกขาสูงกว่านี้ไม่ได้ ตะคริวจะขึ้นหน้าแข้งอีก

โชคดี สามีไม่ได้พูดอะไร เขาก็เฉย ๆ รอได้

บางทีก็ต้องทำใจละนะ ฉันบอกแต่แรกแล้วว่า ฉันวิ่งเองได้ ไม่อยากเป็นภาระเขา ไม่อยากเห็นการชักสีหน้าหรือหงุดหงิด นิดเดียวก็ไม่ได้ ฉันจะเสียความรู้สึกและกังวลไปต่าง ๆ นานา ค่อนข้างเซ้นสิถีฝกับเรื่องพวกนี้ เราแรงไม่เท่ากันจะให้วิ่งเหมือนกันได้อย่างไร ไม่มีใครอยากวิ่งไม่จบหรอก แต่เกิดอะไรขึ้นก็ต้องดูสถานการณ์และประเมินตัวเองอยู่แล้ว

อาการนี้คือ ดึงร่างกายให้ช้าลง อย่ายกเท้าสูงและอย่าตื่น ทำสมาธิและค่อย ๆ ไป ช่วงนี้ขากำลังเริ่มล้าแล้ว เรื่องเหนื่อยเป็นเรื่องธรรมดา แต่ช่วงหลัง ๆ เวลาลงสนาม ฉันเลิกคิดเรื่อง DNF จะไม่ท้อและคิดดีอย่างเดียว ระยะมาราธอนนี้ห้ามท้อ ถ้าท้อแล้วจะหมดแรง วิ่งมาครึ่งทางแล้ว อีกแค่ครึ่งทางเท่านั้น ก็คิดเก็บระยะไปทีละห้ากิโล นับถอยหลังไปแบบนี้ท่ามกลางฝนพรำและความหนาวเย็น ทั้งที่วิ่งไม่หยุดแต่เหมือนร่างกายไม่อบอุ่นเอาเสียเลย

เราวิ่งมาถึงกิโลที่ 28 เกือบจะ 29 เสียงโทรศัพท์สามีดังขึ้น บอกว่าน้องอีกคนเข้าเส้นชัยไปแล้ว ทำ New PB ได้ด้วยและได้สถิติสำหรับสมัครบอสตันได้ โอ๊ยยยย อยากจะกระโดดกรี๊ดแต่ตะคริวต้องขึ้นทั้งตัวแน่ ๆ เราสองคนนี่ยิ้มหน้าบานเลย ดีใจสุด ๆ แม้สภาพฉันตอนนี้ยังระหกระเหินลุยฟ้าลุยฝนอยู่เลย ตะคริวแหย่มาตลอด มันเกาะหนึบทั้งสองข้างจนเผลอยกขาสูงไม่ได้ ขณะที่เราซอยเท้าสั้น ๆ ถี่ขึ้น นักวิ่งต่างชาติข้าง ๆ ที่สวม ไนกี้ Next% รอบตัวฉันเดินก้าวยาว ๆ แต่เร็วมากกกก

คุณลุงหลายคนก็ใส่ Next% ด้วย หันไปทางไหนก็มีไนกี้รุ่นนี้ทุกสี ไม่รู้ว่าเมืองนอกรองเท้านี้ก็ดังด้วย ฉันนึกว่ามีแต่นักวิ่งบ้านเราเสียอีก ฉันมองหาแต่คนที่สวมรองเท้าเหมือนฉันมากกว่า งานนี้ฉันใส่ ออน รันนิ่งนะเพราะนิวตั้นทรยศ ทำให้ปวดรองช้ำมาเป็นเดือน ตัดสินใจลองใส่ออน รันนิ่งครั้งแรก ไม่รู้จะมีปัญหาหรือเปล่า แต่ต้องไว้ใจกันหน่อยล่ะ เคยใส่จ็อกกิ้งมาอาทิตย์กว่า ๆ เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาและไม่ปวดรองช้ำมากไปกว่าเดิม

หลังกิโลที่ 35 สามีฉันวิ่งล่วงหน้าไปยืนรับโทรศัพท์และส่งไลน์ รอถ่ายรูปฉันส่งให้ลูก ๆ

เด็ก ๆ ส่งเสียงเชียร์ให้แม่สู้ ๆ หน้าตาฉันสดชื่นอยู่นะ ไม่รู้ร้อน รู้แต่โคตรหนาว +_+

ดูเวลาก็คิดว่าน่าจะวิ่งทันนะ อีก 7 กิโลภายในสองชั่วโมง

ฉันว่า ฉันคงเป็นนักวิ่งจากไทยที่วิ่งช้าสุดแล้วมั้งงานนี้ เห็นว่านักวิ่งไทยมีถึงสามร้อยกว่าชีวิตเลยค่ะ แต่ฉันก็พยายามสุดแล้วที่จะประคองตัวให้ถึงประตูบรันเดนบูร์ก ในหัวมีแต่ภาพที่ตัวเองวิ่งผ่านประตูชัย แต่ไม่ชะล่าใจนะ

เห็นใจแต่สามีนี่แหละที่เขาไม่วิ่งทำเวลาดี ๆ ของเขา แต่ต้องมาวิ่งเป็นเพื่อนกับฉัน ก็เขาเป็นเสนอเอง ฉันไม่ได้ขอร้องเพราะคิดว่าการซ้อมน่าจะทำให้ฉันผ่านงานนี้ได้

เขาบอกตลอดว่า อยากมีรูปวิ่งด้วยกัน ไม่รู้จะทำเวลาไปทำไม ไหน ๆ ก็ได้มาวิ่งด้วยกันแล้ว

ฉันดีใจที่สุดแล้วนะที่เขาไม่รำคาญกับการวิ่งช้าของฉัน ก็พากันไปเรื่อย ๆ

อยากบอกว่า สองกิโลสุดท้ายนี้เป็นนรกสำหรับคนที่ตะคริวจ่อมาตั้งแต่หลังกิโลที่ 21 แล้ว ไม่สนุกเลย ต้องคุมสติดี ๆ

งานนี้มีน้ำเกลือแร่ น้ำกิน กล้วยหอม แอปเปิ้ลเหลือเฟือ โดยเฉพาะแอปเปิ้ล หวานกรอบมาก ฉันรับมากินเต็มมือ ไม่หิวเลยนะ แต่กินแล้วอร่อยดี เสียแต่ท้องเสียกับเกลือแร่ของเขา ไม่รู้ยี่ห้ออะไรไม่เคยกิน มีน้ำชามะนาวอุ่น ๆ อีก ฉันดื่มไปหลายแก้ว ถ่ายเป็นน้ำหยอด ๆ ระหว่างวิ่งด้วย แต่เป็นช่วงท้าย ๆ ช่วงห้ากิโลสุดท้าย จะเข้าห้องน้ำก็เกรงใจสามี กลัวเขาจะรอ เพราะเขาวิ่งนำหน้าไปเป็นช่วง ๆ นึกแล้วสงสาร วิ่งไปก็หันหลังมาดูว่าฉันตามเขาไปหรือยัง ฉันน่ะ ไม่ท้ออยู่แล้ว เชื่อว่ายังไงก็ไปได้ บอกเขาไปล่วงหน้าก่อนก็ได้ แต่พูดครั้งเดียว ไม่พูดซ้ำเพราะก็รำคาญตัวเองเหมือนกัน ตกลงกันแล้วก็ต้องไปตามนั้น

ฉันหยิบเจลในงานมาหนึ่งซอง แต่ไม่กินหรอก เอามาไว้เป็นที่ระลึกจากงาน แค่ฉันกินเกลือแร่ น้ำ กล้วย แอปเปิ้ลในงานก็จุกแล้ว ไม่ได้หิวเหมือนตอนวิ่งที่โตเกียวนะ ตอนนั้นหิวข้าวมาก กินก่อนวิ่งน้อยไปหน่อย แต่งานนี้กินดี นอนดี เสียตะคริวนี่แหละ มาตอด ๆ ให้รำคาญ

จบการแข่งขัน มาคิดทบทวน ไม่มีมาราธอนครั้งไหนที่สมบูรณ์สักครั้งตั้งแต่วิ่งมา มาราธอนแรกก็เหนื่อยใจแทบขาด แถมใส่กางเกงรัดกล้ามอีกทั้งที่ไม่เคยใส่ซ้อมสักครั้งเดียว หายใจไม่ออกต้องถอดกางเกงข้างทางกิโลที่ 15 และใส่ขาสั้นวิ่งต่อ สามีก็ทั้งเร่งทั้งลากทั้งขู่ไม่ให้เดิน อย่าเดิน อย่าเดิน เดินแล้วเมื่อไรจะจบบบบบ เฮ้ออออ ฮ่วยยยยย

วิ่งเมืองไทยมาราธอนเป็นครั้งที่สองก็สะบักสะบอมเพราะซ้อมน้อย เป็นหวัดก่อนแข่งอีก เริ่มรู้มานิดนึงว่า อย่าหวังเรื่องเวลาถ้าไม่ซ้อม
ต่อมาก็มาราทอนเทรล ก็ป่วยหนักก่อนแข่งเดือนนึงทั้งที่ซ้อมหนักมาตลอด

งานเขาค้อก็เป็นมาราธอนโหดไปสำหรับคนไม่ค่อยแข็งแรงเพราะไม่เคยซ้อมทางชันและดาวฮิลล์ แดดเผา กลัวฮีทสโตรก หากตายกลางแดดจะว่าไง แต่ก่อนจะขี้กลัวอยู่เหมือนกันนะ

ครั้นมาบุรีรัมย์ก็ท้องเสียกิโลที่ 12 วิ่งเข้าห้องน้ำ ปวดบิด ร้องไห้ อยากออกจากการแข่งขัน ร้อนจนตับแล่บ เข้าห้องน้ำถึงสามครั้ง ใจสั่น ดีที่เอาเกลือแร่ผงติดตัวไป เดินจิบ เดินครึ่งทาง วิ่งครึ่งทางจนจบ สะโหลสะเหลเลย นี่ก็วิ่งเป็นสนามรองก่อนไปโตเกียวมาราธอน พอเจอโตเกียวก็อากาศหนาวและฝน ชุดก็หนักพะรุงพะรัง แถมหิ้วท้องวิ่งอีก หิวเป็นบ้า วิ่งหนีคัทออฟมันมาก ๆ ให้ตายสิ และยังมีมาราธอนเทรลอีกที่เหนื่อยใจแทบขาดตอนกิโลที่ 25 คิดในใจว่า กลับไปจะขายบิบอัลตร้าทิ้งให้หมด ฯลฯ

พอมาวิ่งงานนี้ กินดี นอนดี แต่แต่งตัวไม่เข้ากับภูมิอากาศและสภาพร่างกายของตัวเอง เจอตะคริวอีก ซึ่งฉันก็ไม่รู้ว่าจะพูดว่าอย่างไรดี มาราธอนก็เหมือนชีวิตจริงจริง ๆ นะ มันคือช่วงชีวิตเราที่เผชิญอะไรที่ไม่รู้จัก ต้องเตรียมตัวให้พร้อมเพื่อรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า บางช่วงก็ท้อจนจะไปไม่ไหว เหมือนเดินอยู่คนเดียวท่ามกลางฝูงชนที่ร่วมทาง ทั้งที่คนอื่นก็ต้องมีบ้างแต่เราไม่ได้เปิดใจคุยกัน เวลาทุกข์ ก็รู้สึกว่าทุกข์ของตัวเองมากกว่าคนอื่น ที่ทำได้คือต้องยอมรับและปรับใจให้ได้เร็ว ๆ อะไรก็เกิดขึ้นได้ระหว่างทางเดินชีวิต ขอให้มีสติเร็ว ๆ ประคับประคองตัวเองดี ๆ ประเมินตัว ประมาณตนและค่อย ๆ ก้าวไป จุดหมายอาจเลือนรางบ้างเป็นเพราะยังแตะไม่ถึง จุดหมายที่ไกลจนมองไม่เห็นก็ดูไม่ฉลาดที่จะทำอีกเช่นกัน ความไม่รู้อนาคตเป็นเสน่ห์ของชีวิต อาจไม่ต้องอยากรู้เพื่อคลายความเคลือบแคลง ไม่ต้องสงสัย เพียงแต่เดินไป ขออย่าประมาทกับทุกเส้นทาง

ระหว่างทางนั้นมีความหมายต่อเรามาก ได้เรียนรู้ใจตัวเอง ได้เรียนรู้คู่ของเรา ได้หัดฟังเสียงร่างกาย มีรอยยิ้มและกำลังใจจากเพื่อนร่วมทาง จากเพื่อน ๆ ที่มาให้กำลังใจ จากลูก ๆ ที่คอยส่งกำลังใจเชียร์ จากคนข้างกายที่คอยดูแลเราทั้งใกล้และห่างเพราะเข้าใจในสิ่งที่เราทำ

ฉันมาไกลกว่าที่เคยคิด ฉันมักถามตัวเองว่าหนังสือเล่มไหนที่เปลี่ยนแปลงโลกภายในของฉันบ้าง ฉันนึกไม่ออกเพราะมันหมายถึงหลาย ๆ เล่มรวมกัน ฉันโชคดีที่ชอบอ่านหนังสือและได้อ่านหนังสือที่ชอบ ๆ มากมาย แต่ไม่น่าเชื่อว่า หนังสือเล่มหนึ่งเล่มนั้นจะเปลี่ยนชีวิตฉันอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

'เย็นวันเสาร์ เช้าวันอาทิตย์' เขย่าโลกภายใน ปลุกวิญญาณนักกีฬาซึ่งหลับไหลในห้วงลึก ขุดความใจสู้ที่เคยคิดว่ามันจบไปแล้วกับวัยเยาว์ เปิดโลกใบใหม่ให้ฉันเข้าไปสัมผัสด้วยตัวเอง เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ มีน้ำใจเป็นนักกีฬา ดีใจที่วัยนี้ ฉันยังเป็นน้ำที่พร่องอยู่ สามารถเรียนรู้และรับอะไรใหม่ ๆ ได้อีก มีประสบการณ์บางอย่างที่แลกเปลี่ยนกับผู้อื่นได้บ้าง การวิ่งเหมือนการปฏิบัติธรรม ฟังดูเหมือนใช้ศัพท์ใหญ่โต แต่จริง ในแต่ละช่วงชีวิตของเราควรดำเนินไปด้วยสติ มีสมาธิกับทุกสิ่งตรงหน้า อยู่กับเวลาปัจจุบัน

ขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างและทุกคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิต หลายสิ่งหลายอย่างหล่อหลอมเราให้เป็นคนใหม่ที่อดทนขึ้น รู้จักรับและแบ่งปัน รู้จักเพื่อนใหม่ที่เป็นคอเดียวกัน ชีวิตมีสีสัน มีชีวิตชีวาขึ้น

การอ่านหนังสือนี่ดีจริง ๆ
จบ EP.2 ดื้อ ๆ แบบนี้แหละค่ะ

ขอบคุณที่อ่านนะคะ
ภูพเยีย


















Create Date : 10 ตุลาคม 2562
Last Update : 11 ตุลาคม 2562 7:56:27 น.
Counter : 33 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
--- บั น ทึ ก ง า น วิ่ ง เ บ อ ร์ ลิ น ม า ร า ธ อ น 2 0 1 9 ---









































































































































































ก่อนเบอร์ลินมาราธอนเริ่มในวันพรุ่งนี้ • มีประเพณีที่นักวิ่งรอคอย ก็คือ การวิ่งแห่มาราธอน หรือว่า Breakfast Run ครับ วิ่ง City Run กันหลายพันคน ไปตามท้องถนน
ราว 5-6 กิโลเมตร

แต่ละชาติก็สามารถนำเสนอเอกลักษณ์ของชาติตัวเอง
ตั้งแต่ธง ชุดประจำชาติ จะขอ Following IG กันก็ไม่ผิดครับ เป็นเรื่องของมาราธอนที่เป็นภาษาสากล หรือใครอยากจะ tinder กันก็ไม่ผิดมั้งนะ

จุดหมายของการวิ่งยามเช้าครั้งนี้ จะไปจบที่ Olympic Stadium (Olympia Stadion) ของเมือง Berlin บางคนถึงกับกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ครับ เพราะว่าที่นี่เต็มไปด้วยประวัติศาสตร์หน้าสำคัญของโลก ~ ไม่ว่าจะถูกใช้จัดงานโอลิมปิกในเบอร์ลิน เยอรมันตอนปี 1936

เป็นสนามจัดฟุตบอลโลกถึง 2 ครั้ง. ครั้งแรกในปี 1974 ปีที่อินทรีย์เหล็กเป็นเจ้าภาพและเยอรมันตะวันตกเป็นแชมป์ ว่ากันว่าวันนั้นเสียงเชียร์ เสียงเฉลิมฉลองจากคน 81,100 คนในสเตเดียมที่ดังกระหึ่มไปทั่วเมือง แต่มีคนอีกฟากของกำแพงเบอร์ลิน พวกเขาไม่มีโอกาสได้ชม ในนัดที่เยอรมันตะวันตกชนะชิลี่ 1-0

และที่นี่ถูกใช้ดวลแข้งอีกครั้งในปี 2006 ที่เยอรมันกลับมาเป็นเจ้าภาพอีกครั้งหลังจาก การถลายกำแพงเบอร์ลิน ทีมชาติเยอรมันโคจรมาเจอกับทีมชาติอาร์เจนติน่าที่นี่
มีคนนับแสนคนอยู่ในเหตุการณ์เมื่อ 30 มิถุนายน 2006 นัดนั้นเยอรมันชนะ 4-2 เมืองทั้งเมืองแทบเป็นลานเฉลิมฉลองการเข้ารอบของอินทรีย์เหล็ก

ที่นี่ยังเคยเป็นที่จัดคอนเสิร์ตของ U2 , Coldplay , Madonna , Guns n'roses หรือแม้แต่ Ed Sheeran ,etc

และที่สุดของที่สุด คือ ในปี 2009 นักวิ่งนามว่า ยูเซน โบล์ท ก็มาทำสถิตื 100, 200 เมตร ที่เร็วที่สุดในโลก World record ที่นี่ในงานกรีฑาชิงแชมป์โลก ปีนี้ครบรอบ 10 ปีพอดีด้วย

อย่างน้อยเบอร์ลิน มี WR เกิดขึ้น 3 รายการครับ 100,200 และ 42.195Km

ดังนั้นลูกทัวร์ของ Running Insider ในปี 2020 พวกคุณเตรียมไปฟินน์กับประวัติศาสตร์บทนี้ได้เลยครับ / #เราควรจะทำทัวร์กันใช่ไหม | รูปสวย | กินอิ่ม | นอนสบาย | เข้าใจสายวิ่ง

ไปไหม ข้อมูลแน่นนะ ขอบอก ไม่พลาดทุกอณูความสุขในนครแห่งมาราธอน

#BerlinMarathon2019
#เบอร์ลินมาราธอน2019
#BerlinLegend

Photo | Raiwin Boat
©️RunningInsider

เครดิต : https://www.facebook.com/search/top/…

บทความข้างต้นนี้ลอกมาจากคุณบุ๊ยแห่งรันนิ่ง อินไซด์เดอร์มาเลยนะคะ ขอขอบคุณไว้ ณ ที่นี้ด้วยค่ะ
ด้วยความไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับเบรคฟาสรันมาเลย เพิ่งทราบรายละเอียดหลังจากที่ได้อ่านนี่แหละค่ะ

ปีนี้ แก๊งค์เราล็อตโต้มาได้สามคน เราสองคนนั้น ขอวิ่งแค่ทันคัทออฟ 6 ชั่วโมงก็พอใจ
ส่วนน้องอีกคน เธอซ้อมโปรแกรม 330 วันของครูดินมา และทำได้ 100 % เต็มจนน่าทึ่ง สนามเบอร์ลินนี้เป็นทางเรียบ สามารถทำสถิติใหม่ได้สำหรับคนที่ตั้งใจและซ้อมมาดี น้องก็หวังเช่นนั้น พวกเราเชียร์เต็มที่ เพราะถ้าได้เวลาตามความตั้งใจล่ะก็ สามารถใช้ใบเซอร์ทิฟิเคตสมัครไปบอสตันมาราธอนได้เลย

สำหรับพวกเรานั้น ไม่มีใครซุ่มซ้อมนะ ซ้อมก็บอกว่าซ้อม ใครซ้อมน้อยก็จะคอยกระตุ้นกัน ชะล่าใจไม่ได้ รู้ ๆ อยู่ว่า มาราธอนไม่มีฟลุ้ค ไม่มีปาฏิหาริย์ ไม่มีกินบุญเก่า ยิ่งหวังตัวเลขดี ๆ ยิ่งต้องซ้อมหนัก แค่ให้รอดคัทออฟยังต้องวางแผนเลย

ขนาดว่าซ้อมดี มีวินัย ยังมีอะไรเกิดขึ้นแบบไม่คิดไม่ฝันทุกครั้ง ฉันจะป่วย เป็นหวัด ท้องเสียอยู่บ่อยครั้ง ทั้งที่ระวังเรื่องอาหารการกินมากแล้ว เผ็ด เปรี้ยว หวาน เค็มนี่แทบจะไม่แตะ สังขารหนอสังขาร

ว่าไปแล้ว เราสองคนซ้อมไม่หนักแต่ก็ไม่น้อย ฉันตั้งเป้าว่าซ้อมวิ่งโซนสองตลอดเดือนหลังจากวิ่งเทรลแม่แจ่มมา ขอให้ได้เฉลี่ย 45-60 กิโลต่อสัปดาห์ วิ่งช้า ๆ ซึ่งก็ช้าเป็นปกติอยู่แล้ว อย่างน้อยก็ไม่ต้องลุ้นหนักวันวิ่งจริง และงานนี้ สามีเกริ่นมาว่าจะพาวิ่งซึ่งทำให้ฉันคิดหนัก ไม่รู้ว่าควรจะดีใจหรือไม่ เนื่องจากว่า

ตอนที่ฉันเริ่มวิ่งใหม่ ๆ ฉันดีใจที่สามีวิ่งเป็นเพื่อนข้าง ๆ ฉันกลัววิ่งไม่จบ ซึ่งแต่ก่อนจะวิ่งแต่มินิมาราธอน ก่อนปล่อยตัวก็จะตื่นเต้นมาก คิดในใจว่าจะจบมั้ยน้อ สิบกิโลนี่ไกลมาก ๆ และจะเหนื่อยมากหลังกิโลที่ห้าเป็นต้นไป จะขาตายตอนไหนก็ไม่รู้ ไม่เคยคิดเรื่องเวลาอะไรเลย ไม่รู้จักเพซ ไม่เคยมีนาฬิกาข้อมือหรือถือมือถือวิ่ง จะวิ่งตามเขาไปตลอด เข้าเส้นชัยก็กรี๊ดดีใจกับเหรียญจนลืมคูลดาวน์หรือเข้าเต็นท์หาอาหารกิน

พออัพเลเวลไประยะฮาล์ฟฯ ก็มีเขาเป็นเพซเซอร์ประจำตัวให้ตอนฮาล์ฟแรก เช่นเดียวกับมาราธอนแรกและอัลตร้าฯแรก แต่พอเวลาผ่านไปสักระยะหนึ่ง จึงรู้ว่า เราเหนื่อยที่วิ่งตามเขาและเริ่มไม่ค่อยสนุกเพราะแรงเราน้อยและวิ่งช้ากว่าเขา เหนื่อยที่จะต้องตามให้ทัน แทบไม่สนุกกับการวิ่ง ไม่ได้ดูผู้คนระหว่างทาง ดูแต่หลังของสามีคนเดียว

พอเรียนรู้จากประสบการณ์การวิ่งมากขึ้น ก็เริ่มรู้แล้วว่า วิ่งให้สนุกนั้นต้องวิ่งด้วยเพซของเรา จังหวะของเรา ช้าก็ช้าอย่างมีความสุข เขาก็เช่นกัน ไม่ต้องมาพะวักพะวน คอยเหลียวหลังดูฉันทุกเวลาว่าตามมาทันหรือยัง เสียจังหวะการวิ่ง ฉันก็ไม่มีความสุขเป็นคำรบสองที่ทำให้เขาวิ่งไม่สนุกไปอีกคน

พอเราต่างเข้าใจตรงนี้ เลยต่างคนต่างวิ่ง เขาทิ้งฉันตั้งแต่เสียงแตรปล่อยตัวดังเลยทีเดียว ส่วนฉันก็แฮปปี้ไปเรื่อย ๆ มีคนรอถ่ายรูปให้ตอนเข้าเส้นชัย ดีจะตาย จริงมั้ย

ช่วงหลัง ๆ เราต่างคนต่างวิ่งมาแทบทุกสนาม เจอกันที่เส้นชัย เรื่องสถิติหรือตัวเลขนั้นไม่สำคัญกับเรา อย่างที่ว่ากัน ' เวลาไม่สำคัญ ตราบที่ความฝันของเราแข็งแรง ' มุกอะไรเนี่ย ลอกใครมาาาาา ...

เรารู้ว่าเราซ้อมยังไง จะหวังเรื่องตัวเลข เราต้องซ้อมอีกแบบหนึ่งซึ่งคงเอาเวลาของเราไปทั้งหมด จากการวิ่งเพื่อคลายเครียดหรือพักผ่อน ก็อาจจะหลงประเด็นไป แต่เราเข้าใจเรื่องตัวเลขเหล่านั้นและเข้าใจคนที่ทำลายสถิติได้ มันคือคุณธรรมในการซ้อมจริง ๆ

แต่ที่ฉันซ้อมทุกวันเพราะต้องลงสนามที่มีกติกาเรื่องเวลา ซ้อมเพื่อควบคุมการวิ่ง การหายใจและไม่ควรบาดเจ็บหรือบอบช้ำหลังการแข่งขันจนชีวิตประจำวันผิดเพี้ยน

สำหรับเบอร์ลินมาราธอน เขาบอกจะพาวิ่ง ฉันแอบกังวลนิด ๆ เนื่องจากว่า ฉันวิ่งช้า สตาร์ทเพซช้าและชอบคุมเพซให้เหมือนตอนซ้อม เรื่อย ๆ จะได้ไปยาว ๆ หากเร่งแต่เริ่ม ร่างกายจะไปไม่ไหวตอนฮาล์ฟครึ่งหลัง ฉันต้องกะแรงเอาเอง ต้องเกลี่ยกำลัง ต้องเผื่อเหลือเผื่อ ไม่รีบ ไม่งั้นวิ่งไม่จบแน่

ฉันมีกฎส่วนตัวว่า ซ้อมอย่างไร วิ่งอย่างนั้น
และก่อนแข่ง ฉันจะหยุดซ้อม 4 วัน จะกินกับนอนพักเยอะ ๆ รอวิ่งวันจริงทีเดียว

พอมีเบรคฟาส รันก็คิดมาก เพราะแม้จะวิ่งเล่น แต่ก็ต้องวิ่งอยู่ดี
อีกใจหนึ่งก็อยากวิ่งมากเพราะงานนี้น้อง ๆ บอกว่าสนุกมาก ของกิน ของแจกเพียบ คนเห็นแก่กินก็หูผึ่ง แต่สำคัญสุดคือการไปปล่อยของกัน เอาธงชาติเรา ใส่ชุดพื้นเมืองไปวิ่งกัน ได้วิ่งเข้าสนามแข่งโอลิมปิคของเบอร์ลิน สนามในตำนาน อลังการมากอีกด้วย น้อง ๆ บิวท์ฉันสุดฤทธิ์ !

เช้าวันวิ่งเบรคฟาสรัน นาฬิกาและมือถือของฉันยังไม่เปลี่ยนเวลา ยังเป็นเวลาเมืองไทยอยู่ เราต้องตั้งเวลาย้อนหลังไป 5 ชั่วโมง

ฉันสะดุ้งตื่น ดูนาฬิกา 7 โมงเช้า สงสัยว่าทำไมในห้องนอนทุกคนนอนเงียบกริบ ไม่มีใครลุกมาเข้าห้องน้ำเปลี่ยนชุดวิ่งกัน เราต้องไปก่อน 9 โมงนะ ไหนจะต้องกินอาหารเช้า ไหนจะต้องนั่งรถไฟไปอีก จะทันมั้ยเนี่ย

แต่อีกใจนึงก็คิดว่า ไม่ไปก็ดี เราจะนอนอีกวันเต็ม ๆ แรงน้อยก็ต้องนอนออมแรงไว้ดีกว่า เราไม่เหมือนน้อง ๆ เขาแข็งแรงกว่าเราเยอะ แอบดีใจ นอนต่อ ไม่ปลุกใครดีกว่า (แอบเลว อิอิ )

หลับงีบนี้ยาวเพราะเหนื่อยจากการเดินทางเหลือเกิน สะดุ้งตื่น พวกเขาตื่นกันหมดแล้ว กำลังอาบน้ำ อยู่ในชุดวิ่งกัน ฉันถามว่า เราจะไปทันเหรอ นี่มันเกินเก้าโมงเช้าแล้วนะ

พี่ )))) น้องลากเสียงยาววววว นาฬิกาพี่ยังไม่เปลี่ยนเหรอคะ นี่เพิ่งหกโมงอยู่เลย เดี๋ยวกินมื้อเช้าเจ็ดโมง มีเวลาไปสนามทันถมเถ

เนี่ยแหละ เอ๋อ อยู่คนเดียว เลยหัวเราะแก้เก้อว่า อุตส่าห์ดีใจ ไม่ต้องไป

เขาไม่ได้บังคับคร่าาาา แต่ ' breakfast run เส้นทางวิ่งไปที่โอลิมปิก สเตเดียม ถือเป็น A Must ของการมาวิ่งที่เบอร์ลินเลยนะพี่ '
อยากให้พี่ไป ไม่ไปจะเสียดายทีหลัง วิ่งนิดเดียวเอง 6 กิโลเข้าสเตเดี้ยมด้วยนะ เค้ามาวิ่งปีที่แล้วยังประทับใจอยู่เลย

ฉันก็พังกฎส่วนตัวเดี๋ยวนั้นเช่นกัน

อาหารเช้าที่โรงแรมก็แบบฝรั่งนั่นแหละ วันแรก ๆ ก็โอเคอยู่นะ ขนมปัง(แข็งมาก เคี้ยวจนเมื่อยปาก) แฮม เนย ชีส กาแฟ พีช แอปเปิล กล้วย(ยาวเท่าแขน) น้ำผลไม้(ออกไปทางเปรี้ยวมากกว่าหวาน) เรากินกันแน่นท้อง กะกินกันวันละมื้อเท่านั้น เซฟค่ากินไว้เพราะค่าบิน ค่าสมัคร ค่าโรงแรมแพงลิบ อันนี้คือคิดไว้ในใจ (แต่ จุด จุด จุด มากในความเป็นจริง)

กินอิ่มแล้ว ยังพกกล้วยไปกินระหว่างเดินทางไปวิ่งอีกนะ ดูเอาเถิดคนเรา แต่ไม่เคยทิ้งนะ เอาไปก็กินหมด ตัวสั้น ๆ อย่างฉันสามารถโหลดแป้งได้ไม่อั้นจริง ๆ

อากาศตอนเช้ากำลังดี ออกจะเย็น ๆ สักหน่อย ต้องไปต่อคิวเข้าห้องน้ำนี่สิคือปัญหา ภาวนาว่าวันวิ่งจริง ๆ อย่าปวดหนักปวดเบาเลยนะ เพราะคิวเข้าห้องน้ำยาวมาก ๆ ทุกห้อง

ถึงเวลาปล่อยตัวเบรคฟาส รันเช้านี้ ตื่นเต้น ๆ มองไปรอบ ๆ อัดคลิปไปหลายคลิป เก็บภาพนักวิ่ง ภาพรองเท้า ทักทายนักวิ่งชาวไทยที่เจอกันประปรายในงาน เขาว่ามางานนี้ประมาณ 300 กว่าชีวิต

แก๊งค์เราก็วิ่งกันสนุกสนาน งานนี้สำหรับทุกคน ไม่เฉพาะนักวิ่งที่ได้สิทธิ์ในงานเท่านั้น ใจกว้างมากเพราะกองเชียร์คือสีสันจริง ๆ นักวิ่งต่างชาติวิ่งร้องเพลงกันไป แม้ต่างสีผิวสีผม มีเพียงหัวใจที่ไม่ต่าง เพราะมาราธอนคือความสวยงามอย่างหนึ่ง เป็นภาษาสากล

แก๊งค์เราก็วิ่งถ่ายรูปคนนั้นคนนี้ ไปกันเรื่อย ๆ ฉันน่ะตื้นตันใจ คิดไม่ถึงว่าฉันจะได้มาอยู่ในกลุ่มนักวิ่งมาราธอนกับเขาได้ เหลือเชื่อ ฉันประทับใจรอยยิ้ม ความร่าเริง ความกระฉับกระเฉง เหล่านี้คือบทเพลงแห่งความงามและความสุข

ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
Road to Berlin Marathon 2019 ( ep. 1 )











Create Date : 09 ตุลาคม 2562
Last Update : 11 ตุลาคม 2562 8:08:41 น.
Counter : 59 Pageviews.
1 comment
(โหวต blog นี้) 
--- อ่ า น เ ล่ ม นี้ แ ล้ ว อ ย า ก เ ดิ น ท า ง ---
















A Long Way Home 71 วัน
ปลายทางคือบ้าน ระหว่างทางคือเรา

::

71 วัน + 13 ประเทศ = 2 คน

คู่รักธรรมดา ๆ คู่หนึ่งที่ได้ไปเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ เหมือนนักเรียนทั่วไปที่ต้องเหน็ดเหนื่อยกับหน้าที่นานมาจนถึงวันที่เรียนจบ นานจนไม่รู้ว่าเรื่องระหว่างเรายังปกติกันอยู่ไหม และแล้ว...

'เขา' ลองชวน 'เธอ' หลับบ้านด้วยการนั่งรถไฟจากอังกฤษสู่ประเทศไทย โดยไม่ต้องการสร้างสถิติใด ๆ นอกจากได้มีโอกาสใช้เวลากับคนที่เขารักในแง่มุมที่แตกต่าง

แม้ทางรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรียจะไม่ใช่เรื่องใหม่ของนักเดินทาง แต่เป็นเส้นทางที่ทำให้ทั้งคู่ได้สัมผัสกับมิตรภาพจากเพื่อนร่วมโลก ได้พบเจอดินแดนที่ใหญ่กว่านิยามของหนังสือ ได้ค้นพบสิ่งดี ๆ จากตัวตนของอีกฝ่ายโดยไม่คาดฝัน และสำคัญที่สุดคือได้พบว่า เรื่องระหว่างเรานั้นยังเหมือนเดิม

::

เล่มนี้ซื้อมาอ่านตั้งแต่ปี 59 แต่เพิ่งได้อ่านเพราะลืม ลืมจริง ๆ ว่าเคยซื้อมา ฉันชอบซื้อหนังสือท่องเที่ยวทั่วโลก เปิดดูเล่มไหนสวย ๆ ก็ซื้อมาเก็บไว้ก่อน ค่อยหาเวลาอ่าน ทำแบบนี้เรื่อย ๆ จนทำให้หลงลืมหนังสือหลายต่อหลายเล่มไว้เหมือนกัน เมื่อวานค้นตู้หาหนังสือที่อยากอ่านมาวาง ๆ ไว้ให้เลือก ขอเริ่มเล่มนี้ก่อนเลย บอกตามตรง ไม่ได้คาดหวังอะไร ไม่รู้เหมือนกันว่าจะได้อะไร แค่อยากอ่านเพราะภาพถ่ายในเล่มนี้สวยเหลือเกิน

เริ่มแรกเปิดตัวหนุ่มสาว โบ๊ทกับฝ้ายเพิ่งส่งวิทยานิพนธ์เสร็จ โบ๊ทชวนฝ้ายนั่งรถไฟจากอังกฤษกลับกรุงเทพฯ

นึกในใจ กว่าจะถึงบ้านผ่านกี่ประเทศกันละเนี่ย เริ่มตั้งแต่ยุโรป รัสเซีย มองโกเลีย จีน ปารีส แวะจตุรัสแดงที่มอสโก นั่งรถไฟสายทรานส์ไซบีเรีย ขี่อูฐที่ทะเลทรายโกบี คือพูดกันประมาณนี้ ให้คนฟังอย่างเรานั่งเคลิ้ม หลับตาฝันเห็นภาพเหล่านั้นไปพลาง ๆ ถามฉัน ฉันก็ไป แม้จะรู้สึกกล้า ๆ กลัว ๆ เพราะแค่เดินทางไปไหนสักที่ที่ไม่คุ้นเคยก็มีอาการตระหนกอยู่เหมือนกัน เราไม่ค่อยไปไหนกับทัวร์ การลุยกันเองมีข้อดีข้อด้อย ว่ากันไปตามสภาพ

แต่ฉันกลับไม่แปลกใจที่ฝ้ายตอบอย่างไม่ลังเล ฉันไม่ได้เริ่มสนุกกับการเดินทางร่วมไปกับพวกเขานะ แต่เหมือนได้รู้จักคนสองคนนี้ด้วย อย่างน้อยฉันก็ชอบผู้หญิงอย่างฝ้าย น่ารัก เก่ง รอบคอบ ไม่ขี้แย ไม่ขี้บ่น ไปไหนไปกัน สถานที่ไม่สำคัญแค่รู้ว่าไปกับใคร เธอลุยได้ทุกสถานการณ์ แก้ปัญหาเก่ง แกร่งและแข็งแรงด้วย เป็นคู่เดินทางในฝันเลยเชียวล่ะ

พอจะเที่ยวก็ต้องคิดถึงการทำวีซ่าเชงเก้นเพื่อจะได้ใช้เดินทางเข้าออกกลุ่ม 26 ประเทศในยุโรปโดยไม่ต้องขอวีซ่าทีละประเทศ แต่ตอนที่ทำวีซ่ากันนั้น โบ๊ทยังทำวิทยานิพนธ์ไม่แล้วเสร็จ ความเครียดสะสมเพราะลุ้นทั้งวีซ่าเชงเก้นและงานให้ผ่าน สำหรับนักศึกษานี่ ฉันพอจะเห็นภาพ มีเพื่อนร่วมทุกข์ ความทุกข์ดูจะเบาลง แต่ความวุ่นวายก็ผ่านไปได้ เห็นพวกเขาจัดสัมภาระกลับบ้านแล้วเหนื่อย มันไม่ใช่แค่แบกเป้ใบเดียว แต่ดูพะรุงพะรังเพราะต้องขนของกลับบ้าน แล้วไม่ใช่ขนไปขึ้นเครื่องบินทีเดียวแต่ต้องพาไปทุกที่ที่ต่อรถยนต์ ลงเรือ ต่อรถไฟ ตกรถ ที่พักไม่เหมือนที่จองไว้ ภาพไม่ตรงปก แผนการเที่ยวล้มไม่เป็นท่า กินถูก กินแพง จ่ายค่าห้องสมราคาบ้าง แพงไปจนเป็นบทเรียนราคาแพงสมชื่อ ห้องที่ถูกก็นอนแทบไม่ได้ สลับกันไปอย่างนี้ตลอดเส้นทาง

การเดินทางแบบนี้ได้ นอกจากใช้ใจที่ใหญ่กว่าตัวหลายเท่าแล้ว ยังต้องมีสุขภาพแข็งแรงด้วยนะ ถึงจะลุยแบบนี้ได้ เพราะไม่อย่างนั้นทุกอย่างก็เป็นแค่ความคิด

การที่คนสองคนอยากรู้ว่า ชีวิตที่ผ่านมา ยังรักกันปกติอยู่มั้ย ก็ต้องลองเดินทางด้วยกันยาว ๆ ดู

แต่ก่อนเราเคยได้ยินแต่ว่า จะดูว่าคู่ไหนจะรอดหรือไม่นั้นต้องพาขึ้นภูกระดึง เส้นทางทรหดจะเผยธาตุแท้ของคนสงอคนยามลำบากออกมาได้

ฉันไม่เคยลองวิธีนี้หรอกนะ แต่เคยขึ้นภูกระดึงมาด้วยกันแล้วห้าครั้ง ครั้งที่จะไม่รอดคือครั้งที่สอง ตอนนั้นฉันสุขภาพไม่ค่อยดี ถึงซำแฮกก็อยากกลับ หัวใจแทบหลุดออกจากอก ไม่เกี่ยวกับจะเลิกกันตอนนี้หรอก ไม่ได้มาลองใจแต่มาเที่ยวเพราะชอบเหมือนกัน โชคดีที่เขาใจเย็น รอให้เหายหนื่อยก็พากันไปต่อได้

ถ้าตอนนี้ฉันคงคิดถึงการวิ่งมาราธอน ระยะทางไกลพิสูจน์ใจกันได้พอสมควร แต่ก็นะ หมายความว่า ต้องเข้าใจ เห็นใจ ทั้งขู่และปลอบก็ลากกันไปได้ พอผ่านมาได้ ต่อไปก็ขอวิ่งในจังหวะของตัวเองดีกว่า เอาแบบสบาย ๆ รายละเอียดระหว่างทางของชีวิตคู่มีมากกว่าระยะมาราธอนมากนัก แม้ปลายทางจริง ๆ คือการพรากจากไม่ว่าจะจากเป็นหรือจากตาย แต่เราสนใจระหว่างทางที่ทำอะไรร่วมกันมากว่า เมองเห็นป็นสิ่งสำคัญเหมือนหนุ่มสาวสองคนนี้กำลังคิด

รักของโบ๊ทกับฝ้ายมีความน่ารัก ไม่หวานเลี่ยน ไม่โรแมนติกเพราะรู้สึกจับต้องได้ แน่ล่ะ แต่ละวันก็ต้องคิดเรื่องการแพ็คกระเป๋า แบกกระเป๋าพะรุงพะรังขึ้นรถหรือไม่ก็เดินหาที่พักที่ห่างสองสามกิโล เหนื่อยนะนั่น

เล่มนี้อ่านอย่างเพลิดเพลินมาก ๆ ไม่ได้มีประวัติศาสตร์อัดแน่นทุกประเทศที่สองคนนี้ไปเยือน มีสิ่งที่คิดไว้ว่าจะเจอแต่ก็ไม่ใช่อย่างที่คาดไว้ ไปทะเลในอุดมคติ แต่มันก็ไม่เหมือนภาพสตาฟที่คนอื่นเชิญชวนไว้ ทะเลคนละเวลาน่ะนะ สิ่งที่ฉันฝันและอยากจะทำคล้าย ๆ พวกเขาคือ นั่งรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรียนี่แหละ อยู่บนรถไฟสี่วันสามคืนไม่ต้องอาบน้ำอาบท่า เข้าแผ่นดินมองโกเลีย นอนในเกอร์กลางทะเลทราย โบ๊ทและฝ้ายเล่าบาง ๆ แต่ทำให้หัวใจฉันเต้นแรง ความฝันบางอย่างของเราก็ซ้อนทับกับคนอื่นได้เช่นกัน หลายเรื่องที่บอกเราว่า ไม่ต้องคิดล่วงหน้า เจออะไรก็ได้ เหมือนไปในที่ที่มันไม่มีอะไร ใครก็สงสัยว่าจะไปทำไม ไม่เห็นมีอะไรดู เราก็บอกใครไม่ได้เหมือนกันว่าเราจะไปทำไม วิวเวิ้งว้าง ทะเลที่ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน ธรรมชาติที่มีแต่ภูเขา แสงจันทร์ แสงวัน แน่ล่ะ ฉันไม่นิยมช้อปปิ้งเพราะไม่รู้จักข้าวของเครื่องใช้หรือแบรนด์ดัง ไปก็เคว้งคว้างไม่รู้จะดูอะไรเหมือนกัน แต่ทางที่พวกเขาผ่าน เขย่าความฝันที่ตกตะกอนนอนก้นไปนานแล้ว

ทริปที่พวกเขาออกเดินทางในสายตาเรา ดูไม่ธรรมดาแล้วนะ แต่ระหว่างทาง โบ๊ทได้พบมิตรภาพใหม่ ๆ แถมยังได้ขยายหัวใจออกไปกว้างกว่ากว้าง อย่างมินวา เธอเรียนจบวิศวะจากมหาลัย MIT และเดินทางด้วยจักรยาน !! ใช่ เธอใช้เส้นทางจากอิสตันบูลมาอูลานบาตอร์ สถานที่ไกลประมาณแม่สาย-เบตง สัก 8 รอบครึ่ง ผ่าน 11 ประเทศ กลางทะเลทรายและอุณหภูมิติดลบเป็นเวลามากกว่าครึ่งปี และเธอเล่าเรื่องราวของเธออย่างถ่อมตน โอ แม่เจ้า !!

คนที่เดินทางอยู่กับที่อย่างฉัน ก็ท่องเที่ยวไปกับหนังสือเดินทางของคนอื่นแบบนี้แหละ ที่ฉันเกริ่นมานี่ยังไม่ลงรายละเอียดหรอกนะเพราะอ่านเอารสชาติด้วยตัวเองจะสนุกกว่า

71 วันอาจจะเป็นเวลาสั้น ๆ ของช่วงชีวิต แต่สำหรับการเดินทางแล้ว มันก็มากพอที่จะเปลี่ยนมุมมองและความคิดของเราได้ อย่างน้อยก็รู้จักตัวเองมากขึ้นเมื่อได้ไปเห็นหรือสัมผัสโลกใบนี้ด้วยตัวเอง ความจริงแล้วเราไม่ได้ต้องการอะไรมากไปกว่ามีความสุข ก็แค่เดินทางไปตามที่ตัวเองฝัน ได้แชร์ประสบการณ์ร่วมกัน ได้แบ่งปัน เสียสละและทำความเข้าใจคนอื่น ได้เจอคนแปลกหน้าที่กลายมาเป็นเพื่อน อาจจะดูฝัน ๆ ไปเพราะบางครั้งการร่วมเดินทางกับคนรักก็อาจจะกลายเป็นคนแปลกหน้าไปเลยก็ได้ แต่สุดท้ายแล้ว การเดินทางก็น่าจะทำให้รู้ว่า ปลายทางนั้นไม่สำคัญเท่ากับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างทางจริง ๆ

เล่มนี้ น่ารักดี อ่านแล้วมีความสุข จนแอบฝันไว้ว่า ถ้าคนที่บ้านเกษียณแล้ว อยากให้เขาพาไปนั่งรถไฟสายทรานส์-ไซบีเรียบ้าง อยากไปเที่ยวแบบนี้จริง ๆ

บางคราวก็รู้สึกแบบที่ Richard Brandson บอกกับลูก ๆ ของเขาว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือ Always live your life to the fullest.




ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
24 กันยายน 2562













Create Date : 25 กันยายน 2562
Last Update : 25 กันยายน 2562 11:43:48 น.
Counter : 96 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
--- บั น ทึ ก แ ม่ แ จ่ ม เ ท ร ล :: U T C M 2 0 1 9 ---



























วิ่งจบงานแม่แจ่มเทรลมาเกือบอาทิตย์แล้ว เพิ่งมีเวลาพิมพ์ลงจอ แต่เราเขียนลงสมุดบันทึกประจำวัน ตอนเขียนบันทึก ก็ไม่มีอะไรมาก เทรลนี้ไม่หนักใจอะไรมาก เป็นระยะที่พอไปได้ ไม่โหดร้าย ไม่เกินกำลัง แต่อยากจะพัก กินและนอนให้มาก ๆ เท่านั้น

ก่อนวิ่งเทรลหนึ่งอาทิตย์ เราอยู่ในช่วง taper จึงวิ่งเหยาะ ๆ เอากำลังวันละ 5-6 กิโล วิ่งเบา ๆ และหยุดสนิทก่อนวันลงสนาม 4 วันเต็ม ๆ

งานนี้เราลงระยะไม่เยอะเพราะจะไปดูแลสามีลงระยะอัลตร้า ไกลกว่าทุกครั้งที่เขาเคยวิ่ง ดูเขาไม่ตื่นเต้นมากเท่ากองเชียร์สามคนเรา

เรื่องที่เรากังวลสุดคือ พยากรณ์อากาศบอกว่า มีพายุโพดุลเข้าทางอิสาน และทางเหนือบ้านเราจะเจอแบบหาง ๆ และที่แน่ ๆ คือ ฝนตกทั้งสามวันช่วงที่เราลงวิ่ง ระยะหลังกรมอุตุฯทำนายแม่นยำจนอยากจะให้มันผิดพลาดบ้างก็ได้ ทางเทรลมีฝนนี่ไม่อยากจะนึกถึงเส้นทางเลย เละตุ้มเป๊ะแน่

ฉันเปิดมือถือดูช่วงบ่ายของวันศุกร์ที่เราเดินทางถึงแม่แจ่มแล้ว บ้านเพื่อนที่ร้อยเอ็ดโดนโพดุลถล่ม น้ำล้อมรอบบ้าน น้ำท่วมบนทางถนน รถสัญจรไปมาคงกระเพื่อมเข้าบ้าน ได้แต่ส่งใจ ภาวนาให้น้ำลดเร็ว ๆ และขอให้ทุกคนปลอดภัยจากอุทกภัยครั้งนี้

แต่เราต้องมีสมาธิกับตัวเอง ไม่ได้นัดพบใครเพราะใคร ๆ ก็ไม่มาด้วย งานของทีละก้าวเป็นที่เลื่องลือในด้านการจัดการ พอพูดถึงผู้จัด เราหิวข้าวขึ้นมาทันใด แต่ก็นะ..ใกล้บ้านที่สุดแล้ว เราไม่อยากเดินทางไกลกว่านี้เพราะจะเสียเวลาเดินทางจนการพักไม่พอ

เราไปรับบิบของสามีกันช่วงบ่าย ฝาก Drop bag ไว้กับทีมงานเลย ฝนตกปรอย ๆ ไม่สนุกกับการถ่ายรูปเป็นที่ระลึกมากมายเหมือนทุกสนามที่ผ่านมา ต้องรีบเข้าที่พักที่รีสอร์ต หาอะไรกินกัน

ฉันเคยมาแม่แจ่มเป็นครั้งแรก แต่ฟังจากสามีเล่าอยู่บ่อย ๆ ว่าเป็นเมืองน่าอยู่และมีน้ำปูอร่อยที่สุด ก่อนหน้านี้ เพื่อนเคยจะมาซื้อบ้านที่นี่เพื่อปล่อยให้นักท่องเที่ยวมาพัก ทำแบบ BNB ให้เราดูแล เราติดว่ามันไกลเหลือเกินถ้าคิดจากบ้านดอยของเรา ถ้าไกลแบบนี้ รู้สึกเป็นภาระมากกว่า ไม่อยากตกปากรับคำเพื่อนในสิ่งที่ทำได้ไม่ดี มีแล้วเป็นภาระก็บอกเพื่อนว่า เอาที่อื่นดีกว่า จะดูแลให้

ที่นี่เพิ่งมีการจัดวิ่งเทรลเป็นครั้งแรก ไม่รู้เหมือนกันว่าฉุกละหุกหรือเปล่า ไม่ว่าจะเรื่องที่พักและอาหารการกิน เมืองเล็ก ๆ แบบนี้ ต้องขอความร่วมมือกับชุมชนให้มาก แต่ตอนเราขับรถวนดูเมืองไปเรื่อย ๆ ก็รับรู้ได้ว่าเป็นเมืองสงบแม้จะไม่เท่าที่วัดจันทร์ก็ตาม น่าอยู่เหมือนบ้านฉันนี่แหละ มีร้านสะดวกซื้อสองแห่ง มีกาแฟอะเมซอนในปั๊ม ปตท.ที่เปิดตั้งแต่ตี 4 บริการนักท่องเที่ยวซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนักวิ่งรายการนี้ทั้งนั้นที่วิ่งรถกันขวักไขว่ยามนี้ ก็เป็นสีสันของเมืองดีนะ

เราวนหาที่กินข้าวเพราะเที่ยงคืนนี้ จะต้องปล่อยตัวนักวิ่งระยะอัลตร้าก่อน อยากให้เขากินให้อิ่มท้อง จะได้เตรียมตัวพักแต่หัววัน ฝนยังตกไม่ขาดสาย สงสารเขาและนักวิ่งที่จะปล่อยตัวคืนนี้ พยากรณ์ไม่ยอมเปลี่ยนใจ ยังย้ำหนักแน่นว่า ฝนจะตกข้ามคืนและอีกวันเต็ม ๆ


เราเข้าที่พัก เป็นรีสอร์ตที่เพื่อนของสามีจองไว้ให้ หาที่ไหนไม่ได้แล้ว เต็มทุกที่ ถ้าไม่ได้จริง ๆ จึงจะกางเต็นท์นอน

ฉันยอมรับว่า ไม่ชอบนอนที่รีสอร์ตเลย เข็ดตั้งแต่นอนรีสอร์ตที่แม่กำปองแล้ว บ้านหลังใหญ่ สะดวกสบาย ลูก ๆ และสามีชอบ ต้นไม้เยอะมาก ปกคลุมหนาแน่น มีแต่ฉันที่รู้สึกว่าอากาศอับทึบในตอนกลางคืน หายใจไม่สะดวก ห้องที่พักไม่มีแอร์ เป็นบ้านไม้เปิดโล่ง ใส่มุ้งลวด อากาศธรรมชาติ

ที่แม่แจ่ม ต้นไม้รอบบ้านพักน้อยกว่า แต่บ้านไม้ในหน้าฝนจะมีกลิ่นชื้น ที่นอนไม่แห้ง เหม็นอับ เปิดโล่งก็ไม่ได้ แมลงและยุงเยอะ ปกติฉันเป็นคนหัวถึงหมอนก็เข้าเฝ้าพระอินทร์เลย แต่นอนที่รีสอร์ตกลับตรงกันข้าม ผิดกลิ่น เป็นลมผิดเดือนขึ้นมา กระวนกระวาย เพื่อนแนะนำว่า กินยานอนหลับไปเลย แต่ฉันไม่เคยใช้ยานอนหลับเวลาเดินทางหรือก่อนวิ่ง นอกจากป่วย...

การนอนพักไม่ดีมีผลต่อฉันมาก ๆ ถ้าไม่ได้วิ่งก็แล้วไป แต่ถ้าต้องลงวิ่งก็ทำให้ไม่เต็มร้อย ไม่สดชื่นและทรมานเพราะเหมือนคนอดหลับอดนอนและฝืนไปวิ่ง ประสบการณ์นี้เจอกับตัวใหม่หมาดเมื่องานวิ่งที่แม่กำปอง วิ่งไม่ได้ตั้งแต่กิโลที่ 6 ดมยาดมยังไม่เข้า หายใจไม่ทั่วท้อง ปกติเหนื่อยก็เดินแล้วรีบไปต่อให้เร็วที่สุด งานแม่กำปองนั้น อย่าว่าแต่เดินเลย พอทิ้งตัวลงนั่งก็อยากนอนและอยากออกจากการแข่งขันทุกนาทีที่ท้อแท้ ซ้อมน้อยก็เรื่องหนึ่งเพราะก่อนมาเทรลนี้เป็นช่วงฝุ่นควันคลุมเมืองเชียงใหม่ เราไม่พ้นวิกฤตินี้เช่นกัน ซ้อมน้อยไม่พอ นอนยังไม่พออีกต่างหาก คืนนั้นงีบไปสักชั่วโมงเท่านั้น ผ่านงานแม่กำปองมาอย่างทุลักทุเลและไม่สนุกเอาเสียเลย

สามีรู้อยู่ แต่เราไม่บ่น การบ่นไม่เป็นผลกับคนฟัง ไม่สบายใจกันเปล่า ๆ เราก็ต้องทำใจ

เราออกไปกินก๋วยเตี๋ยวเนื้อ ไม่ห่วงตัวเองสักเท่าไหร่ เราสามคนคอยควบคุมการกินของสามีฉันมาก ห้ามสั่งต้มยำ ห้ามเติมเครื่องปรุงโดยเฉพาะน้ำส้ม ห้ามกินหน่อกับน้ำปูของแม่แจ่มก่อนวิ่ง อย่ากินผักเยอะเดี๋ยวจะถ่ายท้องตลอด หมูทอดที่ไม่ได้ทอดใหม่ก็อย่ากิน ไม่ค่อยมั่นใจ กาแฟก็งดก่อนเพราะเดี๋ยวนอนไม่หลับ กินกาแฟก่อนนอนทำให้การหลับไม่ดีเท่าที่ควร

เราสั่งหมูทอดแดดเดียวให้สามีใส่เป้ไปกินกลางทางด้วย หนักก็ต้องแบกไป อย่าเชื่อที่ผู้จัดบอกให้มากนัก เข็ดตั้งแต่งานเทรลที่แม่ฮ่องสอนแล้ว หุงข้าวด้วยฟืนทีละหม้อเล็ก ๆ นักวิ่งทยอยขึ้นมา ข้าวไข่เจียวที่ว่าไม่มีจริง ยังหลอนไม่หาย งานนี้จึงไม่หวังน้ำบ่อหน้า อยากกินอะไร แบกไป

พวกเราถามเขาว่า กังวลบ้างมั้ย กลัวมั้ยสำหรับอัลตร้าแรกเนี่ย เขาว่า ไม่ และคำนวณผลการวิ่งของตัวเองไว้แล้วว่า จะวิ่งจบตอนตีสามวันที่ 1 กันยายน ก่อนเราลงวิ่ง ประมาณว่าวิ่งกันข้ามเดือนเลยทีเดียว

นักวิ่งอัลตร้าครั้งนี้มี 200 กว่านิด ๆ คือ 237 คน แต่รุ่นอายุเขาหรือ 50 ปีขึ้นไปมีไม่ถึงสิบคน งานนี้เขาซ้อมยาวตอนกลางวันแดดร้อนถึง 34 องศา แต่ไม่มีเวลาที่จะซ้อมทั้งคืนอย่างที่ตั้งใจ แต่กระนั้น ก่อนวิ่งหนึ่งอาทิตย์ เขานอนอย่างเดียว เลิกงานก็รีบเข้านอนตั้งแต่สองทุ่ม เราเชื่อเรื่องการพักผ่อนให้พอ ยิ่งแก่ยิ่งต้องการเวลานอนมากกว่าคนหนุ่มคนสาว เขาบอกแต่ว่า จะพยายาม ไม่อยากเป็นภาระเด็ก ๆ อายเด็กเปล่า ๆ และแก่กว่านี้อาจจะไปไม่ไหวแล้ว

เราสามคนมานอนรวมกันอีกห้องหนึ่ง ดูโทรทัศน์ รอไปส่งเขาตอนเที่ยงคืน ปล่อยเขานอนอีกห้อง

ฝนยังตกลงมาไม่ขาดสาย ตกหนักขึ้นเรื่อย ๆ นึกถึงเส้นทางวิ่งของเขาคืนนี้

ห้าทุ่มกว่า เราออกจากที่พัก ไปรอส่งสามีที่จุดสตาร์ท ฝนพรำ ๆ

คู่ของเราไม่โรแมนติก ไม่ค่อยพูดอะไรกันเยอะ ต่างก็รู้ว่าห่วงนั่นแหละ จะแข่งอยู่แล้วก็ไม่พูดอะไรที่บั่นทอนกำลังใจ เพราะเขารู้ตัวอยู่แล้ว แต่ก็บอกกันเสมอว่า วิ่งให้สนุก วิ่งให้รู้ด้วยตัวเองเสียที ให้สมกับความตั้งใจของเขา

ฉันรู้นิสัย รู้ใจ รู้ถึงความมุ่งมั่นตั้งใจอย่างมากของเขา ไม่เหลือวิสัย ไม่น่าจะเลิกรา และเชื่อว่าเขารักตัวเองมากกว่าสิ่งใด

หลังจากเสียงแตรปล่อยตัวดังขึ้น (ก็เป็นเช้าวันเสาร์ที่ 1 กันยายน ไปแล้วสินะ)
ไม่พร้อมก็ต้องพร้อมแล้ว เราส่งนักกีฬาจนคนสุดท้ายวิ่งออกจากเส้นสตาร์ทไป จากนั้นเราก็ไปนอนลุ้นกันที่ที่พักต่อ รอฟังข่าวจากเขา ไม่รู้จะส่งข่าวได้หรือเปล่า บนดอยจะมีคลื่นไหม มีที่หลบฝนช่วงไหน อย่างไร แต่ละ CP เป็นอย่างไร นึกไม่ออก แต่คอยเช็คแต่ละ CP ว่าผ่านจุดคัทออฟทันมั้ย

เรากึ่งหลับกึ่งตื่น ได้ยินเสียงไลน์ดัง



ตี 3.46 :: เขาส่งภาพนาฬิกาบนข้อมือที่เปียกน้ำฝน หน้าปัดบอกว่า 16.84 กิโล 3:43 ชม. พร้อมบอกว่า CP2 16 K สบายดี

ตี 5:42 ไลน์ดังขึ้น ส่งภาพนาฬิกาบนข้อมือมา 24 k 5:51 ชม. CP 3 แล้ว
เราตื่นกันหมดแล้ว นั่งเฝ้ามือถือและผลการแข่งขัน ดูแต่ละจุดเช็คพ้อยต์ไปเลย
เขาบอกมาสั้น ๆ ว่า โ ห ด ม า ก

ฝนยังตกพรำ ๆ ไม่ขาดสาย คิดในใจว่า เขาชอบอากาศเย็นมากกว่าร้อน เราเคยวิ่งแบบร้อน ๆ ด้วยกัน ใจจะขาด วิ่งยากกว่าฝนและหนาวอย่างเทียบกันไม่ได้

ครั้งแรกจะตื่นไปรอตรงจุดที่เขาแยกออกมาที่ถนนก่อนเจ็ดโมงเช้า แต่จากจุดนี้ เขาตัดเข้าป่าข้าวโพดไปแล้วก่อนเวลาคัทออฟ ซึ่งทำเวลาได้ดีกว่าที่คาดไว้ เขาบอกว่า ไม่ต้องออกมากัน ดูเขาเป็นห่วงเรามากกว่าที่เราเป็นห่วงเขาเสียอีก

จากนี้ เราก็เช็คผลการแข่งขัน นักวิ่งอีลิททยอยผ่าน CP5 กันไปจำนวนหนึ่ง แต่คนของเรายังไม่ผ่านจุดนี้จนกระทั่งเวลา 11.27 เขาไลน์มาบอกว่า ไม่มีคลื่นเลย เละสุด ๆ ส่งภาพข้าวต้มกับไข่เจียวให้ดูพร้อมเวลาบนหน้าปัดนาฬิกา 44.43 k pace 23.29 ความชันสะสม 1013 จากนั้นเราก็ส่งภาพก๋วยเตี๋ยวของเราให้ดูเหมือนกัน

ดีใจนะว่าเขาผ่านครึ่งทางมาแล้ว

14.21 น. เขารับดร็อปแบ็คและเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ไลน์มาบอกว่า หล่อแล้ว
พวกเราหัวเราะกัน บอกกลับไปว่า ไม่เชื่อ ต้องถ่ายรูปมาให้ดูด้วย เขาก็ถ่ายมาให้ดู จากนั้นเราก็ถ่ายรูปข้าวกล่อง ไข่เจียวและหมูทอดแดดเดียวให้เขาดู บอกไปว่า รอกินข้าวเย็นพร้อมกันนะ



ไลน์ขาดหายไปช่วงนึงคือช่วงจาก CP5 ไป CP9
ข่าวน้ำป่าตั้งแต่เมื่อคืน บอกว่าทางขาด ดินสไลด์
แต่นักวิ่งปลอดภัยกันทุกคน เรารู้สึกกังวลนะ
แต่ก็รอเขาส่งข่าวอยู่

ตอน CP5 มีชื่อเขาผ่านไปแล้วเป็นลำดับที่ 171
และมีรายชื่อนักวิ่งที่ NO STARTED ถึง 29 คน

เอาเถอะ เขาผ่านจุดนี้ไปแล้ว ได้ที่สุดท้ายก็ไม่เป็นไร ไม่จบหรือ DNF ก็ไม่เป็นไร ขอให้กลับมาถึงเส้นชัยอย่างปลอดภัยก็พอแล้ว


ช่วง CP 9 เราเห็นรายชื่อนักวิ่งทยอยมาเช็คพ้อยต์กันตลอด แต่ยังไม่เห็นชื่อเขา คนเข้าสุดท้ายที่จุดนี้มา 139 คนแล้ว เราเช็คมือถืออยู่เรื่อย ๆ จนมาถึงคนที่ 151

เราไปนับดูรายชื่อนักวิ่งที่เหลืออยู่ ก็ไม่เห็นชื่อสามีสักที งงว่า รายชื่อหายไปไหน ป่านนี้ยังไม่มา
แต่พอเช็คชื่อคนที่ 151 อีกครั้งก็เฮกันดังอีกรอบ ชื่อเขาขึ้นมาแล้วนี่ เมื่อกี๊ไม่ทันดูชื่อ สนใจแต่ลำดับที่เข้าสุดท้าย


18.24 น. เขาไลน์มาว่า อีก 10 กิโลจะเข้าแล้ว มาส่งนักวิ่ง 65 k ขอมารอรับด้วย
ใกล้ถึงแล้วจะไลน์มาบอก

เราเริ่มใจชื้นขึ้นเยอะ น้ำตาจะไหลทั้งที่เขายังไม่เข้าเส้นชัยเลย นี่มาเกินครึ่งแล้ว มาไกลกว่าทุกสนามที่เคยลงวิ่งด้วยกัน

19.54 น. เขาไลน์มาอีกรอบว่า อีก 7 กิโลนะ ถึงประมาณสามทุ่ม ทางยากมากเพราะต้องวนเข้าไปในลูป 4 อีกรอบ เขาบอกว่ามืดมาก ไม่รู้หลงทางหรือเปล่า

20.27 ไลน์เข้ามาว่า อีก 1 ชม. จะถึง

22.00 พวกเราเริ่มรอดูตรงทางถนนแล้ว รอรับนักวิ่งเข้าเส้นชัยไปหลายคนแล้ว เสียงของเราสามคนปลุกคนในสนามให้รู้ว่าจะมีนักวิ่งวิ่งเข้าเส้นชัย ช่วงเวลานี้ สนามเงียบมาก ๆ เพราะทุกคนมาส่งนักกีฬาแล้วก็กลับที่พัก พวกมารอรับนักวิ่งก็นับคนได้ มันยังไม่ถึงเวลานั่นเอง

ตากล้องได้ยินเสียงพวกเราก็รีบออกมารอถ่ายรูปให้ เราก็ช่วยกันบิ้วท์นักวิ่งให้ทำท่าสวย ๆ ยิ้มสวย ๆ เป็นฟินิชเชอร์แล้ว ยินดีด้วย ตบมือกันยาว ๆ มีกันสามคนก็เหมือนมีกันสักสามสิบ

น้องตากล้องดีใจที่พวกเรามาอยู่เป็นเพื่อน ฝนพรำ ๆ ทำให้กองเชียร์หายหมด แต่ขณะที่เรารอสามีเข้าเส้นชัยก็มีเพื่อนของนักวิ่งสักคนสองคนมารอรับนักวิ่งเช่นกัน

ทุกครั้งที่ผู้หญิงวิ่งเข้ามา ฉันจะตื่นเต้นและยินดีเป็นพิเศษ เธอไปเอาแรงมาจากไหน ต้องซ้อมขนาดไหนกันถึงลงระยะนี้ได้ ทึ่งมาก ๆ

ในที่สุด สามีฉันก็มาถึง พอเขาเลี้ยวเข้าประตูโรงเรียนเท่านั้นแหละ เสียงกรี๊ดสามคนเราดังที่สุดในสามโลก โคตรจะดีใจเลย ในที่สุดเขาก็ทำได้ เจ้าตัวดูระโหย แต่ก็ยิ้มเข้าเส้นชัยนะ รู้ว่าเขาดีใจแต่ไม่มีแรงจะพูดอะไร
เขาใช้เวลาไป 21:38:56.1 ชั่วโมง ได้ที่ 113 จาก 154 คน ชาย
ได้ที่ 141 จาก 190 คนที่เข้าเส้นชัย โดยมีนักวิ่ง DNF 47 คน

แต่ละคนที่วิ่งไม่จบในวันนี้มีเหตุผลต่างกันไป เราเชื่อหมดใจว่าไม่มีใครอยากวิ่งไม่จบ ต้องมีเหตุที่เจ้าตัวบอกได้ แต่ที่เราอยากบอกกับนักวิ่งระยะนี้ทุกคนคือ เก่งมาก ๆ แค่ตัดสินใจลงระยะนี้ก็ใจเกินร้อยแล้ว ไหนจะต้องวางแผนเตรียมตัวซ้อม ไม่ใช่เรื่องง่าย เราต่างไม่ใช่นักวิ่งอาชีพ ทุกคนมีการมีงาน มีครอบครัวที่ต้องดูแลและมีสิ่งสำคัญที่ต้องรับผิดชอบมากมาย แต่ก็แบ่งเวลามาทำกิจกรรมที่ชอบนี้ได้ ขอแสดงความยินดีให้กับนักวิ่งทุกท่านนะคะ

เรากลับที่พักกันเกือบห้าทุ่ม เพราะต้องไปรับดร็อปแบ็กอีก จะพาเขาไปกินอาหาร และกาแฟ แต่เขาว่าไม่อยากกินอะไรแล้วเพราะเพิ่งกินก๋วยเตี๋ยวก่อนมาเข้าเส้นชัย ตอนนี้อยากอาบน้ำและนอน

สามีดิฉันเน่าไปทั้งตัว ชื้นเหงื่อชื้นฝนมาทั้งวันเต็ม ๆ ไม่บาดเจ็บลื่นล้มอะไร ไม่ได้นอนมาหนึ่งคืน แต่นับว่าสภาพดี ขับรถกลับที่พักได้ ใจก็อยากฟังเขาเล่าแต่ไม่ใช่เวลานี้ กลับมาได้ก็ดีใจสุด ๆ แล้ว

ส่วนเราสามคนก็รีบนอน ต้องตื่นตีห้า ลงระยะวิ่งกรุบกริบกันไว้ ดูจากเส้นทางแล้ว มีชันช่วงกิโลที่ 7 ไป 15 และจากนั้นก็ขึ้น ๆ ลง ๆ ไปจนกิโลที่ 24 หลังกิโลที่ 24ก็วิ่งบนถนนอีก 7 กิโลก่อนตัดเข้าป่าและเข้าเส้นชัย คิดว่าน่าจะไปได้เพราะตั้งใจจะไปเรื่อย ๆ มาซ้อมวิ่งยาวเป็นครั้งสุดท้ายก่อนลงสนามมาราธอนที่จะมีต่อจากนี้

ระยะ 33 k ที่ฉันวิ่ง ไม่ไกลและไม่ใกล้ สามีบอกว่าให้เอาไม้เท้าไปด้วยและถือไปเลยตั้งแต่ออกจากจุดปล่อยตัว เพราะเริ่มก็เป็นทางขึ้นเขาไปจนกิโลที่ 5 ทางค่อนข้างลื่น แต่แฉะและเละแน่นอน อย่าวิ่งตามไหล่ทางเพราะทางเป็นหลุมลึกเยอะ เมื่อคืนน้ำป่าทำให้ดินสไลด์หลายช่วง ระมัดระวังอย่าล้ม ระวังข้อพลิก มีสติตลอดเวลา อย่าประมาทเส้นทาง เรื่องอื่นก็ไม่มีอะไร น่าจะทันคัทออฟเพราะให้เวลาเหลือเฟือ

สำหรับสนามเทรลแม่แจ่มนี้ ถือว่าไม่ยาก ไม่ง่าย คนที่อยากจะอัพเกรดจากระยะฮาล์ฟมาราธอนก็ลองมาวิ่งได้สบาย ๆ ไม่มีทางซิงเกิ้ลแทร็ก ไม่น่ากลัว ทางสวยงาม มีนาขั้นบันไดตรงจุดสูงสุดของเรซที่บ้านป่าปงเปียง อาหารการกินอุดมสมบูรณ์ ไม่ต้องแบกเป้น้ำเต็มเป้ก็ได้ มีน้ำเย็นให้เติมเต็มเป้ทุกจุดให้น้ำ มีน้ำเกลือแร่และน้ำอัดลมทุกยี่ห้อ ใครที่กินเจลก็เตรียมเอาเองค่ะ เจลไม่มีให้อย่างเดียว

สำหรับฉัน เป็นนักวิ่งไม่กินเจล แต่พกน้ำเกลือแร่ที่ผสมใส่ขวดไปเอง กันเหนียว กลัวผู้จัดไม่มีให้ และยังเตรียมเกลือแร่ผงติดเป้ไปด้วย ส่วนเจลนั้น ได้ให้น้อง ๆ ที่ซ้อมกันเกือบหมดแล้ว ไม่ได้ร่ำรวยขยันแจกเจลอะไรนะ แต่เป็นเจลที่ได้มาฟรีจากงานวิ่งงานหนึ่ง ได้ส่วนแบ่งมาคนละเกือบสามสิบซอง จะหมดอายุสิ้นปีนี้แล้ว ก็ต้องถามให้คนอื่นไป แต่ก่อนหน้านี้ ตอนวิ่งมาราธอนก็อุตส่าห์ซื้อ เพราะใคร ๆ ก็บอกว่าต้องกินเจล มันเพิ่มพลังงาน อย่างน้อง ๆ ในทีมนี่กินเจลทุก 5 กิโลและกินก่อนปล่อยตัวอีกหนึ่งซอง เขาจะพกเจลกันคนละแปดซองสำหรับมาราะอน

แต่ตอนนั้น ฉันพกเจลเป็นเหมือนยาวิเศษ ป้องกันการวิ่งไม่จบ เหมือนเครื่องรางช่วยชีวิตประมาณนั้น ซองละ 60 บาท ไม่ใช่ของถูก ๆ อร่อยก็ไม่อร่อย เคยกินตอนวิ่งมาราธอนแรกไปหนึ่งซองกิโลที่ 17 ไม่คิดว่าจะเจอเหตุการณ์แรงตกกะทันหัน ทั้งที่จริงมันไม่ใช่แต่ที่แน่นจนหายใจไม่ออกเพราะดันใส่กางเกงรัดกล้ามจนหายใจไม่ออกนั่นแหละ จากวันนั้นก็ไม่เคยใส่กางเกงรัดกล้ามอีก อึดอัดมาก

งานนี้วิ่งสนุกค่ะ กินอิ่ม นอนหลับดี ไม่ท้องเสีย ไม่ป่วย ไม่ได้ดมยาดมสักปื้ดจนน้องที่ตามมาด้วยแซวว่า งานนี้พี่ไม่ได้ดมยาดมเหมือนทุกครั้ง ก็จริงนะ เพราะอากาศดี เย็นสบายและหอมลมฝน ไปเรื่อย ๆ ถ่ายรูปให้น้องไปตลอดทาง เขาชอบถ่ายรูป ระหว่างทางวิ่งมีฝนพรำ ๆ เย็นดี ตกแรงบางช่วงแต่ไม่ถึงกับต้องใส่เสื้อกันฝน หากเพิ่งเริ่มเทรลก็อาจจะเตรียมเสื้อกันฝนไปด้วย มีน้อง ๆ ใส่เสื้อกันฝนสวย ๆ หลายคน

เจอน้องที่วิ่งเทรลหลวงพะเยามาทัก เขาจำเราได้ ดีใจมาก ๆ เราก็จำเขาได้เพราะเขาแบ่งกาแฟซองให้เราตอนนั่งพักกินข้าวเหนียวหมูปิ้งบนดอยหนอก เธอว่าเธอโดนเท เพื่อนสมัครงานนี้ไว้แต่มาไม่ได้ เลยขอวิ่งตามฉันไปด้วย

พวกเราวิ่งจบก่อนเวลาคัทออฟสามชั่วโมง เป็นงานแรกที่คุยกันไปตลอดทาง มันง่ายเกินไปหรือเปล่า ไม่หรอกนะ แต่มีคนบอกว่า งานนี้มาเดินก็จบ แต่เราของเสริมนิดนึงสำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยลงเทรลระยะนี้ จะมาเดินก็เดินอย่าต่ำกว่าเพซ 10 เอ้อระเหยมากจะไม่ทันเวลาน ฝึกสควอทให้มาก ๆ ยังไงก็ต้องซ้อมยาวไว้อยู่ดี

สำหรับคนที่เคยผ่านแม่กำปองเทรล โป่งแยงหรือ CM6 มาแล้ว ก็ไม่น่าห่วงค่ะ ระยะนี้อาจจะเด็กเกินไปด้วยซ้ำ

ขอบคุณผู้จัดนะคะ งานเทรลนี้พลิกความคาดหมาย
ดูแลดี อาหารดีงาม เหลือเฟือ ดีก็ต้องชมและบอกต่อค่ะ
ขอให้เป็นแบบนี้ไปทุก ๆ งาน เราจะตามไปวิ่งอีก

ขอขอบคุณช่างภาพทุกท่านค่ะ

ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
UTCM 2019


















Create Date : 07 กันยายน 2562
Last Update : 7 กันยายน 2562 13:38:58 น.
Counter : 116 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  

BlogGang Popular Award#15



ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]



  •  Bloggang.com