All Blog
--- Ultra Trail Panoramic 2017 ---














อัลตร้าเทรลมาราธอน 50 k แรกของเราก็มาถึง





เราคงหลงใหลการวิ่งระยะยาวเข้าแล้วเต็มเปา เมื่อรู้ว่าชอบก็ตั้งใจกับการซ้อมหลังจากที่สมัครไว้ล่วงหน้า คิดว่ามีเวลาเตรียมตัว เตรียมใจ เตรียมร่างกายเพื่อรับมือกันอยู่ ตอนแรกก็ไม่รู้หรอกว่า จะมีการคัทออฟเป็นจุด ๆ คิดว่าปล่อยให้เราวิ่งกันตามใจ ถึงเมื่อไหร่ก็ได้ แต่พอรูทการวิ่งออก ก็รู้แล้วล่ะว่า จะเอ้อระเหยแบบที่คิดตอนแรกไม่ได้ รู้สึกตื่นเต้นและกลัวเหมือนกัน ยิ่งช่วงขึ้นดอยเมี่ยงนี่เล่นเอานอนไม่หลับ

เส้นทางการวิ่งครั้งนี้ เราดูจากแผนที่ เป็นการวิ่งขึ้นเขาสูงกว่าที่เขาค้อ แต่เราไม่ได้สำรวจเส้นทางก่อนขึ้นนอกจากฟังบรีฟเย็นวันที่รับเสื้อและบิ๊บ (แต่ถึงให้สำรวจได้ รถก็ขึ้นไม่ไหว คงหงายหลังตกเหวแน่เลย ทางชันจนจะหงายหลังซะขนาดนั้น)

ก่อนออกบ้านก็เพิ่งเช็คอุปกรณ์ให้เรียบร้อย ไม่ว่าจะเป้น้ำ เฮดแลมป์เพราะงานนี้ปล่อยตัวตั้งแต่ตีสี่ หมวก แว่นกันแดด บัฟฟ์ นาฬิกาชาร์ตแบตให้เต็ม นกหวีด ถุงเท้า รองเท้าเทรลคู่เก่งและยาดม ก่อนออกบ้านก็ตรวจดูในใบสมัครว่า เขาต้องการอะไรอีก สะดุดใจตรงที่ต้องมีใบรับรองเแพทย์ด้วย เกือบไม่ทันการเพราะรู้ล่วงหน้าก่อนเดินทางวันเดียว ต้องแจ้นไปขอหมอช่วยออกใบรับรองแพทย์ให้ ท่านยังแอบหยอกเราเลยว่า ใจคอผู้จัดจะไม่รับผิดชอบนักวิ่งเลยใช่มั้ยงานนี้ เราได้แต่ยิ้ม ๆ เพราะทางขึ้นดอยขนาดนั้น นักวิ่งต้องรู้จักตัวเองเป็นอย่างดี ที่เขาบอกว่า หัดมีหัวใจใฝ่ฟังเสียงของร่างกายน่ะ พวกวิ่งระยะยาวจะตัดสินใจอะไรเองได้ แต่เชื่อเถอะว่า ถ้าไม่สาหัสเกินเหตุ แทบจะไม่มีใครออกจากการแข่งขันระหว่างทางแน่นอน อันนี้พูดจากประสบการณ์ส่วนตัว

เรามาถึงหน้างาน ก็คิดว่าเตรียมอุปกรณ์มาครบ แต่ก็ขาดผ้าห่ม เราก็งง เอาผ้าห่มด้วยเหรอ เขาว่า เผื่อเราหลงป่า อย่างน้อยก็มีผ้าห่มอบอุ่นร่างกาย อืม..นะ ไม่ได้คิดเรื่องนี้มาก่อนทั้งที่เคยหลงป่าและหลงเส้นทางมาสองครั้งแล้ว แต่มันไม่น่ากลัวเท่าบนดอยสูงที่นี่ล่ะมั้ง โชคดีที่เราติดเสื้อกันหนาวมา เลยเอาเสื้อกันหนาวให้เขาดู

เราถ่ายรูปหน้าป้ายเอาฤกษ์เอายาม เผื่อเราวิ่งมาไม่ทันคัทออฟ เขาจะเก็บโต๊ะเก็บเต็นท์ ไม่มีป้ายงานอะไรให้เห็นรอเรา

เรามากันสองคน ไม่มีกลุ่มเพื่อนมาคอยเชียร์เหมือนคนอื่น แทบไม่ค่อยคุ้นใครเลยหรือเพราะเป็นการวิ่งอัลตร้าสนามแรกของเรา สิ่งต่าง ๆ ยังดูแปลกหน้า จนกระทั่งเจอกวีกับคนรักของเขา เราเจอกันที่เขาใหญ่เทรลมาแล้วครั้งหนึ่ง ดีใจที่ได้มาวิ่งงานเดียวกันอีกครั้ง

ออกจากงานก็ไปหาอะไรกินที่ถนนคนเดินเมืองปาย เมืองเล็ก ๆ แต่นักท่องเที่ยวเยอะมาก เหมือนอูบุดที่เมืองปาย อาหารการกินและนักท่องเที่ยวต่างชาติพลุกพล่านไปหมด วัดซ่อนตัวอย่างสงบเงียบ มีวัดไทยใหญ่หลังคาสีฟ้า ถัด ๆ ไปจะเป็นร้านอาหารไทยและฝรั่งติด ๆ กัน เราเลือกกินได้ตามใจ แต่เราก็เลือกไปหาอะไรกินในถนนคนเดิน โรตี ชาชัก น้ำกระบอกที่เห็นใคร ๆ ก็ซื้อเดินถือกันไป เรากินขนมจีนนั่งยอง ๆ ก่อนจะออกมาซื้อเคบับ นั่งกินที่ร้านเพื่อดูคนเดินผ่านไปมา หากาแฟร้อนกิน ราคาแก้วละ 50 บาท กินกาแฟจะได้จบมื้ออาหารเสียที เดี๋ยวเราก็ต้องนอนพักแล้ว เตรียมอาหารสำหรับมื้อเช้าก่อนวิ่งด้วย

เราพักที่ 'ปาย วิมาน' ด้านหน้าเป็นซอยเล็ก ๆ พอที่รถจะเลี้ยวเข้าไปจอดได้ แต่ครั้นพอเข้าไปด้านใน ที่พักมีบริเวณกว้างขวาง สวยงามและเป็นส่วนตัวมาก ห้องพักสะอาด ที่นอน ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัวสะอาดมาก ที่เราชอบมากที่สุดคือ ที่พักห่างจากสนามปล่อยตัวเพียงสามร้อยเมตร ทำให้เราไม่ต้องเตรียมไปสนามเพื่อหาที่จอดรถแต่เช้าเหมือนสนามอื่น โชคดีจริง ๆ

เช็คเส้นทางการวิ่งก่อนนอนอีกที

ตีสี่ปล่อยตัว อย่าลืมเปลี่ยนถ่านที่เฮดแลมป์ให้พร้อม เส้นทาง 15 กิโลแรกมีจุดเช็คพ้อยต์อยู่ ออกจากสถานีแรกไปสถานีที่สองประมาณ 8 กิโลกว่า ๆ จุดนี้ให้ชั่งใจให้ดีว่าจะไปต่อหรือไม่เพราะหลังจากนี้คือการขึ้นดอยเมี่ยงซึ่งสูง 1715 เมตร ระยะทาง 10 กิโล เป็นจุดเช็คพ้อยต์ก่อนเที่ยงครึ่ง เขาให้เวลาตรงจุดนี้ราว ๆ สี่ชั่วโมง คิดในใจก็เดาว่า สูงชันแบบที่เห็นตามแผนที่ หลังจากกิโลที่ 33 จะเป็นทางลง ไปเช็คพ้อยต์อีกทีกิโลที่ 43 จากนั้นก็เป็นทางราบ นี่คือเส้นทางในแผนที่ที่เราดูแล้วดูอีกให้ขึ้นใจก่อนหลับตา



เช้าตีสองวันอาทิตย์ เราตื่นมาอาบน้ำ กินอาหาร ตีสามจะไปสนามเพื่อซึมซับบรรยากาศให้เต็มที่และอบอุ่นร่างกาย ถึงตอนนี้ ไม่คิดอะไรมาก ทำใจให้สบาย เราไม่รู้หรอกว่า หนทางข้างหน้าจะเป็นอย่างไร มีเพื่อนร่วมจุดหมายเดียวกับเรามากมาย ค่อย ๆ ไป

แล้วนาทีสำคัญก็มาถึง อากาศเช้าอบอุ่น หัวใจหลายดวงที่ชอบอะไรเหมือน ๆ กันดูช่างมีพลัง เราออกจากหน้าประตูโรงเรียนไปบนทางถนนก่อนเลี้ยวลงทางดิน เราวิ่งตาม ๆ เขาไป ไม่เร็วนัก เสียงนาฬิกาบอกตรงกับความรู้สึกเราเลยว่า เราวิ่งประมาณเพซ 8 เราตั้งใจจะคุมเวลานี้ไปเรื่อย ๆ จนถึง 23 กิโล

แทบไม่ค่อยได้ยินเสียงเพื่อนนักวิ่งคุยกัน เหมือนกับละเมอวิ่งกันเลย เราจะเห็นแสงไฟของแต่ละคนเป็นเส้นสายไปข้างหน้าเป็นแถวยาว ทางวิ่งเป็นถนนดินเล็ก ๆ เหมือนคันนา บางช่วงก็เหมือนอยู่บนภูกระดึงเพราะมีฝุ่นขาวจนแสบจมูก เราย่ำตามรอยเท้าเขา คนหลังเราก็ย่ำตามรอยเท้าเราเช่นกัน ยังไม่ค่อยมีใครวิ่งแซงมากสักเท่าไหร่ คิดว่ายังต้องวิ่งอีกไกล จึงต้องแบ่งเวลาให้ถูก เราคิดของเราแบบนี้เพราะเราแรงน้อย และขาแรงส่วนใหญ่ก็ไปล่วงหน้าจนไม่เห็นฝุ่นอยู่แล้ว

เรามาถึงเช็คพ้อยต์แรกกิโลที่ 15 เหงื่อท่วมตัวเหมือนอาบน้ำเลย อากาศเมืองปายต้นเดือนธันวาไม่เย็นเลย ลมไม่กระดิก กะว่าจะหนาวแต่กลับตรงกันข้าม
เราจิบน้ำและเริ่มเติมน้ำเปล่าในเป้เพราะต้องไปต่ออีก 8 กิโลกว่า ๆ กวีกับคู่รักก็ตามมาติด ๆ ต่างหัวเราะให้กันเพราะเหมือนเราอาบน้ำกันเลย เปียกไปทั้งตัว เราพักพอหายเหนื่อยและไปต่อ มีกล้วยน้ำว้าให้กินและเครื่องดื่มเกลือแร่ น้ำเย็น ๆ ใช้เวลาไปเกือบสองชั่วโมง ฟ้ายังมืดอยู่ มองหน้ากันตอนใส่เฮดแลป์แล้วเหมือนกำลังจะไปแทงกบ


เราวิ่งไปสักพัก เริ่มมองเห็นทางรำไรเพราะพระอาทิตย์เริ่มงัวเงียและโผล่อออกจากผ้าห่มมาทักทายเราแล้ว

เรายังวิ่งบนทางดินปนกรวดไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งเป็นทางขึ้นเนินเล็ก ๆ สลับกันไป แต่วิ่งไป ๆ ทำไมเริ่มไม่เป็นเนินแต่กลับชันขึ้น ๆ เราก็ว่าเราดูแผนที่มาดีแล้วนะว่าทางช่วงนี้จะเป็นทางราบอยู่ ฉันเริ่มไม่ค่อยดีแล้ว รู้สึกเหนื่อยเหมือนกัน แปลกใจว่า นี่ไม่ใช่เนินเล็กแต่เป็นม่อนเล็ก ๆ ขึ้นลง ๆ ช่วงนี้เราจะเจอนักวิ่งระยะ 100 กิโลบ้างแล้ว คนไหนที่ถือเทรกกิ้งโพลทำสมาธิเดินช้า ๆ เหมือนซอมบี้ สันนิษฐานก่อนเลยว่า นักวิ่ง 100 กิโล แล้วก็ใช่จริง ๆ ด้วย เราได้แต่ปรบมือเชียร์เขา ปรบมือดัง ๆ เอ็นดูแต๊ ได้นอนกันบ้างหรือเปล่าเนี่ย ผ่านค่ำคืนกันมายังไง เพราะเขายังคงเดิน เดิน เดิน ไปพร้อมเทรกกิ้งโพลทั้งสองมือ บางช่วงที่เป็นขาลง เขาเปิดทางให้เราวิ่งไปก่อน และชมตามท้ายว่า ขาเราแข็งแรงมากที่ลงโดยไม่ใช้ไม้เท้า


อยากจะบอกไปว่า เปล่าหรอกค่ะ อยากใช้ไม้เทรกกิ้งนะ แต่ผู้จัดไม่ได้บอกเราว่า ไม้เทรกกิ้งเป็นสิ่งจำเป็น เราสั่งซื้อแล้วแต่เขาส่งของให้เราไม่ทัน เราจึงมาวิ่งมือเปล่าแบบนี้แหละ เป็นความผิดพลาดที่เราเตรียมตัวไม่พร้อมและไม่ปรึกษาใคร กลุ่มพรรคพวกก็ยังไม่มี แต่ก็ผิดที่เราอยู่ดีว่า พอมีใครให้ถามแต่ก็ไม่ถาม

ดอยเล็ก ๆ นี้ชื่อดอยอะไรกันนะ กว่าเราจะเก็บได้แต่ละกิโลนี่ ยากมาก และกินแรงเราไปมาก ฉันควักยาดมมากำไว้ในมือและอัดเข้าไปทั้งสองจมูก เริ่มไม่ค่อยมีแรงแล้ว


นักวิ่งร้อยกิโลบอกเราว่า ทางไปดอยเมี่ยงเป็นแบบนี้แหละครับ ตัดสินใจดี ๆ นะครับว่าจะไปต่อมั้ย เขาแกล้งแหย่เราไปอย่างนั้นแหละ นี่ยังแค่หนึ่งส่วนสามของระยะทางทั้งหมดเอง แต่เหงื่อตก หน้าซีดแล้ว เอาน่ะ อย่าเพิ่งใจฝ่อ

ฉันจินตนาการถึงดอยเมี่ยง ที่เขาเล่าลือกันว่าสูงนักสูงหนานี่มันจะแค่ไหน แต่แค่นี้ก็เริ่มลังเลเหมือนกัน ถ้าให้ไปเรื่อย ๆ ก็ไปได้ แต่การมีเวลาคัทออฟ ทำให้เราต้องแข่งกับเวลาพอสมควร จากที่คิดว่า เราจะทำเวลาให้ทันก็เกรงว่าจะไม่ใช่


คู่วิ่งของฉันเริ่มยืนรอเป็นระยะ ๆ ฉันก็บอกตั้งแต่ออกบ้านแล้วว่า ไม่ต้องรอ จะไปเอง ได้แค่ไหนก็แค่นั้น ไม่อยากเป็นตัวถ่วง แต่เขาทำหูทวนลม บอกให้พักให้หายเหนื่อยก่อน ดีกว่าวิ่ง ๆ หยุด ๆ แบบนี้ ไปไม่ถึงสักที

ฉันวิ่งไป ๆ พอขึ้นทางชันไปอีกหน่อยถึงกับยืนเหม่อ ก้าวเท้าไม่ออก เห็นกวีตามหลังมา เรายิ้มให้กันนิดนึง และบอกให้เขานำไปเลย เดี๋ยวจะค่อย ๆ ตามไป คู่รักของกวีก็ตามมา เรายิ้มให้กันนิดนึง เธอบอกว่า ขอตามผู้ชายคนนั้นไปก่อนนะคะ


คุณผู้ชายของเราปล่อยให้เราออกหน้าไปก่อน เขาจะตาม

ฉันก้าวไปได้ห้าก้าว เขาจ็อกกิ้งขึ้นไปรอข้างบนจนลิบตาอีกรอบ ทำไมมันสูงไปเรื่อย ๆ แบบนี้นะ ชักใจคอไม่ค่อยดี นี่ยังไม่ถึงกิโลที่ 23 เลย !


คู่หูของฉันเริ่มหยิบจอลลี่แบร์ออกมา นั่งรอบนท่อนไม้ล้มนั่น บอกให้ฉันนั่ง และจิบน้ำทุกสามกิโล แต่ฉันจิบมันทุกกิโลเลยตั้งแต่ขึ้นดอยจ็อกแจ็กเนี่ย สาบานได้ไหมว่านี่ทางราบ กราฟไม่ได้พุ่งสูงขนาดนี้เลยนะ

นึกในใจว่า เราควรจะไปต่อดีหรือไม่ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ก็บอกเราล่วงหน้าแล้วว่า ให้เราตัดสินใจเองว่า จะไปต่อหรือหยุดแค่นั้น ใบรับรองแพทย์ก็รับรองแล้วว่าท่านเป็นผู้มีสุขภาพดี ทีมงานก็เชื่อตามแพทย์ของท่านนะ แต่พวกท่านต้องเชื่อตัวท่านเอง

ฉันวิ่ง ๆ เดิน ๆ ผลัดกันแซงกับนักวิ่งหญิง 100 กิโล พอเธอหยุด ฉันก็เลยถามเธอว่า ไม้เทรกกิ้งนี่ช่วยในการขึ้นเขาได้มากมั้ยคะ เธอบอกว่า มากค่ะ แต่ตอนนี้เธอง่วงมาก พยายามเรียกสมาธิ เดินก็จะหลับอยู่แล้ว รู้สึกเห็นใจมาก เธอวิ่งมา 60 กว่ากิโลแล้ว เราเพิ่งจะ 20 กิโลกว่า ๆ เอง ฉันฮึดไปต่อ แดดสายเริ่มส่องแสงลอดร่มไม้มาแล้ว เริ่มหาหมวกมาใส่แต่ไม่สามารถสวมแว่นกันแดดและขี้เกียจสวมปลอกแขน แดดเผาก็ช่างมันเถอะ ดีใจที่หลุดดอยสูงต่ำออกมาบนถนนได้ จ็อกกิ้งตีโค้งอ้อมบ้านผ่านสะพานเล็ก ๆ และในที่สุดก็วิ่งต่อไปจนถึงฐาน กิโลที่ 23

นั่งหายใจทิ้งอีกเฮือกหนึ่ง ที่นี่เป็นร้านค้า มีแคร่และโต๊ะยาวให้นั่งเล่น มีปีโป้ใส่ถาดไว้ และ กล้วยน้ำว้า (ว๊าาาา อยากกินกล้วยหอมอะ ทำไมมีแต่กล้วยน้ำว้า) ผู้จัดบอกแล้วว่า จุดนี้ให้ตัดสินใจดี ๆ หากจะขึ้นดอยเมี่ยงให้เตรียมน้ำให้เต็มเป้ เพราะเส้นทางจากนี้ถึงยอดดอยเมี่ยงอีก 10 กิโล

เราอยากกินเกลือแร่และหิวมาก เราก็หวัง( ใครสอนให้มีความหวังนะ) แบบที่เขาใหญ่เหมือนกันว่า จะได้กินข้าวต้มมัดอร่อย ๆ ข้าวต้มมัดแม่นภาในแพ็คเก็จสีเขียว ไม่ใช่ห่อใบตองนะ ดูงง ๆ ตอนหยิบมาเพราะไม่เคยเห็นมาก่อนว่าเขาพัฒนาแบบนี้แล้วเหรอ เป็นสินค้าส่งออกได้เลยเพราะข้าวต้มมัดไส้กล้วยน้ำว้า ข้าวนิ่มและกล้วยหวานพอดี เราสุขภาพดีก็กินไปสองชิ้น อยู่ท้อง วิ่งได้เพราะข้าวต้มมัดมื้อเช้านั่น ชาร์ตแบตด้วยข้ามต้มมัดให้เต็มท้องและไปต่อ แต่สาย ๆ ของวันนี้ เราไม่ได้ติดเงินมา จะซื้อเกลือแร่ติดมือไปก็ไม่มี เรามีแต่น้ำเต็มเป้และเติมใส่ขวดเล็กอีกสามขวดใส่กระเป๋าไป

ไม่มีการลังเลอีกแล้ว ไม่มีถอยหลังนอกจากเดินหน้า ตัดสินใจดีแล้วก็ต้องออกเดินเดี๋ยวนี้เลย ไม่งั้นโดนแดดเผาเป็นกล้วยปิ้งกลางทางแน่ ๆ

ใจทะยานไปโน่น แต่ขายังก้าวไม่ค่อยไปเลย เพราะมองไกลไปหน่อย นักวิ่ง 100 กิโล ทยอยเดินขึ้นไปกันเป็นกลุ่มบ้างแล้ว พวกเขาเป็นเด็กหนุ่ม มากันเป็นแก๊งค์ เดินกันเร็วเสียด้วย ทางเริ่มชันไปสี่สิบองศาแล้ว เป็นถนนปูนสำหรับรถยนต์สวนกันได้ ถ้ารถขึ้นไปได้ก็ไม่น่าจะยากนะ แต่ภาพดอยเมี่ยงในหัวเป็นกราฟเฉียงจนเกือบตั้งตรง

คู่หูเดินนำไปข้างหน้า บางช่วงก็ชะลอลงมาเดินข้าง ๆ บอกเราให้พยายามแกว่งแขวน โน้มตัวลง จะได้พาตัวขึ้นไปได้ ฉันพยายามทำตามเขาบอกนั่นแหละ แต่ทางมันชันหรือฉันหมดแรงก็ไม่รู้ แดดเริ่มทอแสงแบบไม่ออมมือ ชาวบ้านเก็บหม่อนมาให้ชิมพอเป็นกำลังใจ ใจน่ะอยากจะขอทั้งกาละมังนั่น

คู่วิ่งเดินไปเก็บไม้กลม ๆ ข้างทาง หักก้านตามปล้องออกพอไม่ให้เป็นเสี้ยนตำมือ เอามาให้ฉันใช้แทนไม้เทรกกิ้ง ฉันงี้ หน้าบาน ดีใจสุด ๆ ฉันเริ่มเดินสามขาเพราะมีเครื่องทุ่นแรงแล้ว เขาบอกว่าให้จับไม้ต่ำ ๆ เออนะ...แค่จับไม้ก็ต้องให้เขาสอน ฉันเล่นจับเหมือนไม้เท้า ก็นึกว่าอย่างนั้นมันถูก แต่ตอนนี้ ต่อให้จับถูกต้องแต่ก็ก้าวขึ้นไม่ได้อย่างใจ ไม่เหมือนทางราบ


เราเตรียมใจว่าจะเจอแบบนี้ ก็จ้ำเท้าไปทีละสามสิบก้าวแล้วหยุด สิบก้าวแล้วหยุด ไปทีละนิด ไม่เร็วกว่านี้แต่ก็ไม่ควรช้า ไม่ถึงกับทำเวลาแต่ใช่ว่าจะเอ้อระเหยเรื่อยเปื่อย


ทางกิโลแรก เรายังมีแรงไปเรื่อย ๆ แต่กิโลต่อ ๆ ไป มีเดินเร็วขึ้นไปได้บ้าง อย่าถามนะว่า ไม่วิ่งกันเลยเหรอ ????

มีนะ..นักวิ่งแถวหน้าและศักยภาพสูง เขาไม่น่าจะเดินหรอก อย่างน้อยก็จ็อกกิ้งขึ้นได้ แต่สำหรับเราตอบเลย วิ่งไม่ได้ เซฟแรงไว้ก่อน เราได้วิ่งแน่แต่ยังไม่ใช่สิบกิโลนี้

แต่แหม...ใจคอจะไม่มีทางราบระหว่างทางขึ้นดอยเมี่ยงเลยจริงหรือ จะขึ้นอย่างเดียวจริง ๆ ใช่่มั้ยเนี่ย

ดอยเมี่ยงตอบ ... ใช่ แล้วท่านจะไม่ลืมเราไปตลอดชีวิต ( บรื๋อส์ ใครตอบเราน่ะ )


แล้วเราก็ไปทีละก้าว ทีละกิโลกันเลย มีน้อง ๆ เดินร่วมทางกันไป ยิ้มให้กัน หัวเราะกันไป หยุด ๆ เดิน ๆ ผลัดกันนำ ผลัดกันตาม นาน ๆ ทีจะมีขาแรงจ้ำ ๆ ขึ้นไปจนลับตา แต่สาบานได้ไม่มีใครวิ่ง !


ผ่านไปสี่กิโล เริ่มเข้าทางดิน ก็ยังคงความขลังของดอยเมี่ยงคือความชันแบบไม่มีที่สิ้นสุด มีเสียงนักบิด บิดมอร์เตอร์ไซค์ขึ้นและลง พร้อมยิ้มและยักคิ้วให้ คงนึกขำและสมน้ำหน้า พวกแกมาเดินเป็นซอมบี้อะไรกันตรงนี้ ร้อนก็ร้อน เหนื่อยก็เหนื่อย เครื่องทุ่นแรงก็มีทำไมไม่มาบิด บิด บิด ด้วยกัน พี่แกขับกันเฟี้ยวมาก เราก็รอดูว่าจะมีมอเตอร์ไซค์ของผู้จัดคอยดูแลนักวิ่งบ้างมั้ย ไม่ได้เรียกร้องนะ แต่มันต้องมี แต่ก็ไม่มีสักคันเลยนะ ไม่มีหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ดูแลนักวิ่งที่มีใบรับรองแพทย์หรอก เราต้องรู้ตัวเอง เราต้องรับผิดชอบตัวเอง เรากำลังจะเป็นนักวิ่งมืออาชีพแล้วล่ะสิ

อากาศเริ่มร้อนแต่ก็ไม่น่าจะเกิดฮีตสโตรกได้ แต่ความชันนี่สิ เขย่าขวัญกว่าหลายเท่าตัว ขึ้นแบบไม่มีที่สิ้นสุด ขึ้นแบบทางแบกเสลี่ยงขึ้นพระธาตุอินทร์แขวน โค้งข้างหน้าที่เป็นทางดินจนสุดตานั้น พอขึ้นไปถึงก็มีโค้งรอเราอีก มีโค้งชันขึ้นไปแบบไม่ให้เราผิดหวังในความสูงชัน เรายังแบ่งน้ำให้น้องที่เดินขึ้นมาข้าง ๆ เห็นเขาเดินตบขวดเปล่ามาตลอดทาง น้ำมีค่ามากจริง ๆ ยามนี้ รอยยิ้มของเพื่อนนักวิ่งเป็นรอยยิ้มที่ไม่แห้งแล้ง เราเข้าใจกันและแอบขำในสิ่งที่เราทำ มันน่าขำจริง ๆ ไม่มีเรื่องทำกันแล้วใช่มั้ย มาวิ่งทรมานร่างกายแบบนี้ นอนตากแอร์ที่บ้านสบาย ๆ ไม่มีเรื่องเล่า คิดอีกก็ขำอีก


แต่เราสองคนอะเมซซิ่งกับทางอัศจรรย์นี้มาก ได้ยินเสียงนกตลอดดอย โดยเฉพาะดอกสีขาวต้นนี้ เหมือนต้นไม้บนดอยสันจุ๊ ลำต้นแน่นอ้อนแอ้นไม่เป็นระเบียบ ไม่อวดทรวดทรงเพรียวลมเหมือนที่ป่าแม่วงก์ ได้ยินเสียงนกกินปลีหางยาว เราสองคนหยุดดูนกที่ต้นไม้นี้ มีทั้งนกพญาไฟเพศผู้เพศเมียเกาะต่ำระยะใกล้ชิดมาก สีแดงสดและเหลืองทองตัดกับสีไพร แถมนกไต่ไม้โคนหางสีน้ำตาล ไต่กันเต็มต้น ยังคิดว่าอยากเอากล้องมาเดินดูนกระหว่างทางนี้สักวัน เสียงนกระหว่างทางคลายเหนื่อยได้เยอะมาก เป็นทางธรรมชาติที่ใจเป็นสุขจริง ๆ เราดูเวลาต่อว่า จะไปทันคัทออฟมั้ย ก็เห็นว่าทัน เลยหยุดดูนกข้างทางไปเรื่อย ๆ นั่งพักบนพื้นดินข้างทาง วางขาและดูเพื่อนร่วมทางผ่านไป ได้เห็นหน้าค่าตากัน เราคุยกันต่อว่า นักวิ่งแนวหน้าคงไม่คุ้นภาพพวกเราแบบนี้หรอก ป่านนี้เขาน่าจะพุ่งลงดอยเมี่ยงกันไปแล้ว เส้นชัยรอเขาอยู่


เรามีโอกาสสัมผัสน้ำมิตร น้ำใจ เป็นความงามยามนี้ เราไม่ได้แข่งเอาชนะกัน เรายังวิ่งเพื่อสุขภาพกันอยู่ คำเชย ๆ คำนี้ยังจริงอยู่ เรายังห่วงสุขภาพและฟังเสียงร่างกายของเราเสมอ ดูเหมือนเราจะชอบความทรมานนี้แต่เราก็เชื่อว่าทุกคนรักชีวิต รักตัวเองมากกว่าเพื่ออวดกันอยู่ดี

เราไต่ความพยายามมาจนถึงกิโลที่ 7 เห็นศาลาพัก แต่เราไม่ได้ขึ้นบันไดไปหรอก นั่งพักข้างทางพอหายเหนื่อย เพราะเห็นป้ายชี้ขึ้นว่า อีกสามกิโลเมตรจะถึงดอยเมี่ยง เย้ เย้ ใกล้จะได้บุฟเฟ่ต์แล้ว

แต่สักพัก เราเห็นคุณกวีกับคุณนิดเดินลงมาจากศาลาที่พักด้านซ้ายมือ ดีใจมากที่เราเจอพวกเขาตรงนี้ เพราะคู่นี้วิ่งดีมาก เราเพิ่งทราบว่ากวีเป็นตะคริว รู้สึกใจหาย เพราะจู่ ๆ มันก็มาได้ ก็ต้องใช้เวลายืดเส้นสายให้คลาย เขาบอกว่าซ้อมน้อยไปหน่อย แต่เราก็บอกว่า ไม่หรอก ความจริงหลังเทรลเขาใหญ่ นักวิ่งจำเป็นต้องพักฟื้นร่างกายถ้าเอาเทรลนั้นเป็นสนามรอง ทั้งเดือนที่ผ่านมาก็ซ้อมบาง ๆ กินกับพักผ่อนให้เพียงพอ เล่นเวทหรือออกกำลังกายเบา ๆ หักโหมไม่ได้ ฉันก็ปากมากไปหน่อย พอรู้ตัวก็หลุดปากไปแล้ว อายเหมือนกันที่ทำสู่รู้ ก็เราเป็นแบบนี้จริง ๆ นี่นา จะอัดซ้อมไปทำไมเดี๋ยวเจ็บ เราภาวนาว่าอย่าป่วยก่อนลงอัลตร้าก็พอใจแล้ว

แต่เรื่องที่เขาจะ DNF เพราะบาดเจ็บนั้น เราไม่ออกความเห็นใด ๆ โดยธรรมชาติของนักวิ่งระดับนี้ เรารู้ว่าเขาต้องเซฟร่างกายเขาเป็นหลักและรู้ว่าควรจะไปต่อหรือหยุด เราได้แต่ให้กำลังใจเขา ขอให้ไปให้ได้ เซฟ ๆ ตัว ค่อย ๆ ไป

อีกสามกิโลจะขึ้นไปถึงดอยเมี่ยงแล้ว แต่เงยหน้าขึ้นมองทาง อึ้งเลย ชันสัก 60 องศาละมั้งเนี่ย

คุณกวีกับคุณนิดขึ้นไปก่อนแล้วสักพักเราก็ตามขึ้นไป เห็นหลังไว ๆ แต่เดินยังไงก็ตามเขาไม่ทัน นี่ขนาดเขาเจ็บมากนะ ถ้าสภาพปกติคงลิ่วลงดอยเมี่ยงไปตั้งนานแล้วล่ะ

เราก็ท่องเรื่องข้าวไข่เจียวไว้ จะได้มีกำลังใจ หิวมากแล้ว จิบน้ำกันมาตลอดทาง แต่อะไรไม่เท่าอากาศเย็นมีหมอกบาง ๆ ลอยผ่านมาเป็นวูบ ๆ ฉันไม่ได้เก็บภาพข้างทางเลย โดยเฉพาะวิวดอย ด้วยความคุ้นกับดอยมาก ความตื่นเต้นไม่มีนอกจากเส้นทางขึ้นดอยนี่แหละ ทำเอาหัวใจอยากจะหยุดเต้น


น้องผู้ชายที่มาด้วยถามทุกระยะว่ากี่เมตรแล้ว อีกกี่ร้อยเมตรจะถึงครับ เราก็เป็นคนให้กำลังใจหนุ่มน้อยไป เขาก็บ่นนะว่า ผมว่าข้าวไข่เจียวหมดแน่เลยพี่ นี่อะไร ไม่มีแตงโม ไม่มีกล้วยหอม เกลือแร่ก็ไม่มีให้ซื้อกินเองตรงจุดพักกิโลที่ 23 ทำไมเขาไม่ให้ชาวบ้านขายข้างทางเลยนะ น้ำสำคัญมาก ค่าสมัครก็แพง ไม่มีอะไรให้เลย ผมไม่มาซ้ำที่นี่อีกแน่ ๆ


ก็จริงนะ คิดในใจ ถ้าไม่มีก็ต้องบอกว่าไม่มีแต่แรก เราจะได้เตรียมมาเองเลย ข้าวเหนียวไก่ทอดเหมือนที่เขาประทับช้างก็โอเค จัดการตัวเองไปเลย เรานึกถึงพวกร้อยโลกับร้อยไมล์มาก มาเจอแบบนี้ก็จ๋อย หรือเขาไม่ได้ห่วงเรื่องกินเหมือนเรา งานที่อุดมสมบูรณ์ เช่น มีน้ำดื่มและเกลือแร่ทุกสองกิโลเหมือนมินิและฮาล์ฟทางถนนนั่นต้อนรับนักวิ่งทุกระดับตั้งแต่มือใหม่และมืออาชีพทุกคน แต่งานนี้ราวกับไม่มีมือใหม่มาเลย เอาล่ะ ถือเป็นประสบการณ์ใหม่ของเรา ต้องเตรียมตัวให้พร้อมจริง ๆ ได้แต่ภาวนาให้เพื่อนนักวิ่งไม่เป็นอะไรสักคน ไม่อยากให้มีอีเมอร์เจนซี่ไม่ว่ากรณีใด ๆ


ในที่สุด ความคิดเหล่านี้ก็ลอยไปกับสายหมอก ปลายทางชันนั้นเห็นหลังคาที่พักแล้ว เห็นบรรดานักวิ่งกินอะไรกันตรงลานชมวิว


ด อ ย เ มี่ ย ง !!!!!!

เ ร า ม า ถึ ง แ ล้ ว ว ว วว ว ว วว

ร อ ด ต า ย แ ล้ ว ว ว ว ว ว ว


ฉันวิ่งไปหาคู่หู อยากกินข้าวไข่เจียว แต่เขาบอกเบา ๆ ว่า ข้าวหมด ชาวบ้านกำลังหุงข้าวใหม่ให้อยู่


แว๊กกกก มันคืออะไรนะ อะไรคือข้าวหมด ไม่อยากเชื่อว่าน้องพูดเหมือนตาเห็น วิ่งไปดูเห็นเขาตั้งหม้อซุนไฟใส่ฟืน นี่เขาหุงข้าวกันตรงนี้แบบนี้เลยเหรอ ไม่มีข้าวกล่องเตรียมแจกหรือเช็คบิ๊บเมื่อมาถึงแล้วเหรอ อยากร้องไห้เพราะหิวมาก มองไปก็ไม่มีอะไรขาย มีคุณลุงกำลังขายคัพโจ้กแต่เราก็ไม่มีเงินติดตัวมา จะเอาได้ไง บนดอยไม่มีเซเว่น แต่คุณนิดเห็นสภาพเรา จะซื้อคัพโจ้กให้ สามีเราขอหนึ่งกระป๋องก็พอเพราะเขาเกรงใจ แต่ฉันหิวมาก ถ้าไม่กิน จะไปต่อไม่ได้แน่ เงินก็ไม่ติดมา เกรงใจก็เกรงใจแต่หิวแบบจะกินควายได้ทั้งตัว มารยาทงาม ความเกรงใจหายไปไหนหาไม่เจอ คิดว่าคุณนิดอ่านตาฉันก็รู้


เธอมีน้ำใจกับเรามาก ซาบซึ้งใจ เพิ่งรู้จักกันแท้ ๆ ขอบคุณมากเลย เหมือนช่วยชีวิตจริง ๆ เราก็ถามว่าคุณกวีเป็นไงบ้าง เธอก็ว่าพักอยู่ ก็ขอให้เขาไปต่อให้ได้นะ มาเกินครึ่งทางแล้ว เราเองก็บอกไม่ได้เหมือนกันว่าทางลงจะสาหัสแค่ไหน ขึ้นสูงขนาดนี้ก็ดาวน์ฮิลล์สิคะ ไม่ง่ายหรอก สภาพดีแค่ไหนก็ต้องระมัดระวังอยู่ดี เข่าพัง กล้ามเนื้อแฮมตริงฉีก ลื่นไถลได้เพราะทางลื่น รองเท้าไม่ดีการทรงตัวก็แย่ ขาต้องแข็งแรงมากจึงจะติดปีกได้ ต้องซูฮกนักวิ่งแนวหน้าที่ใกล้เข้าเส้นชัยในไม่ช้านี้ทุกคน


ฉันเข้าห้องน้ำเพื่อเปลี่ยนผ้าอนามัย ครั้งนี้ก็เหมือนวิ่งที่เขาค้อและเขาใหญ่ มีรอบเดือนตอนลงวิ่ง ชั้นในก็เปียกมากจนกาวไม่ติด แต่ก็ต้องรองกันเลอะเทอะ ยุ่งยากแต่ก็ไม่อยากให้การมีรอบเดือนต้องหยุดวิ่ง ไม่กินยา Nsaids ทุกชนิด ว่ากันไปตามสภาพ อย่าขาดน้ำเหมือนตอนซ้อมเป็นพอ


เราพักที่นี่ราว ๆ ครึ่งชั่วโมง จะทิ้งไม้เท้าวิเศษตรงนี้หรือจะถือไปต่อ ไม่รู้ว่าจำเป็นหรือเปล่า แต่ก็ถือไปด้วย ไม่ลำบากหรือเกะกะนี่นา เราค่อย ๆ ออกจากดอยเมี่ยง มองเห็นป่าสนอยู่ลิบ ๆ หวังว่า เขาคงไม่ให้เราไปตรงนั้นหรอกนะ นี่ดอยเมี่ยงสูงตามกราฟที่เห็นแล้ว กราฟไม่โกหก


ยัง ยัง ยังไม่สาแก่ใจ ขณะเราเดินออกจากดอยเมี่ยง ป้ายลูกศรสีแดงชี้วนไปทางป่าสนนั่น แง๊ นั่นมัน ด อ ย ย อ ด ธ ง สูง 1900 เมตร ต้องเดินขึ้นไปอีก 1 กิโล โอ้ อีก 10 โลก็ได้นะ (ประชด ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ )


คัพโจ้กที่ตุนไว้หนึ่งกล่องกำลังทำงาน เดินก็ได้ เดี๋ยวผ่านกิโลนี้ก็จะลงหัวทิ่มให้ดู ผ่านมา 33 กิโลแล้วนี่ ให้กำลังใจตัวเองสุดฤทธิ์

สามีจับไม้เท้า เริ่มลากฉันขึ้นแล้ว งานนี้เขาไม่หงุดหงิดนะ ฉันก็ไม่งอแงอะไร บอกแต่ว่าเดินขึ้นเองได้ กลัวเขาเหนื่อย

ตอนเดินก็คิดว่า เราฝันไปหรือเปล่า ดีใจที่มาเดินอยู่ตรงนี้ ที่สุดคือใจเราอยากวิ่งแบบนี้จริง ๆ ยังฝันถึงเทรลอื่น ๆ อีก มันคืออะไร เราตอบไม่ถูกหรอก มันสนุก มีความสุขท่ามกลางเพื่อนนักวิ่ง เหงื่อเปียกแล้วแห้ง แดดเผาจนเกรียม รอยยิ้มทั้งปากทั้งใจ ดวงตาเปิดเผยจากเพื่อนนักวิ่งมีเสน่ห์ท่ามกลางศักยภาพที่มีกันมาพอตัว อย่างน้อยต้องผ่านมาราธอนกันมาบ้างล่ะ อยู่ร่วมกับคนที่ชอบอะไรเหมือน ๆ กันนี่โคตรดีเลยชีวิต ใจแต่ละคนน่านับถือจริง ๆ


เอาล่ะ...ด า ว น์ ฮิ ล ล์ เ ริ่ ม ต้ น กิ โ ล ที่ 3 4 ไม่มีอะไรนอกจากระวัง ขาไม่แข็งอย่าอุตริวิ่งลงเดี๋ยวไม่จบ ค่อยเป็นค่อยไป อายุขนาดนี้มีแต่ความรอบคอบและสุขุม เด็ก ๆ แข็งแรงกว่า ให้ทางเขาไป ไม่อยากเชื่อเลยว่า มีแต่หนุ่มสาวมาวิ่ง มากันเป็นคู่ ๆ ก็หลายคู่ เสื้อผ้าหน้าผมเก๋ไก๋ น่าดูชม แต่งตัวกันแบบมืออาชีพมาก สวยงาม เราชอบดู กลิ่นตัวก็สะอ๊าด สะอาด ได้กลิ่นแชมพู สบู่อ่อน ๆ มันบอกถึงความมีสุขภาพและใส่ใจ ชื่นใจจริง ๆ ที่เห็นหนุ่มสาวหรือกลุ่มสาว ๆ วิ่งตามกันเป็นกลุ่ม เราผลัดกันแซงอยู่อย่างนี้ วิ่ง ๆ หยุด ๆ จิกเท้า ตะแคงซ้าย ตะแคงขวา วางเท้าด้านข้างสลับกันไป วิ่งทะแยงซ้ายทะแยงขวา วางเท้าไปทางซ้าย ทางขวา พยุงตัวลง ทรงตัวให้ดี ตาติดพื้น มีตอ กรวดเล็กใหญ่ขนาดต่าง ๆ นานา ไม่มีต้นไม้ใหญ่ให้เราพักมือ ต้องระมัดระวัง อย่ามองไปไกลจัดเพราะมันเหมือนสะกดจิตให้กลัว มีบางช่วงฉันยืนขาสั่น ไม่กล้าก้าวเท้าลง แนวดิ่งซะขนาดนั้น ทางเป็นดินทรายบนพื้นแน่น ๆ ลื่น ไม้เท้าก็จิ้มเป็นหลักให้ทรงตัวได้ จะนั่งไถลลงก็ไม่ได้ เจ็บอยู่ดี กรวดเล็ก ๆ ทั้งนั้น ทางลงดูผ่อนแรงกว่าทางขึ้นแต่ก็ลงเร็วไม่ได้อย่างใจ ลงแบบทางลงดอยหลวงเชียงดาว แต่กระนั้น ขาแรงก็วิ่งลงกันอุตลุต เชื่อเขาเลย

แต่เรากรี๊ดมากเมื่อถึงช่วงป่าสน ทางยาวสวย สดชื่นมาก เราผลัดกันถ่ายรูปสนุกมากตรงนี้ และคิดเลยว่า ถ้าเราอยากมาวิ่งร้อยกิโลก็ต้องวิ่งตอนกลางคืน เราไม่กลัวผีแย่เหรอ เพราะบางช่วงนี่ นักวิ่งข้างหน้าก็ไกลลิบ ข้างหลังก็ยังเห็นอยู่โน่น ซ้ายขวาก็เวิ้งว้างมาก ถ้าป้ายริบบิ้นไม่สะท้อนแสงหรือใครมาแกล้งซ่อนไว้ หลงป่านี่ร้องไห้เลย

แต่ทางลงกับไฟส่องบนหัวของนักวิ่งที่วิ่งทั้งคืนนี่ อันตรายมาก กรณีที่เราเป็นผู้จัด เราจะดูแลนักวิ่งยังไงนะถ้าเขาเป็นอะไรและไม่มีสัญญาณโทรศัพท์

ตลอดทางที่ผ่านมา เราไม่เห็นรถพยาบาลหรือหน่วยพยาบาลเลยสักจุด เราไม่ได้เรียกร้องมากหรอกนะ แต่อุบัติเหตุเกิดขึ้นได้ทุกเมื่อต่อให้เราได้ระวังตัวแล้ว เราพูดถึงการดูแลนักวิ่งในกรณีที่เขาจ่ายค่าวิ่งถึง 7,500 และ 5,500 เขาอาจจะไม่สนเรื่องอาหารการกิน เครื่องดื่มเกลือแร่ สเปรย์ยาชา แก้ปวดหรือน้ำเปล่าที่สมบูรณ์พร้อมตามฐานต่าง ๆ แต่มันควรจะมีมั้ยนะ นี่คำถาม ซึ่งเราไม่เห็นจริง ๆ มันจะไม่มี Ultra Trail Beginners อย่างเราเลยเหรอ


เราให้คะแนนเรื่องเส้นทางนี่สิบเต็ม เส้นทางโหด สวย ดุและเยี่ยมมาก ขาดแต่ป้ายที่บอกทางและมันจะดีได้อีกถ้าปักป้ายบอกระยะทางแต่ละกิโลให้นักวิ่งทราบ มีกิมมิกส์ตามป้ายก็น่ารัก อ่านแล้วฮึกเหิมหรือหายเหนื่อย เป็นเรื่องที่ทำได้ เขียนให้เก๋อย่างไรก็ได้ ถ่ายรูปกับป้ายทุกป้ายเป็นที่ระลึกก็สนุก โลโก้งานก็อวดเข้าไป ไม่มีคาเมร่าแมนสักจุด หรือนี่คือความเรียบง่ายและกลมกลืนไปกับธรรมชาติ


รอบนี้ เขาบอกว่า เขาจะเตรียมข้าวกับไข่พะโล้รอเราที่กิโล 43 บอกตามตรงว่า ไม่หวังเลย ไม่คิดอะไรอีกแล้ว ครึ่งทางที่เหลือคิดว่าไปถึงแน่ถ้าไม่ลื่นตกข้างทางไปก่อน

เราอิ่มโจ้กแล้ว ไม่นึกถึงอะไรหรอก ให้คนที่เขายังไม่ได้กินดีกว่า ยกเว้นมีเหลือเฟือ จะนั่งกินต่อ มาวิ่งก็จริงจังตั้งใจอยู่นะ แต่ไม่เร่งจนทุกวินาทีเอาความรื่นรมย์ของเราไปหมด ไม่ได้มีทัศนคติที่เอาเป็นเอาตายทำลายสถิติจนเสียสติ เลยวัยที่จะคิดแบบนั้น อานิสงส์จากการฝึกซ้อมสม่ำเสมอต่างหากที่ทำให้เรามีโอกาสมาร่วมงานวิ่งชั้นนำกับเขา ไม่ได้ทำเพื่อไปโชว์โอ่อวดหรือเปรียบเทียบกับใคร แต่อยากบอกว่า คนเราถ้าชอบอะไรก็ทำอย่างนั้น ไม่ชอบอะไรก็ไม่อยากทำ ทำไปก็ไม่สนุก ศัตรูหมายเลขหนึ่งของมาราธอนคือจิตใจของตนเอง ในขณะที่ความสามารถของคนเราไม่เท่ากัน อย่าเสียเวลาไปเปรียบเทียบกับคนอื่น แต่ควรสังเกตตัวเองและปรับเปลี่ยนตัวเองไปเรื่อย ๆ หมั่นเช็คเป้าหมายไปแต่ละขณะของชีวิต เราต้องรู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาให้เป็น อย่าว่าแต่บนสนามวิ่งเลย สนามชีวิตก็เป็นแบบนี้ ขอให้วิ่งให้เต็มที่ตามเวลาของตัวเองก็พอ อย่างฉันวิ่งได้ ใคร ๆ ก็วิ่งได้ เราก็เริ่มจากค่อยเป็นค่อยไป ไม่มีทางลัดเช่นกัน


เราเช็คพ้อยต์อีกครั้ง นั่งเล่นสบาย ๆ อีก 8 กิโลจากนี้ไป เราไม่กังวลอะไรมากนักเพราะจากสภาพร่างกายแล้ว โอเคมาก ฉันกินเป็ปซี่เย็น ๆ ไปสองแก้ว กินข้าวไข่พะโล้ นั่งคุยกับน้อง ๆ นักวิ่งที่กินข้าวและพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน เด็ก ๆ พวกนี้อายุราว ๆ 25-30 เป็นส่วนใหญ่ หน้าตาสดใส เลือดฝาดแก้มชมพู ผิวพรรณดีมีสุขภาพ หลายคนยังใส่เหล็กดัดฟัน วัยนี้เป็นวัยหนุ่มสาวที่มีพลังสร้างสรรค์ชีวิตมาก เห็นความมุ่งมั่นตั้งใจพร้อมความสนุกสนานอย่างมีชีวิตชีวาของเขาแล้วสุขใจอย่างบอกไม่ถูก ไม่น่าเชื่อว่าจะเจอเด็กรุ่นนี้เยอะ เราก็ทำความประหลาดใจให้เด็ก ๆ เช่นกัน เพราะพวกเธอบอกว่า ไม่ค่อยเห็นรุ่นพี่ ๆ มาวิ่งอัลตร้าเลยนะคะ เราได้แต่ยิ้ม ๆ เราคงจะรุ่นพ่อรุ่นแม่เธอกันล่ะ เราก็เหลือเชื่อตัวเองเหมือนกันที่พาตัวเองมาสมัครงานวิ่งไกลขนาดนี้ได้


ฉันกับสามีคุยกันสารพัดเรื่อง คุยถึงนักเขียนนักวิ่งที่หายไปจากวงการ เขาเงียบไปไหนไม่ทราบ เป้าหมายของคนเก่ง อัจฉริยะของเขาอยู่ตรงไหนนะ เขาทำให้เราออกวิ่งและเป็นแรงบันดาลใจให้ใครต่อใครอีกหลายคน เป้าหมายชีวิตของคนเก่งน่าจะสูงจนฉันคิดไปไม่ถึง ได้แต่ขอบคุณเขาทุกครั้งที่ทำให้ฉันออกมาสัมผัสโลกใบใหม่แห่งการวิ่ง

เราคุยถึงนักเขียนนักวิ่งที่กำลังจะออกหนังสือใหม่อีกหลายคน เขาเป็นนักเขียนดังมาก ออกหนังสือมา 21 เล่มแล้ว อายุก็น้อย เป็นตัวแทนของคนรุ่นใหม่ที่มีทั้งความคิดสร้างสรรค์ มีหนังสือดีขายดีและมีสุขภาพดี เขาเพิ่งจบการวิ่งมาราธอนมาหมาด ๆ

เราโชคดีที่ได้เจอกวีอัธยาศัยดีและคู่รักที่เอื้ออาทรกันดี เป็นคู่ที่น่ารักอีกคู่ที่เราได้รู้จัก เขาวิ่งดีมาก โอภาปราศัยและไม่โอ่อวด เราเจอพวกเขามาสองงานแล้ว ก็หวังว่าจะได้เจอเขาในงานต่อ ๆ ไป และขอบคุณที่สุดที่เขาช่วยซื้อคัพโจ้กให้เรากินก่อนลงดอยเมี่ยง งานนี้จำไม่ลืมเลยล่ะ



ฉันแอบคิดถึงพ่อ บางทีฉันไม่อยากเชื่อเลยว่า พ่อไม่อยู่บนโลกนี้แล้วจริง ๆ ก่อนออกบ้าน ฉันยังกอดภาพพ่อที่วางบนหัวเตียง น้ำตาซึม บอกพ่อว่าจะไปวิ่งอัลตร้ามาราธอนนะ ไม่รู้จะวิ่งจบหรือเปล่า พ่อรอดูอยู่บนฟ้านะ ทางเทรลสาหัสน่าดู นี่ถ้าพ่ออยู่ พ่อก็คงมาคลิกไลค์ทุกรูปที่หน้าเฟซบุ๊กด้วยความภาคภูมิใจแล้วก็ได้ ปากพ่อก็จะต้องบอกว่า มันเกินไปหรือเปล่าลูก หักโหมมากเกินไปหรือเปล่า พ่อคงพูดแบบนี้แน่นอน แต่ลึก ๆ แล้วพ่อปลื้มใจและภูมิใจ พ่อจะต้องเอาไปเล่าและอวดฉันให้เพื่อนพ่อฟังว่าฉันเป็นนักวิ่งมาราธอน ฉันรู้ว่าพ่อชื่นชมลูกสาวของพ่อ ไม่ว่าฉันจะทำอะไร พ่อจะคอยดูอยู่เสมอ ครั้งนี้พ่อก็รู้ว่า ลูกพ่อไม่ได้ทำเพื่อใครหรอกนอกจากเพื่อตัวเอง เพื่อสุขภาพตัวเอง ไม่ได้มีพลังยิ่งใหญ่ไปเปลี่ยนโลกหรือทำอะไรเพื่อส่วนรวมหรอก เราก็ทำในสิ่งที่เราทำได้


คนเราก็มีสองแบบ คนที่เกิดมาและทำอะไรให้คนอื่นได้ชื่นชมและเป็นตัวอย่าง กับคนอีกแบบที่คอยชื่นชมคนอื่น ฉันเป็นแบบหลังอย่างไม่ต้องสงสัย


3 ปีเต็มแล้วสินะที่ฉันจริงจังตั้งใจกับการฝึกซ้อมวิ่งมาราธอนหลังจากวิ่ง ๆ เดิน ๆ บนลู่วิ่งไฟฟ้าในฟิตเนสมาหลายปี เคยวิ่งเต็มที่บนสายพานก็ 5-6 กิโล นึกไม่ถึงว่า พลังจากตัวหนังสือจะพาฉันมาสู่เส้นทางสายมาราธอน


ในปีแรกของการวิ่ง ฉันวิ่งมินิมาราธอนทั้งปี เพราะฉันเห็นด้วยว่า เราควรสร้างฐานร่างกายให้เหมือนการสร้างบ้าน มีฐานรากที่ดีเสียก่อน บ้านจึงจะมั่นคงและแข็งแรง

ฉันจำได้ทุกระยะที่วิ่งคู่กับสามีจนข้ามเส้นชัยพร้อมกัน เช่น

- มินิมาราธอนแรก งานเชียงใหม่มาราธอน 2015 / มินิเทรลแรก งานสิงห์เทรลเชียงรายไร่บุญรอด

- ฮาล์ฟมาราธอนแรก งานเชียงใหม่มาราธอน 2015 / ฮาล์ฟเทรลแรก งานครบรอบ 25 ปี สืบ นาคะเสถียร


-มาราธอนแรก งาน CMU Marathon 2016 / เทรลมาราธอนแรก งานเขาใหญ่เทรล 2016

- งานนี้เป็นอัลตร้ามาราธอนแรก สามีหรือบัดดี้หรือคู่หูคู่วิ่งของฉันยังพาฉันวิ่งตามเคย แต่หากมีระยะนี้อีก อาจจะได้วิ่งตามเพซของตัวเองกัน


ฉันพอใจกับทุกระยะที่วิ่ง เพราะมีทั้งวันที่วิ่งออกและวิ่งไม่ออก ฉันเคยร้องไห้ตอนวิ่งหลงทางในป่าแต่ไม่เคยขมขื่นหรือยอมรับกับผลการวิ่งของตัวเองไม่ได้ จะในสนามหรือชีวิตจริง อะไรก็เกิดขึ้นได้ แก้ปัญหาไปและไตร่ตรอง ไม่ระทมอมขมหรอก เราทำเวลาดีในแบบของเรา เราก็ดีใจได้ทุกครั้ง จะไม่โทษเรื่องการมีรอบเดือนหรือนอนไม่พอ ซ้อมไม่พอ ถือเป็นความไร้สาระ บ่นก็บ่นสนุก ๆ พอขำ ๆ กันไป ถ้าเราจะวิ่งก็วิ่งไป น้อมรับในศักยภาพของตัวเอง ดีในแบบของตัวเองและพยายามที่สุดเหมือนที่นักวิ่งทั่วไปควรเป็น


ศัตรูหมายเลขหนึ่งของมาราธอนคือจิตใจของตนเอง ความสามารถของคนเราไม่เท่ากัน อย่าเปรียบเทียบ การวิ่งตามแบบคนอื่นทำให้เราบาดเจ็บได้ รู้จักผ่อนหนักผ่อนเบาให้เป็น เหนื่อยก็สลับเดินได้ วิ่งให้เต็มที่ตามเวลาที่ซ้อมมา เป้าหมายอย่างเดียวคือเอาชนะใจตัวเอง


เ ส้ น ชั ย ที่ ม อ ง เ ห็ น ข้างหน้ามีความหมายหนึ่ง อย่างตรงไปตรงมาคือ ถ้วยรางวัลของนักวิ่งแถวหน้าที่ฝึกซ้อมกันมาอย่างดี

มาราธอนคือความสวยงามของชีวิตเพราะเราทุกคนต่างเป็นผู้ชนะเหมือนกัน มันคือปลายทางที่เราสามารถก้าวข้ามไปได้ เป็นชัยชนะตั้งแต่พวกเราทุกคนตัดสินใจออกมาวิ่งและเริ่มเปลี่ยนแปลงตัวเองก่อนหน้านั้นแล้ว สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นไม่ได้หากเราไม่พาตัวเองออกมาวิ่ง เราอาจจะไม่เห็นมิตรภาพบนเส้นทาง จากเพื่อนร่วมทางที่เรารู้จักและไม่รู้จัก


สำหรับ เ ส้ น ชั ย ที่ ม อ ง ไ ม่ เ ห็ น นั้น มีมากมายเหลือเกิน เราได้ชัยชนะตั้งแต่เราพาตัวเองออกมาวิ่งได้ทุกเช้าแล้ว ขณะที่เราเริ่มวิ่งตอนอายุมากนั้น เราต้องประมาณ ประเมินตนว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิต เป้าหมายที่แท้จริงของการวิ่งคืออะไร อย่าคิดซับซ้อนเพื่อจะได้ไปวิ่งอย่างปลอดโปร่งสบายใจและทำการฝึกซ้อมให้สมดุลกับชีวิต มีคำตอบที่แน่ชัดให้ตัวเอง เราต้องมีทัศนคติที่ดีต่อการวิ่ง จดจ่อกับสมรภูมิภายในของเรา วิ่งให้สนุกสนานและมีความสุข เราไม่ได้วิ่งเพื่อรางวัลในอนาคต รางวัลของเราคือโอกาสดีที่ได้วิ่งในปัจจุบันขณะต่างหาก คู่แข่งขันของเราล้วนเป็นเพื่อน และพวกเขาช่วยทำให้เราวิ่งได้ดีขึ้นจากเดิมด้วยซ้ำ เพื่อนร่วมวิ่งมีค่าทางใจ


การทำอะไรสักอย่างที่เราชอบ ควรทำให้เต็มกำลังของเรา ไม่มีอะไรได้มาโดยไม่ต้องออกแรง เราจะไม่เหนื่อยฟรี รองเท้าของเราจะไม่สึกเปล่า เราอาจจะได้แค่เหรียญในสนามวิ่งแต่ในชีวิตจริงเราถือถ้วยใบใหญ่ไปตั้งนานแล้ว

ขอบคุณหนังสือทุกเล่มที่เป็นแรงบันดาลใจให้ออกวิ่ง เป็นเพื่อน เป็นกัลยาณมิตรที่ให้เราลองผิดลองถูกและเริ่มต้นใหม่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า


ขอบคุณข้อมูลของนักวิ่งชั้นนำชั้นครูที่มีประสบการณ์การวิ่งสูงหลายท่าน ที่ไม่เคยหวงแหนประสบการณ์ตรงและความผิดพลาดต่าง ๆ นานา มีทั้งเตือนแบบอ่อน ๆ จนถึงเตือนขั้นรุนแรงจนจุกใจ เน้นให้ฝึกฝนให้เป็นคนเต็มคน มีสามัญสำนึก อยู่บนสายกลางมากกว่าเป็นคนที่อวดดี กระทุ้งให้คิด ให้รู้จักตัวเองเป็นหลักมากพอ ๆ กับความรู้ที่ถูกต้องเรื่องการวิ่งที่ไม่มีวันเรียนรู้ได้จบสิ้นนั้น

ผลของการวิ่งควรจะขัดเกลาด้านในจิตใจของนักวิ่งให้อ่อนโยน มีแววตาเป็นมิตร เอื้อเฟื้อ แบ่งปันความรู้ที่เป็นประโยชน์ให้แก่กัน ลดยโสโอหัง มีสามัญสำนึกที่ดีซึ่งฉันมองเห็นในเพื่อนนักวิ่งมากมายหลายคน


ขอบคุณเพื่อนร่วมทาง เพื่อนนักวิ่ง มิตรภาพระหว่างทาง ขอบคุณคนข้าง ๆ เป็นพิเศษที่เป็นทุกอย่างในชีวิตจริง ขอบคุณที่พาซ้อมทุกวัน จัดการเรื่องลงวิ่งตามงาน พาไปเที่ยว กินและเป็นเพื่อนวิ่งระยะยาวในทุกระยะของการเริ่มต้น ขอบคุณในความเสมอต้นเสมอปลาย ขอบคุณเสมอมา













ขอบคุณทุกท่านที่อ่านค่ะ
ขอให้ทุกท่านมีสุขภาพดีและมีความสุขมาก ๆ ค่ะ



ภูพเยีย



















10122017









Create Date : 13 ธันวาคม 2560
Last Update : 13 ธันวาคม 2560 10:18:22 น.
Counter : 233 Pageviews.

1 comment
--- ก่ อ น ป ล่ อ ย ตั ว นั ก วิ่ ง ---















ครั้งหนึ่งเมื่อเริ่มลงวิ่งมินิมาราธอนใหม่ ๆ ฉันจะคึกคักมากกับบรรยากาศการปล่อยตัว ฟังเสียงประกาศของเจ้าภาพจัดงานไปเรื่อย ๆ รอเวลา แต่เมื่อใกล้เวลาปล่อยตัวนั้น เชื่อว่าใจทุกคนคงอยากพุ่งไปข้างหน้ากันแล้ว ช่วงเวลานี้ที่ใจฉันเป็นสุขมาก ไม่คิดหรอกว่าจะไปถึงเส้นชัยหรือเปล่า ดีใจที่มีสุขภาพแข็งแรงพอจะมาร่วมงานกับเพื่อนนักวิ่งคนอื่นได้ ถือเป็นชัยชนะอย่างหนึ่ง หันไปทางไหนก็ยิ้มให้กัน รู้สึกว่าทุกคนเป็นเพื่อนกันได้เพราะชอบในสิ่งเดียวกัน ไม่มีการขัดแย้งทางการเมือง ไร้สี ไร้สถาบัน

ก่อนนี้ฉันจะได้ยินเพลงพระราชนิพนธ์ สรรเสริญพระบารมีก่อนดูหนังในโรงภาพยนตร์ ฉันไม่ดูหนังโรงมานานโขแล้ว จะเปิดเพลงนี้ฟังก็ใช่เรื่อง ไม่ใช่ฟังกันเล่น ๆ ส่วนใหญ่จะต้องเป็นการเป็นการเท่านั้น

เพลงพระราชนิพนธ์หลายต่อหลายเพลง คนรุ่นเราจะได้ยินได้ฟังจนติดหู ร้องกันได้ขึ้นใจโดยไม่ต้องมีโพย เนื้อร้องกินใจ จับใจและอยู่ในใจ

มีงานวิ่งงานหนึ่ง เชิญชวนให้นักวิ่งทุกคนร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีก่อนปล่อยตัว ใครรู้สึกอย่างไร ฉันไม่รู้ แต่ตัวเองรู้สึกเย็นใจ มีโอกาสได้เปล่งเสียงสรรเสริญพระคุณของพระองค์ท่านผู้ทำให้ประเทศอยู่เย็นเป็นสุข ทำให้ฉันได้ทำกิจกรรมเพื่อสุขภาพของตัวเองในเช้าหนึ่ง เพลงมีพลัง ทำให้ใจสงบนิ่ง นึกถึงคำสอนและข้อคิดของพระองค์ท่านที่ฝากไว้ในหัวใจเรา มีความคิดที่อยากจะทำอะไรดี ๆ เพราะมีพระองค์อยู่ในหัวใจ ทุกวันนี้ส่วนใหญ่ฉันก็ทำเพื่อตัวเอง ดูแลสุขภาพก็เพื่อตัวเองแค่ไม่อยากเป็นภาระของใคร

ไม่อยากเชื่อเลยว่า เมื่อต้องร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีอีกหลายต่อหลายครั้งตั้งแต่วันที่ 13 ตุลาคมเป็นต้นมา ฉันไม่เคยร้องเพลงจบโดยไม่ต้องสะอื้นหรือร้องไห้ได้เลยสักครั้ง

ฉันไม่ชอบคำสัญญา ฉันจึงไม่ให้คำสัญญา เพียงแต่จะพยายามทำแต่ละวันให้ดี









Create Date : 17 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 17 พฤศจิกายน 2560 11:03:13 น.
Counter : 225 Pageviews.

0 comment
--- บั น ทึ ก ก า ร ซ้ อ ม วิ่ ง ---













จะไม่ปล่อยให้ความฝันของฉันต้องว้าเหว่
ยังคงทุ่มเทกำลังกายและใจ
ไปให้สุดปลายฝัน 😘😊
::
::
บางครั้งการซ้อมไม่บรรลุเป้าหมาย ฝืนร่างกายไม่ได้เพราะแรงไม่ถึงก็ต้องเขียนบันทึกตามจริง และเมื่อถึงโปรแกรมซ้อมให้หยุดพักก็ต้องพัก เราไม่ควรนึกอยากวิ่งไปตามแรงเร้าใจในแต่ละวัน

เพื่อนฝูงและคนใกล้ตัวสงสัยและหยอกล้อเราว่า เราเอาจริงเอาจังเกินไปหรือเปล่า
ฉันเข้าใจความรักความห่วงใยของเพื่อน ๆ ถึงแม้เราจะไม่ใช่นักวิ่งแนวหน้า แต่เราก็เป็นนักวิ่งที่เอาจริงเอาจัง ถ้าจะทำอะไรแล้ว คงไม่มีพื้นที่ให้เราเหลาะแหละแม้แต่ฝึกเพื่อตัวเองก็ตาม หากไม่เอาจริง ฉันคงต้องปล่อยไปตามใจเหมือนเดิมคือ ทำอย่างอื่นก่อนและอ้างว่าไม่มีเวลาพอจะวิ่ง เอาเรื่องวิ่งไว้บัญชีสุดท้ายของชีวิต ก็คงนอนอืดอ่านหนังสืออย่างเดียวเหมือนเดิม

การวิ่งตามแผนการฝึกนั้น จึงมีข้อดีมากพอควร

อย่างแรก พยายามทำตามแผนฝึกและเพิ่มความเข้มข้นขึ้น ถ้าไม่ได้ ต้องบันทึกจริงว่าไม่ได้ เนื่องจากกำลังของเราไม่พอ หาความรู้ทางวิทยาศาสตร์การกีฬามาช่วย จะได้ระวังตัวเองเรื่องการบาดเจ็บ

อย่างที่สอง อย่าลืมเรื่องวันพัก การพักซ้อมเป็นส่วนหนึ่งของการฝึกซ้อม ไม่ใช่การขาดซ้อม ต้องทำตามห้ามแถม

อย่างที่สาม การวิ่งตามตารางวิ่ง เพื่อให้รู้ว่า วันที่วิ่งยาวควรวิ่งอย่างไร ข้อกำหนดสำคัญคือวันนั้นต้องวิ่งไกลและช้า

อย่างที่สี่ ต้องจดจำให้ได้ว่า ข้อไหนผิดพลาด ไม่ทำซ้ำ หมั่นค้นคว้าจากหนังสือ ขจัดข้อแก้ตัวเพื่อมาอธิบายความอ่อนแอของตนเอง

สำหรับนักวิ่งแนวหลังแบบเรา เมื่อตั้งเป้าวิ่งระยะไกล เริ่มแรกของฉันนั้น ไม่มีมิติแห่งเวลาเข้ามาเกี่ยวข้อง สมมุติว่า ฉันซ้อมเพื่อไปมาราธอน ก็ต้องจินตนาการว่า ฉันจะวิ่งได้ไหมในเวลา 7 ชั่วโมง cut off นั้น ลองซ้อมให้ใกล้เคียงกับระยะจริงดูก่อนตัดสินใจลงสนามวิ่งจริง อย่ารีบ หากร่างกายเราไม่พร้อม ร่างกายคนเราไม่เหมือนกัน อย่าหาเหตุมากดดันตัวเองเลยแม้คนทั่วไปจะเชิดชูเนื้อหาของการวิ่งในเรื่องของสถิติ ต้องยอมรับด้วยว่า เขาซ้อมมาอย่างดีมาก ๆ

ส่วนการกำหนดเวลาในการวิ่งน่าจะเป็นเรื่องของนักวิ่งแนวหน้าหรือบรรดาแชมป์ที่ฝึกมาอย่างดี ถ้าผ่านวิ่งระยะไกลได้ จึงค่อยตั้งเป้าหมายและฝึกใหม่ให้แกร่งกว่าเดิม
อย่างสุดท้าย เมื่อลองฝึกร่างกายให้เข้ากับแผนแล้ว การลองผิดลองถูกก็จำเป็น เพื่อค้นหาว่าอะไรเหมาะกับเรา

ถ้าไม่ใช่ก็เริ่มใหม่ จะกี่ครั้งก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร ชีวิตจริงก็เป็นเช่นนั้น ขอให้สนุกกับมันก็พอ

นอกเหนือจากนี้ ก็หาอ่านประสบการณ์ของนักวิ่งที่ประสบความสำเร็จสวยงามด้วยความสุข ให้กำลังใจนักวิ่ง DNF ทุกคน ใจจริงอยากอ่านนักวิ่งที่ไม่ประสบความสำเร็จบนทางวิ่งด้วยเพราะเราเกิดอุบัติเหตุได้ทุกเวลาแม้จะซ้อมมาอย่างดีก็ตาม และจำไว้เสมอว่า ความสุขของคนเราไม่เหมือนกัน






นักวิ่งต้องสอนตัวเอง
ต้องศึกษาด้วยตัวเอง
พยายามหากัลยาณมิตร
หนังสืออาจเป็นกัลยาณมิตรได้
ต้องไขว่คว้า วิ่งหาผู้รู้
นักวิ่งต้องเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจให้แจ่มชัดเสียก่อนว่า
อะไรสำคัญมากที่สุด
อะไรสำคัญรองลงมา
อะไรพอได้และอะไรไม่ควรเลย
เพราะการวิ่งระยะยาว
ควรอยู่กับความยาวนานของชีวิตด้วย

14 พฤศจิกายน 2559










Create Date : 15 พฤศจิกายน 2560
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2560 9:36:27 น.
Counter : 124 Pageviews.

1 comment
--- วิ่ ง เ ก็ บ ระ ย ะ เ ดื อ น ตุ ล า ค ม 2 5 6 0 ---


























หมอกคลุมขาวจนมองไม่เห็นสีอื่นของฟ้า
เหมือนยามที่โอกาสปิด มืดมัว
โลกดูจืดชืด เหมือนอยู่ในความสงบ
ในเวลาที่เมฆบัง ไม่มีดวงตะวัน
ยังนึกถึงความแปรปรวนรอบข้าง
โลกดูลึกลับ เคลือบแคลงใจ
ดูเหมือนรี ๆ รอ ๆ รอคอย...อะไร
รู้ทั้งรู้ว่า
แดดดีใด ๆ ไม่เคยผลักประตูมาหาเรา


เช้า 28 ตุลาคม 2560


















































เชื่อว่า เราอาจจะมีเชื้อธาตุของความมีวินัยอยู่ในตัวแบบไม่รู้ตัวมาก่อน เพราะไม่ว่าจะขี้เกียจแค่ไหนแต่หากปักใจว่าจะทำตามเป้าหมาย เราก็จะทำให้ถึงที่สุดก่อนจะรามือหรือตอบว่าทำไม่ได้หรือไม่เหมาะกับเรา การวิ่งก็เช่นเดียวกัน เพื่อให้วิ่งได้ดี นักวิ่งต้องมีวินัย จากไม่มีวินัยก็ต้องสร้าง จากที่มีอยู่แล้วก็อาจจะกระชับขึ้น ถ้าเรามีวินัยดี ดูแลตัวเองได้ องค์ความรู้อื่นที่เรารับมาก็จะเป็นประโยชน์ ไม่รู้ว่าฉันเข้าใจตรงนี้ถูกต้องหรือเปล่า เพราะทุกอย่างคือการลองผิดลองถูกด้วยตัวเอง
























เย็นนี้พี่สิรีชวนเดินจากบ้านไปวัดป่าไม้แดง พระเจ้าพรหมมหาราช ระยะทาง 2.3 กิโลเมตร (เดินไป-กลับ ก็เกือบห้ากิโลเมตร )
ชอบอากาศเริ่มต้นฤดูหนาวแบบนี้ ยิ่งช่วงนี้มองไปทางไหนก็มีแต่สีเหลืองเต็มไปหมด แต่ละบ้านปลูกดอกดาวเรืองสวยมาก อดที่จะเก็บภาพไม่ได้ พี่สิรีเป็นคนพื้นที่ เดินผ่านบ้านไหนก็มีแต่คนรู้จัก ทักทายกันไปตลอดเส้นทาง ถนนในซอยคดโค้งจะเป็นเนินสูง เห็นวิวภูเขาที่โอบรอบอำเภอเราทุกทิศ บางมุมของดอยเวียงแปลกหูแปลกตา แดดยามเย็นทาบทาดอยให้ดูสง่างาม รอยยิ้มที่อบอุ่นและคุ้นเคยของคนพื้นที่ทำให้เย็นนี้มีชีวิตชีวามากขึ้น
พี่สิรีบอกว่า ทำไมฉันไม่ชวนโตมาลองวิ่งเปลี่ยนบรรยากาศไปตามถนนเส้นนี้บ้าง เส้นทางเป็นเนินขึ้นลงน่าสนุก รับรองว่าคนแถวนี้ต้องประหลาดใจแน่เพราะไม่มีใครรู้เลยว่าเราชอบวิ่งออกกำลังกายกัน
ความจริงก็น่าสนใจอยู่ แต่ไม่มั่นใจเรื่องหมา ดูท่ามันไม่ค่อยเป็นมิตรเหมือนผู้คน
ขากลับ เราแวะสั่งดอกเรืองไปส่งที่บ้านเราบ้านละ 20 ต้น ฉันอยากปลูกหน้าบ้านสักหย่อมนึงแซมต้นเข็มสักหน่อยน่าจะสวยดี ไม่ต้องอลังการแบบบ้านในซอยที่เราผ่านก็ได้







































...นักวิ่งไม่ได้ต้องการแผนฝึกคอร์ตที่น่าทึ่งหรือตารางวิ่งมากมายในแต่ละวัน ควรมีจ็อกบ้างสักครึ่งชั่วโมงขึ้นไปอย่างสม่ำเสมอ สัก 4-5 วันต่อสัปดาห์ก็พอแล้ว แม้จะหยุดบ้าง ไปธุระบ้าง เกียจคร้านบ้างก็ได้ ร่างกายก็จะเริ่มเฟิร์ม ลดโอกาสเสี่ยงป่วยไข้ไปมากมาย
::
ครูพักลักจำ /นักเรียนนอกห้อง
















วิ่งงานผู้สูงอายุล้านนา













เรียนรู้จากความผิดพลาด
เรียนรู้ที่จะอยู่กับความล้มเหลว
คุ้นชินกับความผิดพลาด
ทำตัวทำใจให้รับมือกับสิ่งเหล่านี้ให้ได้
ตั้งแต่เรื่องเล็กน้อย
ไปจนเรื่องใหญ่โต
อย่าสร้างสภาวะที่เป็นศัตรูกับตัวเอง
::
e a s y r u n
f o r
t o n i g h t
.
12102017




















ตอนเย็น เดินเล่นรอบสระหน้าบ้าน เดินคุยกับลุงหนอง ลุงคำ
ช่วงนี้ค่ำเร็ว สมาชิกรอบสระจะมาเดินกันเร็วขึ้น



















คืนนี้วิ่งได้แค่นี้แหละ ไปต่อไม่ไหว
อาจจะเคยวิ่งได้มากกว่านี้ติดต่อกัน
แต่ร่างกายยังไม่ค่อยพร้อม
ฝืนไปก็ป่วย
นึกถึงนักร้องดังกำลังจะวิ่งช่วยโรงพยาบาล
ฟังแผนการวิ่งต่อวันมาอย่างคร่าว ๆ
จึงพอทราบว่า วันหนึ่งวิ่งราว ๆ 40 กิโล
โดยวิ่ง 10 กิโลพักครึ่งชั่วโมงและวิ่งต่อจนครบ
วิ่งแบบนี้ 4 วัน พัก 1 วัน ระยะทางสองพันกว่ากิโล
กระนั้น ก็สาหัสจริงๆ ในความคิดคนธรรมดาอย่างเรา
เพราะเคยวิ่ง 10 กิโลติดต่อกัน 5 วัน
นับว่ายาวที่สุดที่เคยทำ จากนั้นก็ไม่ทำอีก
คิดเสียว่าคือการทดลองสภาพร่างกาย
แต่เคยวิ่ง 42 กิโล เมื่อวิ่งจบก็พักหนึ่งอาทิตย์เต็ม ๆ
ทำเพียงแค่เดินคลายกรดแลกติค
และกินโปรตีนซ่อมเสริมร่างกาย
กิน กิน กินและก็พัก พัก พัก
จะเริ่มซ้อมใหม่ก็ผ่านเดือนไป เพื่อผลระยะยาว
การวิ่งระยะยาวรวมวันพักต่อเนื่องกัน 55 วันของนักร้องดังจึงไม่ธรรมดาอย่างมาก
ถามคนที่บ้านก็พอทราบว่า แท้จริง รพ ขาดอะไรและต้องการอะไร แต่ทุกเรื่องก็เป็นเรื่องของผู้บริหาร เราคงเขียนรายละเอียดลงในที่สาธารณะไม่ได้
ไม่รู้ว่าเส้นทางวิ่งจะผ่านเชียงใหม่มั้ยนะ
อยากมีส่วนร่วมสักเล็กน้อย
ตอนนี้...
ได้แต่ภาวนาให้คนที่คิดดี ทำดี
ได้รับอะไรดี ๆ และสุขภาพดี





































ไปเรื่อย ๆ เหนื่อยก็พัก
::
เมื่อวานซ้อมอีซี่รัน เพซ 8 ไปเรื่อย ๆ
แต่ตะคริวกินน่องตอนกิโลที่ 13
จึงจำเป็นต้องหยุด
งงเหมือนกัน วิ่งสั้นและช้ามากแต่ตะคริวขึ้นแล้ว
นับว่าเป็นครั้งแรกของการซ้อมวิ่งที่เป็นแบบนี้
8 ตุลาคม 2560


















i did my running in the rain.
3 oct 2017













จ็อกกิ้งวันแรก หลังจากพักวิ่งมาครึ่งเดือน
ฉันพักวิ่งตั้งแต่วันที่ 20 กันยา เป็นต้นมา
พักเพื่อเตรียมตัวจะลงวิ่งงานเชียงรายมาราธอนกับพรรคพวกเมื่อวันอาทิตย์ที่ 24 กันยาฯที่เพิ่งผ่านมา แต่มีธุระสำคัญจึงร่วมงานวิ่งนี้ไม่ได้ เอาไว้เจอกันปีหน้าสำหรับสนามนี้
เคยสงสัยมาตลอดว่า ร่างกายเราสามารถร้องไห้ออกมาทางเหงื่อได้หรือไม่ ความโศกเศร้าจะคลายลง ไม่ว่าจะอกหักจากคนรักหรือการสูญเสียคนที่เรารัก
สำหรับฉัน นอกจากร้องไห้ไม่ออกและก็ไม่สามารถทดลองด้วยตัวเองได้เลย เมื่อใจไม่ร่วมมือ เรี่ยวแรงก็ถดถอย ขอข้ามบทเรียนและการฝึกทดลองครั้งนี้ไป การวิ่งมาราธอนต้องใช้ทั้งใจและร่างกายที่แกร่งอย่างสมดุลกันจึงจะผ่านไปได้
วันนี้ กว่าจะเริ่มวิ่ง กว่าจะวอร์มร่างกายจนเข้าที่ก็ปาไปครึ่งชั่วโมง ร่างกายต้องเริ่มใหม่หมด ค่อยเป็นค่อยไปอีกครั้งนะ
เหงื่อออก จะได้หลับสนิทสักวัน

ฝันดีทุกท่านค่ะ

2 ตุลาคม 2560




















Create Date : 28 ตุลาคม 2560
Last Update : 28 ตุลาคม 2560 10:37:47 น.
Counter : 141 Pageviews.

0 comment
--- แ ม่ เ ม า ะ ฮ า ล์ ฟ ม า ร า ธ อ น # 2 6 ---



























หลังจากงานวิ่งเทรลที่หนองใหญ่จนมาถึงงานฮาล์ฟมาราธอนที่แม่เมาะ ห่างกันเกือบเดือนแต่เรายังซ้อมวิ่งอย่างต่อเนื่อง ซ้อมเพื่อจะได้ลดปัญหาการบาดเจ็บจากการวิ่ง ซ้อมเพื่อจะได้สนุกกับสนามที่เขาว่าโหดเพราะมีเนินไปกลับถึง 12 ลูก ซ้อมเพื่อจะได้วิ่งสนุกและไม่บ่นโอดโอยว่าจะไปไม่ถึง เพียงแต่ไม่ได้ซ้อมวิ่งระยะยาวเท่านั้นเพราะไม่อยู่บ้านถึงสองอาทิตย์ติดกัน อาทิตย์สุดท้ายก็วิ่งยาวสุด 8 กิโล เราต้องหยุดพักก่อนวิ่งอีกสามวัน วันวิ่งจริงก็ต้องรีบนอนแต่หัวค่ำ เตรียมกำลังลงสนามวิ่งยามเช้า 5.45 น.


ฉันได้ยินชื่อเสียงของเนินลูกระนาดที่แม่เมาะมาบ้าง ตอนนั้นยังวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนไม่ได้จึงได้แต่เก็บสนามนี้ไว้ในใจ ซ้อมถึงเมื่อไหร่จะไปวิ่งให้ได้สักวัน ลึก ๆ อยากได้ถ้วยพระราชทานเป็นที่ระลึกมากแต่ไม่มีปัญญาจริง ๆ ระดับฝีเท้ายังอยู่แนวหลังเหมือนเดิม ที่สำคัญ นักวิ่งฝีเท้าดีกันทั้งนั้น เรื่องที่สมควรดีใจและภูมิใจที่สุดคือได้สมัครมาวิ่งและร่วมวิ่งกับพวกเขาและพวกเรา

งานนี้เจอพรรคพวกชาววิดวะ'มอชอ มากันเป็นแก๊งค์ พวกเขาเป็นเพื่อนของเพื่อนของสามี เราก็ไปเป็นทีมสามคนยกเว้นเด็ก ๆ ของเรา คู่แฝดยังวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนไม่ได้ ต้องซ้อมให้ถึงระยะจริงเสียก่อนจึงค่อยลงวิ่ง

ยังคงมีคำถามเหมือนเดิมว่า
ทำไมต้องไปวิ่งตามงานวิ่ง
ทำไมต้องไปวิ่งแบบที่เสียตังค์
วิ่งตามสวนไม่ได้เหรอ


อืมนะ..เป็นคำถามอมตะจริง ๆ ลองหาคำตอบกันในใจนะคะสำหรับคนที่เคยวิ่งตามงานแล้ว คงเหมือนกับคำถามอมตะอีกหลาย ๆ คำถามเช่น ทำไมต้องวิ่งมาราธอน เหนื่อยจะตายแถมทำลายสุขภาพอีกต่างหาก


แต่งานแม่เมาะฮาล์ฟมาราธอนครั้งที่ 26 นี้ ผู้จัดบอกว่ามีนักวิ่งระยะฮาล์ฟมาราธอนถึง 1,182 คน มากกว่าทุกปีที่ผ่านมา ส่วนระยะ มินิมาราธอน 11.6 กิโลเมตร มีนักกีฬาเข้าร่วม 1,920 คน / ไมโครมาราธอน และวิ่งเพื่อสุขภาพการกุศล 5 กิโลเมตร มีนักกีฬาเข้าร่วม 4,768 คน รวมทั้งสิ้น 7,870 คน

ฉันคิดในใจ ก็น่าจะมากขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าจัดงานดีแบบนี้ เรามาครั้งแรกยังรู้สึกดีเลยหรือเป็นเพราะเราไม่คาดหวังเรื่องการจัดงานสักเท่าไหร่ แต่ละงานย่อมมีข้อดีมากกว่าข้อเสียที่ต้องเสนอแนะแต่เชื่อว่า ผู้จัดเองก็ไม่อยากให้เสียชื่อ ไม่มีงานไหนที่สมบูรณ์แบบไปทุกอย่าง หรือเพราะมาตรฐานเราไม่สูง ขอเพียงดูแลเรื่องเส้นทางวิ่ง น้ำดื่มระหว่างทาง การปฐมพยาบาลเบื้องต้นก็พอ

ตั้งแต่ต้นปีมานี้ ฉันวิ่งฮาล์ฟมาราธอนสนามนี้เป็นสนามที่ 4 สภาพความพร้อมต่างกับลงวิ่งที่จอมบึงและงาน BDMS

ฮาล์ฟฯที่จอมบึงนั้น วิ่งหลังมาราธอนหนึ่งเดือน

หนึ่งเดือนนั้นคือการพักจริงจัง ออกวิ่งเหยาะ ๆ เพื่อฟื้นฟูอาทิตย์สุดท้ายก่อนงาน คิดว่ามาเยือนสนามอันดับหนึ่งของประเทศก่อน มาชิมบรรยากาศสนามในตำนานตามหนังสือที่เคยอ่าน จะประคองร่างไปเรื่อย ๆ ปรากฏว่า วิ่งคุมเพซไปได้แค่ 9 กิโลแรกเท่านั้น ช่วงหลังค่อนข้างแย่ ขนาดผ่านตรงช่วงหลวงพ่อพรมน้ำมนต์ให้แล้ว พลังก็เหือดหายไปเหมือนวิญญาณออกจากร่าง ล่องลอย ก็ยังฝืนสังขาร ลงข้างทางอัดยาดมไปสองรูจมูกและกลับมาจ็อกกิ้งต่อ วิ่งได้ไม่เต็มร้อย ใจกังวลแต่เรื่องเจ็บ กลัวการบาดเจ็บมากที่สุด เวลาออกมาไม่ค่อยดีแต่ก็ไม่เสียใจอะไรเพราะได้พยายามเต็มที่แล้ว

ส่วนงานวิ่งที่กรุงเทพฯ นั้น ฝันมานานแล้วว่าอยากวิ่งบนทางด่วนสะพานพระราม 8 งานนี้หมายมั่นปั้นมือมาตั้งแต่ตอนสมัคร แต่มีเหตุให้งานเลื่อนออกไป ผู้จัดพยายามหาเวลาให้ลงตัวเพื่อจะได้ไม่ชนกับงานอื่น แต่ก็ชนจนได้จนต้องเลือกวิ่งสักงาน

เขาปล่อยตัวฮาล์ฟมาราธอนตอนตีสอง นั่นหมายถึงว่า เราต้องตื่นเที่ยงคืน มาให้ทันก่อนลงวิ่งจริงสักหนึ่งชั่วโมงเพื่ออบอุ่นร่างกายก่อนวิ่ง

วันนั้น เราก็ทำตามที่เรากำหนดไว้ทุกอย่าง แต่สภาพอากาศร้อนจัด ไม่มีลมสักโบก วิ่งขึ้นสะพานเงียบกริบทั้งเสียงฝีเท้าของนักวิ่งและเสียงอื่น ๆ สไตล์นักวิ่งชาวกรุงเป็นแบบนี้นี่เองหรือเพราะฉันชินกับงานวิ่งแบบบ้าน ๆ ที่เขาทักทายกันสนั่น รู้เรื่องเวลามาราธอนของคุณลุงทั้งหลาย รู้เรื่องช้อปปิ้งรองเท้าราคาถูก ฟังเรื่องราวของสนามอื่นจากบรรดานักวิ่งอย่างเพลิดเพลิน ฯลฯ แต่นักวิ่งชาวกรุงเงียบกริบหรือมันดึก ยังไม่ค่อยตื่น ยังอยู่ในภวังค์หรือกำลังทำสมาธิ มีแต่ฉันที่กำลังฟุ้งซ่านเพราะอากาศร้อนเหลือและยังความอึงคะนึงในใจ หายใจแรงจนเหมือนใจจะขาด ยิ่งวิ่งยิ่งอยากกลับบ้าน ทุกก้าววิ่งคือความทรมานแสนสาหัส

ฉันกับคู่วิ่งตั้งใจจะวิ่งไปด้วยกัน แต่ก็ตามเขาได้แค่กิโลที่ 4 เท่านั้น ฉันไปไม่ไหวจนต้องบอกให้เขาไปก่อน ไม่อยากโทษอะไรทั้งสิ้น ซ้อมก็ซ้อม พักก็ได้พัก อากาศร้อนก็เคยซ้อมมาแล้ว แต่ทำไมวันนี้วิ่งไม่ได้ ฉันหาคำตอบจริงจังไม่ได้ ทำได้แค่วิ่งต่อไปเรื่อย ๆ คิดถึงอดีตเก่า ๆ ว่า เราเคยผ่านระยะนี้มาแล้ว อดทนช่วงแรกให้ผ่านไป เดี๋ยวทุกอย่างก็จะราบรื่น อย่าเพิ่งถอดใจ คิดแบบนั้นแต่ก็วิ่งอย่างทรมาน ไม่สนุกเอาเสียเลย ดีแต่ว่า วิ่งจนจบและไม่บาดเจ็บไม่ว่าทางร่างกายหรือจิตใจ แม้ว่าจะเลยสามชั่วโมงไปแต่ก็ไม่สะท้านสะเทือนใจ ไม่คิดว่าจะกลับมาแก้มือเพราะตอนวิ่งก็วิ่งเต็มที่แล้ว นอกจากระยะมาราธอนที่จะต้องมาเยือนในสักวันข้างหน้า

งานแม่เมาะก็เช่นกัน มีการเตรียมการซ้อมมาตามสมควร ไม่กังวลเรื่องเนินระนาดมากนัก ตั้งใจว่าจะไปตามกำลังตามแบบที่ซ้อม ก่อนวันวิ่งก็กินอาหารมากกว่าปกติ รีบกลับมานอนพักแต่หัววัน เรื่องการงานหรือเรื่องการเจ็บป่วยของญาติอันเป็นที่รักก็พักไว้ก่อน คิดแต่เรื่องที่จะต้องทำตรงหน้า

เช้าวันวิ่ง ฝนทำท่าจะตก ฟ้าปิด ได้แต่ภาวนาว่าอย่าตกหนักเหมือนเมื่อวานตอนบ่ายเลย งานจะกร่อยเพราะเคยวิ่งตากฝนหนัก ๆ งานเดียวคืองานวิ่งเทรลเขาใหญ่ สำหรับงานวิ่งถนนยังไม่เคยเจอและไม่อยากเจอ

ฉันอบอุ่นร่างกายแบบไดนามิค อยากให้มีแอโรบิคนำเหมือนงานสวนดอก แม้ว่าฉันยังตกอยู่ในบรรยากาศเดิม ๆ คือสมองปึก มือกับเท้าไม่สัมพันธ์กัน เต้นได้สเต็ปขา ไม่ได้แขน แต่ได้เหงื่อซึม ๆ และกระตุ้นร่างกายให้พร้อมที่จะวิ่ง


5.45 น. ได้เวลาปล่อยตัวนักวิ่ง สิ้นเสียงแตรลม ต่างคนก็ขยับแข้งขยับขากันออกไป พรรคพวกเราก็ทยอยออกตัวกันไป เริ่มไม่เห็นพวกเราแล้วเพราะต่างคนต่างวิ่ง กำลังใครกำลังมัน ต่างอวยพรให้กันและกัน

กิโลแรกนั้น ฉันทะยานไปกับเขา ไม่รู้หรอกว่ามันเร็วหรือช้า เขากรูกันไปข้างหน้าก็วิ่งตามเขาไป ไม่ได้ตื่นเต้นหรือกังวลใจอะไรเลย แต่พอผ่านไปหนึ่งกิโลเท่านั้น จึงรู้ว่า ตัวเองทะยานไปที่เพซ 6 ... เฮ้ย..มันเร็วไปนะ ขืนวิ่งตามเขาเพซนี้ รับรองกิโลที่สาม ต้องจอดแน่ ๆ เลย

พอกิโลที่สอง เป็นทางลงเนิน พยายามคุมเพซการวิ่งของตัวเองแล้ว แต่แรงเริ่มต้นยังดีอยู่ ก็คิดว่าจ็อกกิ้งไปเรื่อย ๆ แล้วนะ แต่จบกิโลที่สอง นาฬิกาบอกว่า อิป้าเร็วไป นี่มันเพซ 5.3 นะ ป้าไม่เคยวิ่งแบบนี้นะ ตายแน่ ๆ นะ เพซนี้ซ้อมก็ไม่เคยซ้อม คุมเพซเดี๋ยวนี้


สติ บางทีก็เหมือนรุ้งกินน้ำ
ไม่เคยปรากฎตัวจนกว่าพายุจะสงบ


พอได้สติ เริ่มกลับตัวกลับใจ กลับมาเข้าจังหวะชีวิตแบบเดิม แบบที่เป็นอยู่ ช้าแต่ชัวร์ 555 เพซ 8 ไงป้า จะรีบร้อนไปไหน นี่ยังไม่ครึ่งทางเลย วิ่งแบบนี้ครึ่งหลังไม่ต้องพูดถึง เดี๋ยวจะเป็นความผูกพันแบบนักวิ่งแนวหลังกับรถพยาบาลหรอก

จากนี้ ฉันก็วิ่งคุมเพซให้อยู่ราว ๆ 7 ไม่เกิน 8

การวิ่งเพซนี้ระยะยาวฉันจะวิ่งจบสบาย ๆ ตั้งใจแค่ว่าจะไม่เดินเข้าเส้นชัยแบบสะบักสะบอม

จะด้วยอากาศดีเป็นพิเศษก็ได้ แค่ไม่ร้อนก็นับว่าดีแล้ว แต่นี่มีฝนปรอย ๆ พอให้ชื่นใจ มีน้ำเย็นให้ดื่มทุกสองกิโลครึ่งก็ดีเพราะเหมือนฝึกจิบน้ำตอนซ้อม

เส้นทางขึ้น ๆ ลง ๆ ไม่เป็นอุปสรรคมากนัก เป็นเนินยาว ๆ ยังจ็อกกิ้งขึ้นไปพอไหว ไม่ถึงกับเดินขึ้นเหมือนตอนวิ่งที่ดอยสามหงก ฉันยังก้มหน้าก้มตาวิ่ง เหลือบมองข้างหน้าเป็นระยะ ๆ ภาพแว๊บนั้นคือนักวิ่งชั้นนำนำอยู่สุดสายตา นอกจากเหาะได้เท่านั้นจึงจะไปถึงจุดสุดสายตานั่น ประสบการณ์สอนให้ไม่ต้องกังวลใจ เราก็วิ่งของเราไป

พอเข้ากิโลที่ 7 เห็นน้องออยวิ่งอยู่ข้างหน้า ฉันพยายามวิ่งให้ทันน้องออย น้องยังทักเลยว่า นึกว่าฉันอยู่ข้างหน้าลิบ ๆ โน่น ฉันได้แต่หัวเราะ แล้วเราก็วิ่งเหยาะ ๆ ไปด้วยกันจนถึงกิโลที่ 9

จากนั้นฉันก็เริ่มนำหน้าน้องไปเล็กน้อย ไม่ได้ทิ้งช่วงหรือทิ้งห่างกันนัก ยืนถ่ายรูปปล่องพ่นไอน้ำของโรงงานผลิตไฟฟ้าเป็นที่ระลึกก่อนวิ่งกลับตัว น้องก็ยังวิ่งตามมาติด ๆ

จากนั้นก็ไม่คิดอะไรมาก ไปเรื่อย ๆ แรงอยู่ตัวพอสมควร อาจจะเป็นเพราะได้พักเต็มที่ก่อนวิ่งจริงสามวัน ในใจก็คิดว่า น่าจะเกินสามชั่วโมงนะงานนี้ เนินเยอะ เขาบอกว่าจะให้เหรียญเฉพาะคนที่วิ่งไม่เกินสามชั่วโมง ก็ไม่รู้ว่าจะได้มั้ย แต่มาวิ่งทั้งทีก็อยากได้เหรียญที่ระลึกล่ะนะ ไม่เห็นมีอะไรซับซ้อนเลย

ขากลับก็เห็นกล้องเป็นระยะ ๆ แหม ชอบจัง แม้จะนึกท่าหน้ากล้องไม่ออก แต่ท่าชูสองนิ้วก็คือท่าง่ายไม่ต้องใช้ความคิดของฉันอย่างหนึ่งพอ ๆ กับสั่งข้าวกะเพราไข่ดาว มันอัตโนมัติ ท่าง่าย ๆ แหละเวิร์กสุดเพราะเคยคิดท่ามินิฮาร์ทไปแล้ว แต่ถึงเวลาจริงกลับยกมือจีบขึ้นมาเป็นกระจุก กลายเป็นนักวิ่งสอวอโชว์นิ้วล็อกไปซะงั้น

มีเพื่อนที่ไม่ได้เป็นนักวิ่งตั้งข้อสังเกตว่านักวิ่งมาราธอนทั้งหลายดูเหมือนกันอย่างหนึ่งคือ

พวกเขาจะยิ้มให้กล้อง
หลายคนดูเหน็ดเหนื่อย
หลายคนท่าทางไม่ไหวแล้ว
ทำไมเขาต้องหันมายิ้มให้กล้องด้วยล่ะ
บางคนโบกมือ บางคนยกสองนิ้วสู้ ๆ
นั่นสิ
ทำไมพอเห็นกล้องแล้วต้องทำท่าแข็งแรงและยิ้มสดชื่นด้วย


ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉันอยากบอกว่า งานวิ่งเป็นงานที่ฉันมีโอกาสได้เห็นภาพตัวเองมากที่สุดงานหนึ่ง ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน ถ้าทันเห็นกล้องข้างหน้าก็จะยิ้มไว้ก่อน บางทีก็คิดเสียว่า มองปัญหาให้เหมือนกล้องถ่ายรูปเมื่อเจอปัญหาให้หันหน้ายิ้มใส่ หรือไม่ก็ เหนื่อยแค่ไหนก็ยิ้มสู้เข้าไว้ เรามันมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่ง ที่อยากดูดีในสายตาคนภายนอก เอาน่ะ ไม่ว่ากัน ใครจะรู้สึกกับหน้ากล้องอย่างไรก็ได้ แต่ข้างในต้องไม่หลอกตัวเอง

สำหรับภาพไหล่ตก เดินสะเปะสะปะ จูง ลาก ทะเลาะกันแบบอิลุงอิป้าข้างทางก็มี มันก็เหมือนระยะมาราธอนของชีวิตนั่นแหละ แต่จะไกลแค่ไหนก็ไม่ทิ้งกัน


ระหว่างทาง มีกล้วยหอมให้กิน แต่กินไม่ได้เพราะตอนซ้อมไม่ได้ซ้อมกินนอกจากซ้อมจิบน้ำ ฉันดื่มน้ำได้พอดี ไม่มากเหมือนตอนวิ่งงานโคลัมเบีย งานนั้นดื่มเหมือนอูฐ

เส้นทางนี้สวยงาม เห็นความร่วมมือของคนที่นี่ พร้อมเพรียงกันจอดรถ ไม่มีคันไหนฝ่าเข้ามาบนเส้นทางวิ่งเลย ให้ความรู้สึกปลอดภัยและการต้อนรับนักวิ่งทุกคน

ฉันวิ่งไปคุยไปกับน้องผู้ชายคนหนึ่ง เขามาจากเชียงใหม่เหมือนกัน วิ่งมาหลายปีแล้วแต่เพิ่งมางานแม่เมาะเป็นครั้งแรก เขาคอยบอกฉันว่า พี่ทิ้งช่วงหน่อย ข้างหน้ามีกล้อง อย่าวิ่งตามหลังเขาไป เดี๋ยวได้รูปไม่สวย เดี๋ยวพ้นโค้งนี้ไปค่อยออมแรง เอ้า...น้องว่าไงก็ว่าตามน้อง พยายามเก๊กกันสุดฤทธิ์ก่อนหันมาหัวเราะให้กัน ถ้ามีกล้องทุกสองกิโลนี่น่าจะดี ทำให้เราพยายามวิ่งมากขึ้น


ฉันไม่ได้หันไปมองข้างหลังเลย ยกนาฬิกาข้อมือดู รู้สึกว่าวิ่งเป็นธรรมชาติขึ้น คุมเพซไม่เกิน 8 ได้ ฉันวิ่งไม่ดีไปกว่านี้แต่อาจจะแย่ไปกว่านี้ได้ สำหรับวันนี้ถือว่าวิ่งดีมาก ไม่เหนื่อย และอยู่ในเวลาที่ตั้งใจไว้ ดูโซนการเต้นของหัวใจก็ดีมาก วิ่งอยู่ในโซน 2 และ 3 ตรงกับความเป็นจริง

ที่บอกว่าวิ่งสนุกนั้น เพราะซ้อมตามสมควร วิ่งไปได้เรื่อย ๆ ไม่ทุลักทุเล ได้กินดีและพักผ่อนดีพอควร หรือเพราะไม่คาดหวังเรื่องเวลา ไม่กดดันตัวเองเกินความจำเป็น (นั่นเพราะโลกกดดันเราอยู่แล้ว) วันไหนสนุกก็ว่าสนุก วันไหนวิ่งไม่ดีก็รู้ตัว มันก็แบบนี้แหละชีวิต ไม่รู้อะไรล่วงหน้าหรอกแม้จะเตรียมตัวพร้อมทุกอย่างแล้วก็ตาม อะไรเกิดขึ้นก็รับมือไปตามสถานการณ์นั้น ๆ และทำทุกอย่างตรงหน้าให้สุดกำลังก็พอ



ขอบคุณค่ะ
ภูพเยีย
6 สิงหาคม 2560


















Create Date : 09 สิงหาคม 2560
Last Update : 10 สิงหาคม 2560 8:01:20 น.
Counter : 322 Pageviews.

0 comment
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  

ภูเพยีย
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 23 คน [?]