Group Blog
 
<<
พฤษภาคม 2562
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
19 พฤษภาคม 2562
 
All Blogs
 

สิงหลา ภาคสองทะเล : ๕๓ รวมอาณาจักร

บทที่  53
รวมอาณาจักร
 
 
‘ท่านรู้จักกับพระยารามเดโชได้อย่างไรกัน ตั้งแต่เมื่อไหร่ และท่านมาอยู่ที่นี่นานแล้วหรือ แล้วท่าน...’ ฉันอดที่จะพรั่งพรูคำถามต่าง ๆ ออกไปในทันทีไม่ได้ จนเมอเตอัสต้องจุ๊ปากและผลักฉันเข้าไปในห้องก่อนจะปิดประตู

‘เจ้ายิงคำถามราวห่าธนู’ เมอเตอัสยิ้มยียวนก่อนจะหันไปทักทายเนปา ‘ว่าไงเล่า...เจ้าน้องชาย’

เนปาพยักหน้า มีรอยยิ้มบาง ๆ ออกมาจากดวงหน้านั้น แม้จะยังคงวางท่าเคร่งขรึมอยู่ก็ตามที

‘ดีใจที่ได้พบท่านอีก...เชิญนั่งก่อนเถิด’ เนปากล่าวและผายมือไปยังเก้าอี้ไม้ตัวยาวในห้อง

‘ท่านกับพระยารามเดโช...รู้จักกันได้อย่างไร’ ฉันยังคงพุ่งเป้าไปในเรื่องที่สงสัย

‘ข้ารู้จักเจ้าอาหรับนั่นกลางทะเลแถบเปอร์เซียโน่น...นานโข ก่อนที่เขาจะมาเป็นนายทหารที่อโยธยานี่...เขาเคยช่วยชีวิตข้าไว้...แต่คงไม่ต้องเล่ารายละเอียดหรอกนะว่าช่วยอย่างไร ที่ไหน เมื่อไหร่’

‘แล้วท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร...อย่าบอกเชียวว่าท่านทำการค้าอยู่กับโยฮัน นายสถานีบริษัทอินเดียตะวันออกของดัตช์ประจำอโยธยา เพราะท่านไม่ฝักไฝ่ด้านการค้าขาย....และอีกอย่างทำไมพระยารามเดโชให้ข้าแวะที่นี่เพื่อเจอท่าน’

‘แหม่...ข้าดีใจจริง ๆ ที่ไม่ได้เป็นสามีเจ้า...ไม่อย่างนั้นข้าคงถูกสอบสวนทุกเช้าเย็นเป็นแน่’ เมอเตอัสกรอกตามองไปยังเนปาเป็นเชิงหยอกล้อ แต่ฉันไม่ขำไปด้วยในคราวนี้ เพราะรู้สึกได้ว่าเมอเตอัสกำลังบ่ายเบี่ยงที่จะตอบคำถาม

‘ถูกต้องเรื่องที่ข้าไม่ได้ติดต่อค้าขายกับบริษัทการค้าของดัตช์...ข้าก็แค่ชายพเนจรทางทะเล...อยากแวะเที่ยวที่ไหนข้าก็แวะ’ เมอเตอัสเริ่มใช้น้ำเสียงจริงจังขึ้นบ้าง ‘เจ้าอาหรับนั่นไม่ได้บอกข้าว่านัดหมายให้มาเจอเจ้า...เขาบอกเพียงหากข้ายังอยู่ที่นี่จนถึงเวลานี้...ข้าจะได้เจอคนที่ไม่ได้เจอกันมานาน....ข้าก็เลยอยากรู้ว่าข้าจะได้เจอกับใครก็เท่านั้น...เมื่อเห็นพวกเจ้าทั้งสองที่ท่าเรือ...ยังอดแปลกใจไม่ได้’

“เขารู้อนาคตจริง ๆ ด้วย” ฉันหันไปบอกเนปาด้วยความรู้สึกตื่นเต้นสุด ๆ

“พระยารามเดโช รู้แล้วว่าเราจะได้มาเจอเมอเตอัสที่นี่” เนปาพูดตรงกับที่ใจฉันคิดทุกอย่าง

เมอเตอัสกระแอม ทำท่าทางว่าไม่เข้าใจในสิ่งที่ฉันกับเนปาพูดคุยกันอยู่ด้วยภาษาไทย

‘ท่านอยู่รอที่นี่...เพราะท่านเข้าใจว่าจะได้เจอกับน้องชายท่านใช่หรือไม่’ ฉันลองโยนหินถามทางออกไป

‘ข้าได้มีโอกาสเจอมะเตโอสแล้วที่ปัตตาเวียเมื่อไม่นานมานี้...และรู้ว่าเขาจะเดินทางกลับไปปัตตาเวียหลังสิงหลาสิ้นเมือง’

‘เท่าที่รู้...นอกจากเรือรบของอโยธยาที่บุกสิงหลา...ยังมีเรือของบริษัทดัตช์ที่ประจำอโยธาเข้าช่วยรบด้วย...หากให้ข้าเดาต่อไปอีกหน่อย...กลุ่มเรือของท่านก็เข้าช่วยอโยธยาในศึกครั้งนี้ด้วย...ใช่หรือไม่’

‘ถึงแม้เจ้าอาหรับนั่นได้เอ่ยปากร้องขอ...แต่ข้าก็ไม่ได้ทำตามนั้น...ข้าบอกเขาไปว่า...บุญคุณที่เขาเคยช่วยขีวิตข้าไว้นั้น...ข้าไม่ลืม...แต่จะให้ข้าช่วยนำกองเรือยิงถล่มเมืองสิงหลาที่มีชาวดัตช์ส่วนหนึ่งอยู่ในนั้น...ข้าทำไม่ได้...ไว้โอกาสหน้า...ให้ข้าตอบแทนเป็นการอื่นจะเหมาะกว่า’

“นอกจากการได้เจอกับเมอเตอัสแล้ว...พระยารามเดโชมีวัตถุประสงค์แฝงอย่างอื่นอีกมั้ย...ในการให้เราแวะที่ด่านขนอนนี่” เนปาแทรกถามฉันด้วยภาษาไทย
 
“อาจจะไม่มีอะไรนอกจากนี้แล้ว” ฉันตอบไปตามที่คิด

แต่ทันใดนั้น ก็ฉุกนึกเป็นห่วงถึงองค์มุตตาฟาที่กำลังเดินทางไปเข้าเฝ้าสมเด็จพระนารายณ์อีกจนได้

ในยุคของฉัน...บันทึกประวัติศาสตร์หลายแหล่งระบุว่าสมเด็จพระนารายณ์ได้แต่งตั้งองค์มุตตาฟาเป็นเจ้าเมืองไชยา ส่วนองค์อุสเซนเป็นเจ้าเมืองพัทลุง ในขณะที่องค์อัสซันได้เป็นแม่ทัพเรืออโยธยา ดำรงตำแหน่งพระยาราชบังสัน...แต่ฉันรู้ว่า ณ ขณะเวลานี้นั้น...หัวใจบุตรชายทั้งสามขององค์สุลต่านสุลัยมาน คงร้าวรานจนยากจะพรรณนา ที่ไม่สามารถรักษาเมืองสิงหลาไว้ได้

นี่ยังไม่นับรวมถึงความเป็นห่วงเกี่ยวกับสามเณรแสง...เรือที่ท่านนั่งไปอโยธยาจะล่มลง...ดวงจิตของท่านจะออกจากร่างไปยังยุคอนาคต...อาศัยอยู่ในร่างใหม่ เมื่อเติบโตเป็นหนุ่มและแต่งงาน...ฉัน หรือแก้ว ก็คือลูกสาวคนสุดท้องของท่านนั่นเอง

‘พรุ่งนี้เช้า...ข้าจะออกเดินทางไปปัตตาเวีย’ เมอเตอัสปลุกฉันจากภวังค์ความกังวล ‘ข้าไม่รู้ว่าเราจะได้เจอกันอีกเมื่อไหร่...แต่ก็ขอให้พวกเจ้าทั้งสองจงโชคดี’

เมื่อเมอเตอัสออกไปแล้ว ฉันกับเนปาจึงได้แต่นั่งพูดคุยกันถึงเรื่องราวความบังเอิญต่าง ๆ ที่ล้วนแล้วแต่เกิดมาจากความจงใจของพระยารามเดโชทั้งสิ้น

              กว่าห้าวันที่ต้องรออยู่ที่ด่านขนอน ฉันกับเนปาจึงจะได้รับแจ้งข่าวจากคนของพระยารามเดโช ว่าให้เราทั้งสองออกเดินทางต่อไปยังอโยธยาในวันรุ่งขึ้น
              และคืนนั้น ฉันก็ได้พบกับแฮรอน สร้อย และ โดโลฮอฟ...พวกเขาแวะพักที่ด่านขนอนก่อนจะเดินทางไปยังสถานีการค้าบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษในอโยธยาของวันรุ่งขึ้นเช่นกัน

ขณะที่ได้ร่วมวงสนทนาพูดคุยกับพวกเขาในค่ำนั้น ฉันรู้สึกสบายใจขึ้นเมื่อเห็นว่าสร้อยมีท่าทีอ่อนโยนต่อโดโลฮอฟบ้างแล้ว
 
* * * * * * * * *
 
               ณ อโยธยา...ฉันได้มีโอกาสเจอกับขุนอาบและออกขุนชำนาญอีกครั้ง...เพราะทั้งสองเป็นคนนำตัวฉันและเนปาเข้าพบพระยารามเดโชที่เรือนพักรับรอง

              “ข้ากราบทูลสมเด็จเจ้าเหนือหัวถึงความดีความชอบของพวกเจ้าทั้งสองแล้ว...แต่ยังไม่มีพระบรมราชโองการเรียกให้เข้าเฝ้า...นั่นก็คงด้วยพระเพทราชาแย้งค้านไว้เสียก่อน” พระยารามเดโชบอกเล่าด้วยน้ำเสียงหงุดหงิดอยู่มาก

              “พวกเราทั้งสองไม่ได้ต้องการความดีความชอบอันใดจากอโยธยา” ฉันรีบบอกไปในทันที “เรายอมตามมาที่นี่...เพราะเป็นห่วงองค์มุตตาฟา แลชาวสิงหลา...อีกทั้งต้องการเห็นว่าอโยธยาจะรักษาคำพูดที่ให้ไว้หรือไม่”

              “ในวันที่พวกเขาทั้งสามได้เข้าเฝ้าองค์สมเด็จพระนารายณ์...พระองค์ได้มีพระบรมราชโองการแต่งตั้งมุตตาฟาเป็นเจ้าเมืองไชยา อุสเซนเป็นเจ้าเมืองพัทลุง แล...อัสซัน เป็นแม่ทัพเรืออโยธยา...รุ่งสางนี้ มุตตาฟา กับอุสเซน ก็จักเดินทางไปประจำเมืองของพวกเขา”

              พระบรมราชโองการนั้น ไม่ได้ผิดเพี้ยนไปจากประวัติศาสตร์ที่ฉันรับรู้มา

              “ถ้าอย่างนั้น...พวกเราก็เบาใจแล้ว...และพวกเราก็ไม่ต้องการยศฐาบรรดาศักดิ์ใดจากอโยธยา” เนปาพูดในสิ่งที่ฉันตั้งใจจะบอกออกไปเช่นกัน

              “ข้ารู้ดีว่าพวกเจ้าภักดีต่อสิงหลาเพียงใด...แลคงลำบากใจที่จักมาอยู่ยังอโยธยา” ออกขุนชำนาญพูดขึ้นบ้าง “อีกทั้งภาระหน้าที่ของพวกเจ้า...ก็ได้ลุล่วงแล้ว”

              “ภาระหน้าที่...ที่ข้าจะต้องกลายเป็นกบฏทรยศต่อสิงหลา...เพื่อรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวกับอโยธยาโดยสมบูรณ์ใช่หรือไม่” ฉันพูดน้ำเสียงราบเรียบ ด้วยความรู้สึกปลงและยอมรับต่อโชคชะตาที่เกิดขึ้น

              “หลังจากนี้...พวกเราจะไม่อยู่ที่อโยธยา...แต่จะออกเดินทางไปพร้อมกับเรือของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษในหน้าลมที่จะถึง” เนปาเป็นผู้บอกการตัดสินใจนั้น

              เป็นการตัดสินใจที่ฉันกับเนปาได้ตกลงกับแฮรอน สร้อย และโดโลฮอฟไว้แล้วก่อนจะแยกกันที่ด่านขนอน

              เพราะฉันรู้ว่าหลังจากนี้ อโยธยาจะมีแต่ความวุ่นวายทางการเมือง ทั้งภายในและภายนอก...ไม่ปลอดภัยสำหรับคนต่างชาติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งคือชาวอังกฤษ

              “ข้ารู้เพียงคงไม่อาจทัดทานการตัดสินใจของพวกเจ้าได้...จากนี้ไป...ขอให้เป็นชะตาของพวกเจ้าที่กำหนดเอง” พระยารามเดโชกล่าวออกมาหลังจากเงียบไปชั่วครู่

              “ก่อนไปจากอโยธยา...จงไปยังวัดหน้าพระเมรุอีกครั้ง...ที่นั่นคงจักมีคำตอบบางประการให้พวกเจ้า” ออกขุนชำนาญกล่าวทิ้งท้ายก่อนที่จะสั่งให้ขุนอาบกับคณะทหารของเขาขี่ม้าพาฉันกับเนปาไปยังวัดหน้าพระเมรุ

              การเจอกันในครั้งนี้...ขุนอาบมีท่าทีวางเฉยต่อฉันและเนปามากขึ้น ไม่หาเรื่องและก้าวร้าวใส่เนปาเหมือนก่อนแล้ว

              “ข้าจำต้องหักใจ...เมื่อพวกเขาได้พิสูจน์แท้แน่ชัดแล้วว่ารักกันมากเพียงใด” ฉันได้ยินขุนอาบบอกลูกน้องทหารคนหนึ่งของเขาในเวลาต่อมา ขณะหยุดพักระหว่างทางและถูกกลุ่มทหารหยอกล้อสอบถามถึงความรักที่มีต่อเพนนี ฟานเมอเตส

เมื่อเดินทางไปถึงวัดหน้าพระเมรุ ฉันก็ได้พบกับหลวงปู่องค์เดิมที่เคยเจอคราวก่อน แต่ตอนนี้...สามเณรแสงได้มาอยู่กับท่านด้วย

ฉันรู้สึกแปลกใจอย่างยิ่ง...เพราะตามคำบอกเล่าของพ่อ...เรือที่ท่านนั่งมาจะพลิกคว่ำล่มลงเมื่อใกล้ถึงเมืองอโยธยา...และจิตของท่านจะไปยังร่างในอนาคต

“ถูกแล้ว...ดวงจิตทั้งสองได้เดินทางสลับกันไปตามกาลที่ควรจะเป็น” หลวงปู่กล่าวออกมาโดยที่ฉันไม่ได้เอ่ยปากถามถึงความสงสัยนั้น

สามเณรน้อยที่กำลังนั่งสมาธิอยู่ข้าง ๆ หลวงพ่อนั้น ได้แย้มยิ้มแววตาสดใสไร้กังวลโดยไม่ได้เอ่ยคำใด ๆ

น้ำตาของฉันไหลซึมออกมา...เพราะแอบคิดมาตลอดว่าร่างของสามเณรแสงจะต้องถูกเผาหรือฝังไปแล้ว...ไม่นึกว่าร่างนี้ยังอยู่ โดยมีอีกหนึ่งดวงจิตมาสถิตย์อยู่แทน

“สามเณรผู้นี้...รู้แล้วว่า...ชะตาของท่านจะต้องมายังยุคนี้” หลวงปู่เสริมต่อ

“แล้วพวกเราทั้งสองล่ะคะ...จะต้องอยู่ที่นี่ตลอดไปหรือ” ฉันสอบถาม...โดยไม่ได้มีความกังวลใดๆ อีกแล้ว

เพราะการได้อยู่กับเนปานั้น...ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เวลาใด ฉันก็ไม่รู้สึกหวาดหวั่นอะไรทั้งนั้น

“ภาระหน้าที่ของพวกเจ้าลุล่วงแล้ว...หลังจากนี้ย่อมขึ้นอยู่กับผลบุญผลกรรมของพวกเจ้าทั้งสองต่อไป”

หลวงปู่ไม่ได้ให้ความกระจ่างเท่าใดนัก...ก่อนจะหลับตาสวดมนต์...เป็นบทสวดที่ฉันไม่เคยได้ยินมาก่อน

เมื่อเห็นว่าการสนทนาได้จบลงแล้ว ฉันกับเนปาจึงกราบลาหลวงปู่และสามเณร ก่อนจะเดินทางกลับไปยังสถานีการค้าของบริษัทอินเดียตะวันออกของอังกฤษ
ไม่ไกลจากสถานีการค้าของอังกฤษในสมัยนี้ มีหมู่บ้านญี่ปุ่นอันรุ่งเรือง...ฉันรู้ถึงสาเหตุที่แฮรอนไม่สามารถกลับไปญี่ปุ่นได้แล้ว และรู้ว่าทำไมมิยาโกะ เจ้าของร่างที่แท้จริงของฉันในตอนนี้ ซึ่งเป็นลูกครึ่งญี่ปุ่น-อังกฤษ ต้องหนีออกมาจากญี่ปุ่น นั่นก็เพราะ โชกุนอิเยยา เกลียดชังพวกเข้ารีต จึงสั่งประหารพวกเข้ารีตเป็นพันๆ คน...เมื่อสิ้นแม่ชาวญี่ปุ่น...มิยาโกะ จึงต้องหนีออกมาตามหาพ่อที่อังกฤษ

น่าเสียดาย...ที่ความตั้งใจของเธอกลับล้มเหลวระหว่างทาง...เพราะมีดวงจิตของฉันมาเข้าแทรกในระหว่างนั้น

“สร้อยนั่น...” เสียงเล็ก ๆ ที่ดังขึ้น ทำให้ฉันตื่นจากความรู้สึกเสียใจที่มีต่อมิยาโกะ

“สร้อยและล็อกเก็ตของฉันคงหล่นตกอยู่ในโพรงหินที่สิงหลา...เพราะหลังออกมาจากที่นั่น...มันก็ไม่อยู่กับฉันแล้ว” สร้อยบอกขณะจ้องมองมาที่สร้อยและล็อกเก็ตในมือของฉัน

“ฉันอยากให้เธอเก็บมันไว้” ฉันยื่นสร้อยและล็อกเก็ตให้อีกฝ่ายด้วยความเต็มใจ และคิดว่าเป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่ง

“แต่มันเป็นของเธอ” สร้อยยังคงมีน้ำเสียงห่างเหินอยู่พอสมควร แม้ฉันจะสัมผัสได้ว่าดีขึ้นมากกว่าเมื่อก่อนแล้วก็ตาม

“รับไว้เถอะ...นี่เป็นตัวแทนความรักที่ปู่และพ่อของเธอ...มีให้กับเธอนะสร้อย” ฉันยืนยันเสียงหนักแน่น “รวมทั้งฉันด้วย...ฉันรักเธอนะ...สร้อย”

น้ำตาของสร้อยหยดแหม่ะลงบนมือของฉันขณะเธอรับของสิ่งนั้นไป...ฉันโผเข้าไปกอดเธอไว้...และรู้สึกอบอุ่นใจที่อีกฝ่ายไม่ได้ผลักไสฉันอย่างแต่ก่อนแล้ว
 
* * * * * * * * * * * * * *
เกือบสามเดือนผ่านไป...ในที่สุด เรือสองลำของแฮรอนก็เดินทางออกจากอโยธยา

สร้อยกับโดโลฮอฟ เดินทางไปเรือลำเดียวกับแฮรอน พ่อบ้านบราวน์ และเจฟ...ส่วนฉันกับเนปาแยกมาอีกลำเพื่อช่วยกันควบคุมดูแลลูกเรือและสินค้า

ในระหว่างการเดินทางนั้น ฉันตัดสินใจขอแวะดูเมืองสิงหลาอีกครั้ง

เมื่อทอดสมอจอดที่ปากทางเข้าทะเลสาปสิงหลา ก็พบว่าบัดนี้ที่ท่าเรือไร้ร้างผู้คน เพราะชาวบ้านที่หลบซ่อนหลงเหลืออยู่บ้างนั้น อพยพย้ายไปอยู่ฝั่งแหลมสนทางทิศใต้ของเมืองเก่ากันหมดแล้ว

‘เรือจะเดินทางออกจากที่นี่ก่อนเที่ยง...อย่าช้าเชียวนะ‘ กัปตันเตือนเสียงดุ...เขาไม่เห็นด้วยที่จะให้เรือหยุดจอดแวะที่สิงหลา แม้จะเพียงครู่เดียวก็ตาม

แต่เมื่อฉันขอร้อง...เขาก็ยอมใจอ่อน

“ผมจะไปกับคุณด้วย” เนปาสำทับความมั่นใจ แม้เขาจะทัดทานฉันไว้ในตอนแรกเช่นกัน

เมื่อลงเรือลำเล็ก...พวกเราก็พายเข้าฝั่งสิงหลา มุ่งหน้าไปทางสุสานองค์สุลต่านสุลัยมาน ชาห์

การแวะสิงหลาครั้งนี้ ฉันไม่ได้ต้องการจะเดินทางไปดูสภาพปรักหักพังของเมืองสิงหลา แต่ตั้งใจไปคาราวะหลุมฝังศพองค์สุลต่านสุลัยมาน ชาห์ และกล่าวขอโทษแสดงความเสียใจที่ไม่สามารถช่วยเหลือเมืองสิงหลาให้อยู่รอดต่อไปได้

และบังเอิญเหลือเกิน ที่องค์มุตตาฟาได้เดินทางมาจากเมืองไชยาเพื่อเคารพหลุมฝังศพบิดาก่อนหน้าฉันได้ไม่นาน พวกเขาแอบซ่อนอยู่หลังต้นไม้ใหญ่ ตอนที่ฉันกับเนปาเดินเข้าไปถึงสุสาน เราจึงไม่รู้ว่ามีภัยอันตรายใดรออยู่

ทหารขององค์มุตตาฟา ซึ่งบัดนี้เป็นเจ้าเมืองไชยา ต่างกรูเข้ามาห้อมล้อมและจับกุมตัวฉันกับเนปาได้อย่างรวดเร็ว...เพราะทั้งฉันและเนปาไม่ได้ขัดขืนต่อสู้แต่อย่างใด

“ข้าน่าจะฆ่าเจ้าเสียตั้งแต่คราศึกรบกับนครเมื่อกาลครั้งแรกที่เราได้พบกัน” องค์มุตตาฟาเดินมาจ้องหน้าฉัน เขาพูดด้วยสำเนียงภาษาไทยอโยธยาแบบชัดถ้อยชัดคำมากขึ้น  “ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่...หากข้าพบเจอเจ้าอีก...นั่นคือวันตายของเจ้า”

              เขาใช้กริชปลายแหลมจ่อเข้ามาตรงคอของฉัน...สัมผัสได้ว่ามือของเขามีอาการสั่นไหวเล็กน้อยด้วยความลังเลใจ

“อย่า...ปล่อยเพนนีไปเถิด...เธอไม่ได้ตั้งใจทรยศท่าน” เนปาร้องตะโกนขณะพยายามสลัดจากการจับกุมของทหาร

“รักนั้นหรือก็รักหนักหนา แต่ความแค้นใจก็ไม่ยิ่งหย่อนกว่ากันเลย” ฉันได้ยินเสียงองค์มุตตาฟากระซิบบอก “ยิ่งมาเห็นสภาพสิงหลาในยามนี้...จะมิให้ข้าโกรธแค้นเจ้าได้อย่างไร”

              “ข้ายอมตายด้วยมือของท่าน...หากจะสามารถช่วยลบล้างความแค้นของท่านได้...แต่ขอให้รู้ไว้เพียงว่าข้ามิได้คิดคดทรยศต่อมิตรภาพระหว่างเราเลย...แต่ข้าจำเป็นต้องทำด้วยมีหลายเหตุผลที่บีบคั้น...เมรา...ทายาทลับของอิบรามันกำลังจะปลิดชีพท่านในวันที่กองทัพจากอโยธยาเข้ามาประชิดเมือง...ข้า     ตัดสินใจใช้กลอุบายให้ทหารสิงหลาเปิดประตูเมืองทิศเหนือนั้น ...เพราะมันจวนเจียนต่อชีวิตของท่านเหลือเกิน”

              “แต่เจ้าก็ยังมีสิ่งที่ข้าเคลือบแคลงใจอยู่ดี...ข้าคิดว่าเจ้ามีใจภักต่ออโยธยาจึงวางแผนช่วยพวกเขามาตลอด” องค์มุตตาฟาแทรกตวาดลั่นอย่างเกรี้ยวกราด “ข้ายังได้รู้ความจริงเพิ่มเติมจากอัสซัน น้องชายข้าที่บัดนี้เข้ารับราชการอยู่ยังอโยธยาด้วยว่า...กษัตรย์อโยธยาเตรียมเสนอตำแหน่งให้เจ้าเป็นถึงฑูตสัมพันธไมตรี...นับเป็นสตรีต่างชาติคนแรกที่จะได้มีตำแหน่งยศศักดิ์ในราชสำนักแห่งองค์พระนารายณ์”

“แต่ข้าหาได้รับตำแหน่งนั้นมิใช่รึ” ฉันบอกน้ำเสียงราบเรียบ “ข้าไม่เคยคิดเหยียบซากปรักหักพังของสิงหลาเพื่อหวังเจริญก้าวหน้าในราชสำนักอโยธยา”

“นั่นก็เพราะพระเพทราชาทูลขัดขวางไว้เสียก่อนต่างหากเล่า...ว่าเจ้าเป็นนักล่าเงินรางวัล...ตัวกบฏทรยศต่อสิงหลา...หาควรยกความดีความชอบให้ ด้วยเกรงจักคิดคดทรยศต่อราชสำนักอโยธยาอีกในภาคหน้า”

“ท่านเชื่อว่าข้าเป็นกบฏ เป็นผู้ทรยศท่านจริง ๆ หรือ” ฉันไม่รู้จะทัดทานความคิดของอีกฝ่ายได้อย่างไรแล้ว

“แล้วก่อนเกิดศึกใหญ่...เจ้ามีเหตุผลอะไรที่จะต้องไปติดต่อกับฝ่ายอโยธยาด้วยเล่า” องค์มุตตาฟาตวาดลั่น

“ท่านเคยสงสัยว่าทำไมข้าจึงสามารถรู้อนาคต...ใช่หรือไม่” ฉันตัดสินใจแล้วที่จะบอกความจริง “เพราะข้ามาจากยุคอนาคต...ประเทศไทยคือแผ่นดินของพวกเราในอนาคต...ไม่ว่าอโยธยา สิงหลา พัทลุง นคร ไชยา ปตานี ...พวกเราล้วนแล้วแต่เป็นคนไทยทั้งสิ้น สำหรับข้าแล้วมันช่างลำบากใจนักที่จะฝักใฝ่ช่วยเหลือฝ่ายใดในสมัยนี้...เนปาก็เช่นกัน เขามาจากยุคสมัยเดียวกันกับข้า...แต่เขาสูญเสียความทรงจำ...และเพิ่งจะฟื้นคืนก่อนช่วงเกิดศึกครั้งสุดท้ายได้ไม่นาน...เนปาก็สับสนเช่นกันที่ได้รู้ความจริงในชีวิตของตัวเอง”

องค์มุตตาฟายืนนิ่งงัน...ทิ้งกริชลงกับพื้น...แววตาที่จ้องมองมานั้นบ่งบอกความรู้สึกอันสับสน

“พวกเจ้า คือ ผู้ที่ข้าไว้วางใจเป็นที่สุด  แต่...ข้าไม่อาจทำใจได้ที่เจ้ากลายเป็นผู้ทรยศต่อเมืองสิงหลา  ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม”

“หากความตายของข้า จะทำให้ท่านได้ชำระล้างความแค้นที่มีต่อความพ่ายแพ้ของสิงหลาได้...ข้ายินดีมอบชีวิตและลมหายใจนี้ให้สิ้นลงด้วยน้ำมือแก่ท่าน...บนผืนแผ่นดินแห่งนี้ ต่อหน้าหลุมศพบรรพบุรุษแห่งเจ้าเมืองสิงหลา  ท่านสมควรกระทำการปลิดชีพข้าด้วยตนเอง”

 “อย่า...ได้โปรด” เนปายังคงส่งเสียงวิงวอน “หากท่านทำเช่นนั้น...จงปลิดชีวิตข้าไปด้วย”

องค์มุตตาฟา น้ำตารินไหล ขณะเงื้อกริซขึ้นมาอีกครั้ง...ทว่า ยังไม่ทันที่เขาจะตัดสินใจต่อไปอย่างไรนั้น ...สายตาของฉันก็เหลือบไปเห็นเงาพาดออกมาจากหลังพุ่มไม้ด้านหลังองค์มุตตาฟา เมื่อตวัดมองขึ้นไปจึงเห็นคนกำลังเล็งหน้าไม้ตรงมาที่องค์มุตตาฟา

“หลบไป...มีคนร้าย” ฉันตะโกนพลางผลักองค์มุตตาฟาไปด้านข้างจนเขาล้มลง

พวกทหารผู้ติดตามองค์มุตตาฟาไล่ตามคนร้ายออกไป องค์มุตตาฟารีบลุกขึ้นและวิ่งมาประคองฉันไว้อย่างรวดเร็ว...ธนูไม้ของคนร้ายปักอยู่บนหน้าอกของฉัน

“เพนนี” เสียงเนปาดังอยู่ใกล้ ๆ เขารับร่างที่กำลังทรุดฮวบของฉันไปกอดไว้ในอ้อมแขน

“เพนนี...เจ้าช่วยชีวิตข้าไว้อีกแล้ว” องค์มุตตาฟาละล่ำละลัก “อย่าตาย...ข้าไม่ได้ต้องการให้เจ้าตายไปแบบนี้”

ลมหายใจของฉันสัมผัสได้ถึงกลิ่นเลือดที่กำลังไหลรินออกจากบาดแผล
เมื่อองค์มุตตาฟาดึงไม้แหลมออกมา เขาก็มีสีหน้าสลดมากขึ้นไปอีก

“หน้าไม้อาบยาพิษ” เสียงเนปาสั่นเทา

คนร้ายที่ถูกทหารจับมาได้ยอมปริปากว่าเป็นเพียงโจรที่หากินอยู่แถวนี้ เมื่อเห็นคนเข้ามาจึงหวังแย่งชิงทรัพย์สิน

เมื่อทหารกำลังจะฆ่าโจรคนนั้น องค์มุตตาฟาก็ห้ามไว้ทัน...ก่อนจะเดินเข้าไปหาด้วยแววตาเคียดแค้น...เขาใช้กริชจ่อไปที่คอของโจรซึ่งฝ่ายนั้นกำลังรู้สึกกลัวขึ้นมาจนฉี่ราด และยอมปริปากในที่สุด

“โปรดไว้ชีวิตข้าด้วยเถิด...ข้าเป็นบุตรของท่านอิบรามัน”

 “แก....เมรา...บุตรชายลับ ๆ ของอิบรามัน” องค์มุตตาฟาอ้าปากค้างหลังจากตัดเคราออกจากใบหน้าคนร้ายแล้ว “แกมันกบฏที่หวังฆ่าข้า คิดการใหญ่...จนเป็นเหตุให้บ้านเมืองล่มสลาย...โชคเป็นของแกที่หนีไปได้ในครั้งนั้น...แต่ครั้งนี้แกไม่รอดแน่ เว้นแต่ว่าจะรีบเอายาถอนพิษมารักษาให้เพนนี”

แทนที่เมราจะสำนึกและหวาดกลัว กลับหัวเราะขึ้นมา จากนั้นก็เปลี่ยนเป็นร้องไห้โฮราวกับคนเสียสติ

“จับมันไว้...แล้วพามันกลับไปชำระความที่เมืองไชยา...ข้าจะสั่งประหารมันต่อหน้าอิบรามันผู้เป็นพ่อให้สาแก่ใจ...ในเมื่อหัวใจข้าถูกทำลาย...หัวใจพ่อของเจ้าก็จะได้รู้สึกรู้สมเช่นเดียวกันกับข้า”

“อย่า” ฉันรีบห้ามไว้ “อย่าสร้างความพยาบาทต่อกันเลย ปล่อยเขาไปเถิด....หามีใครหนีกรรมของตัวเองได้...ศาสนาของข้าสอนว่าทุกข์นั้นอยู่ที่ใจ...หากใจละจากความเคียดแค้นได้ บ่วงกรรมที่จะผูกต่อกันไว้นั้นก็จะคลายพันธนาการ จะได้ไม่ต้องมีเวรมีกรรมต่อกันในภพต่อไป”

“ผมจะรีบพาคุณกลับไปที่เรือสำเภา ที่นั่นมียาถอนพิษได้หลายชนิด...หากเรารีบเดินทางก็อาจจะทันการณ์” เนปาช้อนร่างฉันขึ้นมาอุ้มไว้

 สายตาของฉันเริ่มพร่ามัวขณะเอื้อมมือไปสัมผัสหน้าของเนปาด้วยความรัก...ฉันหวังว่านี่จะเป็นแค่อาการง่วงนอน...ความหนาวเหน็บในขั้วหัวใจที่กำลังเข้ามาเยือนนี้จะสลายไปเมื่อฉันตื่นขึ้นมาอีกครั้ง

“เพนนี...ข้าอภัยให้เจ้าแล้ว...ได้โปรดมีชีวิตต่อไปเถิด” ฉันได้ยินเสียงองค์มุตตาฟากระซิบมาจากดินแดนอันแสนไกล

“เพนนี...ผมรักคุณ...อย่าจากผมไปเลย...ได้โปรด” เสียงของเนปานั้นห่างไกลออกไปทุกที

ท่ามกลางความมืดมิดนั้น...ฉันสัมผัสได้ถึงเกร็ดหิมะอันเหน็บหนาวที่กำลังชอนไชเข้าสู่ร่างในทุกอณูสรรพางค์กาย
 
* * * * * * * * * * * * * *




 

Create Date : 19 พฤษภาคม 2562
0 comments
Last Update : 19 พฤษภาคม 2562 16:29:52 น.
Counter : 50 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 


~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.