Group Blog
 
<<
มีนาคม 2560
 
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
262728293031 
 
19 มีนาคม 2560
 
All Blogs
 

สิงหลา ภาคสองทะเล: ๓๙ พันธนาการ...แห่งดวงจิต





ทันทีที่เท้าได้สัมผัสเหยียบย่างบนแผ่นดินอโยธยาหรือ กรุงเทพทวารดีศรีอยุทธยา นามเต็มของเมืองที่ท่านทูติได้ให้ความรู้ไว้นั้น นำความตื่นตาและความตื้นตันใจมาให้จนน้ำตาของฉันถึงกับไหลเอ่อล้นดวงหน้าหยดลงบนพื้นดิน...เพราะสิ่งต่างๆ ที่เห็นตรงหน้า ล้วนกลายเป็นอดีตในยุคปัจจุบันที่แท้จริงของฉันไปเสียสิ้นแล้ว

“นี่เป็นเรือนพักรับรองอาคันตุกะแห่งข้าจงอย่าได้กังวลอันใด” ท่านทูติผู้ใจดี หรือนามจริง ๆ ว่า ออกขุนชำนาญกล่าวก่อนที่จะหันหลังทำท่าจะเดินลงจากเรือนไป แต่ฉันเรียกเขาไว้ก่อน

“ท่านครู...ที่ท่านกล่าวถึงไว้นั้นท่านจะพาข้าไปพบเขาเมื่อใด และ...”

“อย่ากังวลไปเลย...เมื่อถึงเพลาอันควรจะมีผู้มาแจ้งแก่เราเอง”

“เพลาอันควร...แล้วอีกนานหรือไม่เล่า”ฉันยังกังวลอยู่ดี “ท่านพาข้าไปพบท่านครูที่วัดหน้าพระเมรุด้วยตัวเองมิได้รึ”

“แม้ข้าจะเคยพบท่านครูที่วัดหน้าพระเมรุ...แต่ก็ใช่ว่าจะได้พบท่านในทุกเพลาที่ไปเยือนไม่” ท่านทูติยิ้มให้อย่างใจดีเช่นเคย “เราจะได้พบท่านก็ต่อเมื่อท่านต้องการให้เราได้พบเท่านั้น”

“แล้วถ้าข้าระแวงว่านี่เป็นแผนการของท่านที่จะลวงข้ามายังอโยธยาเล่า...ท่านครูที่ว่าอาจไม่มีจริง...และท่านลวงข้ามาเพื่อหวังตัดกำลังสิงหลา” ฉันยังอดคิดสะระตะไม่ได้ ทั้ง ๆที่พยายามมองชะตาในแง่ดีมาตลอดการเดินทาง

“นั่นก็เป็นสิ่งที่ข้าหวังใคร่รู้...ว่าคำกล่าวของท่านครูที่เคยบอกข้าไว้นั้นจักเป็นจริงหรือไม่” ท่านทูติเริ่มทำหน้าเคร่งเครียดเข้าบ้างแล้ว“การมาเยือนของเจ้า ท่านครูย่อมรู้ได้ แม้นมิมีผู้ใดไปแจ้งข่าวก็ตามที”

สิบห้าวันผ่านไปก็ยังไร้วี่แววว่าจะได้เดินทางไปยังวัดหน้าพระเมรุตามที่ต้องการ

ในยุคสมัยที่แท้จริงนั้น ฉันเคยเดินทางไปที่วัดหน้าพระเมรุมาก่อนแล้ว ...หลังจากกลับไปอยู่ร่างตัวเองเมื่อคราวก่อนโน้นพ่อได้พาฉันไปกราบพระพุทธนิมิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถเพราะพ่อบนบานไว้ว่าหากฉันรอดฟื้นจากอาการป่วย พ่อจะนำฉันไปกราบไหว้ท่านที่วัด

‘พอพ่อฟื้นคืนสติ...พ่อก็พบว่าได้ถูกช่วยชีวิตขึ้นจากน้ำและนำตัวมาอยู่ที่วัดหน้าพระเมรุแห่งนี้...และได้รู้ว่าที่วัด มีพระพุทธนิมิตมารโมลีศรีสรรเพชญบรมไตรโลกนาถ ซึ่งเป็นพระพุทธปฏิมาพระองค์เดียวในกรุงศรีอยุธยาที่รอดจากภัยและการเผาทำลายโดยพม่าโดยไม่ส่วนใดบุบสลายหรือถูกทำลายแม้แต่นิดเดียว’

ภาพความทรงจำที่พ่อเคยบอกกล่าวไว้ ทำให้ฉันต้องการเดินทางไปยังวัดหน้าพระเมรุโดยเร็วที่สุด...ท่านครูที่ออกขุนชำนาญพูดถึง จะต้องรู้เหตุผลกลชะตาชีวิตของฉันอย่างแน่นอน

สิบวันต่อมา หลังจากทนกระวนกระวายใจเป็นอย่างหนักและเกือบจะตัดสินใจหนีออกไปด้วยตัวเอง บ่ายของวันนั้น...ท่านทูติหรือ ออกขุนชำนาญ ก็ให้คนมาเชิญฉันไปพบที่เรือนใหญ่ของท่าน

“เย็นนี้เราจะออกเดินทางไปที่วัดหน้าพระเมรุ”

“ทำไมเราไม่ไปตอนนี้เลยเล่าสมัยนี้กว่าจะเดินทางไปถึงวัดหน้าพระเมรุก็คงใช้เวลามากโข...เรือนของท่านตอนนี้น่าจะอยู่ห่างจากวัดเกือบยี่สิบกิโลเมตร” ฉันคาดเดาจากการคำนวณระยะทางโดยพิจารณาจากที่ตั้งเรือนของท่านทูติกับวัดหน้าพระเมรุ

“กิ...โล...เม็ด เม็ด...อะไรรึ”

เมื่อได้ยินท่านทูติถามพลางทำหน้างงๆ... ฉันก็นึกขึ้นได้ว่าเผลอพูดศัพท์แปลกๆ ออกไปให้เขาไม่เข้าใจอีกแล้ว

“เราออกเดินทางไปตอนนี้มิได้รึ” ฉันเลี่ยงไม่อธิบาย

“รอจนกว่าจะถึงเพลาอันควรเถิด”ท่านทูติเองก็ตัดบท ทำให้ฉันจำต้องยอม

* * * * * * * * * * * * * *

เมื่อเวลาอันสมควรตามที่ท่านทูติบอกไว้มาถึงฉันกับท่านทูติก็ขี่ม้าเดินทางไปยังวัดหน้าพระเมรุทันที โดยไม่มีผู้ใดติดตามมาด้วยเลย

ด้วยเป็นคืนเดือนมืดทำให้ฉันไม่สามารถมองเห็นหน้าพระภิกษุ ที่ออกขุนชำนาญเรียกว่า “ท่านครู” ได้ชัดนัก...ท่านนั่งอยู่ใต้ต้นโพธิ์ใหญ่ภายในวัดหน้าพระเมรุ...แม้นไม่เห็นดวงหน้าของท่านแต่ฉันรู้สึกได้ถึงความสง่าและน่าเกรงขามเป็นยิ่งนัก

“อาตมาขอเจรจาความกับ...สีกา ผู้นี้เพียงลำพัง” เสียงเบา ๆ ของท่านครู ดังกังวานในโสตประสาทของฉันอย่างน่าอัศจรรย์

เมื่อท่านทูติออกไปห่างจากบริเวณนั้นแล้ว ฉันก็ไม่อาจฝืนความอดกลั้นไว้ได้อีก

“ท่านคะ เกิดอะไรขึ้นกับฉัน...ท่านรู้ใช่มั้ยคะว่าฉันเป็นดวงจิตที่มาจากยุคอนาคต...แล้วฉันต้องทำอะไรยังไงต่อไปดี...คราวนี้ฉันมาอยู่ในร่างนี้นานกว่าครั้งก่อนมาก...นานจนเผลอลืมว่าตัวเองคือเพนนี ฟาน เมอเตส ไปแล้วจริง ๆ”

“เพนนี ฟานเมอเตส...แท้จริงก็คือเจ้า หาใช่ผู้ใดอื่นดอก”

คำตอบของท่านครูทำให้ฉันถึงกับสะดุ้งเสียงของท่านครูบ่งบอกถึงความชราภาพมากแล้ว

“แต่คนเรา...จะมีชีวิตอยู่ในสองห้วงเวลาได้หรือ...มิหนำซ้ำ...ดวงจิตเดียวกันจะมาอยู่ในสองร่าง หนึ่งในร่างเพนนี ...สองในร่างสร้อย...ในกาลเวลาเดียวกันอีกได้อย่างไรกันเล่า” ฉันพยายามหรี่ตามองท่านครูไปในความมืดสลัว แต่ก็ไร้ประโยชน์....และรู้สึกขนลุก เพราะรู้สึกราวกับว่าตัวฉันเองอยู่ที่นั่นเพียงลำพัง

“แม้จะสัมผัสรับรู้ว่าเป็นเพลาเดียวกัน...ก็หาใช่จะหมายถึงกาลเดียวกันไม่...เฉกเช่นเดียวกันดวงจิตของสิ่งมีชีวิตหาได้มีไว้เพื่อกายเดียว...ทั้งในกาลเดียวกันหรือต่างกาล”

คำพูดของท่านครูยิ่งทำให้ฉันงงหนักเข้าไปใหญ่

“และแม้จะดูเหมือนเป็นจิตเดียวกัน....แต่เมื่อต่างเพลาต่างวาระ ต่างกรรม....ก็หาใช่จะเป็นผู้เดียวกันไม่....เจ้าเมื่อหลายเพลาที่ผ่านมาแล้วก็หาใช่เจ้าในเพลานี้ไม่”

“แล้วฉันต้องทำยังไงคะถึงจะได้กลับไปร่างเดิมในยุคที่แท้จริงของฉัน”

“แล้วยุคใดกันเล่า...คือยุคที่แท้จริงของเจ้า” เสียงท่านครูราบเรียบจนฉันรู้สึกใจหาย “ทุกชะตาย่อมมีเหตุชี้นำ...การที่จิตของเจ้าต้องกลับมาในกาลนี้นั่นเป็นเพราะว่าเจ้ามีภารกิจหน้าที่อันพึงกระทำให้ลุล่วง...และมีเพียงเจ้าเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้กระทำเพื่อรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวได้”

“รวมแผ่นดิน...ฉันน่ะหรือ...รวมแผ่นดินอะไรกันเล่า”ฉันถามตัวเอง

“เมื่อถึงเพลานั้น....เจ้าจะรู้ได้ด้วยตัวเจ้าเอง” ท่านครูให้คำตอบที่ดูเหมือนจะไม่ช่วยอะไรเลย

“ท่านครู...หมายความว่าฉันจะต้องอยู่ในยุคนี้ตลอดไปหรือ”ฉันถามเพื่อความมั่นใจ

“อาตมาหาได้รู้ทั้งหมดไม่...รู้เพียงทุกสรรพสิ่งมีกรรมที่ต้องกระทำ...หากเจ้าลุล่วงการกระทำนั้นแล้ว ย่อมปล่อยวางจากพันธนาการได้”เสียงแหบตอบเบาลงจากเดิม ฉันสัมผัสได้ถึงลมหายใจหอบเหนื่อยของท่านครู “จากนี้...โยมมิต้องหวังมาพบอาตมาอีก...จงกลับไปทำหน้าที่ของโยมเถิด”

มีคำถามอีกมากมายที่ยังวนเวียนอยู่ในหัว...ทั้งเรื่องราวของตัวเอง....เรื่องรวมแผ่นดิน....รวมทั้งความสงสัยใคร่รู้เกี่ยวกับพระภิกษุองค์นี้...แต่ฉันก็จำต้องยุติการสนทนาเมื่อท่านครูปลดผ้ากลดลงเพื่อบังคลุมกายไว้ภายใน

ฉันจึงจำต้องลุกขึ้นและเดินออกมายังจุดที่ท่านทูติยืนรออยู่หน้าวัดหน้าพระเมรุ

“ท่านครูจะธุดงค์ไปที่อื่นยังไม่แจ้งว่าจะกลับมาที่นี่อีกคราใด”ท่านทูติบอกหลังจากที่ฉันรบเร้าให้เขาพาฉันไปที่วัดพระเมรุอีกในวันถัดมา

“น่าเสียดายนัก...ว่าแต่เมื่อวานนี้ทำไมท่านจึงไม่ได้พูดคุยอันใดกับท่านครูเลย” ฉันยังอดสงสัยไม่ได้

“ด้วยหากท่านครูใคร่หวังให้ข้ารู้เรื่องอันใด...ท่านครูจักแจ้งเองโดยมิพักถาม” ออกขุนชำนาญหันมาจ้องตาฉันไม่กระพริบ “ข้าได้ทำตามที่ท่านครูแจ้งแล้ว...เจ้าคงหวังกลับสู่สิงหลาในเพลาหน้าลมหน้าที่จะถึง ... นี่ก็คงเป็นชะตาของเจ้าและข้าที่ได้พบพานกันเพียงชั่วเพลา”

เกือบสองเดือนต่อมาเมื่อกระแสลมตะวันออกเฉียงใต้มาถึง ท่านทูติมาส่งฉันขึ้นเรือสำเภาด้วยตัวเอง ....ฉันขอบคุณในความกรุณาของท่านทูติเพราะตลอดเวลาที่อยู่ในเรือนพักรับรอง ท่านได้จัดผู้รับใช้มาคอยดูแลฉันเป็นอย่างดีมิหนำซ้ำยังให้คนพาออกไปเที่ยวยังที่ต่าง ๆ โดยอิสระอีกด้วย...ซึ่งแน่นอนว่าฉันต้องปลอมตัวเป็นผู้อื่นไม่สามารถแสดงตนเป็นเพนนี ฟาน เมอเตส จากสิงหลาได้อย่างเปิดเผย

“ข้าขอฝากขุนอาบด้วย...เขาเป็นคนดี”ฉันยังอดห่วงขุนอาบไม่ได้ เพราะตอนนี้ เขายังไม่พ้นโทษจากการถูกกักบริเวณชั่วคราวอยู่ภายในตัวเมืองชั้นในของอโยธยา

“ข้ารู้ว่าเจ้าหาได้มีใจต่อเขาไม่...แต่ความอาทรห่วงใยที่เจ้ามีต่อเขาได้กลายเป็นอาวุธทำร้ายชายผู้นั้นไปแล้ว” ท่านทูติพูดตรง ๆ จนฉันรู้สึกผิด “แต่นั่นก็อาจเป็นด้วยชะตาพันธนาการของเขาที่มีต่อเจ้านั่นเอง”

ฉันนึกหวนถึงคำพูดของท่านทูติแล้วก็ให้อ่อนใจตลอดเวลาแห่งการเดินทางจากสิงหลามายังอโยธยาเมื่อหลายเดือนก่อนขุนอาบโดนลงโทษคุมขังให้อยู่ในกรงขังใต้ท้องเรือสำเภา ทุกคราวที่ฉันลงไปเยี่ยมกลับได้รับแต่รอยยิ้มกว้างจากเขา

“ท่านไม่โกรธข้ารึที่เป็นเหตุให้ต้องโทษคุมขังเช่นนี้”

“ไม่...แค่ได้รู้ว่าเจ้ายอมไปอโยธยาเพราะเป็นห่วงข้า...ข้าก็มีความสุขแล้ว”

“คนโง่เอ้ย...ข้ายอมไปอโยธยาเพราะเงื่อนไขอื่นของท่านทูติต่างหาก”ฉันบอกความจริงอีกด้านให้เขารู้ แต่เหมือนขุนอาบจะเข้าใจว่าฉันเฉไฉไม่ยอมรับความจริง

“ถ้าเจ้าไม่ห่วงข้า...เจ้าจะนำอาหารมาให้ข้ากินทุกมื้อเยี่ยงนี้รึ”ขุนอาบกินอาหารไปยิ้มไปขณะจ้องหน้าฉัน

และนั่นทำให้ฉันต้องน้ำตาไหลอีกครั้งเมื่อนึกถึงเขา...ใช่...ฉันเองที่เป็นคนทำร้ายขุนอาบโดยไม่ได้ตั้งใจ

เรือสำเภาของชาวจีนที่ฉันอาศัยมาด้วยเดินทางถึงสิงหลาตอนวันสิ้นปี พ.ศ. ๒๒๑๖พอดิบพอดี

และด้วยความที่เพื่อนร่วมทางบนเรือสำเภาส่วนหนึ่งเป็นคณะนักแสดงชาวจีนพวกเขาสอนให้ฉันหัดเล่นมายากล และเต้นรำด้วย...ซึ่งฉันก็ยอมฝึกเล่นฝึกเต้นไปตามที่พวกเขาต้องการเพื่อเป็นการฆ่าเวลาระหว่างการเดินทาง ต่อเมื่อเรือเทียบท่าเมืองสิงหลา ฉันจึงถูกพวกเขาคะยั้นคะยอเชิญชวนให้ร่วมแสดงมายากลในงานเลี้ยงปีใหม่ของชาวต่างชาติที่ตลาดท่าเรือด้วยกัน

ฉันยอมร่วมแสดงกับพวกเขาเพราะเห็นแก่มิตรภาพที่ดีกับหัวหน้าคณะนักแสดงชาวจีนผู้สูงวัยทั้งที่ใจจริงนั้นต้องการไปพบเนปาให้เร็วที่สุดก็ตาม

โชคดีที่การแต่งหน้าจัดในแบบของนักแสดงชาวจีนยุคโบราณนี้ทำให้ไม่มีใครรู้ว่ามีเพนนี ฟาน เมอเตส ร่วมการแสดงอยู่ด้วย

แต่สิ่งที่ทำให้ฉันแทบหยุดหายใจเมื่อขึ้นไปบนเวทีคือ เนปากำลังนั่งชมการแสดงอยู่หน้าเวที ซ้ายขวาของเขามีหญิงสาวคอยป้อนอาหารและบีบนวดให้อย่างสำราญมิหนำซ้ำ...ถัดไปไม่ไกล ยังมีมะเตโอส นั่งยิ้มร่าอยู่ด้วยอีกคน

เสียงปรบมือดังดึกก้องเมื่อการแสดงมายากลจบลงฉันซึ่งกำลังมีอารมณ์ขุ่นมัวกับภาพของเนปาเบื้องหน้า ตัดสินใจที่จะเดินออกไปแสดงตัวกับเขาแต่กลับถูกมะเตโอสดึงแขนไว้ก่อน

‘เจ้าแสดงได้ยอดเยี่ยมมากข่าวว่าคณะการแสดงของพวกเจ้าเพิ่งเดินทางมาถึงเมืองนี้ ข้า...มะเตโอส...ใคร่อยากรู้จักเจ้านัก’มะเตโอสส่งวาจาเต๊าะสาวแบบโจ่งแจ้งจนฉันรู้สึกหมั่นไส้ ‘หากไม่รังเกียจ...คืนนี้ เราจะได้ทำความรู้จักกันให้ลึกซึ้ง’

‘ถ้าท่านรู้ว่าฉันเป็นใคร...คงไม่อยากเข้าใกล้เสียมากกว่า’ฉันตอบเสียงดังด้วยภาษาวิลันดา

เนปาซึ่งนั่งอยู่ใกล้ ๆ ลุกขึ้นยืนจ้องหน้าฉันแบบไม่กระพริบตาเขาคงรู้แล้วว่าใครที่กำลังยืนอยู่ตรงหน้าเขาในขณะนี้ แต่แทนที่เขาจะมีท่าทีดีใจที่ได้พบกันกลับแสดงอาการเย็นชาโดยการลงไปนั่งโอบกอดสองสาวข้างกายเช่นเดิม

มะเตโอสหัวเราะลั่น ปรบมือรัว ๆด้วยท่าทางกวนโมโห

‘ว้าววววว เพนนี ฟานเมอเตส....พี่สะไภ้ของข้า ดีใจเหลือเกินที่เจ้ากลับมา’ มะเตโอสยังยิ้มร่าแววตาเบิกบาน‘เนปา ท่านก็น่าจะยินดี...ที่พี่สะไภ้ของเรากลับสู่สิงหลาแล้ว’

ฉันหันไปมองเนปาเขายังไม่มีทีท่าจะทำการอะไรนอกจากปล่อยให้สองสาวข้างกายแทะโลมคลอเคลียเขาต่อไป

‘ว่าแต่...เจ้าหายไปไหนมารึพอข้ากลับมาถึงสิงหลา ได้ข่าวว่าเจ้าหายไปโดยไม่มีใครรู้ว่าเจ้าไปไหน...ข้าให้รู้สึกเป็นห่วงเหลือเกิน’มะเตโอสตอแหลต่อไปด้วยท่าทางสำราญใจ ‘ไม่มีใครเป็นห่วงเจ้าเท่าข้าหรอก ถึงอย่างไรเสีย เจ้าก็เป็นพี่สะไภ้ของข้า ส่วนคนอื่นเขาจะมากระไรกับเจ้ากันนักเล่า...เห็นมีแต่หญิงอื่นไม่ซ้ำหน้า’

ท่าทีไม่สนใจของเนปาทำให้คำพูดของมะเตโอสยิ่งเสียดแทงเข้าไปในหัวใจของฉัน...แม้จะอยากกระชากมะเตโอสมาต่อยปากแต่ก็จำต้องเป็นฝ่ายเดินออกมาจากตรงนั้นเพื่อไม่ให้ใครได้ทันเห็นน้ำตาที่กำลังไหลริน

* * * * * * * * * * * * * *

เรือนริมคลองท้ายหมู่บ้านวิลันดาไม่ได้ทรุดโทรมลงไปมากเท่าไหร่เพราะบัวเป็นผู้มาคอยดูแลปัดกวาดอยู่อย่างสม่ำเสมอ

“ข้าเชื่อว่าท่านจักกลับมาในสักครา”บัวเข้ามาโอบกอดขาฉันด้วยความคิดถึง

ฉันจึงนั่งลงและโอบกอดบัวกลับไปเช่นกัน

“อย่ากอดขาฉันแบบทาสรับใช้เช่นนั้นเลย...สำหรับบัวแล้วฉันเห็นบัวเหมือนเพื่อน เมือนน้องคนหนึ่ง”

บัวร่ำไห้หนักเข้าไปอีกก่อนจะกอดฉันแน่นขึ้นน้ำหูน้ำตาไหลพรากจนฉันต้องปลอบอยู่นานกว่าจะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ

“ข้าดีใจนัก...ดีใจเหลือเกินที่ท่านกลับมาเสียที”

“คงมีแต่บัวที่ดีใจกับการกลับมาของฉัน” ฉันตัดพ้อเมื่อนึกถึงภาพของเนปาเมื่อคืนที่ผ่านมา

“ท่านเนปาคงดีใจเสียยิ่งกว่าข้า...รู้หรือไม่ หากกลับมาจากประจำการคราใด...ท่านเนปา มักจักแอบมานั่งที่ท่าน้ำอยู่เสมอ...แม้เขามิเคยเอ่ยวาจาใดๆ ....แต่ข้ารู้ว่า เขาคณึงถึงท่านนัก”

“ความคิดถึงของเขา คงมลายหายไปด้วยหญิงมากมายไม่ซ้ำหน้ามาทดแทน”ฉันยังเจ็บแปลบกับภาพสองสาวที่คลอเคลียเนปา

ความเงียบและไม่มีคำค้านของบัวยิ่งทำให้ฉันรู้สึกเจ็บจุกมากขึ้นไปอีก

“ว่าแต่สร้อยล่ะ...ตอนนี้สร้อยอยู่ไหน...ฉันอยากเจอเธอมากที่สุด”ฉันตัดบทเข้าสู่อีกคนที่กำลังคิดถึงและเป็นห่วงมากเช่นกัน

“สร้อยอยู่ที่บ้านของลุงท่านต้องการพบสร้อยตอนนี้เลยรึไม่ ข้าจักได้นำไป”

เมื่อฉันพยักหน้า บัวก็กุลีกุจอช่วยฉันเก็บข้าวของที่เพิ่งซื้อมาจากตลาดท่าเรือเข้าที่เก็บและนำฉันเดินทางไปหาสร้อยทันที

และระหว่างทางนั้น ฉันก็ได้พบกับยายจันทร์และลุงเคว็ดเขาพาภรรยาและเด็กผู้ชายวัยประมาณสองขวบมาจากนครด้วย...ฉันรู้ในทันทีว่าเด็กชายคนนั้นคือ พ่อของฉันเอง พ่อซึ่งเกิดในยุคสิงหลา ทว่า...ดวงจิตของเขาจะไปอยู่ในยุคอนาคตหลังจากนี้

แม้อยากจะแสดงตัว อยากจะพูดคุยกับพ่อมากเพียงใด....แต่สถานะของพ่อในตอนนี้เขาคือเด็กผู้ชายตัวเล็ก ๆ ซึ่งไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ฉันจึงจำต้องปล่อยให้ทุกอย่างเป็นไปตามสถานการณ์ที่จะต้องดำเนินต่อไป

เมื่อเดินทางไปถึงบ้านที่สร้อยอาศัยอยู่ ป้าสะไภ้ของสร้อยมีท่าทีไม่เต็มใจต้อนรับฉันนักก่อนจะบอกเสียงห้วน ๆ เมื่อถูกถามถึงหลานสาว

“สร้อยอยู่หลังเรือนกำลังไปเก็บผัก”

“บัวจักไปตามมาเจ้าค่ะ”บัวอาสาทันที

แต่เมื่อเห็นว่าบัวหายไปนาน ก็นึกเป็นห่วงจึงเดินตามลงไปที่หลังเรือน และทันได้ยินคำพูดของสร้อยเข้าพอดี

“นางปีศาจนั่นจักมาเจอข้าอีกกระไร” เมื่อพูดจบเธอก็หันมาเห็นฉันเข้าพอดีเช่นกัน

สำเนียงพูดภาษาอโยธยาของสร้อยได้มาจากบัวไม่มีผิดเพี้ยน...ตอนนี้แม้สร้อยจะมีอายุเพียง ๑๑ ปี...แต่หน้าตาเริ่มมีเค้าความสวยน่ารักของเด็กสาว

ฉันพูดอะไรไม่ออก...ได้แต่ยืนนิ่งอยู่อย่างนั้น....ใช่สินะ...สำหรับสร้อยแล้ว...ฉันคือนางปีศาจในสายตาของเธอ

“อย่าเอ่ยเยี่ยงนั้นสิเจ้าคะ...ท่านเพนนีต้องการมาพบท่านด้วยความคนึงถึงนักเจ้าค่ะ”

“คนึงถึงเยี่ยงไรได้...หลังจากพ่อแม่ข้าตายไปเพราะน้ำมือนาง...ข้าก็เพิ่งจักได้เห็นนางก็วันนี้...ที่มาครานี้...ด้วยเล่ห์กลใดก็ยากที่จักรู้ไม่”สร้อยส่งแววตาแข็งใส่ ริมฝีปากบางเม้มแน่นขณะเดินผ่านฉันไป

“นั่นจะไปไหนกันรึ...”บัวตะโกนถามตามหลังสร้อยไป

“ได้เพลาที่ฟีร่าจักมารับข้าแล้ว...แลข้ามิอยากให้นางต้องคอย”

เมื่อเดินตามสร้อยไป ฉันจึงได้เห็นฟีร่า...ช่างตัดเย็บเสื้อผ้าอดีตลูกมือของวิเลียน

หลายวันต่อมา เมื่อได้มีโอกาสพูดคุยกับพีร่าที่ร้านของเธอในตลาดวิลันดาฉันจึงได้รู้ว่าเนปาขอให้เธอเป็นคนช่วยสอนภาษาอังกฤษให้สร้อยอีกคน เพราะจริง ๆแล้วครอบครัวแต่เดิมของฟีร่าเป็นชาวอังกฤษที่ต้องตกระกำลำบากไปเป็นทาสของครอบครัวชาวดัตช์

‘ว่าแต่ท่านยังไม่ตอบเลย...ว่าท่านหายไปไหนมา...ตอนที่ท่านหายไปมีแต่ข่าวลืออย่างโน้นอย่างนี้...บ้างก็ว่าท่านเสียชีวิตไปแล้วด้วยซ้ำ”ฟีร่าถามก่อนที่ฉันจะออกมาจากร้าน

‘และข่าวลือที่ว่าฉันเสียชีวิต...ทำให้เจ้ากล้าที่จะเปิดเผยหัวใจที่มีต่อเนปา...ใช่หรือไม่’ฉันตัดสินใจถามตรง ๆ หลังจากอดกลั้นมานานเช่นกัน ‘ว่าแต่...เนปาไม่ได้บอกรึ...ว่าข่าวลือนั่นไม่เป็นความจริง’

‘เขาไม่เคยพูดถึงท่านเลย...ไม่...แม้แต่สักครั้งเดียว’

ฉันเดาว่าฟีร่าคงสูดลมหายใจแรง ๆ เพื่อเพิ่มความกล้าให้กับตัวเอง...นั่นหมายถึง...หัวใจของเธอกล้าที่จะสู้กับเพนนี ฟาน เมอเตส

ฉันได้แต่กำมือตัวเองไว้แน่นพูดอะไรต่อไปไม่ออกจริง ๆ

แม้ฉันจะรู้แล้วว่าฟีร่ามีใจต่อเนปาและการที่ฟีร่าหมั่นแวะเวียนไปคอยดูแลสร้อยอยู่บ่อย ๆ นั้น ก็เพื่อเป็นการเอาใจเนปา...แต่ฉันก็ไม่สามารถทำอะไรได้...จำต้องให้คนกลางเป็นคนตัดสินใจเอาเอง...และคนกลางคนนั้นก็คือ...เนปา

เนปา...ผู้ซึ่งมีท่าทีราวกับว่า...ไม่มีฉันอยู่ในหัวใจของเขาอีกแม้แต่น้อย

ช่วงกลางปีฉันมีโอกาสได้เจอเขาอีกเพียงครั้งเดียวเท่านั้น ก่อนที่เขาจะเดินทางไปทำศึกทางทะเลกับปตานีอีกครั้ง...และครั้งนั้นฉันมีโอกาสได้แค่เพียงตะโกนไล่หลังเขาไป

“ฉันยังรักคุณเสมอ”

* * * * * * * * * * * * * *

ศึกระหว่างสิงหลา และปตานี ยังคงยืดเยื้อต่อไป แม้อโยธยาจะพยายามส่งทูติมาเจราจาให้ทั้งสองเมืองสงบศึกอีกครั้งในช่วงปลายปี

ฉันได้มีโอกาสพบกับออกขุนชำนาญในตอนขากลับ...ซึ่งฉันรู้สึกเบาใจที่ขุนอาบไม่ได้เดินทางมากับคณะทูติด้วยในครั้งนี้

“ข้าไม่วางใจให้เขามาร่วมคณะด้วย...แต่เจ้าจงวางใจเถิด...เขาพ้นโทษการกักบริเวณมานานแล้วแลบัดนี้ได้เดินทางไปประจำการยังเมืองลพบุรีศรีนคร”

“ขอให้ท่านจงเดินทางกลับยังอโยธยาด้วยความปลอดภัย”ฉันอวยพรเมื่อออกขุนชำนาญทำท่าจะเดินจากไป

“ข้ารู้ว่าสิงหลาย่อมปฏิเสธการสงบศึก...ด้วยเจ้าได้บอกข้าเมื่อคราก่อนแล้ว...แต่จำจักต้องเดินทางมาตามหน้าที่แลหวังมาเยือนเจ้าฉันท์มิตรสหาย...เมื่อเห็นเจ้าอยู่สบายดี ข้าก็เบาใจ”

ออกขุนชำนาญลงเรือสำเภาอโยธยาไปแล้วแต่ฉันยังรู้สึกตื้นตันในน้ำใจของเขาไม่หาย...นี่สินะ...วาจาซื้อใจของนักการทูติที่แท้จริง

เนปากลับมาจากศึกปตานีหลังคณะทูติอโยธยากลับไปไม่นานนักและฉันก็ไม่มีโอกาสได้พบเขาเลย กระทั่งเมื่อถึงต้นปี พ.ศ. ๒๒๑๘ แฮรอน...ผู้แทนการค้าบริษัทอังกฤษก็เดินทางมาถึงสิงหลา ขณะที่ท่านเมอเตส ผู้แทนการค้าบรษัท วี.โอ.ซี. ของดัตซ์เดินทางไปประจำการที่ปัตตาเวียอย่างถาวร...มะเตโอสเป็นผู้แทนการค้าของบริษัทวี.โอ.ซี. แทนบิดาอย่างเต็มตัว และนั่นก็ส่งผลให้มีการแข่งขันแย่งชิงทางการค้าระหว่างอังกฤษกับดัตช์ มากขึ้นไปกว่าเดิม เพราะแฮรอนนั้นชาญฉลาด เก๋าเกม รู้ทันเหลี่ยมการค้าของมะเตโอสในทุกทาง

ขณะเดียวกัน...ภายในวังองค์สุลต่านเมืองสิงหลา ก็มีความขัดแย้งภายใน และนั่นเป็นเหตุให้ฉันต้องถูกดึงเข้าไปอยูในเกมส์อย่างลับๆ อีกครั้ง

* * * * * * * * * * * * * *




 

Create Date : 19 มีนาคม 2560
3 comments
Last Update : 19 มีนาคม 2560 13:42:52 น.
Counter : 1006 Pageviews.
(โหวต blog นี้) 

ผู้โหวตบล็อกนี้...
คุณรัชต์สารินท์

 

คิดถึงคุณแกะและสิงหลาค่ะ^^

 

โดย: ออมอำพัน 19 มีนาคม 2560 17:37:08 น.  

 

สวัสดีนะจ้ะ แวะมาเยี่ยมนะจ้าาา sinota ซิโนต้า Ulthera สลายไขมัน SculpSure เซลลูไลท์ ฝ้า กระ Derma Light เลเซอร์กำจัดขน กำจัดขนถาวร รูขุมขนกว้าง ทองคำ ไฮยาลูโรนิค Hyaluronic คีเลชั่น Chelation Hifu Pore Hair Removal Laser freckle dark spot cellulite SculpSure Ultherapy กำจัดไขมัน adenaa ลบรอยสักคิ้วด้วยเลเซอร์ ลบรอยสักคิ้ว Eyebrow Tattoo Removal เพ้นท์คิ้ว 3 มิติ สักคิ้ว 3 มิติ
ให้ใจหายใจ สุขภาพ วิธีลดความอ้วน การดูแลสุขภาพ อาหารเพื่อสุขภาพ ออกกำลังกาย สุขภาพผู้หญิง สุขภาพผู้ชาย สุขภาพจิต โรคและการป้องกัน สมุนไพรไทย ขิง น้ำมันมะพร้าว ผู้หญิง ศัลยกรรม ความสวยความงาม แม่ตั้งครรภ์ สุขภาพแม่ตั้งครรภ์ พัฒนาการตั้งครรภ์ 40 สัปดาห์ อาหารสำหรับแม่ตั้งครรภ์ โรคขณะตั้งครรภ์ การคลอด หลังคลอด การออกกำลังกาย ทารกแรกเกิด สุขภาพทารกแรกเกิด ผิวทารกแรกเกิด การพัฒนาการของเด็กแรกเกิด การดูแลทารกแรกเกิด โรคและวัคซีนสำหรับเด็กแรกเกิด เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ อาหารสำหรับทารก เด็กโต สุขภาพเด็ก ผิวเด็ก การพัฒนาการเด็ก การดูแลเด็ก โรคและวัคซีนเด็ก อาหารสำหรับเด็ก การเล่นและการเรียนรู้ ครอบครัว ชีวิตครอบครัว ปัญหาภายในครอบครัว ความเชื่อ คนโบราณ

 

โดย: สมาชิกหมายเลข 4057910 23 สิงหาคม 2560 17:45:36 น.  

 

สวัสดีค่ะ...ขอบคุณที่คิดถึงกันค่ะ

 

โดย: ~My Birthday is on April 14~ 7 ตุลาคม 2560 14:36:32 น.  

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ


BlogGang Popular Award#13


 
~My Birthday is on April 14~
Location :
สงขลา Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 44 คน [?]






widget counter สวัสดีค่ะ ยินดีต้อนรับเพื่อน ๆ บล็อกแก็งค์และผู้อ่านที่น่ารักทุกท่าน เจ้าของบล้อกเขียนหนังสือเป็นงานอดิเรก ด้วยใจรัก เพราะเขียนแล้วมีความสุข...ทั้งนี้ งานเขียนทุกชิ้นมีลิขสิทธิ์ตามกฏหมาย เพราะฉะนั้น ห้ามนำไปดัดแปลง ต่อเติม แก้ไข และเผยแพร่เป็นผลงานของตัวเองเชียวนะคะ เพราะจะถือเป็นการกระทำผิดกฏหมายลิขสิทธิ์ ขอบคุณค่ะ
New Comments
Friends' blogs
[Add ~My Birthday is on April 14~'s blog to your web]
Links
 

MY VIP Friend

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.