เหย้าบาหยัน : บทที่ ๑๐ : เสียกบาล
บทที่ ๑๐
เสียกบาล

แพร่งตรงกลางที่เลือกเดินมานั้นดูรกชัฏไปด้วยต้นไม้ใหญ่ไร้ใบ มีเพียงกิ่งก้านที่แตกระแหงแห้งทับซ้อนไขว้ไปมาปกคลุมเป็นเงามืด สร้างความสลัวลงมาสู่เบื้องล่างตลอดระยะทาง ตอนนี้ไม่มีอะไรบ่งบอกเลยได้ว่า ปลายทางข้างหน้านั้นจะมีโบสถ์อย่างทีบ่าวหญิงบอกหรือไม่ แต่แก้วบาหยันก็เชื่อมั่นว่ามันจะต้องปลอดภัยมากกว่าตอนอยู่ที่ท่าน้ำโพธิ์สามแพร่งแน่นอน เพราะอย่างน้อยก็มีอำแดงดวงคอยคุ้มภัย

‘แกรก แกรก แกรก แกรก แกรก’

เสียงคนเดินบนใบไม้แห้งด้วยความเร็วดังมาจากด้านหลัง แต่พอหันกลับไปดู เสียงนั้นก็เงียบไป ไร้ซึ่งเงาของผู้ใด จึงไม่สามารถรู้ได้เลยว่าเสียงนั้นคือคนหรือตัวอะไร แต่มันตามหลังมาได้สักระยะแล้ว ซึ่งมันต้องไม่ได้มาดีแน่นอน เพราะถ้ามาดี ก็คงปรากฏตัวไปนานแล้ว หญิงสาวจึงไม่รอช้า ก็เลยกึ่งวิ่งกึ่งเดินเร่งฝีเท้าให้เร็วมากขึ้นกว่าเดิม เพราะตอนนี้บ่าวหญิงเดินทิ้งระยะห่างจากตัวเธอไปไกลมากแล้ว ถ้าขืนช้ากว่านี้ ก็อาจจะพลัดหลงกันได้

‘แกรก แกรก แกรก แกรก แกรก แกรก’

ฝีเท้าปริศนายังคงไล่ตามแก้วบาหยันมาเรื่อยๆในทุกจังหวะที่เธอเดินหนี แต่เมื่อหยุดหันหลังไปดู เสียงนั้นก็หายไปอย่างไร้ร่องรอยเช่นเดิม ดังนั้นเธอเลยตัดสินใจถอดรองเท้า เพื่อให้วิ่งให้ถนัดขึ้น แต่แล้วสิ่งที่ไม่อยากให้เกิด ก็เกิดขึ้น เมื่อถอดรองเท้าเสร็จและเงยหน้าขึ้นมา เธอก็ไม่เห็นอำแดงดวงอยู่ที่ด้านหน้าอีกแล้ว มิหนำซ้ำ เส้นทางบนพื้นก็หายไป เหมือนกับว่ามีคนมากลบดินและลบทางไม่ให้ใครสามารถเดินต่อไปได้ ในตอนนี้ไม่มีแม้กระทั่งต้นไม้กอหญ้าหรืออะไรเลยที่จะถางเป็นทางบอกใบ้ได้เลยว่าควรจะเดินไปไหนต่อ

‘แกรก...แกรก….แกรก...แกรก…....แกรก……....แกรก……………….’

เสียงฝีเท้าบนใบไม้แห้งเดินเข้ามาใกล้เรื่อยๆ แต่คราวนี้มันมาในจังหวะที่ช้าลง ช้าลง จนเสียงเงียบหายไปอย่างสงัด เสมือนกับเสือที่กำลังซุ่มเตรียมขยุ้มเหยื่อในอีกไม่ช้า

หญิงสาวหยุดนิ่งอยู่กับที่ กำรองเท้าไว้แน่นเพราะเป็นอาวุธอย่างเดียวที่มีอยู่ เธอตัดสินใจเผชิญหน้าสู้กับศัตรูที่มองไม่เห็น ซึ่งจริงๆแล้วแค่วิ่งหนีให้เร็วที่สุด หรือตะโกนเรียกบ่าวหญิงให้ช่วยเหลือก็ได้ แต่เธอกลับเลือกที่จะหยุดสู้กับมัน และรอดูว่าสิ่งที่ตามหลังมานั้นคืออะไรกันแน่ เพราะตอนนี้ความกล้าเท่านั้นที่จะชนะความกลัว วิ่งหนีไปก็เหนื่อยเปล่า สู้เอาแรงทั้งหมดมาปะทะให้หมดเรื่องเสียดีกว่า

ทันใดนั้น เสียงปริศนานั้นก็จู่โจมเข้ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว มันไม่ได้มาจากทางเดิม แต่มันวิ่งมาจากรอบทิศด้วยความเร็วสูงนับสิบราวกับกองทัพ

‘แกรก แกรก แกรก แกรก แกรก แกรก แกรก แกรก แกรก แกรก แกรก แกรก แกรก แกรก’

ยังไม่ทันที่จะจ้องดูให้แน่ชัด ศัตรูในเงามืดก็มาประชิดที่ด้านหลัง มันใช้ความกำยำของร่างกายบังคับเธอไม่ให้ดิ้น และบีบข้อมือให้ปล่อยรองเท้า เมื่อเห็นว่าเริ่มอ่อนแรง มันก็ใช้กระสอบครอบหัวเธอไว้ไม่ให้มองเห็น แล้วฉุดกระชากลากพาออกไปจากบริเวณนั้นทันที


“ ปล่อยฉันนะ! ปล่อยฉัน! ดวง! ดวงอยู่ไหน ช่วยฉันด้วย! ”

หญิงสาวร้องตะโกนทั้งๆที่มองไม่เห็นอะไรเลย ตอนนี้ได้ยินแต่เพียงเสียงสนทนาของอีกฝ่ายเป็นภาษาจีนที่แปลไม่ออกว่าพูดว่าอะไร แต่ฟังดูแล้วก็พอจะคาดคะเนได้ว่ามันมากันหลายคนและเป็นผู้ชายทั้งหมด ถ้าหากต่อสู้โดยใช้กำลังก็คงจะไม่ไหว ทางเดียวที่จะทำได้ในตอนนี้ก็คือ ต้องกรีดร้องออกมาให้ดังที่สุด เผื่อว่าใครจะได้ยิน แต่ยังไม่ทันที่จะกรีดร้องให้สิ้นเสียง ก็ต้องมาจุกที่ท้องเพราะโดนต่อยด้วยหมัดอันหนักหน่วงอย่างไม่ปรานีจากหนึ่งคนในกลุ่มนั้น

หญิงสาวหมดแรงอย่างราบคาบที่จะขัดขืนฝืนสู้ จึงยอมเดินตามไปอย่างจำนน พอเดินมาได้ไม่ไกลจากจุดเดิมมากนัก หนึ่งในนั้นก็เปิดกระสอบออกจากหัวเธอ และใช้เชือกผ้ามามัดไขว้มือผูกติดไม่ให้ต่อสู้ได้ ในนาทีนี้แก้วบาหยันยังคงรู้สึกเจ็บที่ท้องน้อยอยู่ จึงไม่อยากต่อกรใดๆไปมากกว่านี้ เลยได้แต่นั่งจดจำหน้าตาของผู้ที่กระทำเธอให้ครบถ้วน เผื่อว่ารอดออกไป ก็จะได้แจ้งหลวงหรือกระทรวงนครบาลให้มาจับพวกมันเข้าคุกในคราหลัง

ทั้งหมดเป็นผู้ชายตัวเล็กล่ำสันราวยี่สิบกว่าคน มันกำลังสุมหัวสูบฝิ่นกินเหล้าเถื่อนในไหกันอย่างสนุกสนาน ดูจากการแต่งตัวแล้ว ก็ไม่ต่างจากยาจกหรือเจ๊กลากรถในสยาม สิ่งที่เหมือนกันก็คือผมเปียหางยาวพันรอบคอ ส่วน ด้านหน้าศรีษะก็โล้นเตียนตั้งแต่หน้าผากไปถึงเกือบกลางหัว ทุกคนสนทนากันด้วยภาษาจีนเหมือนตั้งใจจะสื่อสารกันแค่ในกลุ่มไม่อยากให้คนนอกรับรู้

ในขณะที่แก้วบาหยันกำลังจดจำลักษณะของคนทั้งหมดอยู่นั้น ก็มีชายจีนหนึ่งในนั้นที่เหมือนจะเป็นหัวหน้า กำลังมองมาที่เธอด้วยสายตาอย่างไม่น่าไว้วางใจ แล้วจู่ๆก็เรียกใครคนหนึ่งออกมาจากด้านหลังพระประธานในโบสถ์ร้าง ผู้ที่ถูกเรียกค่อยๆเดินขโยกเขยกออกมา พร้อมคำนับผู้เป็นหัวหน้าอย่างนอบน้อม และสทนากันด้วยภาษาจีนอย่างชัดถ้อยชัดคำราวกับเป็นภาษาชาติกำเนิด

หญิงสาวเห็นผู้ที่ถูกเรียก ก็แน่ใจว่าเป็นใคร จึงตะโกนเรียกขอความช่วยเหลืออย่างสุดเสียงเท่าที่จะทำได้ “ ดวง! ช่วยฉันด้วย! ”

อำแดงดวงได้ยินทุกอย่าง แต่ก็ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบกลับมา ยังคงยืนคุยอยู่กับผู้เป็นหัวหน้ากลุ่มคนจีนอย่างเป็นปกติ พร้อมยื่นสร้อยไข่มุกเส้นหนึ่งให้อีกฝ่าย และเดินออกจากโบสถ์ไปทันทีโดยไม่เหลียวหลังกลับมามองแก้วบาหยันเลยสักนิด

หัวหน้าโจรโยนสร้อยไข่มุกเก็บเข้าไปรวมไว้ในกระสอบที่มีของมีค่าชิ้นอื่นๆจากการปล้น พร้อมหันมายิ้มเยาะเล็กน้อยที่หญิงสาว และแกล้งหยิบกล้วยมากินยั่วต่อมความหิวของอีกฝ่าย พอกินหมดก็โยนเปลือกใส่หน้าพร้อมหัวเราะเสียงดังลั่น แล้วก็ลงไปนั่งสังสรรค์สูบฝิ่นกับพรรคพวกคนอื่นต่ออย่างครึกครื้น

สายสร้อยไข่มุกเส้นนั้นห้อยย้อยออกมาจากกระสอบที่วางอยู่ใกล้กับหญิงสาวแค่คืบ ความวาวละเลื่อมของมันงามวับจับตาทันทีเมื่อแรกเห็น พอโน้มตัวดูมันใกล้ๆ ก็ยิ่งมั่นใจว่า สร้อยมุกนั้นเป็นของเธอ เพราะที่คอเธอตอนนี้มันว่างเปล่า ไร้ซึ่งสร้อยมุกที่ใส่มาตั้งแต่แรก และในขณะที่กำลังคิดอยู่นั้น ก็มีเสียงก้อนกรวดหล่นมาจากขอบหน้าต่างที่แก้วบาหยันกำลังนั่งพิง

‘ตุบ’

เมื่อแหงนหน้าไปดูก็พบหัวคนแค่กระหม่อมโผล่มาแวบเดียว ด้วยความตกใจไม่ได้ตั้งตัว หญิงสาวก็เลยหันหน้าหนีกลับมา และพยายามคิดว่าหัวนั้นอาจจะเป็นของคนจีนคนอื่นที่เฝ้าอยู่นอกโบสถ์ก็ได้ แต่แล้วก็มีก้อนกรวดก้อนใหญ่กว่าเดิมตั้งใจตกมาใส่หัวของเธอ

‘ตุบ!’

หญิงสาวรีบหันไปดูทันที ก็ไม่พบใครเช่นเคย แต่ถูกดอกไม้หนึ่งดอกปาใส่เข้าหน้า และดูเหมือนว่าผู้ที่ปาคงต้องการสื่อสารอะไรบางอย่างกับเธอ เพราะดอกไม้ที่ปามานั้นคือดอกการเวก ซึ่งบริเวณรอบโบสถ์หรือเส้นทางที่เดินผ่านมา ไม่น่าจะมีดอกไม้หอมสักต้น ถ้ามีก็คงได้กลิ่นไปแล้ว เพราะดอกการเวกให้กลิ่นหอมแรงในตอนกลางคืน พื้นที่รอบๆก็ไม่มีต้นไม้ดอกไม้ประดับเลยแม้แต่ต้นเดียว ที่มีอยู่ก็แค่ต้นกล้วยกอเล็กๆที่ขึ้นข้างกำแพงโบสถ์ แต่มันก็ไม่สมเหตุสมผลอันใด ที่จู่ๆโจรใจร้ายพวกนั้นจะไปหาดอกไม้มาปาเล่นใส่เธอ แต่เพื่อความแน่ใจ จึงกระซิบถามคนที่อยู่ข้างนอกด้วยน้ำเสียงที่เบาที่สุด

“ ใครน่ะ? ”

คนที่อยู่ด้านนอกยังคงไม่ปรากฏตัว แต่กระซิบตอบกลับมาว่า “ ฉันเอง ขจร ”

พอแก้วบายันได้ยินชื่อขจร ก็รู็สึกดีใจอย่างมาก จนแทบอยากจะกระโดดออกจากหน้าต่างไปหา แต่ก็ได้แต่สงบสติอารมณ์ไว้ เพราะเกรงว่าถ้าทำอะไรกระโตกกระตากไปในตอนนี้ นอกจากจะหมดโอกาสรอดแล้ว มีหวังอาจได้ตายคู่แน่นอน กลุ่มโจรก็มีจำนวนเยอะ และพร้อมด้วยอาวุธครบมือที่พร้อมจะฆ่าใครทิ้งได้อย่างง่ายดาย

หญิงสาวเลยแกล้งก้มหน้าไม่ให้กลุ่มโจรจับพิรุธได้ และเอนหัวไปทางขอบหน้าต่างเพื่อให้เสียงพูดส่งไปถึงอีกฝ่ายให้ชัดเจนที่สุด “ คุณขจร คุณพาใครมาช่วยด้วยหรือไม่ พวกมันมีกันเยอะนะ ”

ฝ่ายชายหนุ่มนั่งยองๆหลบที่มุมด้านข้างหน้าต่าง และป้องปากตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่เบาลง “ ฉันมาคนเดียว ฉันแค่มาส่งสัญญาณบอกให้หล่อนสบายใจเท่านั้น ”

“ คนเดียวงั้นรึ แล้วคุณตามฉันมาได้อย่างไร ” หญิงสาวพูดแบบปิดปากสนิท ขยับปากเล็กน้อย

“ หล่อนอย่าเพิ่งถามมาก ประเดี๋ยวฉันช่วยหล่อนเอง พอพวกมันเมาฝิ่นเมาเหล้า ฉันก็จัดการมันได้ง่าย มิยากดอก ” ชายหนุ่มตอบ

ในจังหวะเดียวกันนั้นเอง หัวหน้ากลุ่มโจรก็ได้ยินเสียงซุบซิบและเหลือบไปเห็นท่าทางแปลกๆของหญิงสาวที่เหมือนขยับปากพูดกับใครที่ริมหน้าต่าง ก็เลยรีบเดินตรงปรี่มาทันที โชคดีที่หญิงสาวส่งสัญญาณบอกขจรทัน ก็เลยหลบหลีกไปได้ หัวหน้าโจรมองสำรวจที่ด้านนอกหน้าต่างก็ไม่พบใคร แต่ก็ยังไม่ปักใจเชื่อ จึงตะคอกถามหญิงสาวเสียงดังเป็นภาษาสยามแบบสำเนียงจีน “ ลื้อคุยกับใคร! ”

หญิงสาวตกใจเล็กน้อยที่หัวหน้าโจรพูดภาษาสยามได้ เพราะตอนแรกเข้าใจว่าพูดได้เแต่ภาษาจีน ก็เลยตอบกลับไปทันที “ พูดภาษาสยามได้งั้นรึ ”

“ อั๊วถามว่าลื้อพูดกับใคร! ” หัวหน้ากลุ่มโจรตะคอกถามอีกครั้ง และชักดาบไปจ่อที่คอหอยของหญิงสาวเหมือนจะบั่นให้ขาดออกจากบ่าในไม่ช้าถ้ายังไม่ได้คำตอบ

หญิงสาวไม่ได้รู้สึกกลัวที่โดนขู่ถามด้วยดาบ เธอพยายามควบคุมอารมณ์ ใช้เพียงแววตาที่ดุข่มกลับไปบ้าง และตอบด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า “ ฉันสวดมนต์ภาวนา มิได้พูดกับผู้ใดทั้งนั้น ”

เมื่อหัวหน้าโจรได้ยินคำตอบก็ไม่เชื่อ เลยง้างดาบขึ้นสุดแขนเพื่อจะบั่นคอหญิงสาวผู้ทำหน้าอวดดี ส่วนขจรที่หลบไปแอบอีกด้าน ก็เตรียมหยิบดาบของตัวเองให้กระชับถนัดมือ เพื่อที่จะเตรียมบุกไปช่วยในกรณีที่หญิงสาวเกิดอันตราย ทันใดนั้นเอง ก็มีผู้ชายคนหนึ่งที่เพิ่งเข้าโบสถ์มาเห็นเหตุการ์ณเข้า เลยรีบวิ่งมาห้ามไว้ก่อน ชายผู้นั้นมีรูปร่างหน้าตาเหมือนชาวสยาม มีเพียงเสื้อผ้าและผมเท่านั้นที่เป็นเหมือนคนจีน

ชายผู้มาใหม่ใช้ความกำยำยั้งมือของชายจีนไว้ไม่ให้ลงมือฟัน แล้วก็พยายามพูดเกลี้ยกล่อมอย่างพินอบพิเทา “ ท่านหัวหน้าขอรับ อย่าโมโหโทสะสิขอรับ ใจเย็นๆก่อนเถิด แม่หญิงคนนี้ดูจากรูปร่างผิวพรรณก็หาใช่ชาวบ้านร้านตลาดไม่ ถ้าเกิดหญิงผู้นี้เป็นลูกขุนน้ำขุนนาง เราฆ่าไปอาจจะเป็นเรื่องใหญ่นะขอรับ ”

หัวหน้าโจรลดดาบลงและพูดด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ ทำไมอั๊วจะฆ่าอีนังนี่ไม่ได้ กุดหัวมันเสร็จ ก็ค่อยๆแล่เนื้อเป็นชิ้นถ่วงน้ำให้ปลาตอดกินก็หมดเรื่อง ใครก็หารู้ได้ไม่ว่ามันหายไปไหน ”

“ อย่าเลยนะขอรับท่านหัวหน้า” ชายผู้มาใหม่เก็บดาบของอีกฝ่ายมา และพาไปนั่งที่หน้าพระประธานเพื่อให้สงบสติอารมณ์ พลางส่งเหล้าจีนหนึ่งไหให้ “ ใจเย็นๆเถิดขอรับ กระผมว่า สวยๆเยี่ยงนี้ เก็บไว้เวียนบำเรอสวาทแก่พวกเราไม่ดีกว่าหรือขอรับ ”

ฝ่ายหัวหน้าโจรไม่ได้สนใจข้อเสนอ ได้แต่ดื่มเหล้าในไหอย่างกระหายเพราะเมาฝิ่น แต่ก็พอมีสติที่จะตอบกลับ “ เก็บมันไว้ทำไม ให้อีนี่ตายเป็นผี แลให้ชาวบ้านเล่าลือยังดีเสียกว่า ต่อไปใครที่ไหนก็มิกล้าเข้ามาแถวนี้ อั๊วจะได้ใช้เป็นกงสีประชุมกลุ่มอั้งยี่ได้ง่ายยิ่งขึ้นไงล่ะ ”

แก้วบาหยันได้ยินคำว่าอั้งยี่ก็รู้สึกตกใจ จากที่กล้าผยองก็รู้สึกสยองแทน เพราะกิตติศัพท์คำร่ำลือความโหดของกลุ่มอั้งยี่ที่ได้ยินมามันน่ากลัวเหลือเกิน ซึ่งอั้งยี่นั้นได้หายไปจากสยามนานมากแล้ว การที่มารวมตัวกันอีกครั้งคงไม่ใช่เรื่องธรรมดา และคงจะก่อการใหญ่อะไรสักอย่าง ที่ผ่านมาแม้ทางหลวงจะจัดการพวกอั้งยี่มาหลายรัชสมัยแล้ว แต่ก็ไม่สามารถกำราบปราบได้หมดสิ้น เลยได้แต่ใช้วิธีประนีประนอมเลี้ยงไว้ และในส่วนที่เหลืออยู่ บ้างก็เป็นอั้งยี่จริง บ้างก็เป็นอั้งยี่ปลอม แต่ดูจากกลุ่มอั้งยี่ที่ซ่องสุมกันในโบสถ์ร้างแห่งนี้ก็น่าจะเป็นของจริง จะมีผิดเพี้ยนแปลกจากคนอื่นก็คือชายผู้มาทีหลัง

ชายผู้มาทีหลังเห็นอาการของหญิงสาวที่สะดุ้งตกใจเมื่อได้ยินคำว่าอั้งยี่ ก็เริ่มนึกขึ้นได้ว่าอาจไม่ปลอดภัยถ้าได้ยินข้อมูลไปมากกว่านี้ เลยหันมาเตือนหัวหน้า “ กระผมว่าเราพูดจีนกันไหมขอรับ ”

“ ลื้อกลัวว่ามันจะรู้แผนของเรางั้นรึ ” หัวหน้าโจรถาม

ชายผู้มาทีหลังพยักหน้าแทนการพูดตอบรับ

แต่ฝ่ายหัวหน้าโจรยังคงพูดต่อ “ งั้นก็ฆ่าปิดปากมันเสีย! ”

“ ถ้าท่านหัวหน้าจะฆ่ามันให้จงได้ อย่างนั้นให้กระผมเป็นคนทำเองเสียดีกว่าขอรับ ” ชายผู้มาทีหลังยื่นขอเสนอหัวหน้า และมองที่หญิงสาวอย่างมีเลศนัย



หญิงสาวเห็นแววตาไม่ประสงค์ดีของอีกฝ่ายก็รู้สึกกลัว แต่ก็ยังรู้สึกอุ่นใจที่มีขจรคอยช่วยอยู่ ไม่เหมือนกับอำแดงดวงที่ทรยศหักหลังกันอย่างเลือดเย็น เธอไม่คิดเลยว่า คนที่ไว้ใจกลับร้ายที่สุด แทนที่จะร่วมเป็นร่วมตายช่วยกันหาทางหนี กลับใช้เล่ห์กลหลอกล่อให้สร้อยมุกกำนัลโจร เพื่อที่จะรอดพ้นออกไปได้อย่างอิสระเพียงคนเดียวเท่านั้น


+++++++++++++
มึต่อที่ช่องคอมเม้นท์ด้านล่างค่ะ



Create Date : 05 พฤศจิกายน 2556
Last Update : 5 พฤศจิกายน 2556 17:14:02 น.
Counter : 478 Pageviews.

7 comment
เหย้าบาหยัน :บทที่ ๙ : โพธิ์สามแพร่ง

บทที่ ๙

โพธิ์สามแพร่ง




’ขจร’  ชื่อของชายหนุ่มแปลกหน้าจำได้ขึ้นใจทันทีเมื่อแรกได้ยิน  ประกอบกับรอยยิ้มจริงใจที่ดูเป็นมิตร จึงทำให้หญิงสาวรู้สึกสนิทใจที่จะสร้างความไมตรีที่ดีด้วย อีกทั้งรูปพรรณสันฐานและการแต่งตัว   ก็ดูดีมีชาติตระกูล จึงทำให้รู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจได้ง่ายอย่างไร้ขัอกังขา    


ซึ่งตอนนี้เป็นโอกาสเดียวที่จะสามารถออกมาเที่ยวเล่นนอกบ้านได้อย่างเป็นอิสระ โดยไม่ต้องสวมหัวโขนปั้นหน้าสวย หรือนั่งพับเพียบเรียบร้อยราวกับตุ๊กตาชาววังที่ไร้ชีวิต   และไม่จำเป็นต้องพูดคำหวานวางกิริยาให้สมกับกุลสตรีสยาม  ดังนั้น การได้ก้าวออกจากกรอบเดิม เพื่อไปลองอะไรแปลกใหม่กับคนแปลกหน้า มันจึงเป็นเรื่องตื่นเต้นมากสำหรับแก้วบาหยัน


“ แม่แก้ว หล่อนจะไปดูตัวสงกรานต์ด้วยฉันหรือไม่ ”  ชายหนุ่มถามอีกครั้ง


หญิงสาวยิ้มกว้างพร้อมพยักหน้าตอบรับหลายครั้งด้วยความตื่นเต้น  “ ไปสิคุณขจร ฉันใคร่ไปเห็นไอ้ตัวสงกรานต์เสียเต็มประดาละ ไปกันเถิดเร็วๆหนา หาชักช้าอยู่ใย ”


พูดเสร็จแก้วบาหยันรีบเดินนำลิ่ว  แล้วก็มาหยุดที่ดงมะพร้าวเตี้ยข้างวิหารพระนอน  ชะโงกด้อมๆมองๆอยู่สักพักจนคนหายพลุกพล่าน  ก็รีบถกโจงกระเบนให้กระชับ ขยับเสื้อให้ถนัด  แล้วขโย่งตัวกระโดดยงโย่ไปมาเหมือนกบไชโยสะดุ้งไฟ เมื่อขจรเห็นเข้าก็ตกใจ จึงรีบพูดปรามไว้ก่อน


“ นี่หล่อนคิดจะปีนต้นมะพร้าวรึ ยกแข้งยกขาขยับถกเขมรเยี่ยงนั้น มันไม่งามนะ ”


“ ถ้าฉันจะปีนต้นมะพร้าว แล้วคุณจะทำไมรึ ” หญิงสาวแกล้งพูดประชด ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เธอแค่จะกระโดดดึงทางมะพร้าวอ่อนเพื่อมาไว้ใช้เขี่ยตัวสงกรานต์เล่น


ฝ่ายชายหนุ่มไม่รู้จะทำยังไง เพราะกลัวใครจะมาเห็นกิริยาที่ไม่งามของหญิงสาวเข้า  ครั้นจะจับตัวไว้ก็ไม่ได้  ก็เลยได้แต่พูดห้ามอีกครั้ง “ เป็นหญิงหน้างามนุ่งห่มสวย กลับมาปีนต้นไม้มอมแมมทะโมนเป็นลิง  มันไม่งามดอกนะแม่แก้ว  ”


หญิงสาวหยุดกระโดด และหันมาค้อนใส่อีกฝ่าย  “ มะพร้าวเตี้ยเรี่ยดินเยี่ยงนี้ เด็กห้าขวบก็เขย่งถึง แล้วมันจะเป็นอย่างไรเล่า ถ้าฉันคิดอยากจะปีน ทำไมจะปีนเสียไม่ได้ล่ะเจ้าค่ะ  ”


“ แล้วตอนนี้หล่อนอายุกี่ขวบกันล่ะ  ”


“ สิบสี่เต็มเจ้าค่ะ ทำไมรึเจ้าคะ เขาห้ามคนอายุสิบสี่ปีนต้นมะพร้่าวเตี้ยหรือเจ้าคะ คุณขจรเจ้าขา ” หญิงสาวลากหางเสียงคำลงท้ายยาวแบบประชดประชัน


“ มันหาได้เกี่ยวกับเรื่องอายุไม่ มันเกี่ยวกับกิริยาที่ไม่พึงงามอันไม่ควรแก่สถานที่  เชื่อฉันเถิด หล่อนใส่ชุดสวยงามเยี่ยงนี้ มันไม่งามดอกนะแม่แก้วถ้าจะปีนต้นมะพร้าว ”




หญิงสาวก้มมองดูชุดตัวเองที่ใส่มาในวันนี้ ที่เป็นชุดแขนยาวสีขาวคอตั้งแบบตะวันตกมีลูกไม้ระบายฟูฟ่อง คอสวมประดับด้วยสร้อยมุกระย้าสองชั้น มีสะพายเป็นสไบแพรไหมสีชมพูสด นุ่งโจงผ้าลายพื้นสีลิ้นจี่ สวมถุงน่องร้องเท้าสีขาวเข้ากันอย่างดี  ซึ่งชุดที่สวยสมสง่าแบบนี้ มันก็คงไม่เหมาะไม่ควรกับการทำอะไรโลดโผนอย่างที่อีกฝ่ายว่า แต่ที่ทำไปแบบนั้นเพราะความเคยชินเมื่อตอนอยู่ในโรงเรียน ที่มักจะปีนไปเก็บผลหมากรากไม้อยู่เป็นประจำ  ประกอบกับว่าเพิ่งกลับมาอยู่บ้านได้ไม่กี่วัน เลยทำให้บางครั้งลืมปรับสภาพกิริยาตัวเองไปบ้างเมื่ออยู่นอกสายตาผู้ใหญ่


ทว่าแก้วบาหยันจะเห็นด้วยกับสิ่งที่ฝ่ายชายตักเตือน แต่ด้วยความเป็นคนดื้อเงียบ เธอก็เลยไม่พูดยอมรับหรือแสดงอาการเชื่อฟัง  กลับตะแบงรั้นเดินไปหากิ่งไม้ยาวๆมาเกี่ยวทางมะพร้าวอีก


“ นี่หล่อนจะเอาไม้มาสอยอะไร ใคร่จะกินมะพร้าวงั้นรึ ” ขจรถาม


“ คุณขจรเจ้าขา เห็นฉันเป็นลิงเก็บมะพร้าวหรือไงเจ้าคะ เยี่ยงนี้ก็ไม่งาม เยี่ยงนั้นก็ไม่งาม ไฮ้!  ฉันใดก็ฉันนั้น ฉันไม่ทำแล้วเจ้าค่ะ หึ! ” หญิงสาวทำท่าตะบึงตะบอนงอนใส่ ทิ้งกิ่งไม้ลงด้วยความเคือง และเดินดุ่มออกไปทันที


ฝ่ายชายหนุ่มรีบหยิบกิ่งไม้แล้วสอยในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ  แล้ววิ่งตามไปยื่นให้  

“ เอาไปเสีย นี่ใช่ไหมที่อยากได้ ”


หญิงสาวเหล่ตาดูก็รู้สึกพอใจที่ได้ทางมะพร้าวอ่อนๆขนาดพอดีมือมาไว้ตีน้ำเล่นและเขี่ยตัวสงกรานต์ตามประสา  แต่ก็แกล้งไม่รับสิ่งที่ชายหนุ่มนำมาให้ และวางท่าหน้าบึ้งตึงใส่

“ คุณรู้ได้อย่างไรว่าฉันอยากได้ทางมะพร้าว คุณมิได้หมายว่าฉันเป็นลิงเป็นจิ้งเหรนกระรอกกระแตหรอกหรือเจ้าคะ คุณขจรเจ้าขา ” หญิงสาวยังคงลากหางเสียงประชด


“ เด็กๆที่ไหนเขาก็ชอบเอาทางมะพร้าวไปเขี่ยตัวสงกรานต์เล่นทั้งนั้น ทำไมฉันจะไม่รู้ ”


“ เอ๊ะ! คุณหมายว่าฉันเป็นเด็กอยู่รึไม่  ฉันสิบสี่เต็มแล้วนะ รู้ดอกว่าอะไรควรมิควร ที่ฉันทำท่าจะปีนต้นไม้ ก็มิได้ตั้งใจจะปีนจริงๆเสียหน่อย  ยังไม่ทันฟังอีร้าค้าอีรม คุณก็เอ็ดฉันเสียงขรมราวกับว่าฉันเป็นเด็กตัวเท่าเมี่ยงเท่ามดที่ยังไม่ได้กัญจุกอย่างนั้นแหละ "  หญิงสาวพูดรัวกลับไปราวกับประทัดจีนจุดไฟ พอพูดเสร็จหมดตับ ก็เดินแต้กๆทำหน้ามุ่ยไปรอที่ท่าน้ำ และหยิบก้อนกรวดปาลงน้ำเพื่อระบายอารมณ์โกรธ


ขจรเห็นกิริยาของหญิงสาว ก็ส่ายหน้าที่หมดหนทางจะกำราบพยศเด็กดื้อที่เพิ่งโต  เมื่อใช้ไม้แข็งด้วยคำพูดไม่ได้ ก็เลยต้องหาไม้อ่อนมาประโลมความโทสะของหญิงสาวให้ทุเลาลง


“ แม่แก้ว ” ขจรเรียกเสียงหวาน


หญิงสาวหยุดปาก้อนกรวด ปัดมือ แล้วรีบยืนปกติ เพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะมาดุเรื่องปาก้อนกรวดลงน้ำอีก ก็เลยชิงพูดประชดประชันก่อน “ คุณหายไปไหนมา ทำไมมิหายไปสักชั่วยามหนึ่งเลยล่ะ ฉันกำลังยืนรอจวนปลีน่องแข็งเป็นไม้ตีพริกอยู่แล้วเชียว ”


“ หันมานี่ซี ” ขจรพูดเสียงหวานนุ่มเหมือนคนออดอ้อน


แก้วบาหยันได้ยินก็รู้สึกรื่นหู  พอหันไปก็ยิ้มออกทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของขจร  จากอารมณ์ที่เดือดพล่านวิ่งไปมาเป็นเจ้าเข้า ก็กลับทุเลาลงอย่างง่ายดาย และพูดกลับไปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานขึ้น “ นี่คุณหายไปทำไอ้นี้มาหรอกหรือ ”


ชายหนุ่มยิ้มเล็กๆ แล้วยื่นสิ่งของนั้นให้หญิงสาว มันคือทางมะพร้าวที่เลาะใบออกหมดให้เหลือแค่ก้านมะพร้าวให้เป็นด้ามขนาดย่อมมีรูปร่างเรียวคล้ายคันเบ็ด โดยที่ด้านปลายมีปลาตะเพียนติดห้อยอยู่หนึ่งตัวเหมือนจำลองที่ตกปลาของเด็กเล็กเล่น  แต่นอกเหนือจากนั้นก็คือ ที่ครีบของปลาตะเพียนนั้นห้อยด้วยดอกการเวกเป็นระย้าดูน่ารักแปลกตา


หญิงสาวรับมาอย่างหน้าชื่นตาบาน มองดูเจ้าปลาตะเพียนสานใกล้ๆ และดมกลิ่นการเวกอย่างสดชื่นด้วยใจที่เย็นสบายขึ้น  “ นี่ถ้าเป็นเย็นย่ำค่ำเข้าหน่อย การเวกคงส่งกลิ่นหอมมากกว่านี้สินะ เอ….นี่มันปลาตะเพียนอะไรของคุณกัน  มีดอกการเวกมาห้อยเป็นต้อยติ่งกระรุ่งกระริ่งน่าพึลึกนักเชียว ”


“ ปลาตะเพียนแก้วไงเล่า ” ชายหนุ่มพูดโดยที่สายตาจ้องมาที่ฝ่ายหญิง


หญิงสาวรีบเบนสายตาหนี เพราะจู่ๆก็รู้สึกร้อนวาบที่แก้มเมื่อต้องสบตากับอีกฝ่าย  ก็เลยถามเรื่องชื่อปลาตะเพียนสานที่ชายหนุ่มทำให้  “ ปลาตะเพียนแก้วมันมีด้วยรึ ฉันมิเห็นคุ้นหูรู้จักไอ้เจ้าปลาตะเพียนพึลึกอะไรของคุณนั่น ”


“ ปลาตะเพียนตัวนี้ฉันทำให้หล่อน ฉันเลยใช้ชื่อหล่อน ”


“ แล้วดอกการเวกมันเกี่ยวเนื่องอันใดด้วยล่ะ”


ชายหนุ่มอมยิ้มเขินอาย หลบสายตาไปทางอื่น พยายามรวบรวมความกล้าอีกครั้งก่อนจะพูดออกไป  เพราะถ้าไม่บอกเหตุผล อีกฝ่ายก็คงจะดื้อรั้นที่จะถามให้ได้แน่นอน   


“ ก่อนอื่นต้องขออภัยหล่อนด้วย  ฉันมิได้ตั้งใจจะล่วงเกินอันใด  คือฉัน…...คือฉันได้กลิ่นหอมดอกการเวกมาจากตัวหล่อนนะซี  หอมนักแม้จะอยู่ห่างกันเป็นศอกเป็นวา ด้วยฉันนี้ ฉันจึ่งห้อยดอกการเวกที่ครีบปลาตะเพียนตัวนี้ฉันนั้น ”


ขจรพูดเสร็จก็เกิดอาการตกประหม่าเพราะไม่ได้ตั้งใจจะพูด  แต่เขาเป็นคนที่ปากนั้นตรงกับใจ จึงไม่อ้อมค้อมหรือบิดเบือนต่อความรู้สึก  ถ้าเป็นเรื่องอื่นทั่วไป เขาคงใช้ความคิดไตร่ตรองกรองคำพูดให้ดีก่อนเสมอ แต่ถ้าเป็นเรื่องพูดจากับผู้หญิง ก็แทบจะไม่มีความถนัดเลยสักนิด เพราะชีวิตส่วนใหญ่ทำงานอยู่กับขุนนางและเจ้านายที่เป็นผู้ชาย เขาจึงไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พูดออกไปเกิดจากอะไร แต่ที่แน่แท้ก็คือ เขาเหมือนตกอยู่ในภวังค์มนตราทุกครั้งที่จ้องมองใบหน้าอันสวยคมคายของหญิงสาว  อีกทั้งกลิ่นการเวกที่หอมมาจากกายนั้น มันแสนจะรัญจวนจิตจนเกินที่จะห้ามใจได้


ฝ่ายหญิงสาวเมื่อได้ยินคำอธิบายดังกล่าวก็เกิดอาการอายจนต้องม้วนหน้าหนี ยืนบิดนิ้วไปมาแก้เขิน  เธอไม่คิดว่ากลิ่นกายที่อาบจากน้ำฝนอบดอกการเวกมันจะหอมขจรขจายไปถึงชายผูันั้นถึงเพียงนี้  ครั้นจะเอ่ยปากว่าก็ไม่กล้า เพราะจะเหมือนกลายเป็นว่ามาเที่ยวโพทะนาเล่าเรื่องส่วนตัวจนเกินงาม   และด้วยอายุเพียงเท่านี้ จึงไม่ประสีประสาเท่าใดนักกับการสทนาแบบนี้  อยู่ในโรงเรียนแหม่มก็มีแต่นักเรียนหญิงเป็นส่วนใหญ่ ผู้ชายที่เจอก็เป็นผู้ใหญ่คนโต  พูดคุยกันก็เรื่องสัพเพเหระทั่วๆไป  จึงไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ขจรพูดมันเรียกว่าเกี้ยวพาราสีได้หรือไม่



 ชายหนุ่มอมยิ้มแอบขบขันในความเดียงสาของสาวสกูลหน้าคม ถึงแม้จะไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อน แต่กลับรู้สึกถูกชะตาเมื่อได้คุยด้วยเรื่อยๆ  ทั้งความคิดความอ่านและการพูดการจา มันดูผิดแผกจากสาวสยามคนอื่นๆที่เขาเคยพบปะมา  


ในขณะที่แก้วบาหยันนั้นเริ่มตั้งสติได้ ก็ดันหันมาเห็นอากัปกิริยาสายตาของชายหนุ่มที่กำลังเหมือนยิ้มกรุ้มกริ่ม  ก็เข้าใจผิดคิดว่ากำลังถูกกะลิ้มกะเหลี่ยทางแววตา  แต่เมื่อสายตาของเธอต้องไปสบประสานดวงตาสีฟ้าครามของอีกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  มันก็ทำให้หลุดหลงไปในภวังค์เสน่หาหน้าตาที่คมสันของชายผู้นั้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว


“ เป็นอะไรไปรึแม่แก้ว หล่อนจ้องตาฉันไม่กระพริบเชียว ”  ชายหนุ่มถามเมื่อเห็นหญิงสาวมองหน้าตนไม่ละสายตาไปไหนเป็นเวลาครู่ใหญ่  


หญิงสาวรีบเบนสายตาไปที่คลองด้วยอาการตกประหม่า และพยายามหาคำแก้ตัวเพื่อให้คำตอบกับอีกฝ่ายอย่างจับพิรุธไม่ได้  “ เอ่อ...ฉันแค่สงสัยน่ะ ว่าทำไมหน้าตาคุณมันละม้ายคล้ายพวกแขกมลายูคละฝรั่ง  ถ้าจะเจาะจง ก็คงจะเป็นโปรตุเกสผสมอังกฤษก็เป็นได้ แต่รวมๆแล้วเป็นยุโรปผสมญ่อก็เข้าที  แต่ดูจากผิวพรรณแลผมเผ้าก็ละม้ายคล้ายคนสยามเหมือนกัน  ”


ชายหนุ่มเดินเข้ามายืนข้างๆ และหัวเราะเบาๆ “ ฮ่าๆ หล่อนนี่ช่างฉันพินิจฉัยนัก ตัวฉันเอง ฉันก็มิแน่ใจดอกว่าฉันเป็นแขกมลายู พุทเกด รุสเซีย วิลาส อีหรอบ ฤาญ่อ  ฉันน่ะคงได้เชื้อสายมาหลายเสี้ยว ก็มาจากเทียดของเทียดฉันกระมัง ท่านเป็นมิชชันเนรีตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์โน้นแน่ะ  ฉันมันรุ่นลืบท่านแล้ว ”


เมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายที่ชายหนุ่มกล่าว จู่ๆหญิงสาวก็ฉุกคิดบางอย่างได้ราวกับฟ้าผ่ามาแวบหนึ่ง  มันมีความรู้สึกคล้ายๆกับว่าเคยได้ยินคำพูดแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อสายลมอ่อนๆมากระทบที่กาย เธอก็กลับมาสทนาต่อเรื่องตระกูลของขจร โดยลืมเรื่องที่แวบเข้ามาในใจไปได้สนิท


“ เทียดของเทียดเป็นมิชชันเนรีสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มันดูกระไรอยู่นะคุณขจร  แต่ถ้าเทียดของเทียดคุณอยู่สมัยอโยธยาก็คงจะเข้าที  ”


“ ฉันไม่สนใจเท่าใดดอกว่าสาแหรกวงศ์วานว่านเครือฉันมีมาแต่ใดมาบ้าง  พ่อฉันท่านก็บอกมาอีกที บอกก็แค่ให้รู้ว่ามาจากเหล่าไหนก๊กไหนก็เท่านั้น ”


“ ถ้าอย่างนั้น พ่อหรือแม่คุณขจรคงหน้าละม้ายฝรั่ง ”


“ แม่ฉันเป็นคนสยาม ส่วนพ่อฉันเป็นจีน พ่อฉันท่านชื่อเจ๊สัวสุ่น อีกไม่กี่วันท่านจะรับตำแหน่งเป็นพระยาโชฏึก หล่อนอาจจะเคยได้ยินชื่อเจ๊สัวสุ่นอยู่บ้าง เพราะตระกูลฉันตั้งแต่บุราณจวบปัจจุบัน ก็มีโรงไม้ โรงต่อเรืออยู่ริมน้ำคลองบางหลวง ไม่ไกลจากวัดรั้วเหล็ก คนฝั่งธนบุรีก็รู้จักกันทุกคน ”


เมื่อรู้ว่าขจรเป็นลูกใคร หญิงสาวก็ตกใจและเกิดอาการวิตกกังวล เพราะกลัวว่าขจรจะนำเรื่องโลดโผนของเธอไปฟ้องหลวงเจริญจิตโอสถ  แต่ก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อยที่ไม่ได้แสดงตัวไปตั้งแต่แรกว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร “ เจ๊สัวสุ่นงั้นรึ  ฉันไม่รู้จักดอก ฉันไม่ใช่คนแถวนี้ ฉันอาไศรยอยู่ฟากพระนคร ก็เคยได้ยินพ่อบอกเสมอ ว่าถ้าจะต่อเรือแลหาไม้ดีๆมาปลูกบ้าน ก็ให้ไปซื้อฟากขะโน้นแถวๆโรงไม้ใกล้วัดรั้วเหล็ก ”  แก้วบาหยันพูดปดไปเพื่อกลบพิรุธ


“ หล่อนอยู่ฝั่งพระนครหรอกหรือ ฉันทำงานสังกัดกรมท่าซ้าย  ต้องสัญจรไปมาระหว่่่่างกรมท่าแลศาลาว่าการต่างประเทศที่วังสราญรมย์ด้วยบ่อยครั้ง ฉันรู้จักฟากนั้นเป็นดียิ่ง  เรือนหล่อนอยู่ละแวกไหนกันล่ะ ”


แก้วบาหยันหันหน้าหนี เพราะไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะซักเพิ่ม  และไม่รู้ว่าจะโกหกไปยังไงต่อ เพราะในชีวิตก็ได้อยู่หลักๆเพียงแค่สามที่ นั่นก็คือ โรงเรียนแหม่มใกล้โรงพยาบาลวังหลัง เรือนไม้ไทยหลังเก่าของหลวงเจริญจิตโอสถที่วัดหนัง  และเรือนไม้ทรงปั้นหยาที่ย่านถนนใหม่ใกล้กรมท่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา


เมื่อเห็นว่าอยู่ต่อก็คงจะไม่ดี จะจากไปก็กระไรอยู่ เลยหาเรื่องอื่นคุยเลี่ยงตอบคำถาม “ เอ๊ะ! นี่ใช่ตัวสงกรานต์ใช่รึไหมคุณขจร ”  หญิงสาวชะโงกหน้าไปที่คลอง ทำหน้าตาตื่นตระหนก


ชายหนุ่มรีบก้มตามดู แต่ก็พบว่าสิ่งที่หญิงสาวบอกมันคือลูกอ๊อด ที่กำลังว่ายหลบกระแสน้ำเข้ามาใต้สะพานไม้ท่าน้ำ “ นี่หาใช่ตัวสงกรานต์ไม่  นี่หล่อนไม่รู้จักลูกอ๊อดหรอกหรือ ”


หญิงสาวรู้จักดีว่าลูกอ๊อดเป็นยังไง เพราะตอนเด็กๆเคยแอบเอาลูกอ๊อดมาเลี้ยงในตุ่มอีเลิ้ง จนโดนลงหวายด้วยหลวงเจริญจิตโอสถซะหลายครั้งจนหลาบจำ  แต่ที่ทำทีเป็นไม่รู้จัก ก็เพราะต้องการให้ชายหนุ่มเปลี่ยนประเด็นมาคุยเรื่องตัวสงกรานต์แทน   “ แล้วไหนกันเล่า ตัวสงกรานต์ที่คุณจะพาฉันมาดู ไม่เห็นมีสักกะตัว เห็นแต่ลูกอ๊อดลูกน้ำปลาเข็มเต็มไปหมด ”


“ เอ...สงสัยตรงท่าน้ำนี้จะขุ่นด้วยโคลนเพราะเรือเพิ่งมาเทียบท่า ถ้าจะเห็นเป็นเยอะตัว คงจะแถวๆท่าน้ำวัดนางนองใกล้ๆโบสถ์หลวงพ่อผุดกระมัง ”


ชายหนุ่มชี้ไปทางวัดอีกทิศหนึ่งที่แก้วบาหยันมา  ซึ่งถ้าเกิดกลับไปที่นั้น ก็คงได้เจอกับหลวงเจริญจิตโอสถ และคงโดนฟ้องเรื่องกิริยาคำพูดที่ไม่งามสมเป็นกุลสตรีแน่นอน  แต่ใจก็ยังอยากเห็นตัวสงกรานต์อยู่ จึงขอร้องฝ่ายชายให้พาไปที่อื่น   “ ตัวสงกรานต์มันขึ้นที่หน้าวัดนางนองที่เดียวรึคุณขจร ที่อื่นมีอีกไหม ”


“ วัดนี้ก็คงมี แต่ฉันมิรู้ว่ากว่ามันจะลอยมาถึงที่นี้  เด็กๆหน้าวัดนางนองคงเล่นสนุกตีมันซะแตกละลายหายไปหมดแล้วกระมัง ”


“ ให้ตายซี ฉันจะไม่มีโอกาสได้เห็นตัวสงกรานต์กับเขาบ้างเลยรึ ”


“ งั้นเราลองไปตรงโค้งน้ำโน้นท้ายตลาดแพดีไหม  ”


ชายหนุ่มชี้ไปอีกทิศทางหนึ่งที่ไม่ไกลมากนัก แต่ต้องเดินทางโดยเรืออย่างเดียว  ด้วยความที่อยากเห็นตัวสงกรานต์มาก แก้วบาหยันเลยตอบตกลงอย่างไม่ปฏิเสธ เพราะแถวนั้นเธอรู้จักดี และเคยไปจับจ่ายซื้อของที่ตลาดแพบ่อยๆ


“ คุณขจรมีเรือรึ ” หญิงสาวถาม


“ มีสิ นี่ไงเรือฉัน ”

ชายหนุ่มชี้ไปที่เรือมาดลำเล็กนั่งขนาดสองคน  มีประทุนเป็นไม้สานทรงโค้ง พร้อมมีผ้าม่านสีขาวคลุมปิดที่ซุ้มโค้งเพื่อกันแดดกันลม  ด้านหัวเรือมีริ้วธงสีแดงและสีเหลืองประดับไว้


หญิงสาวรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ที่ขจรทำงานดีมีชาติตระกูล ทำไมถึงมีแค่เรือมาดลำเล็กธรรมดา แทนที่จะเป็นเรือเก๋งไม้อย่างดี  แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจเรือเก่าลำเล็กเลยสักนิด  รีบเข้าไปนั่งทันทีหลังขจรเอาเชือกออกจากท่า  แต่ก็ไม่วายจะแอบถามด้วยความสงสัยในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังพายเรือที่ด้านท้าย  “ เป็นถึงขุนน้ำขุนนาง ทำไมมีแค่เรือมาดประทุนลำเล็ก ไหนบอกว่าบ้านคุณเป็นโรงต่อเรือแลมีไม้มากมาย เรือเก๋งไม้ดีคงหาได้มิยากดอกหนา  ”


ขจรอมยิ้ม ตั้งหน้าตั้งตาพายเรือ มองหน้าตรงอย่างเดียว แต่ปากยังคงพูดอยู่ “ ฉันมันแค่ขุนนางคนเล็กๆ หากใช้เรือใหญ่เรืองามเกินหน้าเกินตาขุนนางผู้ใหญ่คนอื่นๆ มันจะไม่ดีหนา กอปรกับฉันแค่แวะเอาของมาให้ตามธุระ  มิได้ตั้งใจจะอยู่นานเสียเมื่อไหร่  ”


“ ฉันมิได้ตั้งใจจะดูถูกดูแคลนคุณดอกนะ ฉันเพียงแค่สงสัยก็เท่านั้น อย่าถือฉันเลยนะ” หญิงสาวหันไปยิ้มหวานให้ เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิด


“ ถ้าฉันถือเดียงสาหล่อน ฉันก็คงไม่พาหล่อนมาด้วยดอกแม่แก้วหน้าม้า ” ขจรอมยิ้มในขณะพูด


“ คุณเรียกฉันมาแก้วหน้าม้ารึ ” หญิงสาวถามและเริ่มทำหน้าบูดบึ้ง


“ หล่อนควรจะชื่อแก้วหน้าม้านะ เพราะหล่อนมันช่างแก่นกะโหลกกะลาเหมือนแก้วหน้าม้าเสียจริง ฮ่าๆ ” ชายหนุ่มเผลอหัวเราะออกมาดังเล่นเหมือนเห็นหน้าตาบึ้งตึงของหญิงสาว


หญิงสาวโกรธจัดเลยขยับไปที่ท้ายเรือ และวักน้ำรดใส่ตัวขจรอย่างสนุกสนานจนเรือโคลงไปโคลงมาเกือบล่ม   ส่วนฝ่ายชายก็ไม่ยอม ก็ใช้ไม้พายวักน้ำรดไปที่ตัวหญิงสาวบ้างเพื่อเป็นการแก้แค้นคืน  ทั้งสองเล่นน้ำกันไปมาเหมือนเด็ก  ต่างคนต่างหัวเราะดังลั่นคลอง เสื้อผ้าก็เปียกชุ่มแฉะไปหมด แต่ก็ยังเล่นกันต่อไม่เลิก


ตอนนี้ขจรและแก้วบาหยันเหมือนได้ใกล้ชิดสนิทใจกันมากขึ้น ต่างคนต่างเริ่มมีอาการตกประหม่าออกมา จนหน้าออกสีแดงระเรื่อเป็นลูกตำลึงในจังหวะที่จ้องมองกัน  ทั้งคู่ก็เลยต้องหยุดเล่นและทำทีเหมือนว่าไม่มีเกิดอะไรขึ้น  


แก้วบาหยันกลับไปนั่งหน้าเรือ และตลบผ้าม่านขึ้นเพื่อดูบรรยากาศด้านนอกให้เต็มที่ ในมือยังคงถือปลาตะเพียนที่ห้อยดอกการเวกอยู่ แอบยิ้มแอบมองอย่างมีความสุข  ส่วนขจรก็เร่งฝีพายเร็วขึ้นกว่าเดิมด้วยความเขินอาย  ทั้งๆที่ใจอยากให้เรือมันล่องช้ากว่านี้


ตอนนี้หญิงสาวพยายามควบคุมความคิด และทำความเข้าใจว่า ตัวเองนั้นคงตกประหม่ากับครั้งแรกที่มีมิตรสหายเป็นชาย ส่วนขจรเข้าใจว่าตัวเองคงตกประหม่าในความงามคมขำของหญิงสาว  โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัวว่า ต่างก็มีอีกหนึ่งอย่างที่ประทับใจซึ่งกันและกัน นั่นก็คือความต่างที่ลงตัว ที่เข้ามาเติมสีสันสดใสให้กับชีวิตเดิมที่เคยเป็นอยู่


ฝ่ายหญิงนั้นแสนแก่นแก้วซนไม่สมกุลสตรี แต่มีความคิดทันสมัยก้าวไกลแบบผู้ใหญ่ อาจจะติดนิสัยเด็กบ้างในบางที แต่ก็ดูดื้อน่ารักน่าปราบในสายตาของขจร  ส่วนตัวฝ่ายชายเองก็ดูเป็นผู้ใหญ่หัวโบราณ แต่มีความใจดีอันอบอุ่นแอบแฝงอยู่ตลอดเวลา อาจจะติดนิสัยขี้บ่นปากจัดจ้านบ้าง แต่ก็ดูท้าทายน่ากลั่นแกล้งในสายตาของแก้วบาหยัน


ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงรู้สึกสบายใจและเป็นอิสระเมื่อได้อยู่ด้วยกัน ได้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ได้ทำได้พูดในสิ่งที่อยากพูด ขจรและแก้วบาหยันต่างเกิดความพอใจในกันและกันอย่างเล็กๆแบบไม่รู้ตัว เพียงแต่ไม่แน่ใจและไม่กล้าแสดงออกมากมายเพราะคิดว่ามันอาจเร็วเกินไป และไม่คิดว่ารักแรกพบจะมีอยู่จริง  


++++++++

อ่านต่อในกล่องcommentด้านล่างได้เลยเจ้าค่ะ





Create Date : 17 ตุลาคม 2556
Last Update : 17 ตุลาคม 2556 16:24:17 น.
Counter : 411 Pageviews.

3 comment
เหย้าบาหยัน : บทที่ ๘ : แฝดกาฝาก
บทที่ ๘
แฝดกาฝาก

ฟ้าหลังฝนทิ้งความชื้นเกาะกระจกรถเป็นคราบเม็ดฝน  ภิกษุหนุ่มใช้มือลู่ไอน้ำที่กระจกข้างออกแต่ก็ไม่เป็นผล  เพราะยิ่งถูให้กระจ่างชัด มันก็กลับมาเลือนลางเป็นรอยอีกเช่นเคย


อุณหภูมิในรถเย็นราวกับจุดเยือกแข็งทั้งๆที่ปิดแอร์ไปนานแล้ว  จีวรที่ห่มอยู่ก็ไม่ได้อุ่นพอที่จะกันความหนาวผิดปกติแบบนี้ได้ ผิวหนังชั้นนอกตึงดึงรั้งขนให้ตั้งลุกชัน  การเต้นของจังหวะหัวใจช้าลงจนทำให้หายใจแทบไม่ออกเหมือนคนที่กำลังจะจมน้ำ


อากาศวิปริตและอาการประหลาดแบบนี้ พระไมค์เคยประสบมาแล้วสองครั้งที่อเมริกาและที่ไทย ครั้งแรกคือการเจอกับวิญญาณขุนขจร  และครั้งที่สองคือการพบกับวิญญาณหญิงโบราณที่ยืนอยู่ด้านหลังแก้วตอนสทนาที่ข้างโลงศพ


  หน้าตาของหญิงโบราณผู้นั้นยังคงติดตาภิกษุหนุ่มให้ครุ่นคิดอยู่เสมอ ทั้งชื่อที่หญิงผู้นั้นที่เรียก  กับทั้งท่าทางและสีหน้าอากัปกิริยาที่แสดงออกมาเหมือนกับรู้จักกันมาก่อน  มันทำให้อดสงสัยไม่ได้ว่า วิญญาณหญิงโบราณที่หน้าคล้ายแก้วคนนั้น เขาเป็นใคร


“ หยงยิหวาเองเจ้าค่ะ  ” เสียงหวานนุ่มของหญิงสาวตอบกลับมาในขณะที่ภิกษุหนุ่มกำลังคิด   พอหันไปดูด้วยความตกใจ  ก็พบกับวิญญาณหญิงโบราณที่เคยเจอ กำลังนั่งพับเพียบอยู่ที่เบาะด้านหลัง


“ กราบนมัสการพระคุณเจ้า ” วิญญาณหญิงโน้มศรีษะจรดพุ่มมือพนมไหว้อย่างนอบน้อบ


ฝ่ายพระไมค์ทำหน้านิ่งตัวแข็งทื่อเพราะไม่เคยประจันหน้ากับวิญญาณแบบใกล้ขนาดนี้มาก่อน พอรวบรวมสติได้ จึงพูดกลับไปอย่างสุภาพ “ เจริญพรนะโยม  ”


วิญญาณหญิงสาวยิ้มรับ “ หยงดีใจเหลือเกินเจ้าค่ะ ที่ท่านขรัวเขมชาตินึกถึงเรื่องเมื่อวาน หยงเลยออกมาพบท่านได้ ”


“ เดี๋ยวก่อนนะ โยมเรียกอาตมาว่าเขมชาติ? โยมหมายถึงใครกัน เห็นเรียกอาตมาชื่อนี้มาตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอแล้ว  ”


“ ท่านไงเจ้าคะ ท่านขรัวเขมชาติ ”


“ อาตมาชื่อไมค์ แต่มีชื่อไทยเป็นชื่อจริงว่าเจมชาติ  โยมหมายถึงเจมชาติแต่ออกเสียงผิดเป็นเขมชาติใช่ไหม ”


“ ไม่ผิดดอกเจ้าค่ะ ท่านคือขรัวเขมชาติ น้องชายของขุนขจรไงเจ้าคะ ”


“ ขุนขจร!? ขุนขจรสุนทรวานิชท่านเป็นบรรพบุรุษของอาตมา อาตมาไม่ใช่น้องชายท่าน ”


“ หยงเชื่อว่าท่านคือขรัวเขมชาติ มีท่านเพียงคนเดียวในชาติที่แล้ว แลชาตินี้ที่จะเห็นวิญญาณกรรมเหล่านี้ได้ ชาติที่แล้วท่านเป็นถึงขรัว ชาตินี้ท่านจึ่งมาเป็นพระอีกครา เป็นบุญหนาที่หยงได้นมัสการท่านอีกหน  ”


ภิกษุหนุ่มได้ฟังคำบอกเล่าของวิญญาณหญิงสาวก็รู้สึกยังไม่ค่อยเชื่อ ในใจมีถามคำถามอีกมากมาย แต่ก็ยังไม่กล้าซักถามต่อ เพราะรู้สึกว่าการมาครั้งนี้ของวิญญาณหญิงโบราณ เหมือนมีอะไรมากกว่านั้น แววตาที่ดีใจแฝงด้วยท่าทางร้อนรนอย่างมีพิรุธ คอยมองไปที่หลังกระบะรถและหน้าศาลาวัดเป็นระยะ


" โยมมาหาอาตมา โยมต้องการอะไรหรือเปล่า ”


“ ต้องการเจ้าค่ะ ”


“ อยากให้อาตมาช่วยเรื่องอะไรก็บอกมาเลย ”


“ โยมอยากให้ท่านขรัวเขมชาติช่วยแก้วเจ้าค่ะ ”


“ โยมหมายถึง” พระไมค์หันกลับไปที่ศาลาตามสายตาของวิญญาณหญิงที่มองไป ก็รู้เลยทันที่ว่าหมายถึงกิ่งแก้วกาหลง   “ โยมหยงเจอวิญญาณแก้วด้วยเหรอ ”


“ เราได้พบกันแล้วเจ้าค่ะ แต่ตอนนี้ดวงจิตของแม่แก้วยังคงหลงทางอยู่ มีเพียงแสงสว่างจากล็อคเก็ตของท่านขรัวเท่านั้น ที่จะนำพาดวงจิตกลับไปหาร่าง ”


“ ล็อคเก็ต? ” ภิกษุหนุ่มหยุดคิดครู่ใหญ่ ก็นึกออกว่าตนนำล็อคเก็ตเก็บไว้ที่ย่าม  เลยรีบเอาออกมาให้วิญญาณหญิงสาวดูเพื่อให้แน่ใจว่าคืออันเดียวกันกับที่กำลังพูดอยู่  “ ล็อคเก็ตอันนี้น่ะเหรอโยม ”


“ ใช่เจ้าค่ะ  ”


“ แต่โยมแก้วเสียชีวิตแล้วนะ อาตมาจะใช้ล็อคเก็ตนำวิญญาณมาคืนร่างได้ยังไง ”


“ แม่แก้วยังไม่ตายเจ้าค่ะ แค่ดวงจิตหลุดออกจากร่าง ”


“ อาตมายังไม่เห็นโยมแก้วเลย แล้วอาตมาจะช่วยได้ยังไง ไม่รู้ซะด้วยซ้ำว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ”


“ แม่แก้วไม่ใช่วิญญาณที่ตายแล้ว ท่านจึ่งเห็นไม่ได้  บัดนี้แม่แก้วก็ไม่ได้อยู่ไกลจากท่านขรัวดอกนักเจ้าค่ะ  ”  วิญญาณหญิงมองไปด้านหลังเพื่อบอกให้ภิกษุฝรั่งรู้ว่าแก้วอยู่ตรงไหน


พระไมค์มองไปที่กระบะท้ายรถ ที่มีแต่ความว่างเปล่า แต่เมื่อเพ่งดูชัดๆอีกครั้ง ก็มีรอยน้ำเป็นคราบเหมือนฝ่ามือคนให้เห็นเป็นจางๆอยู่บนแผ่นกระจกรถ ก็เลยเริ่มเชื่อว่าสิ่งที่วิญญาณหญิงกล่าวอาจเป็นความจริง   “ แล้วอาตมาต้องทำยังไงล่ะ ”


“ ท่านขรัวจงถือล็อคเก็ตไว้ เพื่อเดินนำดวงจิตแม่แก้วกลับร่าง รีบเถิดเจ้าค่ะท่านขรัว ก่อนที่จะมีคนนำร่างของแม่แก้วไป ”


แม้จะเป็นคำสั่งที่แปลกประหลาด แต่พระไมค์ก็ยอมทำตามที่วิญญาณหญิงสาวกล่าว เพราะดูเหมือนเจ้าหน้าที่พยาบาลกำลังนำศพแก้วเข้ารถเพื่อนำไปส่งที่ห้องชันสูตรศพสถาบันนิติวิทย์ศาสตร์


  ภิกษุฝรั่งรีบเปิดประตูรถ เดินถือล็อคเก็ตมุ่งตรงไปที่ศาลาวัด คอยเรียกแก้วในใจหวังว่าจะได้ยิน   “ โยมแก้ว  ถ้าได้ยินเสียง ก็ตามอาตมามานะ  อาตมาจะพากลับร่าง  ”


แก้วที่อยู่ท่ามกลางความมืดมิด ไม่เห็นหรือได้ยินแม้กระทั่งการสทนาระหว่างพระไมค์กับหยงยิหวาก่อนหน้านี้  มีเพียงแสงสว่างเรืองๆจากสร้อยล็อคเก็ตเท่านั้นที่ส่องทางเหมือนหิ่งห้อยในคืนเดือนดับ  ให้เดินตามไปเรื่อยๆ ในระหว่างทางนั้น เธอสัมผัสได้ตลอดเวลาว่า เหมือนมีวิญญาณอีกตนเดินนำหน้าเธอ แต่ก็ไม่ปรากฏชัดว่าเป็นใคร  


วิญญาณหยงยิหวาเดินนำหน้ามาตลอด คอยปกป้องไม่เห็นผีร้ายหรือสัมภเวสีเร่ร่อนมายุ่งกับดวงจิตของแก้ว  ระยะทางจากเจดีย์ไปหน้าศาลาสวดศพห่างกันแค่ไม่กี่ร้อยเมตร  ทว่าทุกๆก้าวเดินเต็มไปด้วยมือนับร้อยนับพันที่โผล่มาจากพื้นดินคอยกั้นขวางทางไม่ให้ไป  แต่ด้วยบุญบารมีของภิกษุฝรั่ง จึงทำให้รอดพ้นไปได้อย่างง่ายดายจนมาถึงรถพยาบาลที่จอดด้านหน้าศาลาวัด


“ ทำอย่างไรต่อโยมหยง ” ภิกษุฝรั่งถามในใจ  เพราะไม่กล้าพูดต่อหน้าเจ้าหน้าที่พยาบาลที่กำลังมองมาด้วยความสงสัย


“ นำสร้อยไปสวมที่คอแม่แก้วเจ้าค่ะ แม่แก้วจะได้เห็นร่างตนเอง แลกลับเข้าร่างได้เจ้าค่ะ ”  วิญญาณหญิงสาวบอก


“ อาตมาเป็นพระ จับต้องตัวผู้หญิงไม่ได้ มันต้องอาบัติ ”


“ ทำอย่างไรก็ทำเสียเถิดเจ้าค่ะ รีบทำเถิด ก่อนที่จะไม่ทันกาล ”


ภิกษุหนุ่มเดินวนไปมารอบรถพยาบาล พยายามคิดตรึกตรองอยู่นานสองนาน  ก็เลยตัดสินใจทำตามที่วิญญาณหญิงสาวบอก โดยอาศัยจังหวะที่เจ้าหน้าที่พยาบาลกำลังกลับเข้าไปในศาลา  รีบเปิดกระจกรถด้านข้าง แล้วพยายามโยนสร้อยไปวางทาบไว้ที่คอ


“ ทำอะไรอ่ะหลวงเพื่อน ” เสียงสารวัตรศรัณย์ทักมาจากด้านหลัง


พระไมค์สะดุ้งตกใจเล็กน้อย พยายามสำรวมอาการและหันกลับไปทำหน้าตาปกติ อ้ำอึ้งไม่กล้าตอบ เพราะไม่สามารถโกหกได้ “ เอ่อ..คือ..อาตมา ”


สารวัตรศรัณย์เห็นพิรุธที่แสดงออกมาอย่างชัดเจนของภิกษุฝรั่งที่กำลังยืนบังกระจกรถที่เปิดอยู่ เลยขอให้หลบเพื่อเช็คดูความผิดปกติ  “ นิมนต์หลวงเพื่อนเขยิบหน่อยนะครับ ”


พระไมค์ยืนนิ่งไม่ยอมขยับ และยังคงออกอาการอ้ำอึ้งเหมือนจะพูดอะไร  แต่ในระหว่างนั้นเอง เจ้าหน้าที่พยาบาลก็ออกมาด้านนอกพอดี


“ มีอะไรกันหรือเปล่าครับคุณสารวัตร ” หนึ่งในเจ้าหน้าที่พยาบาลถาม


“ อ่อ ก็ไม่มีหรอกครับ คือผมจะขอดูศพอีกสักครั้งได้ไหม ช่วยเลื่อนออกมาหน่อย ”


พนักงานพยาบาลพยักหน้า วิ่งไปเปิดท้ายรถแล้วเลื่อนศพออกมา  ศพอยู่ในถุงพลาสติกทึบรูดซิบอย่างดี แต่ที่บริเวณห่วงตะขอซิบด้านบน มีสายสร้อยเกี่ยวติดอยู่   สารวัตรหนุ่มรีบแกะออกมาดู แล้วมองไปที่ภิกษุฝรั่งด้วยความสงสัย แต่ยังไม่ทันที่จะเอ่ยคำถาม ก็ได้ยินเสียงคนหายใจกระหืดกระหอบอยู่ภายใต้ถุงใส่ศพ   ทุกคนในที่นั้นตกใจกับเสียงหายใจในถุงใส่ศพ  จู่ๆศพก็ดิ้นพล่านไปมาภายใต้ถุง และมีเสียงพูดออกมาอู้อี้ว่า “ ช่วยด้วย ”


ทั้งสารวัตรศรัณย์ และพนักงานพยาบาลต่างตกใจ  มีเพียงพระไมค์ที่มีสติ ดึงที่รูดซิบออกทันที  หญิงสาวในถุงใส่ศพลุกขึ้นมานั่งหายใจหอบสักพัก แล้วก็สลบไปทันที พนักงานพยาบาลมาเช็กสภาพร่่างกายแก้วอีกครั้งอย่างเร่งด่วน ก็พบว่าหัวใจกลับมาเต้นปกติเหมือนคน


“ คนตายยังไม่ตายครับ ” หนึ่งในเจ้าหน้าที่พยาบาลตะโกนตอบแบบรวดเร็ว พูดผิดๆถูกๆด้วยความงง


สารวัตรหนุ่มเอามือเกาหัวด้วยความงงเช่นกัน  มีเพียงพระไมค์ที่ยืนนิ่งเฉยเพราะรู้ว่าเหตุการณ์ปาฏิหารย์นี้เกิดขึ้นได้อย่างไร    


“ ฟื้นแล้วครับ คนตายฟื้นแล้วครับ ”  เจ้าหน้าที่พยาบาลอีกคนตะโกนหลังจากที่ปฐมพยาบาลแก้วได้ไม่นาน


พระไมค์ สารวัตรศรัณย์ และทุกคนที่เพิ่งรู้เรื่อง ต่างรีบมามุงดูอาการของหญิงสาวกันอย่างใกล้ชิด คนที่ดีใจพอๆกับพ่อของแก้วก็คือ ยายจรูญ  เพราะจะได้หลุดพ้นคำครหาว่าเป็นฆาตกร


“ เห็นไหมล่ะ ฉันบอกแล้วว่าหนูแก้วยังไม่ตายก็ไม่มีใครเชื่อ กล่าวหาคนแก่ๆอย่างฉันแบบมั่วซั่ว ”


ฝ่ายศุภจิตไม่ได้สนใจกับสิ่งที่ยายจรูญพูด เพราะกำลังรู้สึกดีใจมากที่ได้ลูกสาวกลับมา สายตาจับจ้องดูแก้วอย่างเป็นห่วง  “ แก้วลูกพ่อ ปลอดภัยแล้วนะลูก ”


“ แก้ว ”  หญิงสาวเอ่ยคำแรกออกมา พร้อมค่อยๆลุกขึ้นมานั่ง เอามือกุมศรีษะเหมือนปวดหัว


“ ค่อยๆลุกสิแก้ว ”  


“ แก้วงั้นรึ ”


“ ก็แก้วไงลูก ขวัญเอ้ยขวัญมาของพ่อ กลับมาแล้วนะลูก ” พ่อพูดไปพลางลูบหัวลูกสาวไปด้วยความรัก


หญิงสาวทำหน้างง จับร่างกายตัวเองด้วยท่าทางแปลกๆ หันไปมองเงาสะท้อนที่กระจกรถพยาบาลอยู่ครู่หนึ่ง และตอบกลับพ่อ  “ ค่ะ แก้วกลับมาแล้ว  ”



++++++


แก้วกลับมานอนพักฟื้นที่บ้านหลังจากให้ปากคำกับเจ้าหน้าที่ตำรวจเสร็จแล้ว  ผลสรุปคือไม่เอาความใดๆทั้งสิ้น  แต่ยายจรูญยังถูกคุมตัวไปสอบสวนเพิ่มเติมเกี่ยวกับนำสารเสพติดเข้ามาใช้ในวัด  และเมื่อคดีนี้ไม่เกี่ยวข้องกับการฆาตกรรม ทางหน่วยเลยส่งสารวัตรศรัณย์ไปจัดการคดีอื่น  โดยส่งเจ้าหน้าที่ตำรวจหน่วยอื่นมาจัดการเรื่องนี้แทน   



“ เป็นอย่างไงบ้างลูก หายปวดหัวหรือยัง ” ศุภจิตเดินเข้ามาในห้องนอนลูกสาว ถือกระติกน้ำร้อน และชุดชามาวางไว้ที่โต๊ะรับแขกข้างเตียง


“ ค่ะ ” หญิงสาวตอบสั้นๆโดยไม่ได้สนใจพ่อที่เดินเข้ามา ตายังคงมองที่กระจกหน้าโต๊ะเครื่องแป้ง อมยิ้มเล็กๆด้วยความพอใจ


“ จริงๆพ่อไม่อยากให้ลูกดื่มชาจีนนี่หรอกนะ เพราะมันจะทำให้นอนไม่หลับ แต่ก็เอาเถอะ ดื่มพอให้ร่างกายอุ่นๆล่ะกันนะ ”    ศุภจิตเดินมาหาลูกสาวที่โต๊ะเครื่องแป้ง และจับที่หน้าผากลูกสาวเพื่อเช็กอาการอีกครั้ง  “ หนูหนาวไหมลูก ดูซิตัวยังเย็นเฉียบอยู่เลย  ”


“ ไม่เจ้าค่ะ ไม่เลย ขอบพระคุณเจ้าค่ะคุณพ่อ  ” หญิงสาวหันมาตอบ มือยังคงใช้หวีสางผมเล่นอย่างเพลิดเพลิน


“ แก้ว ”  

“ เจ้าคะ ” หญิงสาวมองพ่อผ่านกระจกและยิ้มให้


“ หนูไม่เป็นอะไรแน่นะลูก ”  พ่อถามลูกสาวอีกครั้งก่อนที่จะเดินออกจากห้อง เพราะรู้สึกได้ถึงอาการแปลกประหลาดของลูกสาวหลังจากฟื้น ทั้งสีหน้าท่าทาง แววตา และการใช้คำพูด   ดูไม่เหมือนกับไม่ใช่แก้วคนเดิมที่เคยรู้จัก   


“ เจ้าค่ะ ” หญิงสาวตอบสั้นๆเช่นเคย


“ งั้นพักผ่อนเยอะๆนะลูก พรุ่งนี้ไม่ต้องรีบตื่น พ่อไปนอนล่ะนะ ฝันดีนะลูก ”


“ เจ้าค่ะ ”


เมื่อพ่อปิดประตู  หญิงสาวก็มองตัวเองที่กระจกอีกครั้ง และแสยะยิ้มประหลาดออกมา  แต่ในมิติมุมหนึ่งในความมืดมิด   มีดวงจิตของกิ่งแก้วกาหลงยังคงยืนร้องไห้อยู่ด้านหลังโต๊ะเครื่องแป้ง พยายามร้องเรียกผู้ที่นั่งอยู่   แต่ก็ดูเหมือนไร้ความหมาย เพราะเหมือนบุคคลนั้น ไม่มีปฏิกิริยาโต้ตอบใดๆตั้งแต่สวมรอยเข้าสิงร่างเธอที่หน้าศาลาวัด


“ คุณหยงยิหวา เอาร่างฉันคืนมา ” ดวงจิตหญิงสาวร้องตะโกนบอก






Create Date : 12 ตุลาคม 2556
Last Update : 12 ตุลาคม 2556 7:51:46 น.
Counter : 234 Pageviews.

3 comment
เหย้าบาหยัน :บทที่ ๗ : ฆาตกรกรรมอำพราง
บทที่ ๗
ฆาตกรกรรมอำพราง


ศาลาสวดศพถูกปิดหน้าต่างและประตูทุกบานเพื่อกันสายฝนกระเซ็นเข้ามาด้านใน   เสียงน้ำที่กระทบหลังคาดังอึกทึกอื้ออึงไปรอบบริเวณเหมือนกับว่ามีคนมาตีกลองระรัวไม่เป็นจังหวะ อีกทั้งเสียงฟ้าร้องที่ผ่าเฉียดยอดจั่วหลังคาไปมา ทำให้ศาลาวัดแห่งนี้ดูเหมือนกำลังร้องคำรามเสียงดังครืนด้วยความโกรธเคืองอะไรบางอย่าง


‘ ครืนนนน! ครืนนนน ! ’


สายฟ้าแลบแสงวาบเข้ามาสว่างควบคู่กับเสียงฟ้าร้อง ทำให้มองเห็นบรรยากาศภายในศาลาดูโหวงเหวงวังเวง เก้าอี้หลายตัวถูกเรียงเป็นแถวยาวเรียบร้อยแต่ไร้ซึ่งคนนั่ง เสาแต่ละต้นถูกบดบังจากเงามืดจนไม่สามารถเห็นอะไรก็ตามที่จะซ่อนเร้นอยู่ด้านหลัง   คืนนี้จะมีเพียงแสงไฟสลัวจากตะเกียงหน้าศพและเทียนไขช่วยให้ความสว่างแก่สามผู้ค้างแรม  เพราะเนื่องมาจากไฟฟ้าของวัดเกิดเหตุลัดวงจร จึงถูกตัดดับอัตโนมัติเพื่อความปลอดภัย พนักงานการไฟฟ้าจะมาจัดการซ่อมอีกทีก็คือตอนฝนซาหรือฟ้าสางเท่านั้น


“ ฝนตกหนักเป็นบ้าเป็นหลังแบบเนี้ย เห็นทีการไฟฟ้าจะมาพรุ่งนี้ซะแล้วมั้ง ” เสียงยายจรูญบ่น พลางใช้แสงเทียนมองเพ่งสำรวจไปรอบๆศาลา   “ ไฟฉายก็แบตอ่อน สงสัยต้องเก็บไว้ส่องตอนเข้าห้องน้ำดีกว่าเนอะหนูแก้ว ”  หญิงชราปิดไฟฉาย แล้วรีบเก็บไว้ในกระเป๋าเพื่อให้หยิบหาง่ายในตอนที่ต้องการใช้


“ ใช้ไฟจากมือถือหนูก็ได้ค่ะยาย ”  หญิงสาวตอบกลับ ตายังคงจ้องไปที่มือตัวเองที่กำลังเทน้ำมันลงตะเกียงอย่างช้าๆเพราะกลัวว่าจะทำมันหกเลอะพรม


“ หวีดดดดดดดดดด….หวีดดดดดดดดด….”


ลมหวิวพัดดังหวีดลอดรูไม้แตกที่หน้าต่าง ส่งเสียงเข้ามาให้ได้ยินคล้ายกับเสียงคนร้องครางโหยหวญ หญิงสาวหยุดเทน้ำมันตะเกียงเพราะความตกใจ  รีบมองตรงไปที่หน้าต่างเก่าบานเดิมมุมขวาสุดเหนืออาสนะสงฆ์ ที่กำลังขยับไปมาตามแรงกระแทกของพายุด้านนอก


“ ฟังแล้วขนลุก ยั่งกะเสียงผีเปรตแน่ะ! โฮ้ย!ยายทนไม่ไหวแล้ว เอาอะไรไปอุดสักหน่อยดีไหมหนูแก้ว ”   หญิงชรารีบจัดการเอาผ้าขี้ริ้วเก่าๆไปปิดรูแตก พร้อมใช้เชือกคล้องดึงหน่วงหน้าต่างไว้กับกลอนอีกทีเพื่อความแน่น และเดินกลับมานั่งที่เดิมอย่างรวดเร็ว   “ เมื่อหัวค่ำยังไม่เห็นฝนตั้งเค้าเลย พอตกดึกเข้าหน่อยก็เอาเชียว ที่ดูฤกษ์ไว้วันนี้ฟ้าเปิดนี่หน่า ทำไมเป็นแบบนี้ไปได้นะ ”  


“ ฝนตกก็ดีเหมือนกันนะคะ จะได้ไม่เงียบ ” หญิงสาวตอบกลับ มือยังค่อยๆบรรจงเทน้ำมันตะเกียงอย่างช้าๆ พยามตั้งสติให้นิ่งที่สุด ไม่ให้หวั่นไหวไปกับสภาพอากาศที่แปรปรวนด้านนอก


ถึงแม้ผู้ค้างแรมทั้งสองจะเป็นคนที่จิตแข็ง แต่ก็ปฎิเสธไม่ได้ว่า ในใจนั้นเริ่มจะรู้สึกหวิวหวาดระแวงกับการเฝ้าศพในค่ำคืนนี้   มีแต่เพียงลุงโชคผู้เป็นสัปเหร่อที่ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัวกับบรรยากาศแบบนี้เลยสักนิด  นั่งหัวทิ่มหัวตำเมาเหล้าอยู่บริเวณม่านฉากกั้นหลังโลงศพ  เมื่อเหล้าหมดขวดก็จะไปหลบนอนที่ประจำหลังม่านที่มีความกว้างแค่สองพื้นกระเบื้องต่อกัน   มุมหลังม่านนั่นก็คือช่องส่งศพเข้าเตาเผา หรือที่วัดทั่วไปเรียกว่าเมรุเผาศพ


“ เห็นว่าปีหน้าท่านเจ้าอาวาสคนใหม่จะสร้างเมรุนอกศาลาแล้วนะ ”  หญิงผู้ร่วมค้างแรมพูดกระซิบพร้อมยื่นหน้าเข้ามาใกล้เพราะไม่ต้องการให้เรื่องนินทาไปถึงหูสัปเหร่อ  


แก้วไม่ได้สนใจในสิ่งที่หญิงชรากำลังพูดสักเท่าไหร่ เธอกำลังตั้งใจเทน้ำมันให้หมดขวด  แต่ก็ตอบและพยักหน้ากลับไปบ้างเพื่อไม่ให้เสียมรรยาท เพราะยังไงคืนนี้คงต้องพึ่งพายายจรูญอีกหลายเรื่อง


“ วัดเนี้ยขี้งก!  เอาพื้นที่แค่ไม่กี่ศอกหลังที่ตั้งศพมาเจาะผนังแล้วก่อปูนต่อเติมเป็นเตาเผา ไม่เรียกว่างกแล้วจะเรียกว่าอะไร  ”


“ วัดในกรุงเทพก็อย่างงี้ล่ะค่ะ พื้นที่น้อย แล้วยิ่งเป็นวัดเก่าฝั่งธนด้วย การวางผังก็คงผิดไปบ้าง จะมาแก้ไขตอนนี้ก็คงยาก เพราะพื้นที่ที่เหลือก็ให้ชาวบ้านอาศัยอยู่หมดแล้ว  ”


“ ถ้าได้ที่ดินของตระกูลใหญ่แถวๆนี้บริจาคมา วัดก็คงมีเมรุเผาศพไปนานแล้วล่ะ  ” เสียงของชายสัปเหร่อแทรกการสทนาเข้ามา ยืนเอนไปเอียงมาพิงเสา กระดกเหล้าเข้าปากตลอดเวลาที่พูด


“ ข่างเหน็บช่างแนมเหมือนผู้หญิงจริงนะ เมาทีไรแล้วปากมอมทุกทีนะแกตาโชค ”


“ อยู่กันแค่สามคน ถ้าไม่ได้ยินก็คงหูฝาดแล้วล่ะยายจรูญ เอ๊ะ! หรือว่ามีมากกว่านั้นล่ะ ฮีฮีฮี ”


“ นี่ตาโชค! แกอย่ามาพูดหลอกให้หนูแก้วกลัวนะ ไปไป กลับเข้าไปนอนข้างเตาเผาศพโน้นไป๊ ” หญิงชราเอาผ้าห่มมาห่อตัวไว้แน่น เอาหลังมาประชิดติดกับแก้ว มองซ้ายมองขวาล่อกแล่ก


หญิงสาวที่เพิ่งเติมน้ำมันตะเกียงเสร็จก็หันมาคุยด้วย “ คุณยายกลัว...”


หญิงชรารีบชูนิ้วชี้ส่งสัญญาณห้ามพูด “ อย่าพูด! จุ๊ๆ  กลางค่ำกลางคืนในวัดในวา ใครเค้าพูดเรื่องผีๆสางๆกันล่ะ เค้าห้ามพูดคำว่าผี เดี๋ยวผีจะได้ยิน อุ้ยตาย!  ยายหลุดไปได้ไงเนี้ย ”  ยายจรูญรีบเอามือตบปากตัวเองเบาๆสามที ทำท่ากำมือแล้วปาทิ้งไปในอากาศ “ ถอนคำพูด ถอนคำพูด ไม่ได้ยินกันนะ ”


“ หาววว ไปนอนดีกว่า กินเหล้าก่อนนอนนี่มันอุ่นจริงๆ หวังว่าตื่นมาแล้วคงไม่มีใครซนไปเปิดโรงทึมเล่นอีกนะ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน ฮึฮึฮึ ”  ชายชราหัวเราะเสียงทุ้มในลำคออย่างมีเลศนัย แล้วรีบหลบเข้าไปหลังม่าน ล้มตัวลงนอนในสภาพที่เมาเต็มที่  ทิ้งไว้แค่คำเตือนปริศนาให้สองผู้ค้างแรมรู้สึกหลอนนอนไม่หลับ


“ ให้ตายสิ พูดยั่งกะว่าในโรงทึมมีศพอยู่อย่างงั้นแหละ พับผ่าเอ้ย!  ” หญิงชราเอาหนังสือสวดมนต์ตบเข่าตัวเองด้วยความโมโหที่สัปเหร่อแกล้งพูดหลอกให้กลัว


“ แต่แก้วว่ามีนะคะ ”


“ มีอะไร...อย่าบอกนะว่ามี..”


“ ค่ะ อย่างที่คุณยายคิดนั่นแหละค่ะ แก้วเห็นมากับตาเมื่อหัวค่ำ ศพคนห่อผ้าไว้ค่ะ  ”


หญิงชราหน้าถอดสี เริ่มพูดรัวเร็วจนฟังไม่รู้เรื่อง ใช้หนังสือสวดมนต์พัดโบกไปมาที่หน้า “ อ้าว! แล้วทำไมไม่บอกยายก่อนล่ะ ศพย่าหนูยังพอไหว เพราะยังไงคืนนี้วิญญาณเค้ายังไม่รู้ตัว ยังไงก็ไม่มาให้เห็นหรอก โอ้ยตาย! แล้วศพที่อยู่ในโรงทึมนั่นกี่วันแล้วเนี้ย ศาลานี้กับโรงทึมเชื่อมติดกันด้วย ตายตายตาย! ”


“ ใจเย็นๆก่อนค่ะคุณยาย  เห็นลุงโชคบอกว่า ศพที่โรงทึมเพิ่งเข้ามาพร้อมๆกับย่าแก้วนั่นแหละค่ะ คุณยายกลัวเหรอคะ ไหนคุณยายบอกว่าอยากเจอ ”


หญิงชราสูดลมหายใจและค่อยๆพูดช้าลง “ เฮ้อ...คือ เอ่อ..อยากเจอก็อยากเจอ แต่เจอผีทีละตัวดีกว่าไหม  แต่เอาเถอะ ยายไม่กลัวแหละ เพราะคืนแรก คนตายยังไม่รู้ตัวหรอก ”


“ ยังไม่รู้ตัวงั้นเหรอคะ แต่ทำไมแก้วได้ยินเสียงศพร้องไห้สะอื้นที่โรงทึมล่ะคะ ”


“ ร้องไห้ด้วยเหรอ คุณพระ! ถ้าเป็นแบบนั้นคงไม่ตายคืนแรกแล้วมั้ง ”


“ แล้วใครบอกคุณยายคะว่าคนตายคืนแรกจะไม่มา ”


“ ก็เค้าว่ากันว่า ใครก็ไม่รู้ แต่มันก็เป็นแบบนี้มาตั้งนานแล้วนะ ส่วนใหญ่วิญญาณจะกลับมาเก็บรอยเท้าตัวเองคืนวันที่สาม หรือไม่ก็คืนวันที่เจ็ด ”


“ แต่เสียงเงาที่แก้วเจอที่โรงทึม แก้วว่าคงไม่ใช่คนแน่นอนค่ะ ”


“ หรือไม่ก็...อาจจะไม่ใช่วิญญาณของคนในโลงก็ได้นิ  ”  ถึงแม้หญิงชราจะกลัว แต่ก็ยังเอาไฟส่องเข้าไปที่ประตูเหล็กพับที่โรงทีม เพื่อเช็กให้แน่ใจว่าถูกปิดสนิท


“ แล้วใครล่ะคะ ”


“ ยายก็ไม่รู้หรอก เค้าอาจจะมาขอส่วนบุญ หรือไม่ก็อาจจะเป็นเจ้ากรรมนายเวรของหนูแก้วอย่างที่ยายคิดไว้ก็ได้  ”


“ แต่หนูเริ่มมีความรู้สึกมั่นใจว่าจะเป็นอย่างที่ยายคิดแล้วนะคะ  ”


“ ทำไมล่ะ ”


“ ก็วิญญาณแปลกๆที่เข้ามาวนเวียนรอบตัวหนูน่ะสิคะ มีส่วนเกี่ยวข้องกับคนในตระกูลด้วย ”


“ น่าสนใจน่าสนใจ เคสนี้น่าสนใจ  เอาล่ะ นี่ก็เลยเที่ยงคืนแหละ เวลากำลังเหมาะเลย หนูแก้วพร้อมหรือยังล่ะที่จะสะกดจิตแสกนกรรมกับยาย ”


“ แก้วพร้อมแล้วค่ะ เราเริ่มกันเลยไหมคะ ”



+++++++++


เสื่อสีแดงเลือดนกถูกปูรอไว้ที่ริมอาสนะสงฆ์ใกล้โต๊ะหมู่บูชาของพระพุทธรูป มีอุปกรณ์แปลกตาวางเกลื่อนอยู่เต็มพื้น ไม่ว่าจะเป็น เครื่องวัดชีพจรแบบสัมผัส กล้องตรวจจับรังสีความร้อน กล้องวิดีโอสำหรับถ่ายภาพกลางคืน เทอร์โมมิเตอร์วัดความชื้น และเครื่องวัดความถี่คลื่นเสียงต่ำ  นอกจากนั้นยังมีอุปกรณ์ที่เคยเห็นในพิธีกรรมทางศาสนา ไม่ว่าจะเป็น เทียนไขขาว สายสิญจน์ทาทองคำเปลว  ระฆังเล็กทองเหลืองลงอักขระขอม ลูกประคำกะลาตาเดียว ขันน้ำมนต์เจ็ดเกจิ  และ ตะเกียงกำยาน


“ คุณยายจะใช้ตะเกียงกำยานไว้ทำอะไรเหรอคะ ”  

หญิงสาวก้มลงดูตะเกียงกำยานด้วยความสงสัย เพราะไม่เคยเห็นอะไรในลักษณะนี้มาก่อน มันมีรูปร่างคล้ายกระถางธูปทำด้วยทองเหลืองเก่าสลักตัวอักษรจีนโบราณ  มีหูจับเป็นหางมังกร  มีขาตั้งสามขาเป็นพยัคฆ์  ฝาปิดมีรูฉลุเป็นลายดอกไม้สวยงาม บนยอดฝามีหน้าสิงโตจีนคล้องห่วงที่จมูกไว้สำหรับหิ้ว  


“ ก็ไว้จุดกำยานเรียกดวงจิตกลับร่างไงล่ะ ” หญิงชราพูดไปพลางเอาสายสิญจน์ล้อมเสาสี่ต้นรอบบริเวณเสื่อที่ปู  


“ ไหนคุณยายบอกว่าเราจะสะกดจิตกันไงคะ ”


“ การที่จะสะกดจิตระลึกชาติ มันเสี่ยงที่ดวงจิตจะหลงทาง หาทางกลับมาร่างไม่เจอน่ะสิ ยายก็ต้องป้องกันไว้ก่อน  ”


“ วิญญาณออกจากร่างเลยเหรอคะ หนูนึกว่าเราจะกลับเข้าไปในใต้จิตสำนึกเท่านั้น ”


“ ไม่ใช่วิญญาณออกจากร่าง ก็แค่ดวงจิตครึ่งหนึ่ง  มันก็เหมือนฝันไง เดี๋ยวก็ตื่นแล้ว ”


“ แน่ใจนะคะคุณยาย ”


“ ยายไม่ได้ทำสมัครเล่นนะ ยายมืออาชีพ เรียนจบด้านนี้โดยตรง ถ้าไม่เชื่อจะดูนามบัตร หรือเคสต่างประเทศที่ยายเคยทำมาไหม ”  หญิงชราลงนั่งกับพื้นและเทกระเป๋าออกมากอง เพื่อหาหลักฐานมาโชว์ให้หญิงสาวรู้สึกมั่นใจ


“ ค่ะๆ ไม่ต้องหรอกค่ะ  หนูเชื่อคุณยาย แต่หนูกลัวตัวเองว่าจะไม่กลับมาเองน่ะสิคะ ”


“ ไม่ต้องกลัวนะหนูแก้ว หนูไม่ใช่วิญญาณไร้ร่าง หนูยังไม่ตาย หนูเป็นคน หนูยังมีประสาทสัมผัสครบ หนูจะยังคงได้กลิ่น ได้ยิน ได้สัมผัสร้อนอ่อนเย็นแข็งเหมือนคนทุกอย่าง เอางี้ เรามาทำความเข้าใจกันก่อนเริ่มสะกดจิตกันหน่อยดีไหม ”


“ ว่ามาเลยค่ะคุณยาย ”


“  อย่างแรก เลือกกลิ่นกำยานก่อน  ”  หญิงชราถาม พร้อมหยิบห่อกำยานทรงกรวยออกมาให้เลือกมากมายในตระกร้า


“ มีให้เลือกด้วยเหรอคะ ”


“ ใช่ ยายมีให้เลือกหลายกลิ่นเลยนะ ถ้ากำยานเฉยๆกลิ่นมันจะแรงไป เดี๋ยวเวียนหัว อันนี้ยายทำเองเฉพาะเลย มีทั้งกลิ่นมะลิ กลิ่นวนิลา กลิ่นกุหลาบ อ่อ กลิ่นชาเขียวสุขภาพก็มีนะ เนี่ยมีอีกเยอะ เลือกมาอันนึง เอากลิ่นที่คุ้นเคยนะ หนูจะได้จำมันได้แม่นเวลากลับมา ”


หญิงสาวลองหยิบห่อกำยานมาเลือกดู  และก็เจอกับกลิ่นที่คิดว่าตัวเองคุ้นเคยที่สุดในตอนนี้

“ หนูเอากลิ่นนี้ค่ะ ”


“  กำยานกลิ่นการเวกอย่างงั้นเหรอ เข้าใจเลือกนะ หอมเย็น หอมนาน หอมติดจมูก ” หญิงชราแกะห่อกำยานกลิ่นการเวกใส่ไปประมาณเก้ากรวยลงในตะเกียงและจุดไฟ  “ เอาล่ะ กว่าจะหมดก็อีกนาน จุดตั้งแต่ตอนนี้เลยหนูแก้วจะได้ชินจมูก อ่ะต่อมาก็นั่งขัดสมาธิในท่าที่สบายนะ ”


ยายจรูญจัดแจงเอาสร้อยประคำมาคล้องที่คอแก้ว  แล้วใช้ที่จับชีพจรแบบสัมผัสมาแตะไว้ที่ข้อมือข้างซ้าย หลังจากนั้นก็ตั้งอุปกรณ์เทคโนโลยีทั้งหมดไว้รอบวงสายสิญจน์ทั้งสี่มุม เพื่อให้เครื่องเหล่านั้นส่งสัญญาณเตือนก่อนมีสิ่งแปลกปลอมกำลังเข้ามาคุกคาม  


“ เอาล่ะหนูแก้ว มั่นใจได้เลยนะ ว่าจะไม่มีวิญญาณร้ายตัวไหนเข้ามาในวงล้อมสายสิญจน์นี้ได้ มีเพียงดวงจิตหนูเท่านั้นที่จะเข้ามาได้ สบายใจได้เลย  ”


“ แล้วยังไงต่อคะ ”


“ เอาล่ะ อย่างแรก จำไว้นะว่าในทุกๆครั้งที่ดวงจิตหนูอยู่ข้างนอก หนูแก้วต้องพูดออกมาทุกคำพูด เล่าทุกอย่างที่เห็นให้ยายฟัง เพราะมันเป็นวิธีเดียวที่ยายจะสื่อสารกับหนูได้  ”


“ ค่ะ แก้วจะเล่าและจะพูดทุกอย่างที่พบเจอ ”


“ ข้อที่สอง หนูแก้วจะต้องเดินหาอดีต ห้ามเดินตามอย่างอื่นเด็ดขาด ”


“ เดินหาอดีต จะเดินหาได้ยังไงคะ ”


“ อดีตแต่ละคนมันไม่เหมือนกัน ภาพอดีตจะปรากฎภาพชัดที่สุดเมื่อดวงจิตออกค้นหา ”


“ แล้วหนูจะแน่ใจได้ยังไงคะ ว่าที่หนูตามมันคืออดีต ”


“ ยายเชื่อว่าหนูต้องเจอ จำไว้แค่ว่า อย่าตามสิ่งอื่นเด็ดขาด  และอีกอย่างหนึ่งที่อยากให้หนูแก้วจำไว้ ก็คือเสียงนี้”


‘ติ้ง….ติ้ง…..ติ้ง….’  ยายจรูญเคาะระฆังทองเหลืองสามครั้ง


“ เสียงระฆังเหรอคะ ”


“ เมื่อหนูแก้วไปไกลมากแล้ว อาจไม่ได้ยินเสียงเรียกจากยาย แต่เสียงระฆังอันนี้จะดังกังวานก้องเพื่อบอกให้หนูรู้ว่ากลับมาได้แล้ว  อ่ะจำเสียงไว้นะ ยายจะตีอีกที  ”


‘ติ้ง….ติ้ง…..ติ้ง….’  ยายจรูญเคาะระฆังทองเหลืองอีกครั้งช้าๆ


“ เอาล่ะ อย่างสุดท้ายที่ยายจะบอกก็คือ ถือเทียนไขสีขาวเล่มนี้ไว้ อย่าให้ดับ ”  หญิงชราหยิบเทียนไขเปล่าๆหนึ่งเล่ม แล้วยื่นไปไว้ที่มือของหญิงสาว


“ เทียนมันจะดับได้ไงคะ ในเมื่อมันยังไม่ได้จุด ”


“ เทียนเล่มนี้จะสว่างเมื่อยายจุดจริงๆอีกเล่มนึงจากตรงนี้ ” หญิงชราหยิบเทียนไขอีกเล่มที่อยู่บนเชิงเทียนให้ดู


“ แสงของเทียนจะช่วยพาหนูไปหาอดีตใช่ไหมคะ ”


ยายจรูญยิ้มและพยักหน้า  “ แล้วแสงของเทียนก็จะพาหนูกลับมาที่นี้ด้วย เพราะฉะนั้น อย่าทำมันดับเด็ดขาด เพราะโลกอีกโลกนึงมันมืด ไร้ซึ่งแสงสว่างใดๆทั้งสิ้น  ”


“ ค่ะ แก้วจะจำทุกอย่างที่ยายบอก ”


“ ในเมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ยายจะเริ่มแล้วนะ ”






Create Date : 12 ตุลาคม 2556
Last Update : 12 ตุลาคม 2556 7:53:00 น.
Counter : 243 Pageviews.

2 comment
เหย้าบาหยัน :บทที่ ๖ : ศพสะอื้น
บทที่ ๖
ศพสะอื้น


วามเคลือบแคลงที่คลุมเครือคาใจ  ทำให้แก้วยังคงกำที่จับประตูไว้แน่นไม่กล้าออกนอกรถ  และมองดูวิญญาณหนุ่มด้วยความกังวลระคนกลัว  เริ่มลังเลหวาดหวั่นที่จะตัดสินใจว่าจะเชื่ออะไรดี ระหว่างหลักฐานในมือ หรือคำให้การของวิญญาณแปลกหน้าที่เพิ่งพบกันได้ไม่กี่ครั้ง   เพราะรูปภาพของขุนขจรบรรพบุรุษของท่านไมค์ มันไม่ตรงกันกับรูปร่างหน้าตาของขุนขจรที่ยืนรออยู่นอกรถตอนนี้เลยสักนิด  


ในระหว่างที่กำลังครุ่นคิดอยู่นั้น  ก็มีแสงไฟสองดวงใหญ่จากรถอีกคันสาดเข้ามาทางด้านหลัง  ทิศทางที่รถกำลังแล่นเข้ามา เหมือนจะพุ่งตรงมาหาเธอด้วยความเร็ว   แก้วเลยตัดสินใจรีบออกมาจากรถแท็กซี่ทันที ก่อนที่จะโดนรถปริศนามาปะทะชนให้รถที่นั่งอยู่ไถลลื่นตกลงน้ำไป  


“ ไปกันเถิดแม่แก้ว เวลาจวนหมดแล้ว  ตามฉันมาให้เร็วเข้า ”  

ขุนขจรรีบกวักมือเรียกหญิงสาวให้ตามตนไปในอีกทิศทางหนึ่ง  ซึ่งแก้วก็ไม่รอช้าที่จะรีบเดินตามไปโดยไร้ความกังวล  ตอนนี้เธอกลัวรถปริศนามากกว่า  เพราะมันอาจเป็นรถผีที่อำแดงดวงแฝงมาอีกครั้ง  อนึ่งถ้ารถดังกล่าวเป็นรถคนทั่วไป เธอก็ไม่อยากตอบคำถามหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการที่ทำให้โชเฟอร์แท็กซี่สลบและจอดรถคาขอบแม่น้ำแบบนั้น


‘ ปี๊นปิ๊น!  ปิ๊นปิ๊น!  ปิ๊นปิ๊น! ปิ๊นปิ๊น!’  เสียงบีบแตรรถดังถี่ติดต่อกันและประชิดเข้ามาเรื่อยๆ  


วิญญาณหนุ่มและหญิงสาวรีบกึ่งวิ่งกึ่งเดินหลบหนีไปในมุมมืดทางเดินด้านข้างอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่ทันที่จะหลุดรอดแสงไฟจากรถปริศนาสาดแสงส่องหาจนเจอ  


“ แก้ว! แก้ว!  แก้ว! แก้วแกจะไปไหน! หยุดก่อน  ” คนขับรถปริศนาตะโกนลั่นเรียกชื่อหญิงสาว  น้ำเสียงอันคุ้นเคยกับคำสรรพนามที่ใช้เรียกกันแบบสนิท ทำให้หยุดวิ่งและหันหลังกลับไปดู


รถชะลอแล่นช้าลง และค่อยๆไปเทียบจอดริมฟุตบาทใกล้ๆกับบริเวณที่แก้วยืนอยู่  คนขับรีบออกมาจากรถทันที  พอเดินก้าวเข้ามาในวงแสงไฟหน้ารถ  จึงทำให้เห็นชัดขึ้นว่าชายคนนั้นคือมนตรี


“ แก้ว! แกจะไปไหน! ”


“ มนตรี! ”

หญิงสาวเรียกชื่อเพื่อนสั้นๆคำเดียวแต่เต็มไปด้วยเสียงสั่นเครือระคนความดีใจที่ได้เจอเพื่อน


เมื่อเห็นแก้วทำท่ากำลังจะร้องไห้  มนตรีจึงเข้ามากอดพร้อมเอามือลูบหัวเพื่อเป็นการปลอบใจ

“ แกไม่เป็นอะไรใช่ไหม  ฉันเป็นห่วงแกมากรู้ไหม ”


“ ฉันโอเค ไม่เป็นอะไรแล้วล่ะ ”  หญิงสาวผละตัวเองออกจากอ้อมกอดของมนตรี  เพราะรู้สึกไม่คุ้นชินกับการปลอบโยนแบบนี้จากเพื่อนหนุ่ม    “ มนตรี แล้วแกตามฉันมาได้ยังไงเนี้ย ”


“ ก็ฉันคลาดกับแกนิดเดียวตอนที่แกขึ้นรถแท็กซี่ไปน่ะสิ  ถ้าไม่ติดไฟแดงคงตามทันติดๆแล้วล่ะ ”


“ แล้วแกรู้ได้ยังไงว่าฉันตกอยู่ในอันตราย ”


“ ตอนขับตามไป ฉันเห็นทะเบียนรถของแท็กซี่น่ะสิ ทางตำรวจท้องที่กำลังประกาศจับ เพราะว่าเมื่อหนึ่งชั่วโมงที่แล้ว คนขับเมากัญชาแล้ววิ่งไปชนคนทั่วถนน แกก็ซวยจริง ดันไปเจอไอ้แท็กซี่ขี้ยาเข้า ฉันบอกแล้วใช่ไหมว่าอย่าออกไปไหนวันนี้ ”


“ เออฉันผิดเองแหละ ขอบใจนะที่ตามมาช่วยฉัน ”


“ แล้วแกจะเรียกรถแท็กซี่ไปไหนดึกๆดื่นๆแบบนี้ ”


“ คือฉันจะเรียกไป..ไป....เอ่อ...”  หญิงสาวอีกอักไม่กล้าบอก พลางมองขจรที่ยังคงยืนรออยู่ที่ข้างทาง  


“ แกไม่ต้องอธิบายอะไรแล้วล่ะ  อันนั้นเอาไว้ก่อน ตอนนี้ฉันมีเรื่องสำคัญจะบอกแก ”


“ เรื่องอะไร  แล้วแท็กซี่นั่นจะทำยังไง ” หญิงสาวมองไปที่ทางที่เธอวิ่งจากมา ซึ่งยังคงเห็นแท็กซี่จอดค้างอยู่ริมขอบแม่น้ำ


“ แท็กซี่นั่นเดี๋ยวฉันให้คนของฉันจัดการเอง แต่ตอนนี้เรื่องแกสำคัญกว่า... เอ่อคือว่า... ”


“ คืออะไร  มีอะไรมนตรี ทำไมต้องอีกๆอักๆด้วย ”


“ พ่อแกโทรหาฉัน เพราะติดต่อแกไม่ได้ แกไม่ได้เอาโทรศัพท์ติดมาด้วยใช่ไหม ”


“ ใช่ โทรศัพท์ฉันแบทหมด ก็เลยชาร์จไว้ที่โรงแรม แล้วตกลงมีอะไร พ่อฉันโทรหาแกทำไม ”


“ คืิอว่า….....เฮ้อ ” มนตรีถอนหายใจหนึ่งครั้ง มองหน้าแก้วด้วยสีหน้าเศร้าสลด และจับมือเพื่อนไว้แน่น ก่อนจะตัดสินใจพูดออกไป  “ คือว่าพ่อแกโทรมาบอกว่า….ย่าแกเสียแล้วนะ ”


หญิงสาวตกใจจนพูดไม่ออกได้แต่นิ่งอึ้งไปชั่วขณะ ปากสั่นหายใจถี่ ตั้งคำถามหรือนึกคำพูดอะไรต่อไม่ถูก เธอหายใจเข้าหนึ่งครั้งและตั้งสติ   “ ฉันไม่เชื่อ แกอย่ามาตลกนะมนตรี ฉันเพิ่งคุยโทรศัพท์กับย่าเมื่อประมาณสองชั่วโมงที่แล้วเอง ท่านจะเสียไปได้ยังไง แกเล่นมุขนี้ฉันไม่ขำนะมนตรี ”


“ ฉันพูดจริงๆ ฉันรีบมาตามหาแก ก็เพื่อบอกเรื่องนี้เนี้ยแหละ ฉันเสียใจด้วยนะแก้ว ”


หญิงสาวเกิดอาการทรงตัวไม่อยู่ และเข่าทรุดลงไปแบบไม่ตั้งตัว  ฝ่ายเพื่อนจึงรีบมาประคองไว้ไม่ให้ล้ม  เมื่อยืนได้ปกติ แก้วจึงถามย้ำอีกทีด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือ “ ย่าฉันเสียแล้วจริงๆเหรอมนตรี ”


ฝ่ายเพื่อนไม่พูดอะไร ได้แต่พยักหน้าตอบกลับไปแทน และคอยลูบมือประคองสติปลอบใจให้แก้ว


“ มันจะเป็นไปได้ไง ฉันเพิ่งคุยโทรศัพท์กับท่านเอง  ” หญิงสาวเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น


“ ใช่แกเพิ่งคุยกับท่าน  พอคุยเสร็จ คุณย่าท่านก็เสีย ”


“ ท่านเสียได้ยังไง ฉันไม่เชื่อ คุณย่าฉันไม่ได้เป็นโรคหัวใจเฉียบพลันอะไรสักหน่อย  ”


“ คุณย่าตกบันได หัวฟาดพื้นเสียชีวิต ”


“ ไม่จริง ย่าฉันจะตกบันไดได้ยังไง ย่าฉันเป็นอัมพาตเดินได้ที่ไหน แกเอาอะไรมาพูดมนตรี ”


“ ใจเย็นๆก่อนนะ รายละเอียดฉันรู้แค่นี้ มีอะไรแกโทรไปคุยกับพ่อแกเอง แต่ตอนนี้พ่อแกกำลังยุ่งเรื่องศพและติดต่อวัดอยู่  ฉันว่าตอนนี้แกรีบกลับโรงแรมไปเก็บของก่อน  เดี๋ยวฉันจะจองตั๋วเครื่องบินด่วนให้เร็วสุดก็พรุ่งนี้เช้าเลย ”  


แก้วไม่พูดอะไรต่อ ได้แต่ร้องไห้ฟูมฟายแบบขาดสติ  และรีบขึ้นรถไปทันที  เมื่อหันไปมองกระจกข้างของรถ เธอไม่นึกว่าร่างของขุนขจรจะสามารถเป็นเงาสะท้อนในกระจกให้เห็นได้  วิญญาณหนุ่มยังคงยืนรออยู่ริมข้างทาง   เธอจึงเลยรีบเปิดกระจกรถเพื่อที่จะโผล่หัวออกไปบอกกล่าว


“ เปิดกระจกทำไมน่ะแก้ว ” ฝ่ายเพื่อนถามแทรกขึ้นมาทันที


“ ฉันเอ่อ..”  


“ ถ้าร้อนก็เปิดไปเถอะ ”


“ ใช่ฉันร้อน  และฉันไม่อยากร้องไห้ให้มากกว่านี้แล้วน่ะ  แกมองทางเถอะ ฉันขอมองอะไรต่ออะไรให้ทำใจได้สักพักนะ  ”


หญิงสาวพยายามเอียงตัวไปด้านข้างเพื่อให้เห็นขุนขจรจากเงากระจกข้างรถได้ถนัด เพราะต้องการจะบอกลาอะไรสักอย่างก่อนไป ก็เลยพูดในใจแทน โดยหวังว่าจะสื่อไปถึงขุนขจรได้


“ คุณขจรคะ คุณน่าจะได้ยินแล้วว่าย่าแก้วเสีย   ตอนนี้แก้วช่วยหรือพาคุณกลับไทยด้วยไม่ได้จริงๆ  ขอโทษจริงๆนะคะ แล้วแก้วจะกลับมา แก้วสัญญาค่ะ ”


วิญญาณหนุ่มมองแก้วอย่างละห้อยเศร้าสร้อยผ่านเงาสะท้อนจากกระจกข้างรถ  และพยักหน้าตอบรับเพื่อสื่อสารว่าได้ยินในทุกคำพูดในใจ  


ถึงแม้รถจะเริ่มเคลื่อนตัวไปไกลจนแทบจะมองไม่เห็นร่างวิญญาณหนุ่ม  แต่แก้วก็ได้ยินเสียงลอยลมที่คลอกลิ่นการเวกเข้ามาอยู่ในภวังค์  “  สัญญานะแม่แก้วว่าหล่อนจะกลับมารับฉัน ”


หญิงสาวหลับตา กำสร้อยไว้แน่นประหนึ่งแทนคำมั่นสัญญา และพูดในใจอย่างหนักแน่น“ แล้วแก้วจะกลับมาค่ะคุณขจร แก้วสัญญา ”


“ แล้วฉันจะรอหล่อนที่เดิมที่เมืองใต้ดินนะ ”  


วิญญาณหนุ่มโบกมือลาอย่างช้าๆ  แล้วร่างก็ค่อยๆเลือนลางหายไปตามระยะทางที่รถแล่นห่างออกมา  มีเพียงสายลมอันอ่อนโยนลอยตามมาสัมผัสกระทบที่แก้มแก้วเบาๆ ประหนึ่งกับมือนุ่มๆของใครสักคนที่มาช่วยเช็ดคราบน้ำตาให้แห้งหาย  โดยมีกลิ่นการเวกเบาบางมาช่วยบรรเทาความเศร้าโศกให้เจือจางลงทีละน้อย


++++++++++++++



งานศพถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่สมฐานะตระกูลดัง  เนื่องด้วยคุณย่าสังวนเป็นบุคคลที่รักและเคารพของทั้งตระกูลเจริญจิตโอสถ และตระกูลสนธยาวานิช   เพียงแค่คืนแรกของการสวดอภิธรรม ก็มีวงศาคณาญาติและคนในวงสังคมมาร่วมแสดงความไว้อาลัยกันมากมาย  


บรรยากาศในวัดมีแต่เสียงสะอื้นแทรกสลับกับเสียงสวดพระมาลัย จนทำให้บรรยากาศในศาลาดูเศร้าหมองและน่ากลัวไปในเวลาเดียวกัน   แต่ในทุกครั้งที่พระสงฆ์ประสานเอื้อนเสียงคำสวดลากยาว ก็จะมีเสียงคร่ำครวญอาวรณ์โหยหวญประหลาดแว่วมาให้ได้ยินใกล้ๆหูแก้ว


เมื่อหญิงสาวมองไปรอบๆตัวและศาลาสวดศพ ก็ไม่พบว่ามีญาติหรือแขกคนไหนนั่งร้องไห้อยู่ใกล้เลยสักคน มีเพียงเธอคนเดียวเท่านั้นที่แอบนั่งเช็ดน้ำตาสะอีกสะอื้นอยู่ที่นั่งด้านหลังสุดของศาลา  แต่ความสงสัยไม่สามารถสร้างความสนใจได้ เพราะตอนนี้มันเต็มไปด้วยความเสียใจที่มาไม่ทันรดน้ำศพและตอนนำร่างคุณย่าใส่โลงศพ


ต่อจากนี้ไป แก้วจะไม่มีโอกาสได้เห็นแม้กระทั่งศพคุณย่าอีก เพราะคำสั่งเสียที่ย่าสังวนเคยพูดไว้ตอนมีชีวิตก็คือ ถ้าตายให้ปิดโลงแล้วอย่าเปิดโลงอีก


‘ศุภจิต’ผู้เป็นบิดาของแก้วที่นั่งอยู่หน้าสุด เดินมาดูลูกสาวด้วยความเป็นห่วง และลงมานั่งด้วยข้างๆ  เอามือตบหลังเบาๆเพื่อปลอบใจ


ฝ่ายลูกสาวรีบเช็ดน้ำตา ฝืนยิ้มเล็กน้อยเพื่อแสดงความเข้มแข็งให้พ่อเห็น  “ คุณพ่อไปนั่งที่เก่าเถอะค่ะ แก้วนั่งตรงนี้คนเดียวได้ อย่าให้แก้วต้องไปร้องไห้ต่อหน้าศพเลยค่ะ ”


“ พ่อไม่ได้มาตามหรอก พ่อเป็นห่วงน่ะเลยมาดู เห็นลูกร้องไห้ไม่หยุดตั้งแต่มาถึงแล้วนะ  ถึงแก้วจะมาไม่ทันรดน้ำศพและตอนใส่โลง แต่อย่างน้อยลูกก็เป็นคนที่รู้ความต้องการของย่า ว่าท่านต้องการงานศพแบบไหน เพราะท่านเห็นว่าแก้วคือคนสำคัญ  ก็เลยสั่งเสียกับลูกเรื่องนี้ไง  ”


“ ค่ะ แก้วจำได้ดีถึงคำสั่งของคุณย่าวันนั้น  ”

หญิงสาวเช็ดน้ำตา พลางมองตรงไปที่โลงศพไม้สักสีดำลายเทพพนมประดับด้วยมุกลายก้านขด  ซึ่งเป็นโลงศพแบบที่คุณย่าเคยพูดสั่งไว้ก่อนที่แก้วจะเดินทางไปอเมริกา---


‘แก้วเอ้ย’ หญิงชราเอามือจับหลานสาวเพื่อบอกให้หยุดเข็นรถ   ‘’ ย่าอยากจะสั่งอะไรไว้กับหลานหน่อยได้ไหม ”


หลานสาวจอดรถวีลแชร์ แล้วนั่งลงด้านข้างหญิงชรา ทำหน้าแป้นแล้น เอาคางเกยที่ตักด้วยความเคยชิน  “ มีอะไรจะใช้แก้วเหรอคะก็ว่ามาเลยค่ะ  ”


“ ย่าจะใช้หนู ให้ทำอะไรสักหน่อย จะได้ไหม ”


“ ค่ะ  แก้วจะทำตามที่ย่าขอทุกอย่างเลยค่ะ ”


“ ช่วยเข็นย่าไปที่โรงไม้หลังร้านหน่อยสิ ”


หลานสาวค่อยๆเข็นรถเข้าไปโรงไม้ขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่ริมน้ำหลังร้าน’สนธยา ฟิวเนอรัล’  ภายในมีโลงศพตั้งเรียงกันหลายร้อยอัน แบ่งแยกเป็นสัดส่วนตามขั้นตอน มีทั้งแผนกแปรรูปประกอบ ตัดกลึงไม้  แผนกศิลป์ตกแต่งเคลือบสี ต่อเติมเพิ่มวัสดุพิเศษภายใน  และ แผนกตรวจสอบคุณภาพการผลิต  


“ วันนี้วันหยุด โรงไม้ปิด คุณย่าจะเข้ามาดูอะไรเหรอคะ ” หลานสาวถามย่าในขณะที่เข็นรถเข้าไปด้านในเรื่อยๆ


“ ย่าคิดถึงงานที่เคยทำน่ะสิ  เพราะตั้งแต่เดินไม่ได้ ย่าก็ไม่ค่อยมีโอกาสมาตรวจตราที่นี่สักเท่าไหร่ ไม่นึกเลยว่าจากร้านโลงศพเล็กๆ จะกลายเป็นร้านใหญ่โตที่มีโรงไม้ทำโลงศพเป็นของตัวเอง  เอาล่ะหยุดตรงนี้แหละ ” หญิงชราจับมือบอกหลานสาวให้จอดรถเข็นบริเวณแผนกโลงไม้แบบไทยคลาสสิค


“ แต่ก่อนก็เป็นแค่โลงไม้ธรรมดา แต่เดี๋ยวนี้มีลายตั้งหลายแบบให้เลือก มีทั้งแบบผ้าตาดสีทอง ไม้สักแกะสลักลายมังกร ลายเทพพนม  ลายพิกุลประดับกระจกและประดับมุข แต่สมัยนี้ขายดีที่สุดก็คงแบบติดแอร์สินะ เฮ้อ..ย่าน่ะเลือกไม่ถูกจริงๆว่าจะเอาแบบไหน ไอ้แบบประดับมุขดันไม่มีแอร์ซะด้วย  ถ้าวันนึงย่าตายไป.. ”



“ คุณย่า! ” หลานสาวอุทานแทรกด้วยความตกใจ


“ ฟังย่าก่อนนะ คนเรามันจะตายวันตายพรุ่งก็ไม่มีใครรู้  แก้วก็น่าจะเห็นมาตั้งแต่เด็ก ว่าโลงศพที่ร้านเราถูกขายทุกวัน ไม่เว้นแม้กระทั่งวันหยุด ยิ่งเฉพาะเทศกาลพวกสงกรานต์หรือปีใหม่ มีคนมาซื้อโลงจนจะขายกันแทบไม่ทัน คนซื้อไม่ใช่คนตาย คนขายก็ไม่อยากจะซื้อหรอกจริงไหม ฮ่าๆ”


หญิงชราหัวเราะเสียงดังก้องโรงไม้  แต่ฝ่ายหลานสาวไม่ตลกด้วย ทำหน้าบึ้งตึงเพราะรู้สึกใจคอไม่ดีที่คุณย่ามาพูดเรื่องตายแบบนี้  


ฝ่ายย่าก็ไม่สนใจ ทำหน้ายิ้มมีความสุข เอามือแตะโลงแบบต่างๆและพูดต่อ  “ ยังไงเสีย คนขายโลงอย่างเรา ก็หนีความตายไม่พ้นหรอก  แก้วเคยได้ยินไหม ถ้าเราคิดว่าเราอยากได้โลงแบบไหน ตอนตายเราจะได้โลงแบบนั้น ”


“ ค่ะ  แก้วเคยได้ยินความเชื่อที่ว่า โลงทุกโลงมีเจ้าของเป็นของมันเอง และถ้าเจ้าของคิดไว้ว่าเป็นแบบไหน ก็จะได้เป็นแบบนั้น ”


“ ใช่ใช่ ย่าก็ได้ยินเรื่องนี้มาตั้งแต่ช่วยคุณปู่แก้วขายโลงแล้วล่ะ เอ่อแก้วเอ้ย แก้วช่วยเข็นรถไปตรงแถวโลงจำปาหน่อยซิ ”  


หลานสาวเข็นรถเข้าไปในมุมด้านขวาสุดของโรงไม้  บริเวณนั้นเต็มไปด้วยโลงจำปาจีนสามสีเรียงแถวเป็นชั้นอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย  มีทั้งสีดำ สีน้ำตาลแดง และสีน้ำตาลเหลือง  เมื่อมาถึงชั้นวางโลงจำปาดำลายทอง หญิงชราก็บอกให้หลานสาวหยุดจอดรถ


“ คนจีนเค้าเรียกกันว่าหีบศพ แต่ย่าเป็นคนบอกให้เปลี่ยนเป็นเรียกโลงศพ เพราะคนไทยส่วนใหญ่ก็เรียกติดหูแบบนั้น  สมัยนั้นนะ ญาติฝ่ายย่าและปู่ไม่มีใครอยากจะมาร่วมก๊กร่วมกอคบค้าสมาคมกับพวกเราเท่าไหร่หร้อก  เพราะเค้าคิดว่าเป็นอาชีพอัปมงคล น่ารังเกียจ  รุ่นของหลานถือว่าโชคดีที่คนส่วนใหญ่เข้าใจแล้ว แต่ก็ยังกลัวอยู่บ้างใช่ไหม ”


“ ใช่ค่ะ  สมัยตอนเรียนมัธยม เวลาแก้วชวนเพื่อนมาทำการบ้านที่บ้านทีไร ไม่มีใครกล้ามาสักคน โลงศพมันไม่ได้มีผีสักหน่อย มันก็แค่โลงเปล่าๆรอศพมาใส่นั้นแหละ ไม่รู้จะกลัวไปทำไม ”


“ เป็นใครใครก็กลัว ถึงแม้มันจะเป็นแค่โลงเปล่าๆ แต่มันก็มันมีเรื่องเหลือเชื่อเสมอ  เชื่อไหมว่า ปู่ของหลานน่ะเคยพูดกับย่าว่า ถ้าตายไป ก็อยากจะได้โลงไม้ประดู่จำปาสีดำ ลายทองก็คงจะดี  แล้วเชื่อไหม ว่าวันที่ปู่ของแก้วเสีย วันนั้นเหมือนมีลางบอกเหตุ เพราะที่ร้านเราไม่มีโลงจำปาสีดำเลยสักอันเดียว   พอเห็นว่าหาไม่ได้ ย่าก็เลยจะเอาโลงจำปาสีแดงให้แทน  แต่แล้วจู่ๆเย็นวันเดียวกัน ก็มีลูกค้าคนหนึ่งมาคืนโลงจำปาสีดำกับเรา เพราะญาติคนตายเปลี่ยนมาจัดงานศพแบบไทยแทน  ปู่ของหลานก็เลยได้โลงจำปาไม้ประดู่สีดำ ลายทองด้วยนะ ตามที่เคยพูดไว้เปี๊ยบเลย ”


“ แปลกดีนะคะ เวลาซื้อโลงแล้ว เค้าจะไม่นิยมคืนกันไม่ใช่เหรอคะ ”


“ ก็นั่นน่ะสิ  มันแปลกไหมล่ะ แต่ทำยังไงได้ ปู่ของหลานดันเสียวันนั้น โลงมันก็ต้องกลับมาหาเจ้าของมันน่ะสิ จริงไหม ”


“ คุณย่าคะ อย่าเพิ่งพูดอะไรเลยนะคะ อีกไม่กี่สัปดาห์ก็วันเกิดคุณย่าแล้ว จะพูดเรื่องทำนองนี้ทำไมคะ  เดี๋ยวแก้วจะเดินทางไปอเมริกาอย่างไม่สบายใจนะคะ ”


“ ให้ย่าได้บอกสิ่งที่ย่าต้องการไว้กับหลานเถอะนะ ถ้าไม่พูดตอนนี้ เดี๋ยวอาจจะไม่มีโอกาสได้บอกก็ได้  เพราะย่าอาจไม่โชคดีแบบปู่เค้า ที่โลงมันกลับมาหาเจ้าของเอง  ”


“ คุณย่า! ”


“ เอาน่า ให้คนแก่ได้พูดอะไรไปเรื่อยเปื่อยหน่อยล่ะกัน เดี๋ยวหลานไม่อยู่หลายอาทิตย์ ไม่รู้ว่าย่าจะพูดกับใคร   ช่วยเข็นรถไปตรงโลงไม้สีดำตรงโน้นหน่อยสิ ”


หญิงสาวค่อยๆเข็นรถไปตรงแผนกศิลป์ตกแต่งสี และหยุดจอดตรงโลงไม้สักสีดำขนาดย่อมที่ยังลงลายไม่เสร็จ แต่มีการวางร่างโครงเส้นลวดลายไว้ที่พื้นผิวโลงด้านนอกเรียบร้อยแล้ว  เหลือเพียงขั้นตอนทาสีและประดับมุกเท่านั้น


“ แก้วเอ้ย ถ้าย่าตายไปในวันนึง  ย่าขอโลงศพมุกแบบนี้นะ แต่ช่วยติดแอร์ได้ไหม เพราะย่าน่ะขี้ร้อน แต่ต้องเอาผ้าห่มใส่ไปในโลงด้วยนะ บุนวมอย่างเดียวคงไม่พอ  เพราะนอนตากแอร์เจ็ดคืน ก็คงหนาวแน่ๆ ฮ่าๆ  ”


“ คุณย่าคะ แก้วบอกแล้วไงคะ ว่าอย่าเพิ่งพูดเรื่องแบบนี้ ”


“ ฟังก่อนสิ อย่าเพิ่งขัดย่า  ย่าจะบอกว่า ที่สำคัญที่สุด ถ้าปิดโลงแล้ว ก็อย่าเปิดโลงอีกเด็ดขาด เพราะย่าคงขึ้นบวมอืดจนน่าเกลียด ย่าอยากให้ลูกหลานญาติมิตรคนสนิท จำย่าในแบบที่มีชีวิตอยู่แบบนี้ดีกว่า   อ่อขอฝากอีกเรื่อง ในการสวดศพคืนแรก ก็ขอพระสงฆ์สวดบทพระมาลัยเพิ่มเข้ามาด้วยนะ ย่าว่ามันเพราะดี  ส่วนคืนที่เหลือ ก็ขอมหรสพเป็นการสวดคฤหัสถ์จากฆราวาสมาไว้ในช่วงท้าย จะได้สนุกสนานหายโศกหายเศร้ากันเนอะ ฮ่าๆ  ”


“ คุณย่า! พอเถอะค่ะ แก้วไม่อยากฟังคำสั่งอะไรนี้แล้ว คุณย่าอายุยืนจะตายไป เปลี่ยนเรื่องเถอะค่ะ  แก้วฟังแล้วไม่สบายใจจริงๆนะคะ ”


หญิงสาวลงมานั่งข้างๆวีลแชร์ กุมมือหญิงชราไว้แน่น เอาหัวซบไปที่ตักอ้อนวอนขอให้หยุดเรื่องไม่เป็นมงคล เพราะเธอไม่อยากรู้สึกเศร้าหรือเป็นห่วงก่อนเดินทางไปอเมริกา


“ เอาล่ะ พอแค่นี้ก็ได้  งั้นแก้วมาใกล้ๆหน่อย  ย่ามีสร้อยอะไรจะให้แก้ว... ”



“ สร้อยเส้นนี้ใช่ไหมที่คุณย่าท่านให้น่ะลูก ”  เสียงของศุภจิตถามแทรกเข้ามาในภวังค์ความคิดของแก้ว


หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย ในมือยังคงจับสายสร้อยล็อคเก็ตทองเหลืองที่เก็บไว้ในคอเสื้อ  “ อ่อใช่ค่ะ คุณย่าท่านให้แก้วไว้ก่อนไปอเมริกา ”  




Create Date : 12 ตุลาคม 2556
Last Update : 12 ตุลาคม 2556 7:53:52 น.
Counter : 355 Pageviews.

3 comment
1  2  3  

ม้าสามศอก
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



มะลิรายงานตัว สวัสดีค่ะ
New Comments
MY VIP Friend