เหย้าบาหยัน :บทที่ ๙ : โพธิ์สามแพร่ง

บทที่ ๙

โพธิ์สามแพร่ง




’ขจร’  ชื่อของชายหนุ่มแปลกหน้าจำได้ขึ้นใจทันทีเมื่อแรกได้ยิน  ประกอบกับรอยยิ้มจริงใจที่ดูเป็นมิตร จึงทำให้หญิงสาวรู้สึกสนิทใจที่จะสร้างความไมตรีที่ดีด้วย อีกทั้งรูปพรรณสันฐานและการแต่งตัว   ก็ดูดีมีชาติตระกูล จึงทำให้รู้สึกไว้เนื้อเชื่อใจได้ง่ายอย่างไร้ขัอกังขา    


ซึ่งตอนนี้เป็นโอกาสเดียวที่จะสามารถออกมาเที่ยวเล่นนอกบ้านได้อย่างเป็นอิสระ โดยไม่ต้องสวมหัวโขนปั้นหน้าสวย หรือนั่งพับเพียบเรียบร้อยราวกับตุ๊กตาชาววังที่ไร้ชีวิต   และไม่จำเป็นต้องพูดคำหวานวางกิริยาให้สมกับกุลสตรีสยาม  ดังนั้น การได้ก้าวออกจากกรอบเดิม เพื่อไปลองอะไรแปลกใหม่กับคนแปลกหน้า มันจึงเป็นเรื่องตื่นเต้นมากสำหรับแก้วบาหยัน


“ แม่แก้ว หล่อนจะไปดูตัวสงกรานต์ด้วยฉันหรือไม่ ”  ชายหนุ่มถามอีกครั้ง


หญิงสาวยิ้มกว้างพร้อมพยักหน้าตอบรับหลายครั้งด้วยความตื่นเต้น  “ ไปสิคุณขจร ฉันใคร่ไปเห็นไอ้ตัวสงกรานต์เสียเต็มประดาละ ไปกันเถิดเร็วๆหนา หาชักช้าอยู่ใย ”


พูดเสร็จแก้วบาหยันรีบเดินนำลิ่ว  แล้วก็มาหยุดที่ดงมะพร้าวเตี้ยข้างวิหารพระนอน  ชะโงกด้อมๆมองๆอยู่สักพักจนคนหายพลุกพล่าน  ก็รีบถกโจงกระเบนให้กระชับ ขยับเสื้อให้ถนัด  แล้วขโย่งตัวกระโดดยงโย่ไปมาเหมือนกบไชโยสะดุ้งไฟ เมื่อขจรเห็นเข้าก็ตกใจ จึงรีบพูดปรามไว้ก่อน


“ นี่หล่อนคิดจะปีนต้นมะพร้าวรึ ยกแข้งยกขาขยับถกเขมรเยี่ยงนั้น มันไม่งามนะ ”


“ ถ้าฉันจะปีนต้นมะพร้าว แล้วคุณจะทำไมรึ ” หญิงสาวแกล้งพูดประชด ซึ่งแท้ที่จริงแล้ว เธอแค่จะกระโดดดึงทางมะพร้าวอ่อนเพื่อมาไว้ใช้เขี่ยตัวสงกรานต์เล่น


ฝ่ายชายหนุ่มไม่รู้จะทำยังไง เพราะกลัวใครจะมาเห็นกิริยาที่ไม่งามของหญิงสาวเข้า  ครั้นจะจับตัวไว้ก็ไม่ได้  ก็เลยได้แต่พูดห้ามอีกครั้ง “ เป็นหญิงหน้างามนุ่งห่มสวย กลับมาปีนต้นไม้มอมแมมทะโมนเป็นลิง  มันไม่งามดอกนะแม่แก้ว  ”


หญิงสาวหยุดกระโดด และหันมาค้อนใส่อีกฝ่าย  “ มะพร้าวเตี้ยเรี่ยดินเยี่ยงนี้ เด็กห้าขวบก็เขย่งถึง แล้วมันจะเป็นอย่างไรเล่า ถ้าฉันคิดอยากจะปีน ทำไมจะปีนเสียไม่ได้ล่ะเจ้าค่ะ  ”


“ แล้วตอนนี้หล่อนอายุกี่ขวบกันล่ะ  ”


“ สิบสี่เต็มเจ้าค่ะ ทำไมรึเจ้าคะ เขาห้ามคนอายุสิบสี่ปีนต้นมะพร้่าวเตี้ยหรือเจ้าคะ คุณขจรเจ้าขา ” หญิงสาวลากหางเสียงคำลงท้ายยาวแบบประชดประชัน


“ มันหาได้เกี่ยวกับเรื่องอายุไม่ มันเกี่ยวกับกิริยาที่ไม่พึงงามอันไม่ควรแก่สถานที่  เชื่อฉันเถิด หล่อนใส่ชุดสวยงามเยี่ยงนี้ มันไม่งามดอกนะแม่แก้วถ้าจะปีนต้นมะพร้าว ”




หญิงสาวก้มมองดูชุดตัวเองที่ใส่มาในวันนี้ ที่เป็นชุดแขนยาวสีขาวคอตั้งแบบตะวันตกมีลูกไม้ระบายฟูฟ่อง คอสวมประดับด้วยสร้อยมุกระย้าสองชั้น มีสะพายเป็นสไบแพรไหมสีชมพูสด นุ่งโจงผ้าลายพื้นสีลิ้นจี่ สวมถุงน่องร้องเท้าสีขาวเข้ากันอย่างดี  ซึ่งชุดที่สวยสมสง่าแบบนี้ มันก็คงไม่เหมาะไม่ควรกับการทำอะไรโลดโผนอย่างที่อีกฝ่ายว่า แต่ที่ทำไปแบบนั้นเพราะความเคยชินเมื่อตอนอยู่ในโรงเรียน ที่มักจะปีนไปเก็บผลหมากรากไม้อยู่เป็นประจำ  ประกอบกับว่าเพิ่งกลับมาอยู่บ้านได้ไม่กี่วัน เลยทำให้บางครั้งลืมปรับสภาพกิริยาตัวเองไปบ้างเมื่ออยู่นอกสายตาผู้ใหญ่


ทว่าแก้วบาหยันจะเห็นด้วยกับสิ่งที่ฝ่ายชายตักเตือน แต่ด้วยความเป็นคนดื้อเงียบ เธอก็เลยไม่พูดยอมรับหรือแสดงอาการเชื่อฟัง  กลับตะแบงรั้นเดินไปหากิ่งไม้ยาวๆมาเกี่ยวทางมะพร้าวอีก


“ นี่หล่อนจะเอาไม้มาสอยอะไร ใคร่จะกินมะพร้าวงั้นรึ ” ขจรถาม


“ คุณขจรเจ้าขา เห็นฉันเป็นลิงเก็บมะพร้าวหรือไงเจ้าคะ เยี่ยงนี้ก็ไม่งาม เยี่ยงนั้นก็ไม่งาม ไฮ้!  ฉันใดก็ฉันนั้น ฉันไม่ทำแล้วเจ้าค่ะ หึ! ” หญิงสาวทำท่าตะบึงตะบอนงอนใส่ ทิ้งกิ่งไม้ลงด้วยความเคือง และเดินดุ่มออกไปทันที


ฝ่ายชายหนุ่มรีบหยิบกิ่งไม้แล้วสอยในสิ่งที่อีกฝ่ายต้องการ  แล้ววิ่งตามไปยื่นให้  

“ เอาไปเสีย นี่ใช่ไหมที่อยากได้ ”


หญิงสาวเหล่ตาดูก็รู้สึกพอใจที่ได้ทางมะพร้าวอ่อนๆขนาดพอดีมือมาไว้ตีน้ำเล่นและเขี่ยตัวสงกรานต์ตามประสา  แต่ก็แกล้งไม่รับสิ่งที่ชายหนุ่มนำมาให้ และวางท่าหน้าบึ้งตึงใส่

“ คุณรู้ได้อย่างไรว่าฉันอยากได้ทางมะพร้าว คุณมิได้หมายว่าฉันเป็นลิงเป็นจิ้งเหรนกระรอกกระแตหรอกหรือเจ้าคะ คุณขจรเจ้าขา ” หญิงสาวยังคงลากหางเสียงประชด


“ เด็กๆที่ไหนเขาก็ชอบเอาทางมะพร้าวไปเขี่ยตัวสงกรานต์เล่นทั้งนั้น ทำไมฉันจะไม่รู้ ”


“ เอ๊ะ! คุณหมายว่าฉันเป็นเด็กอยู่รึไม่  ฉันสิบสี่เต็มแล้วนะ รู้ดอกว่าอะไรควรมิควร ที่ฉันทำท่าจะปีนต้นไม้ ก็มิได้ตั้งใจจะปีนจริงๆเสียหน่อย  ยังไม่ทันฟังอีร้าค้าอีรม คุณก็เอ็ดฉันเสียงขรมราวกับว่าฉันเป็นเด็กตัวเท่าเมี่ยงเท่ามดที่ยังไม่ได้กัญจุกอย่างนั้นแหละ "  หญิงสาวพูดรัวกลับไปราวกับประทัดจีนจุดไฟ พอพูดเสร็จหมดตับ ก็เดินแต้กๆทำหน้ามุ่ยไปรอที่ท่าน้ำ และหยิบก้อนกรวดปาลงน้ำเพื่อระบายอารมณ์โกรธ


ขจรเห็นกิริยาของหญิงสาว ก็ส่ายหน้าที่หมดหนทางจะกำราบพยศเด็กดื้อที่เพิ่งโต  เมื่อใช้ไม้แข็งด้วยคำพูดไม่ได้ ก็เลยต้องหาไม้อ่อนมาประโลมความโทสะของหญิงสาวให้ทุเลาลง


“ แม่แก้ว ” ขจรเรียกเสียงหวาน


หญิงสาวหยุดปาก้อนกรวด ปัดมือ แล้วรีบยืนปกติ เพราะกลัวว่าชายหนุ่มจะมาดุเรื่องปาก้อนกรวดลงน้ำอีก ก็เลยชิงพูดประชดประชันก่อน “ คุณหายไปไหนมา ทำไมมิหายไปสักชั่วยามหนึ่งเลยล่ะ ฉันกำลังยืนรอจวนปลีน่องแข็งเป็นไม้ตีพริกอยู่แล้วเชียว ”


“ หันมานี่ซี ” ขจรพูดเสียงหวานนุ่มเหมือนคนออดอ้อน


แก้วบาหยันได้ยินก็รู้สึกรื่นหู  พอหันไปก็ยิ้มออกทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่อยู่ในมือของขจร  จากอารมณ์ที่เดือดพล่านวิ่งไปมาเป็นเจ้าเข้า ก็กลับทุเลาลงอย่างง่ายดาย และพูดกลับไปด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวานขึ้น “ นี่คุณหายไปทำไอ้นี้มาหรอกหรือ ”


ชายหนุ่มยิ้มเล็กๆ แล้วยื่นสิ่งของนั้นให้หญิงสาว มันคือทางมะพร้าวที่เลาะใบออกหมดให้เหลือแค่ก้านมะพร้าวให้เป็นด้ามขนาดย่อมมีรูปร่างเรียวคล้ายคันเบ็ด โดยที่ด้านปลายมีปลาตะเพียนติดห้อยอยู่หนึ่งตัวเหมือนจำลองที่ตกปลาของเด็กเล็กเล่น  แต่นอกเหนือจากนั้นก็คือ ที่ครีบของปลาตะเพียนนั้นห้อยด้วยดอกการเวกเป็นระย้าดูน่ารักแปลกตา


หญิงสาวรับมาอย่างหน้าชื่นตาบาน มองดูเจ้าปลาตะเพียนสานใกล้ๆ และดมกลิ่นการเวกอย่างสดชื่นด้วยใจที่เย็นสบายขึ้น  “ นี่ถ้าเป็นเย็นย่ำค่ำเข้าหน่อย การเวกคงส่งกลิ่นหอมมากกว่านี้สินะ เอ….นี่มันปลาตะเพียนอะไรของคุณกัน  มีดอกการเวกมาห้อยเป็นต้อยติ่งกระรุ่งกระริ่งน่าพึลึกนักเชียว ”


“ ปลาตะเพียนแก้วไงเล่า ” ชายหนุ่มพูดโดยที่สายตาจ้องมาที่ฝ่ายหญิง


หญิงสาวรีบเบนสายตาหนี เพราะจู่ๆก็รู้สึกร้อนวาบที่แก้มเมื่อต้องสบตากับอีกฝ่าย  ก็เลยถามเรื่องชื่อปลาตะเพียนสานที่ชายหนุ่มทำให้  “ ปลาตะเพียนแก้วมันมีด้วยรึ ฉันมิเห็นคุ้นหูรู้จักไอ้เจ้าปลาตะเพียนพึลึกอะไรของคุณนั่น ”


“ ปลาตะเพียนตัวนี้ฉันทำให้หล่อน ฉันเลยใช้ชื่อหล่อน ”


“ แล้วดอกการเวกมันเกี่ยวเนื่องอันใดด้วยล่ะ”


ชายหนุ่มอมยิ้มเขินอาย หลบสายตาไปทางอื่น พยายามรวบรวมความกล้าอีกครั้งก่อนจะพูดออกไป  เพราะถ้าไม่บอกเหตุผล อีกฝ่ายก็คงจะดื้อรั้นที่จะถามให้ได้แน่นอน   


“ ก่อนอื่นต้องขออภัยหล่อนด้วย  ฉันมิได้ตั้งใจจะล่วงเกินอันใด  คือฉัน…...คือฉันได้กลิ่นหอมดอกการเวกมาจากตัวหล่อนนะซี  หอมนักแม้จะอยู่ห่างกันเป็นศอกเป็นวา ด้วยฉันนี้ ฉันจึ่งห้อยดอกการเวกที่ครีบปลาตะเพียนตัวนี้ฉันนั้น ”


ขจรพูดเสร็จก็เกิดอาการตกประหม่าเพราะไม่ได้ตั้งใจจะพูด  แต่เขาเป็นคนที่ปากนั้นตรงกับใจ จึงไม่อ้อมค้อมหรือบิดเบือนต่อความรู้สึก  ถ้าเป็นเรื่องอื่นทั่วไป เขาคงใช้ความคิดไตร่ตรองกรองคำพูดให้ดีก่อนเสมอ แต่ถ้าเป็นเรื่องพูดจากับผู้หญิง ก็แทบจะไม่มีความถนัดเลยสักนิด เพราะชีวิตส่วนใหญ่ทำงานอยู่กับขุนนางและเจ้านายที่เป็นผู้ชาย เขาจึงไม่แน่ใจว่าสิ่งที่พูดออกไปเกิดจากอะไร แต่ที่แน่แท้ก็คือ เขาเหมือนตกอยู่ในภวังค์มนตราทุกครั้งที่จ้องมองใบหน้าอันสวยคมคายของหญิงสาว  อีกทั้งกลิ่นการเวกที่หอมมาจากกายนั้น มันแสนจะรัญจวนจิตจนเกินที่จะห้ามใจได้


ฝ่ายหญิงสาวเมื่อได้ยินคำอธิบายดังกล่าวก็เกิดอาการอายจนต้องม้วนหน้าหนี ยืนบิดนิ้วไปมาแก้เขิน  เธอไม่คิดว่ากลิ่นกายที่อาบจากน้ำฝนอบดอกการเวกมันจะหอมขจรขจายไปถึงชายผูันั้นถึงเพียงนี้  ครั้นจะเอ่ยปากว่าก็ไม่กล้า เพราะจะเหมือนกลายเป็นว่ามาเที่ยวโพทะนาเล่าเรื่องส่วนตัวจนเกินงาม   และด้วยอายุเพียงเท่านี้ จึงไม่ประสีประสาเท่าใดนักกับการสทนาแบบนี้  อยู่ในโรงเรียนแหม่มก็มีแต่นักเรียนหญิงเป็นส่วนใหญ่ ผู้ชายที่เจอก็เป็นผู้ใหญ่คนโต  พูดคุยกันก็เรื่องสัพเพเหระทั่วๆไป  จึงไม่แน่ใจว่าสิ่งที่ขจรพูดมันเรียกว่าเกี้ยวพาราสีได้หรือไม่



 ชายหนุ่มอมยิ้มแอบขบขันในความเดียงสาของสาวสกูลหน้าคม ถึงแม้จะไม่รู้จักมักจี่กันมาก่อน แต่กลับรู้สึกถูกชะตาเมื่อได้คุยด้วยเรื่อยๆ  ทั้งความคิดความอ่านและการพูดการจา มันดูผิดแผกจากสาวสยามคนอื่นๆที่เขาเคยพบปะมา  


ในขณะที่แก้วบาหยันนั้นเริ่มตั้งสติได้ ก็ดันหันมาเห็นอากัปกิริยาสายตาของชายหนุ่มที่กำลังเหมือนยิ้มกรุ้มกริ่ม  ก็เข้าใจผิดคิดว่ากำลังถูกกะลิ้มกะเหลี่ยทางแววตา  แต่เมื่อสายตาของเธอต้องไปสบประสานดวงตาสีฟ้าครามของอีกฝ่ายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้  มันก็ทำให้หลุดหลงไปในภวังค์เสน่หาหน้าตาที่คมสันของชายผู้นั้นอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว


“ เป็นอะไรไปรึแม่แก้ว หล่อนจ้องตาฉันไม่กระพริบเชียว ”  ชายหนุ่มถามเมื่อเห็นหญิงสาวมองหน้าตนไม่ละสายตาไปไหนเป็นเวลาครู่ใหญ่  


หญิงสาวรีบเบนสายตาไปที่คลองด้วยอาการตกประหม่า และพยายามหาคำแก้ตัวเพื่อให้คำตอบกับอีกฝ่ายอย่างจับพิรุธไม่ได้  “ เอ่อ...ฉันแค่สงสัยน่ะ ว่าทำไมหน้าตาคุณมันละม้ายคล้ายพวกแขกมลายูคละฝรั่ง  ถ้าจะเจาะจง ก็คงจะเป็นโปรตุเกสผสมอังกฤษก็เป็นได้ แต่รวมๆแล้วเป็นยุโรปผสมญ่อก็เข้าที  แต่ดูจากผิวพรรณแลผมเผ้าก็ละม้ายคล้ายคนสยามเหมือนกัน  ”


ชายหนุ่มเดินเข้ามายืนข้างๆ และหัวเราะเบาๆ “ ฮ่าๆ หล่อนนี่ช่างฉันพินิจฉัยนัก ตัวฉันเอง ฉันก็มิแน่ใจดอกว่าฉันเป็นแขกมลายู พุทเกด รุสเซีย วิลาส อีหรอบ ฤาญ่อ  ฉันน่ะคงได้เชื้อสายมาหลายเสี้ยว ก็มาจากเทียดของเทียดฉันกระมัง ท่านเป็นมิชชันเนรีตั้งแต่ต้นรัตนโกสินทร์โน้นแน่ะ  ฉันมันรุ่นลืบท่านแล้ว ”


เมื่อได้ยินประโยคสุดท้ายที่ชายหนุ่มกล่าว จู่ๆหญิงสาวก็ฉุกคิดบางอย่างได้ราวกับฟ้าผ่ามาแวบหนึ่ง  มันมีความรู้สึกคล้ายๆกับว่าเคยได้ยินคำพูดแบบนี้มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่เมื่อสายลมอ่อนๆมากระทบที่กาย เธอก็กลับมาสทนาต่อเรื่องตระกูลของขจร โดยลืมเรื่องที่แวบเข้ามาในใจไปได้สนิท


“ เทียดของเทียดเป็นมิชชันเนรีสมัยต้นรัตนโกสินทร์ มันดูกระไรอยู่นะคุณขจร  แต่ถ้าเทียดของเทียดคุณอยู่สมัยอโยธยาก็คงจะเข้าที  ”


“ ฉันไม่สนใจเท่าใดดอกว่าสาแหรกวงศ์วานว่านเครือฉันมีมาแต่ใดมาบ้าง  พ่อฉันท่านก็บอกมาอีกที บอกก็แค่ให้รู้ว่ามาจากเหล่าไหนก๊กไหนก็เท่านั้น ”


“ ถ้าอย่างนั้น พ่อหรือแม่คุณขจรคงหน้าละม้ายฝรั่ง ”


“ แม่ฉันเป็นคนสยาม ส่วนพ่อฉันเป็นจีน พ่อฉันท่านชื่อเจ๊สัวสุ่น อีกไม่กี่วันท่านจะรับตำแหน่งเป็นพระยาโชฏึก หล่อนอาจจะเคยได้ยินชื่อเจ๊สัวสุ่นอยู่บ้าง เพราะตระกูลฉันตั้งแต่บุราณจวบปัจจุบัน ก็มีโรงไม้ โรงต่อเรืออยู่ริมน้ำคลองบางหลวง ไม่ไกลจากวัดรั้วเหล็ก คนฝั่งธนบุรีก็รู้จักกันทุกคน ”


เมื่อรู้ว่าขจรเป็นลูกใคร หญิงสาวก็ตกใจและเกิดอาการวิตกกังวล เพราะกลัวว่าขจรจะนำเรื่องโลดโผนของเธอไปฟ้องหลวงเจริญจิตโอสถ  แต่ก็รู้สึกโล่งใจเล็กน้อยที่ไม่ได้แสดงตัวไปตั้งแต่แรกว่าเป็นลูกเต้าเหล่าใคร “ เจ๊สัวสุ่นงั้นรึ  ฉันไม่รู้จักดอก ฉันไม่ใช่คนแถวนี้ ฉันอาไศรยอยู่ฟากพระนคร ก็เคยได้ยินพ่อบอกเสมอ ว่าถ้าจะต่อเรือแลหาไม้ดีๆมาปลูกบ้าน ก็ให้ไปซื้อฟากขะโน้นแถวๆโรงไม้ใกล้วัดรั้วเหล็ก ”  แก้วบาหยันพูดปดไปเพื่อกลบพิรุธ


“ หล่อนอยู่ฝั่งพระนครหรอกหรือ ฉันทำงานสังกัดกรมท่าซ้าย  ต้องสัญจรไปมาระหว่่่่างกรมท่าแลศาลาว่าการต่างประเทศที่วังสราญรมย์ด้วยบ่อยครั้ง ฉันรู้จักฟากนั้นเป็นดียิ่ง  เรือนหล่อนอยู่ละแวกไหนกันล่ะ ”


แก้วบาหยันหันหน้าหนี เพราะไม่นึกว่าอีกฝ่ายจะซักเพิ่ม  และไม่รู้ว่าจะโกหกไปยังไงต่อ เพราะในชีวิตก็ได้อยู่หลักๆเพียงแค่สามที่ นั่นก็คือ โรงเรียนแหม่มใกล้โรงพยาบาลวังหลัง เรือนไม้ไทยหลังเก่าของหลวงเจริญจิตโอสถที่วัดหนัง  และเรือนไม้ทรงปั้นหยาที่ย่านถนนใหม่ใกล้กรมท่าริมแม่น้ำเจ้าพระยา


เมื่อเห็นว่าอยู่ต่อก็คงจะไม่ดี จะจากไปก็กระไรอยู่ เลยหาเรื่องอื่นคุยเลี่ยงตอบคำถาม “ เอ๊ะ! นี่ใช่ตัวสงกรานต์ใช่รึไหมคุณขจร ”  หญิงสาวชะโงกหน้าไปที่คลอง ทำหน้าตาตื่นตระหนก


ชายหนุ่มรีบก้มตามดู แต่ก็พบว่าสิ่งที่หญิงสาวบอกมันคือลูกอ๊อด ที่กำลังว่ายหลบกระแสน้ำเข้ามาใต้สะพานไม้ท่าน้ำ “ นี่หาใช่ตัวสงกรานต์ไม่  นี่หล่อนไม่รู้จักลูกอ๊อดหรอกหรือ ”


หญิงสาวรู้จักดีว่าลูกอ๊อดเป็นยังไง เพราะตอนเด็กๆเคยแอบเอาลูกอ๊อดมาเลี้ยงในตุ่มอีเลิ้ง จนโดนลงหวายด้วยหลวงเจริญจิตโอสถซะหลายครั้งจนหลาบจำ  แต่ที่ทำทีเป็นไม่รู้จัก ก็เพราะต้องการให้ชายหนุ่มเปลี่ยนประเด็นมาคุยเรื่องตัวสงกรานต์แทน   “ แล้วไหนกันเล่า ตัวสงกรานต์ที่คุณจะพาฉันมาดู ไม่เห็นมีสักกะตัว เห็นแต่ลูกอ๊อดลูกน้ำปลาเข็มเต็มไปหมด ”


“ เอ...สงสัยตรงท่าน้ำนี้จะขุ่นด้วยโคลนเพราะเรือเพิ่งมาเทียบท่า ถ้าจะเห็นเป็นเยอะตัว คงจะแถวๆท่าน้ำวัดนางนองใกล้ๆโบสถ์หลวงพ่อผุดกระมัง ”


ชายหนุ่มชี้ไปทางวัดอีกทิศหนึ่งที่แก้วบาหยันมา  ซึ่งถ้าเกิดกลับไปที่นั้น ก็คงได้เจอกับหลวงเจริญจิตโอสถ และคงโดนฟ้องเรื่องกิริยาคำพูดที่ไม่งามสมเป็นกุลสตรีแน่นอน  แต่ใจก็ยังอยากเห็นตัวสงกรานต์อยู่ จึงขอร้องฝ่ายชายให้พาไปที่อื่น   “ ตัวสงกรานต์มันขึ้นที่หน้าวัดนางนองที่เดียวรึคุณขจร ที่อื่นมีอีกไหม ”


“ วัดนี้ก็คงมี แต่ฉันมิรู้ว่ากว่ามันจะลอยมาถึงที่นี้  เด็กๆหน้าวัดนางนองคงเล่นสนุกตีมันซะแตกละลายหายไปหมดแล้วกระมัง ”


“ ให้ตายซี ฉันจะไม่มีโอกาสได้เห็นตัวสงกรานต์กับเขาบ้างเลยรึ ”


“ งั้นเราลองไปตรงโค้งน้ำโน้นท้ายตลาดแพดีไหม  ”


ชายหนุ่มชี้ไปอีกทิศทางหนึ่งที่ไม่ไกลมากนัก แต่ต้องเดินทางโดยเรืออย่างเดียว  ด้วยความที่อยากเห็นตัวสงกรานต์มาก แก้วบาหยันเลยตอบตกลงอย่างไม่ปฏิเสธ เพราะแถวนั้นเธอรู้จักดี และเคยไปจับจ่ายซื้อของที่ตลาดแพบ่อยๆ


“ คุณขจรมีเรือรึ ” หญิงสาวถาม


“ มีสิ นี่ไงเรือฉัน ”

ชายหนุ่มชี้ไปที่เรือมาดลำเล็กนั่งขนาดสองคน  มีประทุนเป็นไม้สานทรงโค้ง พร้อมมีผ้าม่านสีขาวคลุมปิดที่ซุ้มโค้งเพื่อกันแดดกันลม  ด้านหัวเรือมีริ้วธงสีแดงและสีเหลืองประดับไว้


หญิงสาวรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย ที่ขจรทำงานดีมีชาติตระกูล ทำไมถึงมีแค่เรือมาดลำเล็กธรรมดา แทนที่จะเป็นเรือเก๋งไม้อย่างดี  แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจเรือเก่าลำเล็กเลยสักนิด  รีบเข้าไปนั่งทันทีหลังขจรเอาเชือกออกจากท่า  แต่ก็ไม่วายจะแอบถามด้วยความสงสัยในระหว่างที่ชายหนุ่มกำลังพายเรือที่ด้านท้าย  “ เป็นถึงขุนน้ำขุนนาง ทำไมมีแค่เรือมาดประทุนลำเล็ก ไหนบอกว่าบ้านคุณเป็นโรงต่อเรือแลมีไม้มากมาย เรือเก๋งไม้ดีคงหาได้มิยากดอกหนา  ”


ขจรอมยิ้ม ตั้งหน้าตั้งตาพายเรือ มองหน้าตรงอย่างเดียว แต่ปากยังคงพูดอยู่ “ ฉันมันแค่ขุนนางคนเล็กๆ หากใช้เรือใหญ่เรืองามเกินหน้าเกินตาขุนนางผู้ใหญ่คนอื่นๆ มันจะไม่ดีหนา กอปรกับฉันแค่แวะเอาของมาให้ตามธุระ  มิได้ตั้งใจจะอยู่นานเสียเมื่อไหร่  ”


“ ฉันมิได้ตั้งใจจะดูถูกดูแคลนคุณดอกนะ ฉันเพียงแค่สงสัยก็เท่านั้น อย่าถือฉันเลยนะ” หญิงสาวหันไปยิ้มหวานให้ เพราะเกรงว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิด


“ ถ้าฉันถือเดียงสาหล่อน ฉันก็คงไม่พาหล่อนมาด้วยดอกแม่แก้วหน้าม้า ” ขจรอมยิ้มในขณะพูด


“ คุณเรียกฉันมาแก้วหน้าม้ารึ ” หญิงสาวถามและเริ่มทำหน้าบูดบึ้ง


“ หล่อนควรจะชื่อแก้วหน้าม้านะ เพราะหล่อนมันช่างแก่นกะโหลกกะลาเหมือนแก้วหน้าม้าเสียจริง ฮ่าๆ ” ชายหนุ่มเผลอหัวเราะออกมาดังเล่นเหมือนเห็นหน้าตาบึ้งตึงของหญิงสาว


หญิงสาวโกรธจัดเลยขยับไปที่ท้ายเรือ และวักน้ำรดใส่ตัวขจรอย่างสนุกสนานจนเรือโคลงไปโคลงมาเกือบล่ม   ส่วนฝ่ายชายก็ไม่ยอม ก็ใช้ไม้พายวักน้ำรดไปที่ตัวหญิงสาวบ้างเพื่อเป็นการแก้แค้นคืน  ทั้งสองเล่นน้ำกันไปมาเหมือนเด็ก  ต่างคนต่างหัวเราะดังลั่นคลอง เสื้อผ้าก็เปียกชุ่มแฉะไปหมด แต่ก็ยังเล่นกันต่อไม่เลิก


ตอนนี้ขจรและแก้วบาหยันเหมือนได้ใกล้ชิดสนิทใจกันมากขึ้น ต่างคนต่างเริ่มมีอาการตกประหม่าออกมา จนหน้าออกสีแดงระเรื่อเป็นลูกตำลึงในจังหวะที่จ้องมองกัน  ทั้งคู่ก็เลยต้องหยุดเล่นและทำทีเหมือนว่าไม่มีเกิดอะไรขึ้น  


แก้วบาหยันกลับไปนั่งหน้าเรือ และตลบผ้าม่านขึ้นเพื่อดูบรรยากาศด้านนอกให้เต็มที่ ในมือยังคงถือปลาตะเพียนที่ห้อยดอกการเวกอยู่ แอบยิ้มแอบมองอย่างมีความสุข  ส่วนขจรก็เร่งฝีพายเร็วขึ้นกว่าเดิมด้วยความเขินอาย  ทั้งๆที่ใจอยากให้เรือมันล่องช้ากว่านี้


ตอนนี้หญิงสาวพยายามควบคุมความคิด และทำความเข้าใจว่า ตัวเองนั้นคงตกประหม่ากับครั้งแรกที่มีมิตรสหายเป็นชาย ส่วนขจรเข้าใจว่าตัวเองคงตกประหม่าในความงามคมขำของหญิงสาว  โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้ตัวว่า ต่างก็มีอีกหนึ่งอย่างที่ประทับใจซึ่งกันและกัน นั่นก็คือความต่างที่ลงตัว ที่เข้ามาเติมสีสันสดใสให้กับชีวิตเดิมที่เคยเป็นอยู่


ฝ่ายหญิงนั้นแสนแก่นแก้วซนไม่สมกุลสตรี แต่มีความคิดทันสมัยก้าวไกลแบบผู้ใหญ่ อาจจะติดนิสัยเด็กบ้างในบางที แต่ก็ดูดื้อน่ารักน่าปราบในสายตาของขจร  ส่วนตัวฝ่ายชายเองก็ดูเป็นผู้ใหญ่หัวโบราณ แต่มีความใจดีอันอบอุ่นแอบแฝงอยู่ตลอดเวลา อาจจะติดนิสัยขี้บ่นปากจัดจ้านบ้าง แต่ก็ดูท้าทายน่ากลั่นแกล้งในสายตาของแก้วบาหยัน


ด้วยเหตุนี้ ทั้งคู่จึงรู้สึกสบายใจและเป็นอิสระเมื่อได้อยู่ด้วยกัน ได้เป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ได้ทำได้พูดในสิ่งที่อยากพูด ขจรและแก้วบาหยันต่างเกิดความพอใจในกันและกันอย่างเล็กๆแบบไม่รู้ตัว เพียงแต่ไม่แน่ใจและไม่กล้าแสดงออกมากมายเพราะคิดว่ามันอาจเร็วเกินไป และไม่คิดว่ารักแรกพบจะมีอยู่จริง  


++++++++

อ่านต่อในกล่องcommentด้านล่างได้เลยเจ้าค่ะ





Create Date : 17 ตุลาคม 2556
Last Update : 17 ตุลาคม 2556 16:24:17 น.
Counter : 417 Pageviews.

3 comments
  

ณ คลองด่าน ย่านฝั่งธน ที่ตลาดแพ สถานที่ซึ่งมีผู้คนทั่วสารทิศมาซื้อของดีมีราคาจากพ่อค้าต่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นแหล่งชุมนุมของการพนันในทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะชนไก่ เล่นหวย เล่นโปถั่ว หรือแม้กระทั่งโรงฝิ่นก็ยังมี เนื่องมาจากวันนี้เป็นวันสงกรานต์ จึงทำให้ที่แห่งนี้ครึกครื้นและคราครั่งไปด้วยนักแสวงหาโชคลาภมากมาย หนึ่งในนั้นก็มีเขมชาติอยู่ด้วย ที่ใช้จังหวะแอบหนีแก้วบาหยัน พายเรือมาหาที่เล่นโปถั่วอยู่ได้พักใหญ่ โดยลืมไปว่าเจ๊สัวสุ่นกำลังออกตามหาอยู่

ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนั้นเอง อำแดงดวงและหยงยิหวาก็แอบมาที่ตลาดแห่งนี้เช่นกัน โดยตั้งใจจะมาหาผ้าแพรสไบและผ้านุ่งใหม่ๆเพื่อสวมใส่เพิ่มให้เมือนกับสาวสยามนิยม ซึ่งถ้าจะแต่งตัวเหมือนคนจีนหรือฝรั่งบ้างก็คงไม่มีใครมองว่าประหลาด เพราะสยามประเทศได้เป็นเมืองเปิดแบบเสรีมานานแล้ว

เพียงแต่ตอนนี้หยงยิหวาได้ตัดผมทรงกระทุ่มกลายเป็นที่เรียบร้อย จะให้แต่งแบบชนชาติอื่นก็คงจะดูไม่เข้า และเธอมีความคิดว่า เมื่อเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ซึ่งตอนนี้เธออยู่ที่นี้แล้ว ก็ควรทำตัวให้เป็นคนประเทศเขา อย่างน้อยจะได้มีพวกมีพ้องในยามที่ต้องการความเมตตาช่วยเหลือ

และเมื่อเรือมาจอดเทียบท่า หยงยิหวาก็แง้มผ้าม่านเล็กน้อยเพื่อดูบรรยากาศด้านนอก นั่งอยู่ในท่าพับเพียบสมสง่ามารยาท และพูดออกคำสั่งบ่าวที่ท้ายเรืออย่างวางอำนาจด้วยน้ำเสียงเรียบๆ “ อีดวง ข้าจะอยู่เฝ้าเรือที่นี่ เอ็งไปจัดแจงซื้อผ้าผ่อนท่อนสไบชุดใหม่ตามที่ข้าบอกเสียให้เรียบร้อย ชุดที่ข้าใส่อยู่นี้สีมันสดไปนิด ข้าอยากได้ผ้าแพรสีเหล็กแลสีถั่วสักสองผืน ผ้านุ่งก็ขอเป็นผ้าลายพื้นม่วงอ่อน ฤาจะเป็นสีจำปาอ่อนก็ได้ เอ็งก็ซื้อมาก่อนเถิด อีกไม่กี่วันข้าต้องไปกราบเท้าคุณหลวง เดี๋ยวจะไม่มีเวลา เอ็งไปอย่าให้ช้าละ เดี๋ยวเอ็งจะแวะไปที่อื่นอีกไม่ใช่รึ ข้าอยากกลับก่อนค่ำ แลมิอยากให้เจ๊สัวจับได้ว่าข้าแอบมาตลาด ”

บ่าวหญิงพยักหน้ารับคำสั่งอย่างนอบน้อม และเดินออกไปทั้งๆที่ยังไม่ได้เปลี่ยนเสื้อผ้าผมเผ้าให้เหมือนคนสยาม ผมของเธอนั้นก็แสกกลางถักเปียสองข้างแบบอินเดียนแดง ส่วนชุดแต่งกายเป็นชุดแขนยาวทรงกระบอกปกคอปิดแบบตะวันตกสีไข่ไก่ มีเข็มขัดผ้าสีดำคาดไว้ที่เอวตัดกันกับกระโปรงผ้าฝ้ายทรงสามเหลี่ยมสีม่วงชมพูมะเหมี่ยว และสวมรองเท้าบู๊ตหนังเก่าๆสภาพแย่ เดินกระโผกกระเผลกเหมือนคนชราวัยเจ็ดสิบขึ้น ทั้งๆที่อายุยังไม่ถึงควรแก่สภาพ

หยงยิหวาลึกๆแล้วแอบสงสารบ่าวผู้รับใช้คนนี้เหมือนกัน แต่เธอก็ไม่กล้าที่จะเดินร่วมกับคนที่มีสภาพกายไม่สมประกอบแบบนี้ ครั้นจะเดินไปคนเดียวก็คงมีแรงไม่ไหวในการหอบหิ้วของ เพราะตอนนี้เริ่มรู้สึกอ่อนเพลียอยู่เนืองๆ เนื่องมาจากสภาวะร่างกายที่ยังปรับตัวกับอากาศที่นี้ไม่ได้ ถึงแม้จะเข้าประเทศเขตร้อนมาเป็นเดือนแล้วก็ตาม เธอก็เลยเอนตัวลงนอนพักผ่อนเผื่อว่าอาการจะดีขึ้น

อำแดงดวงเดินกระโผลกกระเผลกเบียดเสียดผู้คนนับร้อยเพื่อไปตามหาซื้อของตามคำสั่ง ทั้งๆที่ตัวเองก็รู้สึกอ่อนเพลียจากการเดินทางไกลเช่นกัน แต่ด้วยความรักที่ดูแลหยงยิหวาเหมือนลูกแท้ๆ ที่แม้จะรู้ว่าตัวเองเป็นแค่บ่าว เธอก็ยอมอดทนทุกอย่างเพื่อให้ได้ความรักจากอีกฝ่ายกลับมา ซึ่งมันก็เป็นผลตามที่คาดไว้

ภายนอกที่คนเห็นเหมือนหยงยิหวาจะเป็นนายผู้ออกคำสั่ง แต่ภายในจิตใจนั้น มันถูกอำแดงดวงครอบงำความคิดอย่างไม่รู้ตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว สิ่งที่ยืนยันได้ดีที่สุดก็คือ จวบจนบัดนี้ หยงยิหวาก็ไม่เคยเรียกเจ้าสัวเอี่ยมว่าพ่อเลยสักครั้ง เพราะว่าอำแดงดวงปลูกฝังเป่าหูมาตลอดว่า เจ้าสัวนั้นเลี้ยงหยงยิหวาไว้ทำเมีย ไม่ใช่ลูก

บ่าวหญิงเดินข้ามสะพานไปอีกฟากของตลาดแพ เธอไม่ได้มุ่งตรงไปที่ร้านผ้า แต่กลับไปหาซื้อไก่เป็นๆหนึ่งตัวนำมายัดขังใส่ไว้ในตะกร้าหวายจีนที่ถือมา แล้วค่อยไปหาซื้อผ้าทีหลัง เมื่อทุกอย่างครบถ้วน ก็กลับหลงทางหาท่าเรือไม่เจอ เพราะเนื่องจากบริเวณตลาดแพเป็นที่ใหญ่ ท่าจอดเรือก็มีมากมาย มิหนำซ้ำ เรือมาดประทุนไม้ก็มีอยู่หลายลำ ซึ่งแต่ละลำก็มีริ้วธงหรือผ้าผูกบ่งบอกไว้ว่าเป็นของใคร แต่เรือที่หยงยิหวาใช้นั่งมานั้น เป็นเรือใหม่เพิ่งซื้อ จึงไม่ทันได้ทำสัญลักษณ์อะไร อำแดงดวงเลยออกเดินหาจ้าละหวั่น และพยายามนึกว่าเรือที่พายมานั้นมีลักษณะพิเศษไหม ครั้นจะไปเปิดดูเรือทุกลำเป็นร้อยๆลำก็คงจะไม่ได้

ในขณะเดียวกันนั้น ขจรก็พาแก้วบาหยันมาแวะเทียบท่าที่ตลาดแพพอดี โดยได้ที่จอดต่อจากเรืออีแปะที่เพิ่งออกไป ชายหนุ่มจัดแจงผูกเชือกเรือไว้กับตอ พลางพูดไปด้วย “ ฉันขออภัยเถิดนะแม่แก้ว ฉันจำเป็นต้องแวะซื้อของที่นี้เสียหน่อย หวังว่าแม่แก้วคงไม่ว่ากระไรนะ ฉันซื้อเพียงครู่เดียว ข้ามสะพานไปร้านตรงโน้น เดี๋ยวก็กลับมา แล้วหล่อนแน่ใจนะ ว่าหล่อนจะไม่ไปด้วยฉัน ”

“ คุณไปเถิด ฉันรู้สึกเหมือนตัวรุมๆอย่างไรก็มิรู้ ยังไม่ใคร่จะออกไปเจอลมเจอแดดข้างนอกดอก ” หญิงสาวตอบกลับเสียงอ่อย พลางเอามือกุมขมับไปมา

เมื่อชายหนุ่มเห็นอาการของหญิงสาว ก็รู้สึกเป็นห่วง ทำท่าจะจับไปที่หน้าผากของหญิงสาว แต่ก็ยั้งมือไว้เพราะยังไม่อยากแตะเนื้อต้องตัวให้มันดูไม่งาม “ ฉันไม่น่าสาดน้ำใส่หล่อนเลยเชียว เล่นน้ำจนชุ่มหัว กอปรกับหล่อนคงตากแดด ชะรอยหล่อนจะไม่สบายเสียนี่ งั้นฉันจะพายเรือพาหล่อนกลับเรือนเห็นจะดีกว่าไหม ”

“ ฉันไม่เป็นอันใดดอก มันคงรู้สึกคลื่นเหียนตอนเรือมันโคลงไปโคลงมากระมัง อีกประเดี๋ยวก็คงจะดีขึ้น คุณจะไปก็รีบไปเถิด ฉันอยากดูตัวสงกรานต์แล้วนะ ” หญิงสาวตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงที่สดใสเพื่อให้อีกฝ่ายสบายใจ แต่แท้ที่จริงแล้ว เธอก็รู้สึกอ่อนเพลียอย่างบอกไม่ถูก

“ แล้วฉันจะรีบกลับมา ” ขจรส่งยิ้มให้กำลังใจก่อนยืนขึ้น และจำท่าเรือที่ตัวเองจอดไว้อีกครั้ง ว่าจอดข้างเรือเอี้ยมจุ้นหน้าทางเข้าโรงบ่อนและร้านข้าวสาร


และในช่วงที่ขจรกำลังเดินข้ามไปอีกฟากนั้น อำแดงดวงก็เดินกลับเข้ามาฟากเดิม และนึกขึ้นได้ว่า เธอจอดเรือข้างเรือเอี้ยมจุ้นหน้าทางเข้าโรงบ่อนและร้านข้าวสาร เพียงแต่ไม่แน่ใจว่า จอดอยู่ฝั่งซ้ายหรือฝั่งขวาของเรือเอี้ยมจุ้น เพราะตอนนั้นมีเรือเอืี้ยมจุ้นมาจอดเทียบท่าเยอะ แต่เมื่อเดินมาถึงที่ท่า ก็เจอเรือมาดประทุนไม้สองลำเหมือนกันมาก ใช้เวลาคิดอยู่ครู่ใหญ่ ก็แน่ใจว่าน่าจะเป็นฝั่งขวา เพราะตอนนี้ตรงเรือฝั่งซ้ายนั้นมีผู้ชายกำลังยืนทะเลาะกับคนจีนคนหนึ่งเสียงดังขรม ซึ่งชายสองคนนั้นน่าจะเป็นเจ้าของเรือมาดลำซ้าย อำแดงดวงเลยขึ้นเรือฝั่งขวา รีบถอนเชือกออกจากท่า ไม่พูดทักทายเจ้านายหญิงสาว ได้แต่แอบแง้มม่านดูเล็กน้อย ก็เห็นเจ้านายนั้นกำลังหลับอยู่ เลยไม่อยากรบกวน และรีบพายเรือออกไปช้าๆ

ส่วนในบริเวณตรงเรือมาดที่จอดด้านซ้ายของเรือเอี้ยมจุ้น มีชายชราจีนร่างท้วมกำลังด่าลูกชายเสียงดังที่ก่อเรื่องใหญ่โต ฝ่ายลูกชายก็พูดขอโทษ แต่ฝ่ายพ่อก็ไม่ยกโทษให้พร้อมยื่นคำขาด

“ ไฮ้! เจ้านี่มิได้ความเสียจริง บอกให้ดูแลหนูบาหยัน แล้วนี่มาแอบเล่นถั่วโป ทิ้งให้หนูบาหยันหายไปได้ยังไงกัน” เจ๊สัวสุ่นพูดไปก็เอาพัดตีไปที่ลูกชายหลายที

“ คุณพ่อขอรับ ลูกเจ็บนะขอรับ คนออกเยอะแยะ อย่าตีลูกเลย ลูกอายเขา ”

“ เดี๋ยวเจ้ากลับไปจะโดนลงหวายชุดใหญ่ ถ้าเจ้าหาตัวหนูบาหยันไม่เจอ ”

“ น้องบาหยันหนีไปเองนะขอรับ ผมไม่ได้ทิ้งน้องเสียหน่อย ” เขมชาติหลบตาพ่อ เพราะกำลังพูดปดอยู่ ซึ่งจริงๆแล้วในตอนนั้นคิดว่าบาหยันน่าจะเดินกลับโบสถ์เอง ไม่คิดว่าจะพลัดหลงแบบนี้

“ ถ้าคุณหลวงท่านรู้เข้ามีหวังเอาเรื่องตายแน่ ท่านรักท่านหวงของท่าน ที่ฝากกับพ่อไว้ก็เพราะไว้ใจ เฮ้อ ” เจ๊สัวสุ่นเดินวนไปวนมาที่ท่าน้ำด้วยความกังวล เอามือเกาท้ายทอยด้วยความคันอย่างไม่คุ้นชินเพราะเพิ่งตัดเปีย ซึ่งโดยปกติจะม้วนเปียไปมาที่นิ้วเวลาใช้ความคิด

ฝ่ายลูกชายก็เข้ามาประจบประแจงด้วยการบีบนวดผ่อนคลายที่ไหล่ และใช้น้ำเสียงออดอ้อนเช่นเคย “ คุณพ่อขอรับ น้องก็คงอยู่แถวๆวัดน่ะขอรับ เดี๋ยวกระผมจะไปตามหาเอง คุณพ่อกลับไปรับหน้าคุณหลวงเถิดขอรับ ก่อนที่ท่านจะสงสัยว่าหายไปนาน คุณพ่อก็บอกท่านไปเสียว่า ผมพายเรือพามาบาหยันมาดูตัวสงกรานต์ที่สวนท้ายแพล่ะกันขอรับ ”

เมื่อได้ฟังวิธีทางแก้ต่างของลูกชายจอมเกเร ฝ่ายพ่อก็เห็นด้วย และยื่นคำขาดเป็นครั้งสุดท้าย “ ถ้าไม่ได้ตัวแม่บาหยันกลับมา เจ้าไม่ต้องกลับบ้าน! เข้าใจไหม! ”

ฝ่ายลูกชายรีบพยักหน้าน้อมรับ แต่เมื่อพ่อเดินลับตาไป ก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ นั่งลงที่ท่าน้ำด้วยความโมโหที่แก้วบาหยันมาเป็นตัวขัดลาภในระหว่างที่ดวงพนันกำลังจะขึ้น ด้วยความโมโห จึงระบายอารมณ์ด้วยการหาก้อนกรวดริมตลิ่งปาน้ำเล่น แต่กลับปาพลาดหลุดเข้าไปในประทุนเรือมาดที่อยู่ด้านหน้าตน

“ โอ้ย! ” เสียงร้องดังของผู้หญิงดังมาจากประทุนในเรือมาด เจ้าของเสียงเปิดผ้าม่านออกมาดู เอามือกุมบนหัวที่ปูดแดงเล็กน้อย

เมื่อเขมชาติเห็นก็ตกใจและพูดเสียงดังด้วยความโกรธ “ หึ! สมควรแล้วแม่คนขัดโชค ”

หญิงสาวเอามือลง แล้วมองไปที่บุรุษบนท่าน้ำ ที่ในมือยังถือก้อนกรวดบางส่วน ก็รู้ทันทีเลยว่าใครเป็นคนปา เลยต่อว่ากลับไป “ โตป่านนี้ เล่นอะไรเป็นเด็กเท่าเมี่ยงเสียได้ โตแต่ตัวจริงๆ ”

“ หล่อนไม่ต้องมาว่าฉันเลยแม่ตัวขัดโชค รีบกลับเดี๋ยวนี้ คุณพ่อท่านรออยู่ ” เขมชาติพูดเสร็จก็กระโดดขึ้นเรือ แล้วรีบเอาเชือกออก ทำท่าจะพาย

“ นี่ึคุณ! ขึ้นมาบนเรือฉันทำไม ออกไปเดี๋ยวนี้นะ ” หญิงสาวบนเรือตวาดไล่ อยากจะใช้มือผลักแต่ก็ไม่กล้าแตะเนื้อต้องตัว เลยได้แต่ใช้พัดขนนกกระจอกเทศมาตีไล่แทน

ฝ่ายเขมชาติไม่สนใจใดๆ ค่อยๆใช้ไม้พายดุนเรือออกจากท่าโดยไว แล้วเริ่มจ้ำพายออกทันที พลางทำหน้าตาทะเล้นใส่ “ เจ็บเสียจริง เจ็บจวนจะเจียนตาย ฮ่าๆ”

“ พายเรือกลับเข้าท่าเดี๋ยวนี้นะ มิเช่นนั้นฉันจะร้องให้คนช่วย ” หญิงสาวรีบไปที่หัวเรือและมองกลับไปที่ท่า

“ หล่อนเสียจริตไปแล้วรึ ฉันจะพาหล่อนกลับไปที่วัด ทำตกอกตกใจไปได้ ”

“ ฉันจะกลับไปที่ท่าแพ พาฉันกลับเดี๋ยวนี้นะ ” หญิงสาวพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้

“ นี่หล่อน! อยู่กับฉันก็ทำตัวให้เหมือนตอนอยู่สกูลแหม่มเถิด ฉันไม่เอาไปฟ้องคุณหลวงดอก ฉันน่ะรู้ดีแท้ว่าหล่่อนแท้จริงแล้วเป็นเยี่ยงไร ” ชายหนุ่มรีบจ้ำฝีพายให้เร็วขึ้นเพราะไม่อยากอยู่กับอีกฝ่ายนาน

“ ได้โปรดพาฉันกลับไปที่ท่าเถิด คุณอยากได้อะไรก็เอาไปเลย ฉันมีเบี้ยมีอัฐอยู่เพียงเท่านี้ ” หญิงสาวยื่นถุงเงินให้ชายหนุ่ม แต่ก็โดนโยนกลับคืนไป

ชายหนุ่มหยุดเรือกลางคลอง และพูดตะคอกใส่ “ หล่อนท่าทางจะเสียจริตเป็นแน่แท้ ฉันมิใช่โจรนะ นี่ฉันพายเรือเหนื่อยจนเหื่อออก ไม่เห็นใจกันบ้างรึ นี่ถ้าหล่อนอยากกลับท่าแพนัก หล่อนก็ว่ายน้ำกลับไปเองซี ”

หญิงสาวก้มมองลงไปที่คลอง ทำหน้าหวาดกลัว “ ฉันว่ายน้ำไม่เป็น พาฉันกลับไปที่ท่าทีเถิด ”

เมื่อเขมชาติได้ยินดังกล่าวก็หัวเราะลั่น “ ฮ่าๆ อย่างหล่อนเนี่ยน่ะรึว่ายน้ำไม่เป็น น้องสาวคนสุดท้องฉันเรียนสกูลราษฏร์เดียวกับหล่อน น้องฉันเล่าให้ฟังว่าหล่อนน่ะกระโดดน้ำเจ้าพระยาให้โครมๆ ฮ่าๆ หล่อนโกหกฉันมิได้ดอกแม่บาหยัน ”

“ บาหยัน! ” หญิงสาวอุทานชื่อด้วยความตกใจ

“ ฤาหล่อนจะให้ฉันเรียกชื่อเต็มล่ะ แม่แก้วบาหยัน ”

พอได้ยินชื่อเต็ม หญิงสาวก็ยิ่งมั่นใจในสิ่งที่เธอกำลังคิด เลยพูดออกไปว่า “ ฉันมิใช่แก้วบาหยัน ฉันชื่อหยงยิหวา ”

เขมชาติได้ยินชื่อ’หยงยิหวา’ก็เริ่มรู้สึกคุ้นหู เหมือนจะได้ยินที่ผู้ใหญ่สนทนาถึงชื่อนี้ในวัด เขาเลยมองดูหน้าตาของหญิงสาวบนเรืออีกครั้ง ซึ่งเธอผู้นี้ ใส่เสื้อลูกไม้คอปิดปกตั้งแบบตะวันตก โดยแขนเสื้อเป็นทรงหมูแฮม สะพายด้วยผ้าสไบแพรสีชมพูสด ส่วนผ้าโจงเป็นสีเปลือกมังคุด และสวมถุงน่องสีดำรองเท้าบู๊ท ดูผมและหน้าตาก็เป็นแก้วบาหยันไม่ผิดเพี้ยน

ฝ่ายหญิงสาวมั่นใจว่าน่าจะเป็นการเข้าใจผิด เธอเลยพยายามยืนยันบอกอีกฝ่าย “ ฉันมิใช่แก้วบาหยัน แก้วบาหยันคือน้องฉัน ฉันคือหยงยิหวา เราเป็นฝาแฝดกัน”

ชายหนุ่มไม่เข้าใจในสิ่งที่หญิงสาวอธิบาย เพราะไม่เคยรู้มาก่อนว่าแก้วบาหยันมีพี่น้องฝาแฝด แต่กลับคิดว่าหญิงสาวกำลังแกล้งให้ประสาทเสียอยู่ เพราะไม่มีอะไรมายืนยันได้ อีกทั้งก็จำไม่ได้แล้วว่า แก้วบาหยันใส่เสื้อยังไง หรือสีอะไรมา เขาก็เลยเร่งฝีพายให้เร็วกว่าเดิมเพื่อไปส่งที่ท่าวัดให้หมดเรื่องหมดราว


++++++++++
โดย: ม้าสามศอก วันที่: 17 ตุลาคม 2556 เวลา:15:59:09 น.
  

‘ ครีดดดดด ครืดดด ’
เสียงเหมือนกะลามะพร้าวกำลังครูดกับก้อนหินดังอยู่ไม่ไกล แก้วบาหยันที่เป็นลมแดดสลบไปสะดุ้งตื่นขึ้นมา ก็พบว่าตัวเองยังคงนอนอยู่ในประทุนของเรือมาด

‘ ครีดดดดด ครืดดดดด ’
เสียงกะลามะพร้าวครูดกับหินยังคงดังมาจากด้านนอก

หญิงสาวรีบเปิดผ้าม่าน และชะโงกหน้าออกไปหาที่มาของเสียง แต่ก็ต้องตกใจเมื่อพบว่าเรือนั้นจอดอยู่ที่หน้าต้นโพธิ์ใหญ่ต้นหนึ่ง แสงสีส้มสลัวยามโพล้เพล้ทำให้พอเห็นว่ามีคนกำลังนั่งหันหลังทำบางอย่างอยู่ที่ทางสามแพร่งใต้ต้นโพธิ์ ดูจากรูปร่างคร่าวๆก็น่าจะเป็นผู้หญิง

“ หิิวไหม ” ผู้ที่อยู่ใต้ต้นโพธิ์ถามแต่ไม่หันหน้ามา มือยังคงขูดอะไรบางอย่างอยู่บนพื้นเสียงดัง

‘ ครีดดดดด ครืดดดดด ครืดดดดด ’

แก้วสะดุ้งตกใจเพราะไม่คิดว่าบุคคลผู้นั้นจะรู้ว่าเธอแอบดูอยู่ ก็เลยขึ่้นไปที่ท่าน้ำ และทักกลับไปอย่างเป็นมิตร “ ไม่เป็นไรจ้ะ เอ่อ...ที่นี่ที่ไหนจ้ะ ”

“ วัด ” บุคคลปริศนาตอบกลับสั้นๆ และยังคงไม่หันหน้ามาคุยด้วย

หญิงสาวเลยเริ่มรู้สึกกลัวเล็กน้อย แต่ก็กล้าที่จะเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อให้เห็นชัดขึ้น “ วัดอะไรจ้ะ ”

หญิงชราที่ใต้ต้นโพธิ์ไม่ตอบ กลับเร่งทำอะไรบางอย่างเร็วถี่ขึ้น
‘ ครีด ครีด ครีด ครีด ครีด ครีด ครีด ครีด ครีด ครีด ครีด ครีด ’

เมื่อเห็นว่าไม่ตอบ แก้วบาหยันเลยก้าวขาเข้ามาใกล้มากขึ้น แต่ดูเหมือนยิ่งใกล้ก็ยิ่งมองไม่เห็น เพราะเงาของเธอเองดันไปทาบทับร่่างหญิงปริศนาคนนั้น เธอก็เลยต้องถอยห่างมาทางแพร่งด้านซ้ายเพื่อไม่ให้เงาบัง แต่มันก็ไม่ช่วยให้เห็นชัดขึ้นเลย กลับโดนกิ่งต้นโพธิ์บังมากกว่าเดิมอีกด้วยซ้ำ ดังนั้นก็เลยถอยหลังกลับไปที่ท่าน้ำและคุยจากตรงนั้นแทน

“ คุณขุดหาอะไรอยู่จ้ะ ” แก้วบาหยันถาม

หญิงใต้ต้นโพธิ์หยุดขุด และตอบด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ กูขุดหาหัว! ”

แก้วบาหยันตกใจกับคำตอบที่ได้ยิน เลยจะพยายามไปดูให้เห็นกับตา แต่แล้วก็ต้องชะงักตกใจ เมื่ออีกฝ่ายยืนขึ้น จนทำให้เห็นชัดว่า ผู้หญิงใต้ต้นโพธิ์ผู้นั้นไม่มีหัว แล้วถ้าเดาไม่ผิด วัตถุกลมๆสีดำที่ถืออยู่ ก็คือหัวของใครสักคนนั่นเอง

ยังไม่ทันที่แก้วบาหยันจะวิ่งหนี บุคคลใต้ต้นโพธิ์ก็ค่อยๆเดินมาหาและพูดด้วยเสียงน่ากลัวว่า “ หัวกูอยู่ไหน! เอาหัวกูมา! ”

พอเห็นดังนั้น หญิงสาวก็แทบอยากจะกระโดดกลับเข้าไปในเรือ แต่จู่ๆขาแข้งก็เกิดอาการแข็งเป็นตะคริว แม้กระทั่งจะก้าวขยับนิดนึงก็ทำไม่ได้

บุคคลไร้หัวใต้ต้นโพธิ์นั่งลง แล้วใช้หัวดำๆขูดคราดไปกับรากไม้ที่งอกมาจากดิน ขูดไปขูดมาถี่ขึ้น แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่โกรธแค้น “ เอาหัวกูคืนมา! ”

ถึงแม้แก้วบาหยันจะเป็นคนที่กล้าหาญ แต่ก็ไม่อาจทนเห็นภาพน่ากลัวที่อยู่ต่อหน้าได้ เธอจึงพยายามตั้งสติ และกระโดดกลับเข้าไปในเรืออย่างรวดเร็วในจังหวะที่บุคคลไร้หัวกำลังใช้หัวดำๆนั้นขูดถูที่รากไม้อย่างบ้าคลั่ง

เมื่อเข้ามาในเรือได้ หญิงสาวก็หลับตาปี๋เอามือพนมขึ้นเหนือหัว ท่องบทสวดมนต์มั่วไปหมด จนเวลาผ่านไปได้ครู่ใหญ่ ก็ลองเงี่ยหูฟังข้างนอกอีกที ปรากฏว่าเสียงนั้นเงียบหายไป แต่ยังไม่ทันจะหายใจได้ทั่วท้องดี ก็มีเสียงบางอย่างกระโดดลงมาที่ท้ายเรือ

‘ตึง!’

จากน้ำหนักที่ลงมานั้น ทำให้เรือโคลงเล็กน้อย หญิงสาวรีบถอยกรูดไปอยู่ใกล้ๆส่วนหัวเรือ แล้วจ้องมองไปที่ผืนผ้าม่านที่สะท้อนเงาของบุคคลข้างนอก ในใจแก้วบาหยันตอนนี้มั่นใจว่ามันจะต้องเป็นผู้หญิงไร้หัวคนนั้นแน่นอน และในเมื่อตามมาเป็นตัวเป็นตนได้ถึงขนาดนี้ เธอก็พร้อมที่จะท้าชนต่อสู้ด้วยไม่ถอยไปไหน

จู่ๆก็มีลมอ่อนๆพัดมากระทบที่ปลายผ้าม่านจนทำให้เห็นเท้าเปลือยสองข้างกำลังนั่งยองๆอยู่ที่ท้ายเรือ เท้าสองคู่นั้นขยุกขยิกขยับไปมาจนทำให้เรือกลับมาโคลงเคลงอีกครั้ง

หญิงสาวหายใจถึ่ขึ้นด้วยความตื่นเต้น โดยเริ่มที่จะนับหนึ่งถึงสิบในใจช้าๆ ก่อนที่จะตัดสินตะโกนไล่ไอ้ตัวที่นั่งอยู่ท้ายเรือ

‘’หนึ่ง’’

‘’สอง’’

‘’สาม’’
‘’ ไปแล้วเจ้าค่ะ ‘’ เสียงของบุคคลบนท้ายเรือพูดแทรกเข้ามาก่อนจะนับถึงสี่ และก็โผล่หน้าเข้ามาทันทีด้วยสีหน้าดีใจ “ มันไปแล้วเจ้าค่ะคุณแก้ว ”

แก้วบาหยันกรีดร้องด้วยความตกใจ “ อ้ายยยยย! ”

อีกฝ่ายก็ผงะหน้าหนีกลับไปเพราะตกใจเสียงร้องเช่นกัน

เมื่อหญิงสาวตั้งสติได้ ก็รีบถามกลับไปด้วยความสงสัย “ คุณเป็นใคร และที่นี่ที่ไหน ฉันมาอยู่ที่นี้ได้ยังไง ”

“ รีบไปจากที่นี่กันก่อนตะลับฟ้าเถิดเจ้าค่ะ” ผู้ที่อยู่ท้ายเรือพูด และใช้มือหนึ่งตลบผ้าม่านขึ้น ในขณะที่อีกมือหนึ่งรีบแกะเชือกเรือออกจากท่าน้ำ

ด้วยแสงอาทิตย์อันสลัวที่ทอดยาวลงมาที่ท่าน้ำให้สว่างอยู่รำไร จึงพอมองให้เห็นอีกฝ่ายชัดขึ้น แก้วบาหยันเลยรู้สึกคลับคล้ายคลับคลาหน้าตาของอีกฝ่าย “ เอ๊ะ! ฉันทำไมคุ้นหน้าคุณจัง ”

“ ดวงไงเจ้าคะ ดวงเอง จำดวงได้ไหมเจ้าคะคุณแก้ว ” บ่าวหญิงพูด พลางจุดตะเกียงส่องไฟในประทุนให้สว่างขึ้น

เมื่อแก้วพิจารณาหน้าตาของอีกฝ่ายดูสัักครู่ใหญ่ ก็จำได้ทันที “ ดวงรึ ดวงที่เป็นพี่เลี้ยงของพี่หยงใช่ไหม ”

“ ใช่เจ้าค่ะ ” บ่าวหญิงพยักหน้าตอบอย่างนอบน้อบ และรีบใช้ไม้พายถ่อเรือออกจากท่าให้เร็วที่สุด

“ แล้วฉันมาอยู่กับดวงได้อย่างไรกัน ”

“ มันเป็นความผิดของบ่าวเองเจ้าค่ะ บ่าวจำเรือผิดลำ มารู้อีกทีว่าที่นอนอยู่เป็นคุณแก้ว ก็ตอนมาหยิบของไหว้ผีคราที่สองแล้วเจ้าค่ะ ”

“ ไหว้ผี! นี่ดวงมาไหว้ผีรึ ”

“ บ่าวตั้งใจเอาตุ๊กตาดินมาทุบให้เสียกบาลที่ทางสามแพร่ง เพราะเห็นว่าคุณหยงเธอป่วย ก็เลยจะทำการปัดเป่าโรคภัยให้ แต่ไม่นึกว่าผีที่นี่จะเฮี้ยนถึงเพียงนี้นะเจ้าคะ เมื่อตะกี้บ่าวกำลังจะไปวางกระบานกาบกล้วยเซ่นไหว้ผีที่แพร่งอีกข้าง แต่ได้ยินเสียงดังมาจากในเรือ บ่าวก็เลยวิ่งมาดู ก็เจออย่างที่คุณแก้วเจอล่ะเจ้าค่ะ ”

“ เกิดมาฉันไม่เคยเจอผีสางมาก่อน เพิ่งจะมาเห็นก็วันนี้ล่ะนะ เฮ้อ ” หญิงสาวถอนหายใจ พลางใช้พัดโบกด้วยควมร้อน “ เราออกมาจากท่าได้ไกลรึยังดวง ”

บ่าวหญิงมองกลับมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีและตอบว่า “ ยังอยู่ที่เดิมเจ้าค่ะ ”

“ ดวงไม่มีแรงใช่ไหม ให้ฉันช่วยถ่อไหม ” หญิงสาวถาม

“ ไม่เป็นไรดอกเจ้าค่ะ เราไปไหนไม่ได้แล้วเจ้าค่ะ ”

“ ทำไมล่ะ! ”

“ มันมาเป็นฝูงเลยเจ้าค่ะ ” บ่าวหญิงตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเหมือนกลัวอะไรบางอย่าง

“ อะไรมาเป็นฝูง! ”

“ มองไปที่คลองสิเจ้าคะ ”

หญิงสาวเปิดผ้าม่านอีกด้านของเรือและก้มหน้าลงไปดูที่น้ำคลอง สิ่งที่เห็นก็คือ มีบางอย่างหลายร้อยตัวกำลังว่ายเคลื่อนไหวเป็นริ้วด้วยความเร็วมุ่งตรงมาที่ท่าน้ำ มันไม่สามารถระบุแน่ชัดว่าคือตัวอะไร แต่มันมีจำนวนมากพอที่ทำให้ผืนน้ำที่นิ่งสงบกลายเป็นคลื่นขนาดใหญ่ เสียงของมันที่กระทบน้ำดังราวกับเสียงฝูงนกอีแร้งกระพือปีกแย่งกินซากศพ

“ นี่มันตัวอะไรกันดวง ” หญิงสาวตะโกนถามอำแดงดวง เพราะเสียงของตัวปริศนาดังอื้ออึง

“ ไอ้ตัวสงกรานต์เจ้าค่ะ บ่าวคิดว่าน่าจะเป็นไอ้ตัวสงกรานต์ ” บ่าวหญิงตอบ พลางเอาเชือกกลับไปผูกที่ท่าเหมือนเดิม และกวักมือเรียกหญิงสาวให้ขึ้นมา

“ เนี่ยนะรึตัวสงกรานต์ ”

“ ไม่รู้ดอกเจ้าค่ะ แต่ตัวสงกรานต์มันมีร้อยขา ว่ายมาเป็นฝูงอย่างที่ชาวบ้านเขาเล่าไม่ผิดเพี้ยนแน่เจ้าค่ะ รีบขึ้นมาบนบกก่อนเถิดเจ้าค่ะคุณแก้ว ”

” ถ้าเราขึ้นไปบนบก เราก็อาจจะต้องไปเจอกับผีหัวขาดอีกน่ะสิ ”

“ ยังดีกว่าเจอตัวสงกรานต์นะเจ้าคะ รีบขึ้นมาเถิดเจ้าค่ะ ”

หญิงสาวเชื่อตามที่บ่าวหญิงบอก แล้วรีบเดินตามไปหลบที่อีกด้านหนึ่งของต้นโพธิ์ ที่ตรงนั้นมีตุ๊กตาเสียกบาลนับร้อยตัวที่อยู่ในสภาพคอขาด และมีเศษกระบานกาบกล้วยกับอาหารของเน่าวางเป็นซากขยะเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด

อำแดงดวงนั่งยองๆใต้ต้นโพธิ์ แล้วหยิบขนนกออกมาสองอันไปวางไว้ที่ตุ๊กตาเสียกบาลสองตัว พร้อมท่องอะไรพึมพำอยู่ในลำคอ พอพูดเสร็จ ก็ปาอาหารและกระบานกาบกล้วยลงคลอง แล้วหยิบใบโพธิ์ที่หล่นพื้นมาสองใบ ใบหนึ่งเก็บไว้กับตัวเอง อีกใบหนึ่งมอบให้แก้วบาหยัน

“ บ่าวแลกชีวิตให้แล้วนะเจ้าค่ะ เก็บไว้นะเจ้าคะ ”

แก้วบาหยันรับใบโพธิ์ที่ว่ามาทั้งๆที่ไม่เข้าใจว่าไว้ใช้ทำอะไร เพราะในนาทีนี้ มีเพียงอำแดงดวงคนเดียวที่ชำนิชำนาญในเรื่องไสยศาสตร์จากหลายวัฒนธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความเชื่อทางสยามบุราณ และชนเผ่าอินเดียนแดง

หลวงเจริญจิตโอสถเคยเล่าให้แก้วบาหยันฟังว่า เมื่อครั้งที่ฝาแฝดพี่น้องยังเป็นทารกอยู่นั้น เด็กทั้งสองเคยเกิดอาการประหลาดร้องไห้ไม่หยุดอย่างหาสาเหตุ ก็จะมีอำแดงดวงผู้เดียวที่ทำพิธีกรรมประหลาดตามความเชื่ออินเดียนแดงที่เรียกว่า แลกเปลี่ยนจิตวิญญาณ โดยของที่ใช้แลกเปลี่ยนกับวิญญาณจะต้องเป็นของที่ทรงอำนาจทางธรรมชาติ อาทิเช่น ขนนกอินทรี เขี้ยวเสือป่า เขาควายกระทิง หรืออาจจะเป็น ดินหินทรายจากสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ก็ได้ ด้วยเหตุนี้ แก้วบาหยันจึงรู้สึกไว้ในเชื่อใจอำแดงดวงที่สุดในสถานการณ์เหนือธรรมชาติที่แก้ไขไม่ได้แบบนี้

“ คุณแก้วเจ้าคะ บ่าวว่าเราอยู่ที่นี่ไม่ได้นานดอกเจ้าค่ะ มันอันตราย ” บ่าวหญิงพูด

“ แล้วเราจะไปอยู่ที่ไหน อยู่ในเรือก็ไม่ได้ ใต้ต้นโพธิ์ก็ไม่ได้อีก ” หญิงสาวถาม

“ เห็นชาวบ้านบอกว่ามีโบสถ์อยู่ที่สุดทางแพร่งตรงโน้นน่ะเจ้าค่ะ” บ่าวหญิงชี้ไปที่ปลายทางแพร่งที่อยู่ตรงกลาง “ เราลองเดินไปดูไหมเจ้าคะ ยังไงเสียพวกปีศาจวิญญาณร้ายทั้งหลาย ก็หาเข้ามาในเขตเสมาได้ไม่เจ้าค่ะ ”

หญิงสาวพยักหน้าเห็นด้วย และก็เดินตามหลังบ่าวสาวไปทันที เพราะกลัวว่าจะมีอะไรประหลาดโผล่มาให้ตกใจกลัวไปมากกว่านี้อีก
โดย: ม้าสามศอก วันที่: 17 ตุลาคม 2556 เวลา:16:00:54 น.
  
และหลังจากที่หญิงสาวเดินไปได้ไม่ไกลจากต้นโพธิ์สามแพร่ง ก็มีเรือเอี้ยมจุ้นกำลังล่องเข้ามาจอดใกล้ๆท่าน้ำนั้นพอดี ชายคนจีนเจ้าของเรือที่ยืนอยู่ค่อยๆชะลอจอด และหันไปพูดกับชายอีกคนที่อยู่ด้านข้าง “ เห็นทีจะเข้าไม่ได้แล้วล่ะท่านขุน มันว่ายมากันเป็นฝูงตัวใหญ่เป็นศอกแบบนี้ เรือล่องผ่านเข้าไปลำบากแน่ ”

“ ถ้าอย่างนั้น ช่วยจอดเรือที่ตลิ่งที่ทางแพร่งด้านขวาของต้นโพธิ์ได้ไหม ” ชายที่เป็นท่านขุนพูด

“ ได้ขอรับ แต่ท่านขุนแน่ใจแล้วนะขอรับ ว่าเรือมาดประทุนที่จอดอยู่ตรงนั้นเป็นของท่าน ”

“ ฉันแน่ใจ ฉันจำริ้วธงสีแดงเหลืองที่ประดับอยู่หัวเรือได้ ฉันติดไว้ตั้งแต่กฐินคราก่อน ยังมิได้แกะสักที ”

เรือเอี้ยมจุ้นค่อยๆมาจอดที่ตลิ่งฝั่งขวาของทางแพร่งต้นโพธิ์ ชายที่เป็นท่านขุนค่อยๆปีนขึ้นไปด้านบนอย่างทุลักทุเล เมื่อถึงบนบกเรียบร้อย ก็เริ่มมองสำรวจบริเวณโดยรอบ ที่ตอนนี้ดูมืดสนิทแทบจะมองไม่เห็นอะไรเลย นอกจากต้นโพธิ์ และซากต้นไม้ตายข้างแพร่งที่รกชัฏ

“ แน่ใจนะขอรับว่าจะไม่ให้กระผมรอรับกลับ ” ชายเจ้าของเรือถาม

“ ไม่เป็นไรดอก แค่อาสามาช่วยตามหาเรือฉันก็เพียงพอแล้ว ” ชายที่เป็นท่านขุนตอบ พลางหยิบดาบที่วางบนหัวเรือมาสะพายแล่ง

“ เอาปืนฝรั่งกระผมไปด้วยไหมขอรับ แถวนี้ใครๆก็รู้ว่าอันตราย เมื่อสองวันก่อน ยายที่อาไศรยอยู่ท้ายวัดก็เจอโจรบั่นคอ แลปล้นทรัพย์สินไปหมดสิ้น ”

“ เรื่องนั้นฉันก็ได้ยินมาอยู่ เฮ้อ พิโธ่พิถัง ทรัพย์สินยายแกก็ได้หามีเป็นทนานไม่ ยังจะปล้นฆ่ากันไปได้ ”

“ ไอ้เจ้าฝูงปลาสวายพวกเนี่ยมันช่างรู้นะขอรับ มันมารอยายแกที่ท่าน้ำทุกวัน แต่หารู้ไม่ว่า ยายแกมิได้มีชีวิตอยู่แล้ว ”

“ ไอ้เจ้าปลาสวายพวกนั้นมารอยายทำไมรึ ” ท่านขุนถาม

“ มันมารอเศษอาหารจากกระบานที่ชาวบ้านมาเซ่นผีน่ะสิขอรับ ยายแกจะมาโยนให้กินทุกวัน ”

“ ชาวบ้านคงหวังได้โชคได้ชัยจากการขอหวย ฤาบนบานขอพรจากต้นโพธิ์อยู่ทุกวันล่ะสินะ ”

“ ถึงหวยหลวงท่านจะออกไม่ทุกวัน แต่บ่อนก็เปิดทุกวันนะขอรับ ”

“ เห็นว่าในหลวงท่านก็อยากให้เลิกหวยเลิกโปถั่วอยู่ ชาวบ้านก็คงเลิกงมงายคิดว่าต้นโพธิ์เป็นที่สิงของผีสางนางไม้เสียที จะไปได้ไปทำมาหากินกันบ้าง เฮ้อ เอาล่ะ เอาล่ะ ส่งฉันพอแค่นี้ล่ะ ขอบใจมากที่อาสาการุณย์ ”

“ มิเป็นไรมิได้ดอกขอรับท่านขุนขจร กระผมยินดีรับใช้เสมอนะขอรับ อย่าลืมห่อผ้าด้วยนะขอรับ ” ชายเจ้าของเรือยื่นของให้ และก้มโค้งอย่างนอบน้อมก่อนถ่อเรือออกไป โดยแอบปืนเล็กฝรั่งไว้ในห่อผ้าของขุนขจร เผื่อว่าจะจำเป็นต้องใช้ในกรณีที่เกิดอันตราย

ขุนขจรรีบเดินกลับไปที่เรือมาดประทุนของตนเองเพื่อตามหาแก้ว แต่ก็ไม่พบ พบแต่เพียงปลาตะเพียนสานวางอยู่ พอมองไปที่ตะเกียงไฟก็ดูเหมือนจะจุดได้ไม่นาน เพราะขี้ไต้ตะเกียงยังคงยาวอยู่ และน้ำมันยังคงเต็มปริ่ม แสดงว่ายังคงไปไหนไม่ไกล แต่ยังไงก็แล้วแต่ เขาก็รู้สึกไม่สบายใจเป็นอย่างมากที่เกิดเรื่องนี้ขึ้น โชคยังดีที่เจ้าของเรือเอี้ยมจุ้นเห็นว่าเรือของเขาออกไปทางไหน เลยสามารถแกะรอยล่องแม่น้ำเจ้าพระยาตามมาได้

ชายหนุ่มไม่รอช้า รีบสำรวจต้นโพธิ์โดยรอบเผื่อว่าจะเจอร่องรอยอะไรเพื่มเติมให้ตามหาได้ และสิ่งแรกที่เจอก็คือ มะพร้าวกลมๆสีดำที่ซ่อนอยู่ใกล้ๆรากไม้ที่ใบไม้กลบอยู่บางๆ ซึ่งๆมะพร้าวลูกนี้เกือบทำให้เขาตกใจนึกว่าเป็นหัวคนถ้าไม่ใช่ไฟตะเกียงส่องให้ดีก่อน

ซึ่งดูเหมือนรอบต้นโพธิ์จะไม่มีอะไรไปมากกว่าตุ๊กตาเสียกบาลและกระบานกาบกล้วย แต่แล้วก็มีสิ่งหนึ่งที่สะดุดตา นั่นก็คือ ขนนกสองอันที่วางอยู่ มันดูผิดแผกแปลกไปจากสิ่งของอื่นที่ควรจะเป็น มันไม่ใช่ขนนกธรรมดา มันเป็นขนนกสีขาวปลายน้ำตาลดำ ลักษณะที่วางไว้ เหมือนผู้วางตั้งใจทำมันให้เป็นรูปสามเหลี่ยมแบบหัวคันธนู และเหมือนจงใจให้พุ่งหันทิศทางไปทางแพร่งที่อยู่ตรงกลาง

ขุนขจรไม่คิดว่าขนนกจะเป็นสัญลักษณ์บอกนัยยะ แต่มันก็ทำให้เขาต้องหันไปมองในทางตรงกลางแวบหนึ่ง และก็ได้ไปพบกับรอยเท้าเปื้อนดินใหม่ๆของคนสองคน เขาก็เลยลองเดินตามรอยเท้าสองคู่นั้นไป เผื่อว่าจะไปเจอแก้วบาหยันที่จุดหมายปลายทาง เพราะตอนนี้หญิงสาวของเขาอาจกำลังได้รับอันตรายอะไรอยู่ที่เบื้องหน้าก็ได้


++++จบบทที่ ๙+++++
โดย: ม้าสามศอก วันที่: 17 ตุลาคม 2556 เวลา:16:06:54 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

ม้าสามศอก
Location :
กรุงเทพฯ  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 3 คน [?]



มะลิรายงานตัว สวัสดีค่ะ
New Comments
MY VIP Friend