Group Blog
 
All blogs
 

Back Spin / แค้น : ฮาร์ลาน โคเบน - กีฬาคือเรื่องราวของชัยชนะและโศกนาฏกรรม






เด็กชายวัยรุ่นคนนี้เติบโตมาในเมืองที่ดี ได้รับการศึกษาจากโรงเรียนสำหรับลูกเศรษฐี แต่กลับมาหายตัวไปจากโรงแรมในย่านที่โสโครกที่สุดย่านหนึ่งในฟิลาเดลเฟีย 

ไมรอน โบลิทาร์ นึกหวั่นใจตั้งแต่แรกที่ได้รับการติดต่อให้ช่วยไขคดีนี้ เพราะหลักฐานที่พบบอกว่านี่อาจเป็นแผนลวง การจัดฉาก หรือการลักพาตัวก็ได้ทั้งนั้น และคนในครอบครัวของเด็กชายก็ดูจะมีอะไรปิดบังเขาอยู่ แต่ที่สำคัญที่สุด เขาแน่ใจว่าในการสืบหาความจริงครั้งนี้ วิน เพื่อนรักของเขา จะไม่ให้ความช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น แต่ถึงอย่างนั้น ตอนที่เขาตอบตกลงทำคดีนี้ ไมรอนก็ไม่ได้เตรียมใจไว้เลยว่า เขาจะต้องสืบลึกเข้าไปถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อยี่สามปีที่แล้ว ปริศนาที่ครอบครัวหนึ่งยอมทำทุกอย่างเพื่อเก็บรักษาไว้ และความลับที่ลึกล้ำที่สุดของ วิน เพื่อนรักของเขาเอง

Anthony AwardEdgar Award และ Shamus Award รวมทั้งเป็นหนังสือชุดที่ขายดีไปทั่วโลก ได้รับการแปลไปแล้วกว่า ๒๐ ภาษา

"เป็นเรื่องที่ชนะเลิศอีกแล้ว...ข้อสังเกตอันชาญฉลาด ตัวละครที่สรรค์สร้างได้อย่างน่าทึ่ง
และพล็อตที่เต็มไปด้วยเซอร์ไพร้ส์และการหักมุม" The Atlanta Journal and Constitution

"พล็อตเรื่องที่เฉียบคม...และได้อารมณ์ขันตลอดทั้งเรื่อง...สร้างสรรค์บุคลิกตัวละครต่างๆ ได้อย่างหลักแหลม"  Publishers Weekly

"ลุ้นระทึก ฉับไว ต้องอ่านให้จบในรวดเดียว...โคเบนดึงความสนใจของคุณไว้ด้วยข้อความในย่อหน้าแรก 
และไม่ปล่อยคุณไปอีกเลย" The Observer

"โลกต้องรู้จักฮาร์ลาน โคเบน เขาฉลาด แต่ตลก และเขามีเรื่องดีๆ จะเล่า"  Michael Connelly





"กีฬาเป็นเรื่องราวที่เล่าขานกันมา สิ่งซึ่งทำให้เรารู้สึกตรึงตาตรึงใจไม่ใช่เป็นเพียงการแพ้ชนะเท่านั้น แต่คือเรื่องราว เรื่องราวแห่งความไม่ย่อท้อ เรื่องราวแห่งความมุ่งมั่น เรื่องราวแห่งการมุมานะ เรื่องราวของหัวใจที่แตกสลาย เรื่องราวของความมหัศจรรย์ เรื่องราวของชัยชนะและโศกนาฏกรรม ... "    คลิป อาร์นสไตล์  ตัวละครในเล่มสามได้กล่าวไว้ 


เล่มสี่ เล่มนี้ที่รอคอย  และคุ้มค่าแก่การรอคอย 

ลินดา โคลเดรน นักกอล์ฟหญิงมือวางอันดับหนึ่งของโลก  เป็นภรรยาของ แจ็ค โคลเดรน  เขาเป็นนักกอล์ฟด้วยเหมือนกัน ในอดีตแจ็คเคยพลาดแชมป์ยูเอสโอเพ่นรอบสุดท้ายไปอย่างมีเงื่อนงำ และใช้เวลาทั้งชีวิตในอีกยี่สิบสามปีต่อมาเพื่อรอโอกาสที่จะเป็นแชมป์ให้ได้อีกครั้ง วันที่เขารอคอยกำลังจะมาถึงเมื่อได้ขึ้นนำในการแข่งขันเอสโอเพ่นรอบสุดท้ายที่สนามเมอเรียน  แม้จะมี แท้ด คริสปิน นักกอล์ฟรุ่นใหม่ดาวรุ่งพุ่งแรงที่ใครๆ ต่างก็กำลังหมายตาเข้าสังกัด (ไมรอนเองก็น้ำลายแทบหก) พยายามจะตีตื้นไล่หลังมา แจ็คก็ยังนำห่างอยู่ถึงแปดสโตรก  แต่ขณะที่การแข่งขันยังไม่ทันเสร็จสิ้นนั่นเอง  ฝันร้ายของแจ็คกับการพลาดตำแหน่งแชมป์ก็กำลังจะเกิดขึ้นอีกครั้ง

แช้ด โคลเดรน ลูกชายวัยสิบหกปีของเขากับลินดา ถูกลักพาตัว 

แล้วมันใช่เรื่องของไมรอนไหมเล่า ตำรวจก็ไม่ใช่  นักสืบก็ไม่เชิง  ..  แต่เมื่อได้รับการติดต่อให้มาสืบหาตัวแช้ดอย่างเป็นความลับ   ไมรอน โบลิทาร์  เป็นพ่อยอดชายใจดีผู้มีอุปนิสัยฮีโร่ ทนเห็นคนอื่นเดือดร้อนไม่ได้ ทนอยากรู้อยากเห็นไม่ได้ ทนค้างคาใจก็ไม่ได้ด้วยเหมือนกัน  ลองว่าได้แหย่ขาลงไปข้างหนึ่ง อีกข้างก็พร้อมกระโจนจมลงไป แต่การสืบเรื่องราวครั้งนี้จะมีความแตกต่างจากทุกครั้งที่ผ่านมา

"งั้นนายก็รู้แล้วสิว่าฉันจะไม่ช่วย"
"ไม่รู้"
วินนั่งเอนหลัง ประกบนิ้วเข้าด้วยกัน "งั้นตอนนี้ก็รู้แล้ว"
"เด็กผู้ชายคนนี้อาจจะตกอยู่ในอันตราย" ไมรอนบอก " เราน่าจะช่วยเขาสักหน่อย"
"ไม่" วินว่า  " ฉันไม่ช่วย"

----
"โจรเรียกถ่าไถ่โทรมา"
"ก็ได้ยินอย่างนั้นเหมือนกัน"
"นายช่วยตามเรื่องนี้ให้หน่อยได้ไหม"
"ไม่" 

คำตอบชัดนะ!  คำสามคำ 'วินไม่ช่วย'  จะนำไปสู่คำอีกสามคำ  'โลกของวิน' ที่ยิ่งทำให้รู้ซึ้งว่าวินเป็นคนเด็ดขาดเย็นชาล้ำลึกขนาดไหน ลองว่าได้หันหลังให้กับใครแล้ว ยากที่จะเหลียวแลกลับมา  ไมรอนเองก็รู้ดีว่าเขาไม่สามารถจะเซ้าซี้วินได้ 

นอกจาก 'วินไม่ใช่วย'  จะดึงดูดความสนใจเป็นอย่างมาก ยังมีความพิเศษอีกตรงที่ตัวละครคนสำคัญสามคน  ไมรอน วิน เอสเปอรันซ่า ได้มีช่วงเวลาอยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา มันให้ความรู้สึกอบอุ่นดี 

บริษัทเอ็มบีสปอร์ตส์เร็ปส์ของไมรอน ตั้งอยู่บนปาร์คอเวนิวในนครนิวยอร์ก เขาเช่าที่ทำงานจากวิน ซึ่งเป็นอดีตรูมเมทสมัยเรียนมหาวิทยาลัยและเป็นเพื่อนกันมาตลอด  ครอบครัวของวินเป็นเจ้าของกิจการล็อค-ฮอร์นซิเคียวริตี้ส์ ซึ่งตั้งอยู่ที่อาคารสำนักงานบนถนนปาร์คอเวนิวแห่งเดียวกัน

ไมรอนเป็นผู้ดำเนินการเจรจา ในขณะที่วินซึ่งเป็นโบรกเกอร์ที่ได้รับการยอมรับนับถือมากที่สุดคนหนึ่งในประเทศจะดูแลด้านการลงทุนและด้านการเงิน ส่วนสมาชิกอีกคนของทีมเอ็มบีคือ เอสเปอรันซ่า ดิอาซ เป็นคนดูแลธุรกรรมด้านอื่นๆ ของบริษัท หน่วยงานทั้งสามทำงานตรวจสอบและคานอำนาจกัน เหมือนรัฐบาลอเมริกันชาตินิยมสุดๆ ----  

ในความสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนร่วมงาน วินกับไมรอนแยกกันทำงานและแยกบริษัท ไม่ได้เป็นหุ้นส่วนกัน เพียงแต่ลูกค้าทุกคนของไมรอนจะเป็นลูกค้าทุกคนของวินด้วยในการจัดการรายได้และการลงทุนของพวกเขา  ส่วนเอสเปอรันซ่าเป็นผู้ช่วยของไมรอนในเอ็มบีฯ

วินเปรียบเสมือนตำนานในวงการบริหารเงิน ชื่อเสียงและประวัติการทำงานของเขาไม่มีที่ติ (อย่างน้อยก็ในวงการบริหารเงิน) และหาใครมาเทียบได้ยาก เขาทำให้ไมรอนกลายเป็นคน "ใน" ในทันที คือทำให้ไมรอนได้รับความน่าเชื่อถือในวงการธุรกิจ ซึ่งความน่าเชื่อถือเป็นสิ่งหายากและสร้างความประทับใจให้ได้ง่ายๆ     ไมรอนเป็นผู้ผดุงความยุติธรรม  วินมีบทบาทในด้านการบริหารธุรกิจ เอสเปอรันซ่าเปลี่ยนบทบาทได้ทุกสถานการณ์โดยไม่หวั่นไหวต่อสิ่งใด เธอดูแลให้ทุกอย่างดำเนินไปได้ด้วยดี พวกเขาทำงานกันได้ดี---

นอกจากทำงานด้วยกันแล้ว ยังเป็นเพื่อนกันด้วย วินเคยช่วยชีวิตเอสเปอรันซ่า และพาเธอมาทำงานกับไมรอน   ไมรอนไม่ชอบกีฬากอล์ฟ  แต่ที่ยอมมาเฝ้าดูการแข่งขันยูเอสโอเพ่นตามคำชวนของวินก็เผื่อว่าจะมองๆ หาโอกาสเพิ่มลูกค้าให้กับตัวเองได้  ความรู้สึกนึกคิดของไมรอนที่คอยค่อนแคะเหน็บแนมกอล์ฟในลักษณะว่าเป็นกีฬาของคนชั้นสูง เป็นกีฬาที่ไม่ควรจะเรียกว่าเป็นกีฬา เราว่ามันตลกดี

การแข่งขันยูเอสโอเพ่นจัดขึ้นที่สนามของสโมสรกอล์ฟเมอเรียนซึ่งเป็นสโมสรที่เอ๊กซ์คลูซีพที่สุดแห่งหนึ่งในประเทศ  ตั้งอยู่ในแถบชานเมืองฟิลาเดลเฟียซึ่งเป็นถิ่นที่อยู่ของบรรดาคนร่ำรวย คฤหาสน์ตระกูลล็อควู้ด ที่ก่อด้วยหินอันสง่างามาของครอบครัววิน ก็ตั้งโอฬารอยู่บนเนินเขาในแถบชานเมืองนี้ด้วย  ไมรอน และ เอสเปอรันซ่า จึงมาพักอยู่ที่กระท่อมรับรอง (อันหรูหรา) ในอณาบริเวณส่วนหนึ่งของคฤหาสน์

ก่อนหน้านั้นเล่าถึงสองหนุ่มมามากแล้ว เล่มนี้ขอเล่าถึงความเป็นมาของเธอคนนี้บ้าง  

เอสเปอรันซ่า ดิอาซ อดีตนักมวยปล้ำอาชีพจากโฟล ( FLOW : องค์กรนักมวยปล้ำที่มีชื่อเต็มว่า Fabulous Ladies of Wrestling ) อย่าเพิ่งนึกถึงภาพนักมวยปล้ำร่างกายบึกบึนใหญ่โต หน้าตาถมึงทึงกันนะคะ  เพราะเอสเปอรันซ่าเป็นสาวสวยเชื้อสายสเปนผู้มีผิวสีแทน ถึงแม้จะเลิกเล่นมาเป็นสิบปี แต่โผล่ไปที่ไหนเธอก็ยังเป็นที่รู้จักจดจำในฐานะอดีตนักมวยปล้ำสาวสวยสุดเซ็กซี่ที่มีชื่อว่า  "ลิตเติ้ลโพคาฮอนตัส" เจ้าหญิงอินเดียนแดงผู้ทรงเสน่ห์   ราชินีของรายการมวยปล้ำในเช้าวันอาทิตย์ทางเคเบิลทีวี 

ด้วยเรืองร่างที่กะทัดรัด ปราดเปรียวในชุดบิกินี่หนังกลับ เอสเปอรันซ่าได้รับการลงคะแนนเสียงให้เป็นนักมวยปล้ำที่ได้รับความนิยมสูงสุดของโฟลติดต่อกันสามปีซ้อน รางวัลนี้เป็นที่รู้จักกันอย่างเป็นทางการว่า ผู้ชนะคือสาวน้อยที่คุณอยากเข้าชาร์ตจากด้านหลังมากที่สุด แต่แม้ว่าจะโด่งดังถึงขนาดนี้ เอสเปอรันซ่าก็ยังถ่อมตัว ---

เธอไม่ได้มาจากครอบครัวที่มีฐานะดี  เท่าที่มีเปิดเผย พ่อของเธอเคยทำงานเป็นขี้ข้ารับใช้คนอื่น แม่ก็ทำงานรับจ้างทำความสะอาดตามบ้านต่างๆ  นอกเหนือจากทำงานให้ไมรอน เอสเปอรันซ่ายังใช้เวลาหลังเลิกงานในการเรียนกฏหมายภาคค่ำของมหาวิทยาลัยนิวยอร์ก ในเล่มนี้เธอเรียนจบแล้วและกำลังอยู่ระหว่างตัดสินใจว่าจะร่วมพิธีรับปริญญาหรือไม่ เพราะเธอเหลืออยู่ตัวคนเดียวพ่อแม่ไม่มีแล้ว แต่ไมรอนอยากให้เธอร่วมพิธี  

"ผมจะไปร่วมงานด้วย  .. จะนั่งแถวหน้าตรงกลาง จะได้เห็นทุกอย่างชัดๆ " 
 เงียบ  

 เอสเปอรันซ่าทำลายความเงียบ "นี่คือจังหวะที่ฉันควรจะสะกดกลั้นน้ำตาแห่งความซาบซึ้งที่มีคนห่วงใยหรือเปล่า"

ไมรอนส่ายหน้า  "ลืมเสียเถิดว่าผมพูดอะไรไป"

การแสดงความรู้สึกใส่ใจของไมรอนที่มีต่อเอสเปอรันซ่าจะเป็นไปลักษณะนี้  จะได้รับปฏิกิริยาตอบรับเป็นความเงียบก่อนอันดับแรก  หลังจากนั้น จะตามมาด้วยประโยคทำลายความซึ้ง ที่ไมรอนจะต้องลงเอยด้วยคำพูดทำนองว่า ''ลืมมันเสียเถิด"  




ส่วนความใส่ใจของเอสเปอรันซ่า จะเป็นไปในลักษณะแอบแฝง แต่ไมรอนเป็นคนที่ไวต่อความรู้สึกของคนอื่นมาก เขาจึงมักจะเข้าใจอะไรๆ ได้ทันที  เช่น เมื่อเอสเปอร์รันซ่ากล่าว "อรุณสวัสดิ์" นั่นคือ  ความสงสาร เป็นห่วงความรู้สึก กับสิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นกับไมรอน เธอจึงพยายามทำดีกับเขา เพราะโดยปกติเอสเปอรันซ่าไม่ใช่คนที่จะเอ่ยทักทายเขาแบบนั้น 
---

"คุณบอกวินหรือยัง"  เอสเปอรันซ่าถาม
"บอกแล้ว"  แล้วเขาว่าไง
"เขาไม่ยอมช่วย"
"ไม่น่าแปลกใจหรอก"  เธอว่า
"นั่นน่ะสิ" เขาเห็นด้วย
เอสเปอรันซ่ากล่าวว่า "คุณทำงานคนเดียว ไม่ดีนะไมรอน"

---

"คุณเล่าเรื่องทั้งหมดนี่ให้ผมฟังทางโทรศัพท์ก็ได้นี่"
"แล้วมันมีปัญหาอะไรนักหนาหรือไง " เอสเปอรันซ่าย้อน "ฉันก็อยากออกจากเมืองในช่วงสุดสัปดาห์บ้าง คิดว่ายูเอสโอเพ่นก็น่าสนุกดี เป็นไรไหม"
"ก็แค่ถามเฉยๆ"
"คุณนี่บางทีก็จุ้นจ้านไม่เข้าเรื่อง"
"เอาละ เอาละ" เขาชูแขน แสร้งทำเป็นยอมจำนน
"ลืมซะว่าผมถามก็แล้วกัน"

---
"คุณดูโทรมมากนะ" เอสเปอรันซ่าทัก
"คงงั้น แต่อย่างน้อยผมก็รู้สึกแย่"
"เกิดอะไรขึ้นหรือ"
"มีเจ้าขี้ยาสามตัวติดเครื่องหมายนาซีแถมพกชะแลงเข้ามาเล่นงานผม"
เธอเลิกคิ้วข้างหนึ่ง "สามคนเท่านั้นหรือ"
ผู้หญิงคนนี้ชอบทำให้ขำอยู่เรื่อย เขาเล่าให้เธอฟังเรื่องที่ตนดันไปเจอและรอดพ้นจากการโจมตีของฝ่ายนั้นมาได้อย่างหวุดหวิด พอเล่าจบเอสเปอรันซ่าก็ส่ายหน้า บ่นว่า "ไม่เอาไหน ไม่เอาไหนจริงๆ"
"ไม่ต้องมาสงสารผมหรอก ผมไม่เป็นอะไร"
---

"คุณต้องให้วินช่วย"
"เขาไม่ยอมช่วย"
"คุณต้องเลิกทำหยิ่งในศักดิ์ศรีลูกผู้ชายเสียที แล้วก็ไปขอให้เขาช่วยซะ ถึงขนาดวิงวอนก็ต้องยอม"
"ทำมาหมดแล้วละ เขาไม่ยอมเล่นด้วย"  .....
"แต่" เขาพูด " คุณก็มาอยู่ที่นี่แล้ว"
เอสเปอรันซ่ามองหน้าเขา  "แล้วไง"
เขารู้ดีว่านี่คือเหตุผลแท้จริงที่เธอเดินทางมาที่นี่ เธอบอกเขาทางโทรศัพท์ว่าเขาทำงานคนเดียวไม่เป็น ประโยคนั้นสื่อความหมายชัดเจนว่า เพราะเหตุใดเธอจึงอุตส่าห์ดั้นด้นมาจากนิวยอร์ก


ไมรอนสามารถฝากชีวิตไว้กับวินได้  กับเอสเปอรันซ่าก็สามารถฝากอะไรๆ ไว้ได้หลายอย่างเช่นกัน โดยเฉพาะความไว้วางใจ  นอกจากเธอจะสวย เซ็กซี่ เก่ง ฉลาด ยังเป็นคนที่รู้ทันความต้องการของไมรอนจนสามารถจัดการอะไรๆ ได้ล่วงหน้า บางทีก็จัดการได้มากกว่าที่ไมรอนจะคาดหวังเสียอีก เธอเหมือนเป็นมือข้างหนึ่ง เป็นสมองซีกหนึ่งของเขา   ยิ่งกว่านั้นเธอยังรู้จักและเข้าใจไมรอนดี บางทีอาจจะมากกว่าทีไมรอนจะเข้าใจและยอมรับตัวเองด้วยซ้ำ

"คุณจะเอาทั้งสองทางไม่ได้หรอก ไมรอน"
"นี่คุณพูดอะไรของคุณ"
"คุณไม่สามารถขอให้วินทำสิ่งนี้ให้เมื่อคุณต้องการ แล้วก็มาโกรธจัดเวลาเขาลงมือทำของเขาเอง"
"ผมไม่เคยขอให้เขาทำตัวเป็นศาลเตี้ยออกเล่นงานใครเลยนะ"
"อ๋อ  เคยสิ  คุณดึงเขาเข้ามาพัวพันกับการใช้ความรุนแรง เมื่อไหร่ที่สถานการณ์สอดรับกับความต้องการของคุณ คุณก็ปล่อยให้เขาทำตามใจ ทำอย่างกับว่าเขาเป็นอาวุธอย่างหนึ่งของคุณ"
"ไม่ใช่อย่างนั้นเลย"  
"ใช่สิ" เธอยืนยัน "ใช่เลยแหละ เวลาที่วินออกไปทำธุระตอนกลางคืนแบบนี้ เขาไม่ได้ทำร้ายคนบริสุทธิ์ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ใช่ไหม"
ไมรอนพิจารณาคำถามนั้น "เปล่า" เขาตอบ
"งั้นคุณข้องใจเรื่องอะไรล่ะ เขาก็เพียงแต่เล่นงานคนทำผิดอีกประเภทหนึ่ง เขาเป็นคนเลือกคนทำผิด แทนที่จะเป็นคุณ"
ไมรอนสั่นศรีษะ "มันไม่เหมือนกัน"
"เพราะคุณเป็นคนตัดสินอย่างนั้นหรือ"
"ผมไม่ได้ส่งเขาไปทำร้ายใคร ผมส่งเขาไปจับตาดูหรือคอยช่วยเหลือผม"
"ฉันไม่เห็นว่ามันจะต่างกันตรงไหน"

---

"คุณไม่คิดว่าทำอย่างนั้นผิดหรือ"
"อ๋อ  ก็ผิดสิ" เธอตอบด้วยน้ำเสียงหนักแน่น "แต่ฉันไม่แน่ใจว่าคุณรู้สึกอย่างนั้นหรือเปล่า"
"พูดอย่างนี้หมายความว่าไง"
"ลองคิดดูให้ดีๆ" เธอพูด "ว่าจริงๆ แล้วคุณหงุดหงิดเรื่องอะไร"

---

เขานึกถึงเมื่อคืนนี้อีกและนึกถึงคำกล่าวหาของเอสเปอรันซ่าเมื่อเช้านี้ อาจจะถูกของเธอก็ได้ เขาอาจจะมีส่วนรับผิดชอบกับพฤติกรรมของวินอยู่บ้าง แต่ประเด็นไม่ได้อยู่ตรงนี้ ตอนนี้เขาตระหนักแล้ว ความจริงนั้นชัดเจนแจ่มแจ้งกว่านั้นมาก ความจริงซึ่งทำให้เอสเปอรันซ่าหวั่นหวาดใจเช่นกัน 

นั่นคือไมรอนอาจจะไม่แยแสต่อเรื่องนี้เท่าไร

คุณอ่านหนังสือพิมพ์ ดูข่าว เห็นอย่างที่ไมรอนเห็น แล้วมนุษยธรรมของคุณ ความศรัทธาพื้นฐานในตัวมนุษย์ ก็เริ่มจะดูเป็นความคิดที่ไร้เดียงสาจนน่ากลัวนี่คือสิ่งที่กัดกร่อนไมรอนอยู่ - ไม่ใช่ความรู้สึกขยะแขยงชิงชังในพฤติกรรมของวินแต่เป็นเป็นเพราะไมรอนเองไม่รู้สึกกังวลใจต่อการกระทำของวินเท่าที่ควร

วินมักจะมองโลกว่าเป็นสีขาวหรือไม่ก็สีดำ พักหลักๆ นี้ไมรอนเองก็รู้สึกว่าสิ่งที่เขาเคยเห็นเป็นสีเท่าเริ่มจะมีสีดำขึ้นกว่าเดิม ไมรอนไม่ชอบเลย  เขาไม่ชอบที่ประสบการณ์-การได้เห็นมนุษย์กระทำทารุณกรรมมนุษย์ด้วยกัน-ได้เข้ามาเปลี่ยนแปลงความคิดของเขา เขาพยายามจะยึดตามค่านิยมเก่าๆ แต่เชือกที่เกาะไว้ลื่นเหลือเกิน แล้วเขาจะเกาะกุมเชือกไปทำไมกัน เพราะเขาเองปักใจเชื่อในค่านิยมเหล่านี้หรือ หรือเพราะว่าเขาชอบตัวเองมากกว่าเวลาที่มีศรัทธาในเรื่องเหล่านี้ 

เขาเองก็ไม่รู้เหมือนกัน



หลายครั้งหลายคราอ่านไปเราก็แอบหวังว่า  วินจะโผล่มาเป็นซุปเปอร์ฮีโร่และช่วยให้ไมรอนผ่านพ้นวิกฤตเหมือนเช่นทุกครั้ง แต่ "วินไม่ช่วย"  นี่ไม่ได้ล้อกันเล่นนะ  ตั้งความหวังไปเถิด รอไปเถิด  คำว่า "ไม่" ของวินพูดง่ายมาก และเหมือนจะทำได้ง่ายมากด้วยเช่นกัน มันชัดเจนอยู่แล้ว ไม่ คือ หมายความตามนั้นทั้งคำพูดและการกระทำ  แล้วมันก็ทำให้เรารู้สึกปวดใจจริงๆ 

"อย่าพูดถึงขนาดนั้น ไมรอน ฉันไม่ได้เป้นคนเข้าใจง่ายขนาดนั้น ..."
"..ฉันก็เหมือนคนทั่วไป ที่เลือกว่าจะต่อสู้กับอะไร ..."
"ซึ่งนี่คือทางเลือกของฉัน และนายในฐานะเพื่อนรักควรจะเคารพการตัดสินใจ  นายไม่ควรจะเข้ามาสะกิด หรือพูดให้ฉันรู้สึกผิด ให้ฉันลุกขึ้นมาต่อสู้ทั้งๆ ที่ฝืนใจ"
ไมรอนไม่รู้จะพูดอย่างไร รู้สึกขนลุกเมื่อเข้าใจตรรกะแบบคนเลือดเย็นที่วินใช้
"วิน"   วินละสายตาจากม้า หันมามองหน้าไมรอน
"ฉันกำลังเดือดร้อน" ไมรอนพูดด้วยน้ำเสียงบ่งบอกอาการสิ้นหวัง "ฉันอยากให้นายช่วย"
วินมีน้ำเสียงอ่อนโยนลงอย่างฉับพลัน สีหน้าคล้ายจะแสดงถึงความร้าวราน
"ถ้านายเดือดร้อนจริง ฉันก็จะช่วย นายก็รู้นี่นา แต่นายไม่ได้พัวพันกับเรื่องเดือดร้อนจนถึงกับถอนตัวไม่ขึ้น ถอนตัวออกมาเถอะ  ไมรอน นายเลิกยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ได้นี่ การดึงฉันเข้าไปพัวพันด้วย - ทั้งที่ฉันไม่อยากเข้าไป ใช้ความเป็นเพื่อนของเราเป็นเครื่องมืออย่างนี้น่ะ-ไม่ถูกหรอก ถอยออกมาดีกว่า"
"นายก็รู้ว่าฉันทำอย่างนั้นไม่ได้"
วินพยักหน้า เดินตรงไปที่รถของเขา  "อย่างที่ฉันบอกน่ะแหละ คนเราทุกคนเป็นผู้เลือกว่าจะสู้กับอะไร"

โอย .. เป็นฉากที่น้ำตาจิไหล  อ่านมาสี่เล่มย่อมต้องมีความรู้สึกผูกพันกับตัวละคร  วินที่ใครๆ ก็รู้ว่าเขารักไมรอน เพื่อนที่สามารถตายแทนกันได้ แต่เรื่องนี้วินกลับไม่ยอมช่วย  สงสารไมรอน  แต่เราไม่คิดว่าวินใจร้ายนะ  หากเป็นตัวละครอื่นที่เราไม่ได้มีอะไรติดใจเป็นพิเศษ  ต้นสายปลายเหตุของคำว่าไม่ มันอาจจะเหมือนไม่มีเหตุผลเอาซะเลย  ความสัมพันธ์ของวินที่มีต่อครอบครัว ก็เช่นกัน อาจจะเหมือน เฮ้ย ..เกินไปหรือเปล่า ต้องทำชีวิตโดดเดี่ยวถึงขนาดนี้เลยหรือ  แต่เนื่องจากเขาคนนี้ไม่ใช่ธรรมดา  เพราะเขาถูกสร้างสรรค์มาอย่างโดดเด่นเป็นตัวของตัวเอง  เหตุผลใดๆ ในใจเราจึงไม่อาจแทรกไปตัดสินว่าตัวละครนี้ไม่ควรทำอย่างนี้อย่างนั้น  ไม่ว่าเขาจะคิดจะทำอะไร นั่นคือการคิดและทำในแบบฉบับของ  วินเซอร์ ฮอร์น ล็อควู้ด

วินไม่ช่วย   แล้วไมรอนจะทำอย่างไร หรือจะยอมรับตามที่เอสเปอรันซ่า เคยออกปากไว้ "ขาดวินไปเสียคน คุณก็ทำอะไรไม่ได้"  ถือเอาความสูญเสียเป็นบทเรียน  แล้ววางมือเสีย 

แล้วอย่างไรต่อไป ?  ปล่อยให้เด็กคนนั้นพิการ ปล่อยให้เด็กคนนั้นตาย 

ด้วยนิสัยของไมรอน  เขาปล่อยเรื่องนี้ไปไม่ได้  และเอสเปอรันซ่าก็มาอยู่ตรงนี้เพื่อเขาแล้ว

ถึงแม้เธอจะไม่มีทางยอมรับว่าเธอมาอยู่ที่นี่เพื่อเขาก็ตาม    ( ผู้หญิงคนนี้น่ารักที่สุด! )

บรรยากาศการอยู่ด้วยกันในกระท่อมเรือนพักของ  วิน เอสเปอรันซ่า และไมรอน แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้นๆ แต่ก็ทำเราปลื้มใจซะจริง     เล่มนี้ยังชอบทุกตอนที่เอสเปอรันซ่าอยู่กับไมรอน  ตอนที่เขาอำเด็กวัยรุ่นเพื่อหลอกเอาข้อมูลว่าเอสเปอรันซ่าเป็น "แฟนผม" (อ๊าก น่ารัก ) ตอนที่เอสเปอรันซ่าปรับโฉมเป็นสาวเซ็กซี่เพื่อไปอ่อยเหยื่อหาข้อมูลในบาร์  (ไมรอนถึงกับเข่าอ่อน)  ตอนที่ไมรอนพูดถึงเอสเปอรันซ่าลับหลังกับเด็กสาววัยรุ่นคนนั้นว่า "ให้ตายสิ  ผมชอบผู้หญิงคนนี้จริงๆ " ประโยคนี้ทำให้ต้องรีบหักห้ามใจตัวเองเป็นอย่างมากที่จะไม่ให้เกิดเป็นความหวังว่าสองคนนี้จะพัฒนาไปเป็นความรักได้หรือเปล่า แต่ก็ท่าทางจะยาก  .. 

อย่างไรก็ตาม  คิดว่าไมรอนไม่น่าจะไปกันรอดกับกับแฟนสาว เจสสิก้า แต่ก่อนเราคิดอยู่บ่อยๆ ว่าเจสสิก้าจะทิ้งไมรอนไปอีกครั้ง ตอนนี้ชักเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าใครจะทิ้งใครกันแน่  คราวก่อนเล่มสามเผยอดีตไมรอนเคยเป็นชู้กับเมียเพื่อน (แฟนเก่าของเขา แต่เมียเพื่อน) ลบไปครึ่งคะแนน  ลบแค่ครึ่งเพราะมันเป็นอดีตสิบปีก่อนถือว่ายังหนุ่มอ่อนรู้เท่าไม่ถึงการณ์ ยังไม่เข้มแข็งจะหักห้ามใจ  จะว่าไปแล้วเรื่องนี้ก็เหมือนกันที่ พอไมรอนทำตัวเหมือนติดค้าง เกร็ก ดาวนิ่ง -สามีของแฟนเก่า เอ่ยเกริ่นมาเพียงนิด เอสเปอรันซ่าก็แน่ใจในจังหวะเวลา และเข้าใจสถานการณ์ได้ปรุโปร่ง  มาคราวนี้ไมรอนมีชั่วขณะจิตหวั่นไหวกับหญิงอื่น ..ที่ไม่ใช่เอสเปอรันซ่า (มันน่าเศร้าตรงนี้แหละ) ขอลบไปอีกหนึ่งคะแนน   ส่วนวินเลือกนอนกับผู้หญิงที่ต่างคนต่างเต็มใจโดยไม่เคยมีความรู้สึกใดๆ ด้วย และบางทีเขาก็ชอบมากกว่าที่จะทำมันง่ายๆ ด้วยการใช้บริการโสเภณี   ไม่เป็นไร .. เพราะนี่คือวิน (ตรรกะแบบไหนเนี่ย) 

เจสสิก้าทำตัวแปลกๆ ด้วยการนัดเอสเปอรันซ่าออกไปกินข้าวกันตามลำพังสองสาว ทั้งที่เธอรู้ดีว่าเอสเปอรันซ่าชังน้ำหน้าเธอมาก เพราะเธอเคยทิ้งไมรอนไปในช่วงเวลาที่เขากำลังอยู่ในสภาพจิตใจย่ำแย่หลังการเกิดอุบัติเหตุที่ไมรอนไม่สามารถกลับไปเล่นบาสเก็ตบอลได้  ทำไมเจสสิก้าถึงอยากเจอเอสเปอรันซ่า  สองสาวเขาคุยอะไรกัน   เล่มหน้าจะมีเฉลยไหมนะ  อยากจะรู้จริงๆ หรือเพราะเจสสิก้าคิดจะจริงจังเป็นคู่ชีวิตกับวินจึงอยากสานสัมพันธ์กับเอสเปอรันซ่าเอาไว้

โดยปกติไม่ใช่คนที่จะฝักใฝ่นิยายประเภทสืบสวนมากจนสามารถจะอ่านอยู่ได้บ่อยๆ  แต่ที่ยังอ่านชุดนี้ของฮาร์ลาน โคเบนได้ เพราะรู้สึกอยากจะติดตามตัวละครว่าชีวิตและความสัมพันธ์ของพวกเขาและเธอจะเป็นอย่างไรกันต่อไป 

มีเรื่องให้ขำเยอะแยะเลย --โดยเฉพาะตอนที่ไมรอนเข้าไปคุยซักถามกลุ่มเด็กสาววัยรุ่นในห้างสรรพสินค้าแห่งหนึ่ง ไมรอนรู้สึกว่าตัวเองแก่มากที่ต้องพยายามอดทนกับศัพท์สำนวนของวัยรุ่น และกว่าจะได้ส่วนที่เป็นข้อมูลที่ต้องการ ... เหนื่อยแทน  ตอนเจรจากับคาร์ลนักเลงคุมโรงแรมจิ้งหรีดคอร์ตแมเนอร์อิน ยึกๆ ยักๆ เราจะแค่คุยกันแล้วเข้าใจดีๆ หรือต้องลงไม้ลงมือกันถึงจะเข้าใจกันดี  ชอบคาร์ลมาก ถึงเป็นนักเลงก็สุภาพและมีสมองนะ ไม่ได้อยากแต่จะลงมือตะพึดตะพือ  ความขำขันของนิยายชุดนี้ไม่ได้เป็นความตลกที่ทำให้หัวเราะฮ่าฮ่าฮ่า ! (แต่บางทีก็มีหัวเราะลั่น) แต่ทำให้อมยิ้มอยู่เรื่อยๆ เพราะสำนวนอารมณ์ขันของผู้แต่ง ฮาร์ลาน โคเบน มันตลกและสนุกดี -- ชอบมาก






 

Create Date : 13 ตุลาคม 2558    
Last Update : 14 ตุลาคม 2558 19:47:14 น.
Counter : 1853 Pageviews.  

Fade Away / เล่ห์ : ฮาร์ลาน โคเบน - อ่านแล้วรักจัง ไมรอน, วิน, เอสเปอรันซ่า



Link Review 




Smiley The 3rd book in the Myron Bolitar series :  Fade Away ( เล่ห์ )

Smiley Genre: Mystery A novel by Harlan Coben




 

Create Date : 11 ตุลาคม 2558    
Last Update : 12 ตุลาคม 2558 21:23:52 น.
Counter : 1138 Pageviews.  

เล่ห์รักปักใจ - จะรักหรือว่าจะร้าย

เล่ห์รักปักใจ  ผู้แต่ง_จั้นชิง  / ผู้แปล_มดแดง



ห้วงสมุทรสีครามอันแสนกว้างใหญ่ คือถิ่นของเขาผู้มีอำนาจล้นฟ้า
ใครก็มิอาจบงการหัวใจเขาได้ เว้นแต่นางผู้แสนดื้อเพียงผู้เดียว

หากมิใช่เพราะแววดื้อรั้นช่างพยศในดวงตาของนางที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นโจรขโมยเกลือ ตงฟางตั๋ว ชายผู้ทรงอิทธิพลที่สุดในเมืองจินซาซึ่งได้รับการขนานนามว่า 'จักรพรรดิเกลือ' คงเข้าใจผิดหลงคิดไปว่า ซย่าซวี่เล่อ องค์หญิงสิบสี่ที่แอบหลบหนีจากวังหลวงเพราะความเบื่อหน่าย เป็นสตรีที่แสนอ่อนแอไม่ต่างจากคนทั่วไปที่เกรงกลัวเขาเป็นแน่

ทั้งที่เขาและเธอไม่น่าจะได้พบกันอีก แต่ใครเล่าจะเชื่อ... เมื่อได้พบหน้ากันอีกครั้ง เธอกลับกลายเป็นหญิงคณิกาอยู่ในหอนางโลมชั้นสูงไปเสียแล้ว

เพื่อเขาจะมอบอิสรภาพให้แก่เธอ เธอจึงเสนอ ‘ข้อแลกเปลี่ยน’ ที่สูงค่าเกินกว่าที่ตนจะรับผิดชอบได้ให้แก่เขา แม้จะรู้ดีว่าเขาเป็นชายที่เธอไม่ควรตกหลุมรักอย่างเด็ดขาด

เพื่อทำให้เธอยอมก้มหัวศิโรราบ เขาตัดสินใจเก็บเธอไว้ข้างกายในฐานะ ‘ของเล่นชิ้นสำคัญ’ แม้จะล่วงรู้ถึงฐานะที่แท้จริงของเธอแล้วก็ตาม



ณ เมืองจินซา ใครๆ ย่อมรู้ว่าเป็นถิ่นอิทธิพลของ 'ตงฟางตั๋ว'  ชายผู้กุมอำนาจการค้าเกลือและการขนส่งเสบียงทางน้ำของแปดเมืองเอาไว้ได้ทั้งหมด   แม้จักรพรรดิจะมีอำนาจบารมีล้นฟ้า ก็ไม่สามารถทำอะไรบุรุษผู้ยโสโอหังคนนี้ได้ เขาไม่ยอมก้มหัวให้ใครและช่างบังอาจกระทั่งไม่สนใจแม้แต่ราชโองการของจักรพรรดิ  แล้วที่อยากได้สิทธิการค้าเกลือมาไว้กับส่วนกลาง มีหรือจะเรียกร้องเอาคืนมาได้      

เกลือเป็นสิ่งสำคัญในชีวิตประจำวันของชาวบ้าน ไม่เพียงมูลค่าสูงดุจทองคำ แต่หากมีใครควบคุมเกลือเอาไว้ในมือได้ก็ย่อมมีโอกาสนำมันมาคุกคามราชสำนัก ดังนั้น แม้การกุมอำนาจของตงฟางตั๋วจะช่วยขจัดสิ้นปัญหาการแก่งแย่งชิงอำนาจในการค้าเกลือไปได้  ราชสำนักเองก็ได้รับภาษีไม่น้อย  อีกทั้งตงฟางตั๋วก็ไม่เคยกระทำการใดที่ส่อแววว่ามีความสนใจต่อการปกครองประเทศ   แต่อิทธิพลของเขาที่มีมากเกินไป ก็ไม่อาจทำให้จักรพรรดิวางใจได้โดยง่าย 

แต่ก็เช่นเดียวกับ 'เกลือ'  ที่ไม่อาจเรียกสิทธิการค้าคืนสู่ส่วนกลาง

จักรพรรดิซย่าสิงหยาง คิดจะพาน้องสาวที่รัก 'ซย่าซวี่เล่อ' กลับคืนสู่วังหลวง ก็ไม่ง่ายหรอกนะ

ผู้ใดท้าทายต่ออำนาจของเขา 

ก็เปรียบเสมือนแมลงกระจ้อยร่อยที่หาญกล้าคิดจะกำราบพยัคฆ์ร้าย

สตรีใดหลงใหลในเสน่ห์ของเขา ก็เปรียบเสมือกรนำพาตัวเองไปสู่ความสิ้นหวัง

แต่ทว่า .. เธอผู้แสนทระนงกลับไม่ยอมจำนนต่อเขา 

แม้จะต้องสูญเสียซึ่งอิสรภาพและศักดิ์ศรีของตนก็ตาม  ( ที่มา: คำนำสำนักพิมพ์) 

ซย่าซวี่เล่อ  องค์หญิงสิบสี่ที่จักรพรรดิซย่าสิงหยางให้ความรักความเอ็นดูเป็นอย่างมาก ได้แอบหนีออกจากวังมาเที่ยวเล่นที่เมืองจินซา โดยมี หวังเสียง องครักษ์ที่คอยดูแลนางมาตั้งแต่เด็กติดตามมาคุ้มครอง  แต่คงจะอยู่ในช่วงดวงมีโชคร้าย จึงจับพลัดจับผลูมาเจอกับ ตงฟางตั๋ว  ด้วยสายตาพยศ และนิสัยไม่ยอมใคร จึงเกิดเป็นการปะทะหักหาญระหว่างคนสองคนที่ต่างหัวแข็งและหยิ่งยโส

ทว่าหญิงสาวผู้หนึ่ง จะหยิ่งยโสไปได้เท่าไรนัก โดยเฉพาะในยามที่กำลังตกที่นั่งลำบาก เมื่อเขาได้พบนางอีกครั้งในฐานะหญิงคณิกาในเรือเมาจันทร์ซึ่งเป็นเรือสำราญของหอนางโลมชั้นสูง

จากที่ตงฟางตั๋วเคยนึกเสียดายที่ปล่อยนางไป เมื่อมีโอกาสที่จะเก็บนางไว้เป็นของเล่นอีกครั้ง คราวนี้เขาคิดจะเก็บนางไว้ให้ดีเพื่อคอยดูว่านิสัยร้อนแรงเจ้าอารมณ์ของนางจะนำความสนุกสนาเพลิดเพลินมาให้เขาได้มากแค่ไหน  ยิ่งได้รู้ความจริงว่านางเป็นองค์หญิง แทนที่จะกริ่งเกรงภัย เขากลับยิ่งนึกสนุกมากกว่าเดิมเสียอีก

 เขาอยากจะรู้ว่าบุปผาที่บอบบางน่าทะนุถนอมดอกนี้จะสามารรับคลื่นลมฝนกระหน่ำได้แค่ไหน อยากจะรู้ว่าต้องใช้เวลามากน้อยเพียงใด เชื้อพระวงศ์ที่มีนิสัยโอหังอวดดีคนนี้จะยอมก้มหัวศิโรราบให้เขา ตงฟางตั๋วดูออกว่านางดื้อรั้นถือทิฐิ ดูออกว่านางพยศไม่เชื่อฟัง แต่เขายิ่งอยากทำลายปราการคุ้มกันของนางทีละชั้นๆ ให้นางเปิดโล่งต่อสายตา เปล่าเปลือยไร้การปกป้องต่อหน้าเขา ถึงตอนนั้นนางยังจะดื้อรั้นแบบนี้หรือไม่ ยังจะหยิ่งผยองเช่นนี้หรือไม่ 

เพือให้ได้รับอิสรภาพ ซย่าซวี่เล่อ ได้เสนอข้อแลกเปลี่ยน ที่สูงเกินกว่าตนจะรับผิดชอบได้ให้แก่เขาไปแล้ว   ความหวัง  ความเชื่อใจ และความรู้สึกมีใจให้ ที่สุดท้ายเป็นเพียงการต้องเผชิญกับความจริงว่า ..เขาเพียงแสร้งอ่อนโยนเพื่อให้นางหลงเสน่ห์ แสร้งเป็นสหายเพื่อหันกลับมากลั่นแกล้งเพื่อความสนุกสนาน แสร้งให้ความหวังเพื่อเห็นนางเป็นตัวตลกที่นำมาซึ่งความเพลิดเพลินใจ  คนหลงตัวเอง  ต่ำช้าหาใดเปรียบ  เลวทรามยิ่งนัก 

"เพราะมันสนุกดี ข้าอยากจะดูว่าผู้หญิงที่ดื้อรั้นหยิ่งยโสจะรับมือชะตาชีวิตที่โหดร้ายอย่างไร

 ข้าอยากเห็นว่ายามที่องค์หญิงกลายเป็นนางคณิกาในเรือสำราญ 

จะยังยืดไหล่เหยียดตรงได้หรือไม่"

ตงฟางตั๋วหวังเพียงความสนุกโดยมิทันคาดว่า  แววผิดหวังในตัวเขาจากดวงตาของนางที่มองมา แววเจ็บช้ำสูญเสียที่แม้มิได้ร้องไห้แต่ชวนให้ผู้คนเห็นแล้วหัวใจแทบแหลกสลาย จะทำให้เขาก่อเกิดความรู้สึกหวั่นไหวแปลกประหลาด  หัวใจคล้ายถูกบีบ อึดอัดจนแทบหายใจไม่ออก เมื่อนางได้กลายเป็นท่อนไม้ตายซาก เมื่อนางหัวเราะ เมื่อนางร้องไห้ กลับเกิดความรู้สึกผิดรุมเร้ารัดรึงไม่จางหาย  เป็นเพราะนางทำให้เขาผิดหวัง  ตงฟางตั๋วหลอกตัวเองเช่นนั้น

นางเก็บกรงเล็บของนางเร็วเกินไป ละทิ้งความพยายามดิ้นรนกระเสือกกระสนเร็วเกินไป ทำให้เขาหมดความรู้สึกสนุกเพลิดเพลิน จะต้องเป็นเพราะเหตุนี้แน่ เขาไม่คิดจะเปลี่ยนแผนการเอากลางคันดังนั้นเขาจะต้องไป ไปหยอกเย้าหนูที่หมดสิ้นหนทางหนีตัวนั้น ดูว่านางยังจะเคลื่อนไหวได้หรือไม่ ไม่แน่วันนี้นางอาจจะได้สติกลับคืนมาเตรียมวางแผนเล่นงานเขากลับก็เป็นได้ เขามีเวลาว่างมากมายอยู่แล้ว ยินดีเล่นสนุกเป็นเพื่อนนางอีกหลายยก แน่นอนว่าสุดท้ายผู้ชนะย่อมต้องเป็นเขา

ตงฟางตั๋วยอมรับว่าตัวเองเป็นคนโหดร้าย แข็งกร้าว ไร้หัวใจ    เขาอยากดูว่าซย่าซวี่เล่อคนนั้นจะทนรับการบีบคั้นได้ถึงระดับใด เขาต้องการเห็นนางล้มครืนลงมิใช่หรือ  มันคือสนามประลองความอดทน และเขาจะทำให้นางยอมศิโรราบให้ได้

นางถูกรุกไล่จนหมดหนทางแล้ว ...ขอร้องข้า  ข้าก็ช่วยเจ้า  สายตาเขาบอกนางไปเช่นนั้น แต่ดวงตากลมโตที่จ้องมองตอบมา กลับเปี่ยมไปด้วยแววกล่าวหา แข็งกร้าวไม่ยอมแพ้ โกรธแค้นอาฆาตรุนแรงลึกซึ้ง

ตงฟางตั๋วไม่อยากเชื่อสายตาตัวเองกลับสิ่งที่นางได้ทำลงไป 

คาดไม่ถึงว่านิสัยของนางจะเด็ดเดี่ยวถึงเพียงนั้น 

รู้สึกว่าเลือดในกายผนึกค้างเป็นน้ำแข็ง สายตานั้นที่ทิ่มแทงหัวใจเขา จะเป็นความทรงจำเลวร้ายที่ทำให้เขารู้สึกเสียใจ ไม่มีวันลืม  

ดังนั้นจึงมีแล้วคนหนึ่ง ที่ตงฟางตั๋วไม่อาจหักหาญเอาชนะได้ 


ชอบความใจร้ายไม่ยอมสงสารอ่อนข้อให้ง่ายๆ ของพระเอก  ชอบความเด็ดเดี่ยวของนางเอก  ยอมลงให้เขาครั้งหนึ่งเพราะหวังว่าจะพึ่งพิง แต่พอผิดหวังก็นับว่าเข็ดหลาบดีมาก  ฉากแววตาคู่นั้น ..ที่เด็ดเดี่ยวไม่ยอมแพ้ มันเหมือนเป็นการประกาศศักดิ์ศรี ยอมตายดีกว่าที่จะยอมเอ่ยปากขอร้องให้ช่วยอีกครั้ง ... ได้ใจสุดๆ ไปเลย  ไม่ต้องบรรยายเป็นคำพูด  ตัวละครก็ไม่ต้องยอมรับในความรู้สึกนึกคิด  มันก็ชัดเลยว่าตงฟางตั๋วเป็นฝ่ายพ่ายแพ้ 

"ตงฟางตั๋ว ข้าจะทำให้ท่านจำข้าไปตลอดชีวิต" 

"หากท่านกระโดดลงแม่น้ำซาเจียงให้ข้าดู บางทีข้าอาจจะพิจารณารักท่านก็ได้"

"ข้าเกลียดท่าน ท่านเลวต่อข้า ข้าไม่มีวันยกโทษให้"


ด้วยมีอำนาจมากล้นจนสามารถจะหยิ่งผยอง  เป็นตัวของตัวเอง เชื่อมั่นในตัวเอง จึงมีบางการกระทำของพระเอกที่ขัดความรู้สึก เช่น ไม่สนจักรพรรดิ ไม่สนขนบธรรมเนียม ไม่คำนึงถึงเกียรติยศชื่อเสียงความเป็นองค์หญิงของนางเอกเลย  นางเอกเองแม้จะเป็นถึงองค์หญิงก็รักเขาพลาดไปหมดแล้วทั้งตัวทั้งใจ จนไปไหนรอด  (ถึงคิดจะไป ก็คงไม่มีโอกาส)  ตอนแรกนึกว่าจะจบแบบพระเอกเซอร์ไพรส์นางเอกด้วยการยกย่องให้เกียรติทำตามธรรมเนียมประเพณีให้สมฐานะอะไรเทือกนั้น  แต่กลับกลายเป็นว่าพระเอกมีเหตุผลที่จะไม่ยอมแต่งงานและกลายเป็นปัญหาดราม่าขึ้นมา  เราเองก็ไม่ค่อยชอบใจ ประมาณว่า อะไรเนี่ย.. จะยอมทำเพื่อนางเอกสักนิดไม่ได้เลยหรือยะ!      แต่พระเอกที่ไม่ใช่เป็นคนจะยอมเอ่ยคำหวาน ยามต้องการให้นางเอกเชื่อใจและเข้าใจก็หนักแน่นโดนใจเหลือเกิน จึงพอลบล้างความรู้สึกขัดใจนี้ไปได้บ้าง  

"ผู้หญิงของข้าก็ต้องนอนกับข้า นี่เป็นเรื่องถูกทำนองคลองธรรมที่สุด" 


"ข้าตงฟางตั๋ว ไม่เคยมีน้ำใจกับใครอื่น แต่หลังจากเจ้ากลายเป็นผู้หญิงของข้า 

ข้าเคยทำให้เจ้าเสียใจ เจ็บปวดใจหรือไม่ เจ้าอาศัยสิ่งใดมาเดาสุ่มล่วงหน้าว่าจะต้องเสียใจ"


"สำหรับข้าแล้ว ผู้หญิงของข้าก็คือคู่ชีวิตของข้า คือภรรยาของข้าตงฟางตั๋ว 

ชีวิตนี้จะได้รับการปกป้องคุ้มครองจากข้าตลอดไป"

และสุดท้ายพยัคฆ์ร้ายก็สิ้นท่า เรื่องอะไรที่จะไม่ยอมเด็ดขาด เพราะรัก   สุดท้ายก็ต้องยอมอยู่ดีล่ะจ้า  .. แค่นางเหม่อลอยนิดหน่อย   เขาก็หวาดกลัวจนไม่เป็นสุขแล้ว  'ความเด็ดเดี่ยว' ของนางเขาเคยประจักษ์เช่นไร  ตงฟางตั๋วมีหรือจะอยากลิ้มรสความเสียใจอีกครั้ง 

ชอบค่ะเรื่องนี้  ตัวละครมีคาแรคเตอร์และการกระทำโดนใจ  อย่างฉากพระเอกเขวี้ยงถ้วยสุราแฉลบใบหน้านางเอก หรือ นางเอกตบหน้าพระเอก  เราก็ชอบมั่ก    มันมีพัฒนาการจากความโกรธ ความอยากเอาชนะ ไปสู่ความรักแสนหวาน  สนุกค่ะ  Smiley




 

Create Date : 10 ตุลาคม 2558    
Last Update : 10 ตุลาคม 2558 16:25:54 น.
Counter : 1084 Pageviews.  

เจ้าสาวมาเยือน : เตี่ยนซิน


เจ้าสาวมาเยือน  ชุด เรือนพิทักษ์ใจ
ผู้แต่ง_เตี่ยนซิล  ผู้แปล_เสี่ยวเฟิงหลิง


เขาสู้อุตส่าห์โยน "ตัวปัญหา" ไปให้พ้นตัวมาได้ตั้งสิบปี 
มาบัดนี้คิดหรือว่าเขาจะยอมเป็นผู้รับเคราะห์อีก!

   จู่ๆ ยอดวีรบุรุษในดวงใจของชาวเมืองหลวงก็แต่งงานแบบสายฟ้าแลบ 
กลายเป็นข่าวใหญ่โด่งดังไปทั่วทั้งเมือง ทุกแห่งหนเต็มไปด้วยบรรยากาศมงคล 
แต่เอ๊ะ... พอลองสังเกตดูดีๆ ไฉน "ซั่งกวนชิงอวิ๋น"
ยอดผู้คุ้มกันแห่งสำนักคุ้มภัยเรือนวายุที่เป็นเจ้าบ่าว
กลับทำหน้าบึ้งตึงนักยามเห็นเจ้าสาวตัวน้อยจากแดนไกล
 ใช่ทุกคนตาฝาดมองผิดไปหรือไม่ และยิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร
ไฉนเขากลับยิ่งทำหน้าถมึงทึงบ่อยนักยามเห็นภรรยาคนงาม 
เป็นเพราะเหตุใดกันหนอ น่าสงสัยยิ่ง!



เตี่ยนซิน  เป็นนักเขียนที่มีนิยายในคอนเซ็ปต์ 'มากกว่ารัก' ของสำนักพิมพ์แจ่มใส อยู่เยอะมาก นี่ก็หยิบเจอเตี่ยนซินอีกแล้ว ที่ไม่เคยจะเข็ด เพราะมักจะมีพลอตเรื่องที่ทำให้เราสนใจได้เสมอ 

เรื่องนี้ก็ยังคงเป็นพลอตที่น่าสนุกเหมือนเดิม เมื่อสิบปีก่อนตอนอายุแปดขวบ องค์หญิงเหออู่อู๋เยี่ยนหยาสี่น่าแห่งแดนเหมียวเจียงได้สร้างวีรกรรมสุดป่วนยากจะทานทนเอาไว้ในความทรงจำของเด็กหนุ่มซั่งกวนแบบไม่มีทางจะลืมเลือน 

"พี่ซั่งกวน ข้าชอบท่าน ข้าจะอยู่กับท่านตลอดไป"

แต่เขากลับจับนางมัดแล้วโยนใส่รถม้าอย่างไม่ปราณีปราศัย 

"เจ้าอย่ากลับมาให้ข้าเห็นหน้าอีกตลอดไปเชียว!"

อย่างชัดเจนเลยว่านั่นเป็นการลาจากระหว่างเด็กหนุ่มเมืองหลวง กับเด็กน้อยจากแดนไกลที่จบไม่สวย   ใครเลยจะคิดว่าอีกสิบปีต่อมาเด็กน้อยคนนั้นได้หวนคืนสู่เมืองหลวง ในฐานะ "เจ้าสาว" ที่จักรพรรดิได้พระราชทานเป็นรางวัลแด่เขาผู้ทำความดีความชอบแก่ทางการ  ซั่งกวนชิงอวิ๋น ที่ได้เติบโตเป็นผู้นำแห่งสำนักคุ้มภัยเรือนวายุที่ทุกคนต่างประจักษณ์ในความสามารถและต่างยกย่องเขาเป็นวีรบุรุษทั้งสิ้น

องค์หญิงเหออู่อู๋เลี่ยนหยาสี่น่าแห่งเผาเหมียวเจียง เติบโตเป็นหญิงสาวรูปโฉมงดงามแล้วอย่างไร  นางรักมั่นในตัวซั่งกวนชิงอวิ๋นมาตั้งแต่เล็ก และยังปักใจไม่เคยเปลี่ยน จึงยินยอมจากบ้านกิดมายังเมืองหลวงมาแต่งให้เขาแล้วอย่างไร ในเมือความจริงที่ว่านางคือ "ลี่เอ๋อร์" คนเดียวกัน  ที่ยังคงมากับ เสียวสี่ ช้างเลี้ยงแสนรัก ตัวเดียวกัน ที่เติบโตมากับนางดุจพี่น้อง ลี่เอ๋อร์อยู่ที่ไหน เสียวสี่ก็อยู่ที่นั่นด้วย เหยียบย่างไปที่ไหนก็คือคู่หูวายป่วงที่ทำให้ซั่งกวนผู้ไม่เคยกริ่งเกรงสิ่งใดมาก่อนรู้สึกพรั่นพรึงในความโชคร้ายของเขายิ่งนัก


พลอตน่าสนุก แถมหลายอย่างถูกจริต เช่น นางเอกอายุน้อยกว่า มีความทรงจำมีผูกสัมพันธ์กันไว้ตอนเด็ก  นางเอกมีความมุ่งมั่นพยายามและความอดทนอย่างคนรักเขาข้างเดียว ส่วนพระเอกก็มีความรังเกียจเดียดฉันท์แต่ก็ค่อยๆ ผุูกพันรักใคร่   

แต่ด้วยเนื้อเรื่องมันไม่มีอะไรนัก อ่านแล้วจึงไม่อิน

อีกทั้งไม่ชอบคาแรคเตอร์นางเอก พอไม่ชอบจึงไม่ค่อยฮา

ตอนแรกคาดว่าจะเป็นนางเอกแนวใสๆ ซนๆ ไร้เดียงสา น่ารักน่าเอ็นดู

ซึ่งนางเอกก็ถูกบรรยายว่าไร้เดียงสาจริง เพียงแต่เป็นไร้เดียงสาที่ไม่ตรงความหมายในใจเรานัก ไร้เดียงสาในความคิดของเราคือ อ่อนต่อโลก ไม่มีเล่ห์เหลี่ยมในตัวเอง และไม่ทันเล่ห์เหลี่ยมของคนอื่น ไร้มารยา ไม่มีพิษมีภัย  แต่จะไม่รวมถึงการไม่รู้กาลเทศะ อะไรควร ไม่ควร เช่น การไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไรตนและเสียวสี่จึงจะไม่สร้างความเดือนร้อนเสียหายให้ชาวบ้านร้านตลาด  อย่างการนัวเนียพระเอกตั้งแต่ตอนแรกที่พบกันหลังจากที่จากกันไปสิบปีเพิ่งพบหน้า   คืนเข้าหอก็จับพระเอกถอดเสื้อผ้าขึ้นคร่อม เอ่อ ..  แต่หากหาเหตุผลให้ว่าเป็นสไตล์ถูกเลี้ยงดูมาอย่างอิสระ ไม่ถือสา ถือเนื้อถือตัว ก็ยังพอกล้อมแกล้มทน   

ทว่าพอมาเจออาการนัวเนียต่อหน้าผู้คนแบบไม่มีเก็บกิริยาอีก ตามถ้อยคำบรรยายเลยค่ะ 'โผเข้ากอดเขาอย่างไม่คิดชีวิต เกาะตัวเขาอย่างแคล่วคล่อง'   'ห้อยโหนซ้ายขวาอยู่บนร่างซั่งกวนชิงอวิ๋นพลางพร่ำบอก..'   'นั่งบนตัก อิงแอบเขาเยี่ยงลูกแมวน้อย '  'ดวงหน้าเล็กซุกซบซอกคอเขา ถูไถอย่างใกล้ชิดสนิทสนม'   นั่นอย่างกับเป็นเด็กน้อยตัวเล็กๆ ที่คลอเคลียพ่อต่อหน้าคนอื่น   แต่นี่ไม่ใช่เด็กแล้วไง จะมาทำตัวงอแง ไม่รู้ความ ปากก็โพล่งวาจาไม่คิด  ไม่ใช่แนวที่เราชอบ 

เลิฟซีนก็สไตล์เตี่ยนซินค่ะ  ... ละไว้ในฐานที่เข้าใจกัน Smiley

เล่มนี้อ่านได้เรื่อยๆ ข้ามบ้างเรื่อยๆ เอาที่สบายใจ  




 

Create Date : 09 ตุลาคม 2558    
Last Update : 10 ตุลาคม 2558 10:40:55 น.
Counter : 928 Pageviews.  

รอยอาลัยหญิงงาม - ผู้ชายพรรค์นี้ก็มีคนรัก



ผู้แต่ง เตี่ยนซิน   ผู้แปล เบบี้นาคราช
มากกว่ารัก  สำนักพิมพ์แจ่มใส



ยังมีสถานที่แห่งหนึ่งถูกเรียกขานว่า ‘หุบเขาหลอมกระบี่’

ผู้คนซึ่งอาศัยอยู่ที่นี่ล้วนแล้วแต่เป็นช่างหลอมกระบี่ผู้อุทิศชีวิตและจิตใจทั้งหมดทั้งมวล
ให้กับการสร้างอาวุธ หาได้สนใจความเป็นไปของโลกภายนอกแม้แต่น้อย 
และผู้ที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุดของพวกเขาเหล่านั้นก็คือช่างหลอมกระบี่เหนือปฐพี

ชายหนุ่มผู้หนึ่งจึงดั้นด้นเดินทางมาที่นี่เพื่อขอให้คนผู้นั้นมอบสุดยอดกระบี่ที่สามารถต่อกรกับ ‘มัน’

ทว่าคำตอบของอีกฝ่ายกลับทำลายความหวังของเขาจนสิ้น มิหนำซ้ำเขายังถูกไล่ให้รีบจากไปอีก

ได้... เช่นนั้นเขาคงไม่อาจยั้งมือไว้ไมตรี ใช้วิธีการที่ตรงไปตรงมา
‘หญิงสาวผู้นั้น’ต้องมาเป็นหมากตัวสุดท้ายของเขา!



ไห่รั่วหยา ป็นบุตรสาวคนเดียวของช่างหลอมกระบี่เหนือปฐพี งามพร้อมทั้งกายใจ ซื่อใสไร้เดียงสา เมื่อได้พบกับ จิงซื่ออี๋ ชายหนุ่มที่ได้เข้ามาช่วยเหลือนางไว้ จึงได้ตกหลุมรักเขาอย่างง่ายดาย มอบให้ทั้งกายและใจ หารู้ไม่ว่า ชายหนุ่มคนนี้หาได้มีน้ำใจจริงแท้ที่ยื่นมือช่วยเหลือก็เพราะรู้ว่านางเป็นบุตรสาวของช่างหลอมกระบี่ที่จะใช้ประโยชน์ได้  สำหรับหญิงสาวแสนบริสุทธิ์ที่ไม่เคยต้องมือชายใดมาก่อน เขาย่อมเจนจัดพอจะรู้ดีว่าจะล่อลวงนางด้วยวิธีการใด 

จิงซื่ออี๋ ไม่มีความรู้สึกใดอยู่ในหัวใจนอกจากความแค้น ทั้งชีวิตเพียงเฝ้ารอเวลาชำระบัญชีเลือด   ตระกูลจิง ถูกฆ่าล้างตระกูลมีเขาเพียงคนเดียวที่ถูกปล่อยให้รอดชีวิต หาใช่เพราะความเมตตาเด็กน้อยเยาว์วัย แต่เพราะต้องการจะหยามหยันอย่างลึกซึ้ง  มีชีวิตอยู่เพื่อการแก้แค้นแต่ไม่อาจแก้แค้นได้ ความพยายามครั้งแล้วครั้งเล่าล้วนปราชัยแก่ศัตรูผู้ครอบครอง "กระบี่อัคนีน้ำแข็ง"  แต่เขาก็ยังถูกปล่อยให้รอดชีวิต  จิงซื่ออี๋เติบโตมาเช่นนั้น  เขาจึงต้องการเสาะแสวงหาสุดยอดอาวุธ ขอเพียงมีกระบี่ใดสามารถต้านทานกระบี่อัคนีน้ำแข็งได้ ด้วยวรยุทธเก่งกล้าในตัวที่มีอยู่เขาก็สามารถต่อกรกับศัตรูได้  ชีวิตของจิงซื่ออี๋มีเพียงเท่านี้ ฆ่าศัตรูได้เขาจึงจะสงบสุขได้ เขาไม่เคยมี และไม่ต้องการจะมีความรู้สึกละเอียดอ่อนใด

แม้กระทั่งกับหญิงสาวแสนดีที่งดงามอย่างไห้รั่วหยา

ก็แค่หมากตัวหนึ่งที่จะช่วยให้เขาบรรลุเป้าหมายเท่านั้น

ปกนิยายสีขาวฟ้าสวย สตรีถือดาบลักษณะเหมือนจะกอดไว้แนบอก ดึงดูดสายตา และดึงดูดความสนใจได้ดีนักแล  เปิดฉากดำเนินเรื่องด้วยการพบกันครั้งแรกของพระ-นางที่น่าสนใจมาก 


.. เขารู้ดีว่ามีหญิงสาวอ่อนแอกำลังถูกรังแก แต่ไม่คิดออกหน้าช่วยเหลือ
เพราะความเป็นความตายของผู้อื่นไม่เกี่ยวอะไรกับเขา ... 

โอ้ว ... ให้มันได้อย่างนี้สิ  พระเอกใจดำแหวกขนบวีรบุรุษช่วยหญิงงามเช่นนี้  มาถูกทางแล้ว อยากอ่านอะไรแบบนี้บ้าง  (แอบตื่นเต้นเล็กน้อย)  หลังจากนั้นเจตนาก็ยังชัดแจ้งในใจพระเอกตลอดมา ไม่ใช่ความรักแต่เพื่อหนทางการมีสุดยอดกระบี่มาครอบครองเท่านั้น อาจมีบางเสี้ยวบางเวลาที่ความอ่อนไหวก่อตัวขึ้นอยู่ในหัวใจลึกๆ แต่ก็แค่ปัดมันทิ้งไปซะให้เป็นเพียงสายลมบางเบาที่พัดผ่าน  ในเมื่อไม่สามารถเลือกได้ทุกอย่าง ต้องเลือกเอาสักอย่างให้ชัดเจน ลูกผู้ชายย่อมไม่เลิกล้มเป้าหมายในชีวิตง่ายๆ แค่เพียงหวั่นไหวไปกับผู้หญิงคนหนึ่ง  ลูกผู้ชายต้องก้าวเดินต่อไปแม้ต้องเหยียบย่ำทำร้ายหัวใจของใครก็ตาม  นั่นแหละถ้าจะแค้นต้องแค้นให้สุด ไม่สามารถปล่อยวางได้  ถ้าจะใจร้ายใจดำต้องให้สุดติ่งกระดิ่งแมว 

นี่ชมเพราะชอบจริงๆ นะ ไม่ได้ประชด


ทางฝ่ายนางเอกเล่า  .. ความรักทำให้คนตาบอด 
ให้หมดทั้งตัวทั้งหัวใจ ชีวิต และวิญญาณ  .. แต่ก็จบแฮปปี้เอนดิ้งนะคะ Smiley

ท่านพ่อบอกว่าท่านคือเคราะห์หนักในชีวิตข้า
ความแค้นที่ลุกโชนในใจท่านมาหลายปีน่ากลัวยิ่งกว่าไฟใดๆ 
เมื่อเข้าใกล้ท่านจะกลายเป็นเครื่องสังเวยให้เปลวไฟร้อนแรงนั้น
แต่สวรรค์ลิขิตให้ข้ารักท่าน หลงใหลท่านจนขาดสติ 
ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่เสียใจ
แม้ข้าจะต้องกระโจนเข้าไปในกองไฟหรือวิญญาณแตกสลายไปก็ตาม
หากท่านเป็นกันเจี้ยง ก็ขอให้ข้าเป็นโม่เหยียเคียงคู่กับท่านเถอะ ..



ชอบพลอตมากค่ะ แต่ในรายละเอียดการดำเนินเรื่องราว อารมณ์ ความรู้สึก กลับไม่ได้ใจสักเท่าไหร่  เพียงนางเอกรักพระเอกง่ายมากยังพอมองข้ามได้ว่าเป็นรักแรกพบ .. แต่เนื่องจากพระเอกไม่ได้ทำความดีความชอบอะไรอีก มีแต่ถึงเนื้อถึงตัวอย่างจาบจ้วง  จึงไม่รู้สึกอินกับความรักว่ามันลึกซึ้งมากพอจะเสียสละมากมายขนาดนั้นให้ผู้ชายพรรค์นี้  พรรค์ที่รู้แล้วด้วยว่าที่เขาดี  เขาช่วยเหลือ และเขารักนาง เป็นเรื่องโกหกทั้งเพ เขาแค่ทำเพื่อบรรลุเป้าหมายของตัวเอง .. ไม่มีอะไรอื่น 

ก็ดราม่าอยู่นะ แต่สำนวนยังอ่านไม่อิน  เพราะช่วงแรกที่ใช้พื้นที่หน้ากระดาษไปมาก  ก็เน้นแต่ฉากเล้าโลมไปซะเยอะเชียว เนื้อเรื่องจึงไม่ค่อยมีอะไรมาก ไม่ละเลียดอารมณ์ได้ดีพอที่จะอินกับความรักความสัมพันธ์ของทั้งคู่   บางอย่างก็ไช่วยไม่ได้จริงๆ ที่เราจะคิดสงสัยเช่น นางเอกเป็นบุตรสาวของช่างหลอมกระบี่ ที่รู้วิธีหลอมกระบี่ แต่นางหลอมกระบี่เป็นหรือไม่ หรือแค่รู้  เพราะนางแค่บอกวิธี และยืนอยู่ห่างๆ   อืม .. คิดหาเหตุผลให้ตัวละคร เป็นไปได้ตามวิธีที่ว่าจะหลอมกระบี่ดีๆ ผู้จะเป็นเจ้าของกระบี่ต้องหลอมเอง แต่คิดอีกที นางเอกนี่กลัวความร้อน ไม่ชอบเข้าใกล้เตาหลอม  เอาอีกแล้ว  สงสัยอีก  ตกลงนางหลอมกระบี่เป็นไหม  ที่ก็ไม่ได้เป็นประเด็นสำคัญอะไรหรอกค่ะ แค่สงสัยเล็กน้อย ^^ 

และจุดหนึ่งที่สำคัญเลยคือเราไม่ชอบบทรักเลิฟซีนของเตี่ยนซิน ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นที่สำนวนผู้เขียนหรือสำนวนผู้แปล  จะบอกว่ายังไงดีล่ะ  อ่านแล้วไม่รู้สึกว่าเป็นเลิฟซีนโรแมนติกสวยงาม  แต่รู้สึกอิหลักอิเหลื่อเล็กน้อยเมื่อนึกภาพตาม  Smiley  ร้อนแรง..ใกล้เตาหลอม Smiley โล่ง โจ้ง .. กลางฟ้าแจ้ง  Smiley  ส่วนตัวแล้วในนิยายจีนจะชอบการบรรยายแบบนุ่มนวลอ่อนหวานหรือมิดชิดกว่านี้สักหน่อยค่ะ    

ช่วงท้ายสนุกขึ้นนะ เมื่อผู้ชายพรรค์นี้ได้ตระหนักถึงความสูญเสียที่ไม่ง่ายจะยอมรับ แต่สืบเนื่องมาจากที่เราไม่ได้อินกับความรักของเขาและนางมาแต่แรก จึงไม่ได้ชอบมาก หรือประทับใจอะไร อ่านเรื่อยๆ เพลินๆ ค่ะ




 

Create Date : 08 ตุลาคม 2558    
Last Update : 10 ตุลาคม 2558 10:41:12 น.
Counter : 968 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  

BlogGang Popular Award#13


 
prysang
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 96 คน [?]




จำนวนผู้ชม คน : Users Online
New Comments
Friends' blogs
[Add prysang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.