Group Blog
 
All blogs
 

เคยอ่าน e-book ไหมคะ ช่วยตอบแบบสามเกี่ยวกับ e-book ประกอบการศึกษา สัก 80 คนนะคะ



สวัสดีค่ะ




แบบสอบถามนี้เป็นการเก็บข้อมูลเพื่อ การวิจัย ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการค้นคว้าอิสระในหลักสูตรปริญญาโท MBA ที่กำลังศึกษาอยู่ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์  หลังจากพยายามเก็บข้อมูลมาสองสัปดาห์ ก็ยังไม่ครบตามเป้าหมายของจำนวนกลุ่มตัวอย่างที่ต้องมีจำนวน 400 คน  คนตอบแบบสอบถามนั้นมีเกือบ 600 คนแล้วค่ะ หากเป็นเรื่องอื่นก็ล้นความต้องการแลล้ว  แต่พอเป็น e-book หาคนอ่านก็ว่ายากแล้ว หาคนที่อ่าน ที่ไม่ได้อ่านฟรีอย่างเดียว แต่ซื้อด้วย ยิ่งยากกว่า  ไม่ว่าจะเป็นโพสต์กระทู้ โพสต์บล็อก แชร์เฟซบุ้ค ทวิตเตอร์  ขอความช่วยเหลือจากแอดมินเพจชุมชนนักเขียนนักอ่านต่างๆ  ส่งข้อความทีละคนจำนวนสองสามร้อย เรียกว่าทำมาทุกวิถีทางแล้วค่ะ แต่ยังขาดอยู่อีก 80 คน Smiley ...ช่างยากเย็นอะไรเบอร์นี้   แต่จะว่าไปแล้วก็สอดคล้องกับเหตุผลที่สนใจศึกษาเรื่อง e-book ที่ในเมืองไทยบ้านเรามีสัดส่วนตลาดน้อยมากเมื่อเทียบกับหนังสือเล่ม  อาจารย์ก็ทักแล้วว่าเรื่องนี้จะหาคนตอบแบบสอบถามยากนะ  แต่เราก็หาเรื่องใส่ตัวเอง ก็ต้องเดินหน้าต่อไป จึงขอมารบกวนสมาชิก  Bloggang นะคะ  หากพอจะช่วยสละเวลาตอบแบบสอบถามนี้ได้ จะขอขอบพระคุณเป็นอย่างสูงค่ะ




 

Create Date : 23 ตุลาคม 2560    
Last Update : 23 ตุลาคม 2560 7:41:40 น.
Counter : 424 Pageviews.  

อ่าน e-book กันบ้างไหมคะ ช่วยบอกได้ไหม ทำไมอ่าน และทำไมไม่อ่าน



สวัสดีค่ะ



 Prysang เองนะคะ  ไม่รู้จะยังพอมีคนจำได้ไหม  เพราะหายจากการรีวิวหนังสือไปนานแล้ว เนื่องจากไปศึกษาต่อค่ะ  คราวนี้ อยากขอความช่วยเหลือจากนักอ่านชาว Bloggang นี่เอง  เกี่ยวกับ หนังสืออิเล็กทรอนิกส์หรือ e-book  ต้องการข้อมูลความคิดเห็นไปประกอบการศึกษาค้นคว้าอิสระเกี่ยวกับ e-book ค่ะ

ดังนั้น หากกรุณาตอบแบบสอบถามให้จะเป็นความช่วยเหลืออย่างมาก  ขอบคุณนะคะ






 

Create Date : 09 ตุลาคม 2560    
Last Update : 9 ตุลาคม 2560 23:46:59 น.
Counter : 428 Pageviews.  

ลว. สุดท้าย - เชื้อไฟแห่งความหวัง คนดียังมีอยู่ ไม่สิ้นสูญ_วสิษฐ เดชกุญชร

ลว.สุดท้าย  ผู้เขียน_ วสิษฐ เดชกุญชร
สำนักพิมพ์มติชน  พิมพ์ครั้งที่ ๔ สิงหาคม ๒๕๕๓


ตำรวจคือผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ 


ลว. = ลาดตระเวน ภารกิจมันส์เหนือบรรยายที่ใครก็ไม่ควรพลาด 

นี่คือเรื่องราวของนายตำรวจในอุดมการณ์อีกคนหนึ่งที่ วสิษฐ เดชกุญชร เสกสร้างขึ้นมาจากประสบการณ์ตรงในชีวิต ผู้รับผิดชอบภารกิจ "ลาดตระเวน" ไปทุกถิ่นทุรกันดาร ทุกบ้านช่อง ทุกแดนดิน ที่ขาดความสงบสุข และมีผู้รุกราน เขาและเหล่าตำรวจตระเวนชายแดนทุกคน พร้อมออกปฏิบัติการเสี่ยงภัยทุกรูปแบบ ไม่เคยค้อมหัวให้กับความไม่ชอบธรรมใดๆ ทั้งที่มาจากภายในและภายนอกประเทศ

Smiley Smiley Smiley

ปกหลัง มีอยู่แค่นั้นน่ะนะ สั้นจนรู้สึกยากขึ้นมาเลยกับการจะเขียนรีวิวนิยายดีๆ มีสาระเรื่องนี้  Smiley

งั้น.. หยิบฉวยมาจาก คำนำสำนักพิมพ์ ก็แล้วกัน

'ภารกิจสุดมันส์ การต่อสู้กับทรชนคนไม่รักชาติ ภัยแดงที่แผ่ขยายเข้ามาตามร่องระแหงแห่งความไม่สงบ ตามซอกหลืบแห่งความเหลื่อมล้ำในสังคม เขาปฏิบัติกับมันอย่างไม่เกรงกลัว ..ยอมพลีชีพแม้รกระทั่งชีวิตของเขาเอง'

เขา คือ พระเอกของเรื่อง จากผู้พิทักษ์สันติราษฎ์ที่เคยปฏิบัติหน้าที่สกัดกั้นและจับกุมนักค้ายาเสพติด ได้รับมอบหมายหน้าที่ใหม่ในยุคที่ภัยคอมมิวนิสต์ได้คืบคลานเข้ามาคุกคามกัดกินประเทศไทย  

กรมตำรวจจึงได้คิดจัดตั้ง "ตำรวจตระเวนชายแดน" ขึ้นมาเพื่อป้องกันการรุกรานของคอมมิวนิสต์และรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวตะเข็บชายแดนของประเทศ

เขา ... นายร้อยตำรวจเอกวีร์ บุญแต่ง เป็นหนึ่งในนายตำรวจที่ได้รับเลือกเข้ามาเพื่อริเริ่มโครงการนี้ ถูกส่งไปฝึกทั้งในและนอกประเทศ และกลับมาเป็นครูฝึกอบรมตำรวจตระเวนชายแดน ต่อมายังได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งผู้บังคับกองร้อยตำรวจตะเวนชายแดนในภาคเหนือ  "ค่ายกิ่วกวาว"  คือที่ทำการแห่งแรก ก่อนที่อิทธิพลมรสุมต่างๆ จะพัดพาชีวิตการเป็นตำรวจของเขาให้ต้องระหกระเหินทางตำแหน่งหน้าที่การงานไปตามที่ทำการต่างๆ ตามคำสั่งโยกย้ายสังกัดของกรมตำรวจ   มีทั้งย้ายเพื่อมอบหมายหน้าที่สำคัญให้รับผิดชอบ และมีทั้งย้ายแบบไม่ให้ตำแหน่ง เป็นการแบนแบบไม่ให้ทำอะไรเลย  แต่โดยส่วนใหญ่เขายังคงพัวพันอยู่กับภารกิจของตำรวจตระเวนชายแดน  

"ความอยู่รอดของชาติและความผาสุขของประชาชน
 อยู่เหนือชีวิตและความเหนื่อยยากของตำรวจตระเวนชายแดน"


Smiley Smiley
สังคมต้องการคนแบบนี้ คือ คนดีๆ แบบนายร้อยตำรวจเอกวีร์ บุญแต่ง (ภายหลังยศตำแหน่งก็ได้เลื่อนขึ้นไปถึงพันตำรวจเอกก่อนที่นิยายจะจบลง)  คนที่ซึ่อสัตย์ต่อตนเอง ซื่อตรงต่อผู้อื่น คนดีที่จะสู้ยิบตาเพื่อสิ่งที่ถูกต้อง  ยอมหักไม่ยอมงอ  เป็นตำรวจในอุดมคดิที่ชวนให้สงสัยเหลือเกินว่า ในโลกของความเป็นจริง ยังจะมีคนแบบนี้อยู่มากมั้ย 

เขา.. เป็นแบบอย่างของคนดีในฐานะประชาชนคนหนึ่งที่รักชาติบ้านเมือง มุ่งมั่นจะทำหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด   เป็นแบบอย่างของตำรวจดีๆ ที่ทุ่มเทปฏิบัติหน้าที่ 'พิทักษ์สันติราษฎร์' และเป็นแบบอย่างของข้าราชการที่ปกป้องผลประโยชน์ดูแลทุกข์สุขของประชาชน  ซึ่งคนแบบเขาคนนี้แหละที่ประเทศชาติมีความต้องการ 

ทั้งที่เขาเป็นสุภาพบุรุษคนดี นอกจากจะเป็นตำรวจใจซื่อ มือสะอาด ที่ตงฉินสุดๆ ยังเปี่ยมไปด้วยความรู้สติปัญญา ความกล้าหาญ เสียสละ อุทิศทุ่มเทเพื่อทำหน้าที่ของตนอย่างคนที่รักชาติบ้านเมือง   แต่กลับไม่ได้รู้สึกรักตัวละครนี้เท่าที่ควร คิดว่าเป็นเพราะอารมณ์ตึงๆ ขึ้งโกรธของเขาที่มีต่อสารพัดสถานการณ์ที่มันไม่เป็นไปอย่างที่ควรจะเป็น ทำให้เราค่อนข้างรู้สึกอึดอัด

วีร์เป็นตำรวจหนุ่มที่มีความคิดแบบคนหัวก้าวหน้ากว่าตำรวจทั่วไป ทั้งยังได้รับโอกาสที่ดีในการศึกษา การฝึกอบรมต่างๆ  เขาจึงมีความรู้ความเข้าใจในปัญหาที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยยุคนั้น (ที่หลายอย่างก็คงไม่ได้เปลี่ยนไปนักในยุคนี้) ประกอบกับการมีลักษณะของผู้นำที่ดีและเป็นคนดีอย่างที่กล่าวมาแล้ว กรมตำรวจสมควรจะได้ใช้งานเขาอย่างทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่ายิ่ง แต่ปัญหาการช่วงชิงอำนาจและใช้อำนาจแสวงผลประโยชน์โดยมิชอบ อิทธิพลเส้นสายในวงการตำรวจ ข้าราชการ และเรื่องการเมือง กลับทำให้วีร์กลายเป็นไม้ซีกที่แม้ไม่มีกำลังจะงัดไม้ซุงที่มีอำนาจเหนือกว่าให้ล้มได้ แต่ก็ย่อมเป็นที่ขวางหูขวางตา

เมื่อได้ชื่อว่ามีอำนาจเหนือกว่า ย่อมหมายความว่า วีร์ทำอะไรได้ไม่มากนัก และบางอย่างก็ทำอะไรไม่ได้เลย อารมณ์เคร่งเครียดของเขาที่ต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ที่ว่านั้น จึงทำให้เรารู้สึกเครียดไปด้วย เพราะนี่ไม่ใช่เรื่องธรรมดาสามัญ แต่เป็นเรื่องของการสูญเสียเลือดเนื้อ และความเสียหายต่อชาติบ้านเมือง

ความรู้สึกอึดอัดนี้ เป็นเช่นไร ช่างยากจะอธิบายเหตุผลออกมาเป็นคำพูด จนกระทั่งได้มีตัวละครหนึ่งโผล่ออกมา แล้วก็พ่นคำพูดออกมาเป็นชุด

"วีร์ นายเป็นคนที่ยึดถือหลักการ ถือระเบียบแบบแผนมาตั้งแต่เด็กๆ ฉันยังจำได้ดี  สมัยที่เราเป็นยุวชนทหารกันน่ะ นายได้รับคำชมเชยจากผู้บังคับหน่วยและครูว่าเป็นคนที่อยู่ในระเบียบวินัยดีเยี่ยม เวลาเรียนก็เหมือนกัน คนอื่นเขามีเล่นมีหัวกัน แต่นายน่ะไม่เอาเลย นายเคร่งเสียยิ่งกว่าพระ ..."

"ใครๆ ในหมู่พวกเราเข้าใจนายดีว่านายเป็นคนยังไง พวกเรารู้ด้วยว่าตั้งแต่ไปเป็นตำรวจ นายก็พยายามตลอดเวลาที่จะรักษาระเบียบแบบแผนที่จะทำให้สังคมตำรวจของนายให้มันเป็นสังคมสมบูรณ์"

"แต่ว่าจนบัดนี้นายก็น่าจะรู้แล้วว่านายอยู่ในสังคมซึ่งไม่มีวันที่จะสมบูรณ์ สังคมที่จะต้องขาดตกบกพร่องไปตลอดกาล เพราะอะไร? เพราะคน เพราะมนุษย์ที่ประกันขึ้นเป็นสังคมนั้นมันไม่มีวันจะสมบูรณ์ มันขาดตกบกพร่อง และจะขาดตกบกพร่องต่อไปตราบเท่าที่โลกยังมีมนุษย์อยู่"

"แต่นายก็ไม่ยอมรับความจริงข้อนี้ นายดื้อ นายพยายามจะขืนโลก นายพยายามที่จะเป็นเพอร์เฟ็กชั่นนิสต์ นายพยายามรักษาระเบียบแบบแผน ศีลธรรมประเพณี และกฏหมายโดยเคร่งครัด ในขณะที่มีคนอีกมากมายที่จะละเมิดหรือทำลายมัน เมื่อเป็นยังงั้น การปะทะกันก็เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ ถึงแม้นายจะไม่ถือเป็นเรื่องส่วนตัว แต่คนอื่นเขาก็ถือ นายพยายามรักษาอะไร ผู้ที่พยายามทำลายสิ่งนั้นก็ย่อมถือว่านายเป็นศัตรูเป็นธรรมดา"

"แล้วฉันผิดหรือเปล่าล่ะ" วีร์ถามห้วนๆ

"นายเป็นฝ่ายถูกน่นอน แต่ความถูกให้อะไรนายบ้างล่ะ? "

" ดูซิว่าเกิดอะไรขึ้นกับนายบ้าง ทั้งๆ ที่นายเป็นฝ่ายถูก นายถูกตั้งกรรมการสอบสวน ไม่ได้เงินเดือน ไม่มีตำแหน่ง ถูกย้ายไปโน่นมานี่สารพัด"

"เพราะฉะนั้นฉันควรยอมมัน เมื่อสู้ไม่ได้ งั้นรึ? "

"ฉันยังไม่ได้ว่าอย่างนั้นสักคำ  ... ไม่จำเป็นที่จะต้องยอมใครหรอก แต่ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปตั้งตัวเป็นศัตรูกับใคร หรือทำอะไรให้ใครเห็นเป็นศัตรู นายหัดวางเฉยถืออุเบกขาเสียบ้างซีวะ อะไรที่ทำได้ก็ทำไป อะไรที่ทำไม่ได้ก็เฉยเสีย"

ขุ่นพระ! Smileyอย่างกับเป็นตัวแทนมาเคลียร์ความในใจ  เออ ... นั่นแหละ! ความอึดอัดคับข้องใจที่มีต่อตัวพระเอก   ในเมื่อได้ทุ่มเททำมันอย่างถึงที่สุด จนไม่อาจจะทำอะไรได้อีกต่อไปแล้ว จะโกรธกรุ่น จะเจ็บปวดไปเพื่ออะไร โดยปกติจะชอบตัวละครที่มีอารมณ์ขันเป็นคนสบายๆ ยืดหยุ่น ปล่อยวางกว่านี้ค่ะ  หรือถ้าจะเป็นพวกพระเอกเย็นชาหัวใจชาดำเย็น พวกนั้นก็จะออกแนวไม่แยแสอะไรมากมายอยู่แล้ว  

แต่พระเอกของเราเรื่องนี้ แกใส่ใจกับทุกเรื่องทุกระเบียบนิ้วต้องถูกต้องสมควรตรงเผง และพอผลไม่ได้เป็นอย่างที่หวังจะให้เป็นก็ขุ่นมัวอยู่ตลอดเวลา.. ทำเค้าเครียดนะ   Smiley

นี่คงจะเรียกได้ว่าอิน! Smiley

ทว่า แม้จะรู้สึกอึดอัด รู้สึกไม่ค่อยชอบความตึงเปรี๊ยะ อยากได้พระเอกที่ผ่อนคลายกว่านี้ ประเภทที่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น .. ยังหัวเราะ ยังยิ้มได้  แต่คุณเชื่อไหมในใจเรากลับยอมรับเป็นอย่างดีว่าคนดีเข้มข้นและมีความดันทุรังสูงแบบพระเอกนี่แหละ ที่สังคมควรจะมีให้เยอะๆ  

"เมืองไทยยังต้องการคนดื้อ-ดื้อที่จะทำความดีอยู่อีกเป็นอันมาก เวลานี้เราก็มีคนอย่างนั้นน้อย เรามีแต่คนที่ยอมพ่ายแพ้แก่ความชั่วอยู่เต็มเมือง  นายพันตำรวจวีร์ บุญแต่ง ได้เคยแสดงให้ผมเห็นมาแล้วหลายครั้งว่าเป็นคนหนึ่งที่ดื้อจะทำความดี เพราะฉะนั้นในโอกาสที่จะจากไปรับตำแหน่งใหม่ครั้งนี้ ผมจึงขออวยพรให้มีกำลังใจกล้าแข็ง สามารถรักษาความดื้อที่จะทำต่อไปได้อีกนานๆ เพื่อจะได้เป็นตัวอย่างแก่ผู้อื่น เพื่อว่าเมืองไทยจะได้ได้มีคนอีกจำพวกหนึ่งน้อยลงและมีที่สำหรับให้ประชาชนหายใจสะดวกๆ มากขึ้น" 

คนดีตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้  เป็นสำนวนที่คงใช้ไม่ได้เสมอไป  แต่ ..
คน..ทำดีได้ดีมีที่ไหน ทำชั่วได้ดีมีถมไป ท่าทางจะเป็นไปได้อยู่บ่อยๆ 

คนดีมีน้อยก็เหมือนดั่งหยดน้ำน้อยที่ราดรดลงไปในทะเลทราย  ไม่อาจสร้างความชุ่มชื้นเปลี่ยนแปลงอะไรได้  บางครั้งคนดีจึงโดดเดี่ยว ท้อแท้และถอดใจ 

"บ้านเมืองไม่ใช่ของกูคนเดียวนี่โว้ย!" 

ข้อความบนกระดาษแผ่นนั้น ได้สะท้อนความรู้สึกของคนดีที่พ่ายแพ้ออกมาอย่างชัดเจน  

วีร์เอง .. ก็มีช่วงเวลาที่รู้สึกแบบนั้น  พอกันที  ประเทศนี้ไม่ใช่ของเขาคนเดียว

เราเองก็แอบอิน ช่างหัวบ้านเมือง .. แม่งเถอะ  Smiley

วีร์มีทางเลือกดีๆ ที่จะแสวงหาความสุขสบายให้ตัวเองได้  ทำไมต้องทนเสียสละตัวเอง และผจญความเหน็ดเหนื่อยทั้งกายใจที่ไม่ได้เกิดผลดีอะไรกับเขานัก  กรมตำรวจที่จะเป็นหน่วยงานของผู้มีอาชีพพิทักษ์สุจริตชนโดยแท้จริง ไม่มุ่งหวังผลประโยชน์อื่นใดนอกจากค่าจ้างจากประชาชนน่ะเหรอ .. เป็นแค่ความฝันแค่นั้นแหละ  

อุปสรรคน้อยใหญ่ร้อยแปดพันเก้าประการจะยังไม่มีวันลดน้อยถอยลง ความอวดฉลาดของคนโง่ ความอิจฉาริษยา ความฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมทะเยอทะยานและความเห็นแก่ตัวของคนจะไม่วันหมดสิ้นไป

แต่ .. ถ้าคนดีพากันยอมแพ้คนชั่วไปเสียหมด  แล้วจะเกิดอะไรขึ้นกับสังคมนี้ ?

คำตอบนั้น .. เราก็รู้ดี  

ชอบช่วงท้ายของเรื่องที่ทำให้รู้สึกห่อเหี่ยวมาก  อารมณ์นึกคิดประมาณ อย่าท้อสิ..คนดี
คนดีมันเป็นยาก มันก็เหนื่อยสักหน่อยน่ะแหละ  ( Smiley.. อันที่จริงอย่างที่พระเอกเหนื่อยก็ไม่หน่อยน่ะนะ )

แต่แล้วก็ได้ปรากฏเหตุการณ์ 'ไม่สิ้นคนดี' ที่น่าชื่นใจ  ทำให้นึกถึงเนื้อเพลงที่ว่า   ท่ามกลางฟ้าหม่น ตะวันประกาศศํกดิ์ศรี ลบเลือนเมฆหนาดำกาลี สาดสีส่องทางผู้คน"  ความหมายมันอย่างโดนใจเลยนะ

คนดีอาจมีน้อย แต่ตราบใดที่คนดียังมีอยู่ ความหวังก็ยังอยู่ 

และตราบใดที่ความหวังยังอยู่ กำลังใจก็ยังมี คนดีจะยังยืนหยัดต่อสู้ต่อไปได้
คนดีที่เคยท้ออย่าง นายพันตำรวจเอก วีร์ บุญแต่ง จะฮึดกลับมาตั้งหลักและต่อสู้อีกครั้ง

นอกจากคนเหล่านั้นที่ทำให้วีร์รู้ว่าเขาไม่ได้ต่อสู้อยู่ลำพังโดดเดี่ยวแล้ว

ยังมีคนดีอีกคนหนึ่งที่เป็นแบบอย่างของการไม่ท้อถอย ไม่ทอดทิ้งประชาชน 
เอาใจใส่ห่วงใยทุกข์สุข และทำในสิ่งที่ทำได้ให้ดีที่สุด 
คนดีคนนั้นคือ  .. "พระเจ้าอยู่หัว"





เป็นอีกหนังสือดีงามที่อ่านแล้วอยากจะเป็นคนดี จะได้เป็นส่วนหนึ่งของสังคมดีที่น่าอยู่ 

" เราจะต้องทำบ้านเมืองของเราให้เป็นบ้านเมืองของความดีความบริสุทธิ์ผุดผ่อง ปราศจากความทุจริตและการกดขี่ข่มเหงรังแกกันและกัน เราจึงจะเอาชนะคอมมิวนิสต์ได้"

" ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้นหรอก ... บ้านเมืองอย่างที่คุณว่ามีอยู่ในฝันเท่านั้นแหละ แต่ผมหมายความว่าเราจะต้องแสดงให้เห็นว่าความทุจริต กดขี่ข่มเหงกัน ตลอดจนความชั่วร้ายต่างๆ นั้น แม้จะมีอยู่ในสังคม แต่ก็มิได้เป็นทางไปสู่ความล่มจมฉิ่บหายของสังคมนั้นเสมอไป  ถ้าหากว่ายังมีผู้ที่พยายามยืนหยัดต่อสู้กับความชั่วร้ายเหล่านั้น ถ้าผู้กดขี่ข่มเหงรังแกผู้อื่นถูกจับกุมลงโทษ คนคอร์รัปชั่นถูกเอาตัวขึ้นศาล ความทุจริตกดขี่ข่มเหงรังแกก็ไม่มีทางที่จะนำไปสู่อวสานของสังคมได้  พูดอีกอย่างหนึ่งก็คือ เราจะต้องช่วยกันฟื้นฟูและธำรงศรัทธาที่คนไทยมีต่อสถาบันต่างๆ โดยเฉพาะกฏหมาย ศีลธรรรม ผู้รักษากฏหมาย ผู้รักษาศีลธรรม ตำรวจ พนักงานอัยการ ข้าราชการฝ่ายปกครอง ศาลและสงฆ์ ถ้าคนไทยยังมีศรัทธาแน่นแฟ้นในสถานบันต่างๆ เหล่านี้อยู่ คอมมิวนิสต์จะทำอะไรเมืองไทยไม่ได้เลย"


คำ 'คอมมิวนิสต์' ช่างฟังเป็นคำโบราณตกสมัย แต่ถ้าใครได้อ่านหนังสือเล่มนี้จะรู้ว่ามีอะไรมากมายที่ไม่ได้ตกสมัยตามไปด้วย  การแแก่งแย่งอำนาจ การใช้อำนาจอิทธิพลแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ ข้าราชการที่วางเขื่องเป็นเจ้านายกดขี่ขูดรีดประชาชน ความแตกแยกทางการเมือง  ผู้นำที่ไม่ค่อยมีความสามารถในการเป็นผู้นำ ระบบเส้นสายที่กีดกันคนมีความรู้ความสามารถให้ไม่อาจเข้ามาอยู่ในตำแหน่งแห่งที่สมควรจะใช้ความรู้ความสามารถนั้นให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อบ้านเมืองได้ บางที .. สังคมในยุคปัจจุบันนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปมากนักจากยุค ๒๕๐๔

แม้ปัญหา คอมมิวนิสต์ จะกลายเป็นอดีตไปแล้ว  แต่ก็ใช่ว่าปัญหาจะไม่มีอีกต่อไป  ลองหันไปมองปัญหาที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ของเราสิ ถึงจะคนละเรื่อง .. แต่บางอย่างมันก็คล้ายกันเสียจริง

และสิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดว่าไม่แตกต่างกัน ตำรวจตระเวนชายแดนยังคงปฏิบัติหน้าที่กันอยู่

วันนี้ยังอยู่ พรุ่งนี้จะอยู่หรือตาย ยังไม่อาจรู้ .. เพราะนั่นคือชีวิตโลดเต้นบนเส้นด้าย


Smiley Smiley Smiley

สิ่งที่นิยายเรื่องนี้มีความโดดเด่นมาก คือ อ่านแล้วเกิดความรู้สึกนึกคิดว่า นี่อาจเป็นเรื่องที่กลั่นออกมาจากชีวิตจิตใจของการเป็นตำรวจที่ผู้เขียนได้เคยพบเห็นมีประสบการณ์ผ่านรู้ และรวมถึงที่เคยได้เผชิญมากับตัวเองด้วย หรือเปล่า ? 

เพราะในส่วนหนึ่งของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับตัวละครวีร์ บุญแต่ง ก็เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้เขียนเอง  หากใครได้เคยอ่าน รอยพระยุคลบาท  ก็จะทราบ

และถึงเราจะไม่อาจรู้ว่าตัวละครนี้มีใครบางคน หรือ หลายคน เป็นตัวจริงที่เป็นต้นแบบคาแรคเตอร์บ้างไหม  เราก็เชื่อเหลือเกินว่ามีแน่ๆ  

นั่นหมายความว่า บ้านเมืองนี้ยังมีคนดีๆ ให้พึ่งพา 

อุ่นใจที่มีพวกเขาอยู่ .. 






 

Create Date : 24 กันยายน 2558    
Last Update : 24 กันยายน 2558 10:50:59 น.
Counter : 1062 Pageviews.  

คู่เรียงเคียงขวัญ - นิยายนอกสายตา..แต่มาวิน


คู่เรียงเคียงขวัญ  เขียนโดย อัญชรีย์ สำนักพิมพ์แจ่มใส 



‘กตัญญู’ หรือ ‘หมอวิน’ ขึ้นชื่อในเรื่องปากหมะ...เอ่อ ปากไม่ดี ห้าว ห่าม ดื้อรั้น และหวงความโสดเป็นที่หนึ่ง แม้จะขี้อ่อยไปทั่วแต่ไม่มีทางคิดจริงจังกับใครง่ายๆ เพื่อนๆ มักบอกว่าเขาคือ ‘แรดตัวพ่อ’

เมื่อวันหนึ่ง ‘แรดตัวพ่อ’ ถูกบังคับให้ต้องแต่งงานกับผู้หญิงเนี้ยบ เคร่ง เครียด เป๊ะทุกองศา เขาจึงทั้งช็อคทั้งอึ้ง แต่ทุกอย่างบีบให้ปฏิเสธไม่ได้ เขาจึงได้แต่ดิ้นรนหาทางให้เธอเป็นฝ่ายยกเลิกการแต่งงานครั้งนี้ แต่...นอกจากเธอจะอดทนได้แม้ว่าเขาจะทำตัวให้ถ่อย...เอ่อ แย่สุดๆ แล้ว เธอยังยืนยันอีกว่าพร้อมจะใช้ชีวิตคู่แบบจริงจัง ไม่ใช่แต่งงานกันแค่ในนาม แถมยังบอกเขาอย่างมั่นใจว่า เชื่อว่าเขาจะต้องหลงรักเธออย่างแน่นอน 

ฮะ! ผู้หญิงคนนี้จะประหลาด น่ากลัว ชวนหลอนไปไหน?!

ก่อนหน้านี้เขากับเธอไม่เคยพูดกันซักครั้งด้วยซ้ำ ถ้าไม่นับที่เขาเอาริมฝีปากไปประกบริมฝีปากเธอมาก่อน...ก็แค่นั้นเอง!


"พลอตคลุมถุงชน" เปรียบเหมือนอาหารจานโปรดอย่าง "ข้าวผัดกระเพรา"  อาหารพื้นๆ ชิวๆ  จะร้านไหน จะรสมือใครก็กินได้   น้อยครั้งนักที่จะรู้สึกว่าผัดกระเพราไม่อร่อย ซึ่งถ้าพบว่าเป็นเช่นนั้น ก็คงจะเลิกรากันกับร้านนั้นไปเลย เพราะมันเบสิคมากๆ ถ้าทำผัดกระเพราะไม่อร่อยก็ไม่เชื่อว่าอย่างอื่นมันจะอร่อยได้  (คิดเองเออเองในแบบนั้น)

แต่ถึงจะชอบพลอตคลุมถุงชนเหมือนชอบผัดกะเพรา ก็ยังปล่อยเรื่องนี้เอาไว้ซะนาน  เคยอ่านรีวิวพบความรู้สึกในลักษณะไม่ชอบนางเอกของเรื่องด้วย  ก็เลยยิ่งพาเฉยๆ ไป     พอมีโอกาสได้อ่านเข้าจริงๆ แล้ว รู้สึกเลยว่า เกือบพลาดของดีไปซะแล้ว

นางเอกที่อาจจะไม่เป็นที่ชื่นชอบสำหรับบางคน  แต่เรากลับชอบเธอมาก 

หลังจากเริ่มต้นอ่านไม่กี่หน้าแล้วพบว่านางเอกมีคาแรคเตอร์แปลกซะจริงๆ ผู้หญิงคนนี้ ก็ทำให้รู้สึกว่านี่คือความพิเศษ แหวกแนว เธอไม่เหมือนนางเอกในนิยายเรื่องไหนที่เคยอ่านเลยสักคน 

" ครองขวัญ"  เย่อหยิ่ง ถือตัว กระด้าง เย็นชา ความน่ารักสักนิดหามีไม่  ยามปกติหน้าตาแข็งทื่อ  ยามไม่ปกตินับว่าอารมณ์แปรปรวน โมโหง่าย  ตรรกะความคิดก็แปลกๆ เอาแต่ได้ เอาแต่ใจ ความเข้าอกเข้าใจคนอื่น ...ไม่มี   คือ .. อะไรของเธอคะ   อย่างกับมีปัญหาแอบจิต  

แรกๆ เหมือนจะเป็นเช่นนั้น  จึงเป็นกลายเป็นคาแรคเตอร์แปลกที่ดึงดูดความสนใจอย่างแรง อ่านติดหนึบตั้งแต่หน้าแรกยันหน้าสุดท้ายแบบรวดเดียวจบ

แล้วก็พบว่าความไม่น่ารักเอาซะเลยทั้งหมดที่กล่าวมานั้น เป็นเพียงเกราะที่เธอสร้างมันขึ้นมาเพื่อปกป้องตัวเอง  ความเสแสร้งแข็งกระด้างกลายเป็นเครื่องปิดกั้นตัวเองจากคนรอบข้าง แรกๆ มันก็น่าหมั่นไส้มากอยู่ แต่แม้เพียงพฤติกรรมเล็กน้อยกับคนที่เธอลดกำแพงลงเป็นมิตร หรือไว้ใจมากพอจะเปิดใจให้ (ซึ่งมีอยู่น้อยคนมาก) ก็เพียงพอที่จะทำให้เข้าใจตัวละครนี้ได้ว่าลึกๆ คงมีอะไรซ่อนอยู่ 

ปมที่อยู่ในใจของครองขวัญ  ในความคิดของเราอาจไม่ใช่เรื่องชวนอึ้งตะลึงงันระดับโศกนาฎกรรมอะไรทำนองนั้น   แต่ก็ไม่ได้ทำให้รู้สึกขัดแย้งกับการที่เธอจะเติบโตขึ้นมาอย่างคนที่ขาดความรักความอบอุ่น  หรือ เจ็บปวดอย่างที่เป็น

และเมื่อคนที่เอาแต่ซ่อนตัวอยู่แต่ในกำแพงของตัวเองอย่างครองขวัญ  มาเจอกับพระเอกปากหมะ ปากเปราะ และปากสื่อตรงจากความคิดอย่างหมอวิน   เธอ ที่ไม่รู้จะพูด จะแสดงความรู้สึกออกมาอย่างไร กับเขาที่ .. คิดอย่างไร พูดอย่างนั้นอย่างเปิดเผย ตรง-แรง แทงใจดำ!

การที่ใครสักคนมาว่าเราปาวๆ  เกี่ยวกับข้อเสียของเราอย่างไม่ไว้หน้า
การที่ใครสักคนมาตัดสินเรา วิพากษ์วิจารณ์การใช้ชีวิตของเราฉอดๆ อย่างไม่ถนอมความรู้สึก
ทั้งที่ ... คนๆ นั้น ไม่ได้รู้จักเราดีพอ   ไม่ได้รู้ตื้นลึกหนาบาง ความเป็นมาในชีวิตเรา
ไม่เคยจะมาห่วงใย ใส่ใจ  เพื่อรับรู้ และเข้าใจ ..แม้เพียงสักนิด  ..

อืม ...ความไม่ยุติธรรมแบบนั้นเองที่ทำให้เรารู้สึกว่าทุกครั้งที่หมอวินต่อว่าครองขวัญ  

ขอบอกเลย มันเจ็บมากกกกกกกก 

"คุณคงอยากสอนเอาบุญก่อนเลิกกันกระมัง
 แต่นึกหรือว่าฉันจะรู้สึกขอบคุณเป็นล้นพ้นที่คุณช่วยชี้แนะ
 ไม่มีวันเสียหรอก ฉันเกลียดคุณ เกลียดที่สุด" 
--

"คนที่ไม่เคยมองฉันในแง่ดีอย่างคุณ มันจะไปเข้าใจอะไร
 คุณไม่เคยเข้าใจอะไรสักอย่าง!"

ณ จุดๆ นั้น   ที่ความอดทนของเธอได้ถึงขีดสุด  กรีดร้องอย่างเสียจริต ระเบิดถ้อยคำที่ได้พร่างพรูความลับความรู้สึกในหัวใจออกมา   เราก็ถึงขั้นน้ำตาร่วงเป็นสาย ...... 


แล้วต่อจากนั้นมาในครึ่งหลัง   เรื่องยิ่งสนุกขึ้นอีกมาก   เมื่อคนที่เป็นฝ่ายถูกรักเพิ่งเริ่มจะรักตอบ  แต่คนที่เป็นฝ่ายรักข้างเดียวมาตลอด ได้ปลงตกและตัดสินใจที่จะ..พอได้แล้ว     สำหรับพลอต "รักข้างเดียว" ความสนุกที่สุดสำหรับเราจะอยู่ที่จุดนี้เป็นสำคัญ ซึ่งที่เคยคอมเมนท์ไว้ในบล็อกรีวิวเรื่องนี้ของคุณ Sab Zab'  ก็ยังเคยเขียนไว้แบบนี้
โอ้ว น่าอ่านจัง ท่าทางจะเป็นแนวของเราเลย เหมือนกับตอนอีกฝ่ายเริ่มจะเปิดใจ ในจังหวะที่อีกฝ่ายก็ยอมรับจะถอยแล้วเนี่ย ของที่ทิ้งไปแล้วใช่ว่าจะได้คืนมาง่ายๆ 

พลอตแบบนี้เราชอบค่ะ
โดย: prysang วันที่: 14 กันยายน 2557 เวลา:17:20:08 น.

ทั้งที่ไม่ได้มีอารมณ์รอสะใจพระเอกเหมือนเรื่องอื่นๆ  ในช่วงแรกที่หมอวินไม่รักครองขวัญมันเป็นเรื่องที่เข้าใจง่ายมาก  เขาไม่ได้ทำผิดอะไรให้รอสมน้ำหน้าว่างั้นเถอะ  แต่จุดนี้ของ  "คู่เรียงเคียงขวัญ" ก็ยังสนุกถูกใจจริงๆ  


"แต่ยังไง ...ฉันก็ต้องขอโทษที่ทำให้คุณเดือดร้อนไปด้วย นับจากนี้ฉันจะเลิกดันทุรังแล้ว ...." 

ความตกใจอย่างคาดไม่ถึงของคนฟัง ปรากฏออกมาทางสายตาเพียงวูบเดียว 

.....

"  .. ฉันเป็นพวกที่รักใครยากมาก แต่หน่ายยากยิ่งกว่า...."

"แต่ถ้าตัดใจได้แล้ว  ฉันจะไม่มีทางเหลียวกลับไปแลอีกเลย" 

....

เมื่อมองสบตาเธอ เขาเห็นเพียงความสงบและว่างเปล่า หรือว่า ..
พอเธอคิดตัดใจจากเขา อารมณ์ร้อนแรงที่เคยทำให้ปั่นป่วนว้าวุ่น
จนต้องคอยหาเรื่องเขาแทบทุกครั้งที่เจอกัน   ก็พลอยหายไปด้วย 
ความหวั่นไหวคงถูกแทนที่ด้วยความเยือกเย็นจากการปรับตัวปรับใจยอมรับความจริง 
ความตื่นเต้นต่างๆ ก็คงเลือนหายไปเพราะเธอเลิกคาดหวังอะไรๆ จากเขา
....

หมอวิน ที่เคยเต็มไปด้วยอคติ และ ออกตัวแรงมาตั้งแต่ต้นว่าไม่รักไม่ชอบ ไม่สนใจ  ไม่มีทาง ..  หากจะเปลี่ยนใจมาชอบมารัก ผู้หญิงที่ไม่เคยถูกใจ ไม่ใช่เสป็ค และตั้งป้อมปฏิเสธไม่ยั้ง  ย่อมไม่ใช่แค่เป็นการกลืนน้ำลาย แต่เป็นการกลืนอะไรบางอย่างที่หมอปั๊บ เพื่อนปากมอมคนสนิทได้กล่าวไว้


"มีอะไรรึเปล่าวะ ทำไมทำหน้าแบบนี้ ให้เดานะ ฉันว่าตอนนี้..
ต่อให้เป็นขี้ตัวเองแกก็คงยอมกลืน อย่าว่าแต่น้ำลาย .."

วาจาบาดลึกที่จงใจจับผิดฉับพลันอย่างไม่ให้ทันตั้งตัวของปณิธินั้น
ชวนให้หลอนอย่างลึกซึ้งไปถึงขั้วหัวใจ ทำเอาคนฟังสะอึกอย่างแรงจนหน้าถอดสี

....

ชายหนุ่มอึ้งไปและพูดอะไรไม่ออก 
กระบวนการทางความคิดของเขาเหมือนจะไร้ประสิทธิภาพไปอย่างสิ้นเชิง 
สิ่งที่เขาพูดออกไปเมื่อครู่เป็นสิ่งที่เขาไม่ได้คิดอ่านมาก่อนอย่างเป็นเรื่องเป็นราวด้วยซ้ำ 
มันแค่วูบๆ ขึ้นมาในหัวเป็นบางครั้งในระยะนี้ ซึ่งเขาคิดว่าทั้งหมดนี้น่าจะเกิดจากความสงสาร

.....
การที่เธอไม่มีท่าทีว่าโกรธเลยสักนิด  ... ทำให้ชายหนุ่มรู้สึกแปลกพิกล 
รสชาติที่แผ่ซ่านอยู่ในใจมันคล้ายกับความขมขื่นอย่างประหลาด 
ทั้งที่จริงๆ เขามีเหตุผลมากมายที่จะอธิบายให้เธอฟัง แต่ก็กลับไม่อาจบอกออกไปได้ 

....

สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ วูบแรกกตัญญูรู้สึกงุนงงกึ่งๆ ผิดหวังอย่างบอกไม่ถูก 
พอวูบต่อมาก็หงุดหงิดถึงขั้นโกรธ และโกรธจนไม่รู้จะโกรธอย่างไร
 เขาโมโหจนต้องมานั่งทบทวนว่า ... ตัวเองโมโหอะไรอยู่

...

ข้อความที่เขาส่งถึงเธอเป็นข้อความสั้นๆ ที่เรียบง่าย
ราวกับไม่มีอารมณ์ใดๆ เจือปนอยู่ในทุกถ้อยคำ  ไร้ซึ่งร่องรอยของความรู้สึกที่ซ่อนอยู่ 
 คนอ่านเอง ...ก็คงไม่มีวันรู้ว่าเขาต้องข่มกลั้นความรู้สึกแท้จริงเอาไว้อย่างยากเย็นขนาดไหน
 และต้องใช้เวลาครุ่นคิดนานเท่าใดกว่าจะยอมกดส่งมันไปในที่สุด 
...


ในเมื่อไม่เคยรัก เอาแต่ผลักไสไล่ส่ง แถมยังปากหมาใส่ใช่ย่อย  นินทาไว้กับเพื่อนก็ใช่น้อย  บทจะเผลอใจรู้สึกแปลกๆ ขึ้นมา  มันก็เป็นทิฐิที่ทำให้พยายามจะต่อต้านความรู้สึกนั้น คิดเองเออเองว่าเป็นเพียงเพราะความสงสาร  หาข้ออ้างโน่นนี่  ไม่อาจยอมรับได้สักทีว่าที่หงุดหงิด เคร่งเครียด กังวล ทุกข์ใจ เป็นเพราะอะไร    กว่าจะรู้ตัวว่าคือ ความรัก จะสายไปหรือเปล่า .. เธอจะหมดใจไปแล้วหรือยัง  


"ให้อภัยและให้โอกาสผมอีกครั้งได้ไหม อย่ารังเกียจความเอาแต่ใจของผมเลยนะ
 บอกทีว่าคุณยังรักผมอยู่ ยังรักผมอยู่ไหมครองขวัญ"

---

แต่เหนือสิ่งอื่นใด ... เขายังอยากฟังคำบอกรักจากเธอจนตัวสั่น 
จนกระทั่งตัวเองก็ยังไม่เข้าใจว่าทำไมต้องการได้ยินมันมากมายถึงขนาดนี้

นอกจากคาแรคเตอร์ของ ครองขวัญ กับ หมอวิน จะทำให้เรื่องราวความรักของเขาและเธอสนุกมาก บางทีก็ตลก บางทีก็ดราม่าซะน้ำตาเอ่อล้น  พอฉากหวานก็ทำเอาเคลิ้มซะต้องอ่านซ้ำอยู่สองสามหน....   ตัวละครอื่นๆ ก็ยิ่งส่งเสริมให้เรื่องสนุกและน่ารัก แอบชอบ  "หมอปั๊บ-ปณิธิ" ไปแล้วตั้งมากมาย ออกมาทีไรทำให้ยิ้มได้ทุกที  ทั้งที่ยังไม่เคยได้อ่านเรื่อง "มารร้ายคู่หมายรัก" ของเขาเลย  ทั้งยังชอบ "พี่คี-คิรากร" พี่ชายของหมอวินมาก จนคิดว่าต้องห "เจ้าหญิงเม็ดทราย"าลองสักหน่อย  เท่านั้นยังไม่พอ  การปรากฏตัวของ "หมอเปิ้ล" น้องสาวของหมอปั๊บ ก็แอบชอบเธอขึ้นมาตระหงิดๆ คงต้องจัด "ปรายใจ" พ่วงคู่ "หมอภีม" กับ "พริมา"  พ่อแม่ของเด็กชายที่น่ารักอย่าง "พุกก้า" ไว้ในลิสต์รออ่านด้วยเหมือนกัน

รู้จักนามปากกา "อัญชรีย์" มานานพอสมควร แต่เนื่องจากของ สำนักพิมพ์แจ่มใส ไม่ค่อยได้อ่านเป็นประจำ จึงจำไม่ได้ว่าอ่านเรื่องไหนของเธอมาบ้าง นอกเหนือไปจาก ลัดฟ้าวิวาห์ลวง ที่ชอบมากและมีเหตุมีผลมาจากคาแรคเตอร์ของนางเอกด้วยเช่นกัน โดดเด่นเป็นโอตากุที่สร้างความอึดอัดให้พระเอกแทบระเบิด มันตลกและสนุกดี 

แต่นับจากนี้ ถ้าถามว่าชอบเรื่องไหนของอัญชรีย์มากที่สุด "คู่เรียงเคียงขวัญ"  มาวิน .. ที่หนึ่ง 

ไว้ได้อ่านเรื่องของบรรดาหมอๆ ที่เหลือแล้ว ค่อยมาว่ากันอีกทีว่าตำแหน่งนี้จะยังอยู่ดีหรือเปล่า





 

Create Date : 01 กันยายน 2558    
Last Update : 2 กันยายน 2558 16:19:07 น.
Counter : 2450 Pageviews.  

จนกว่าจะรักกัน - ต้องการเวลาก็จะให้ นานเท่าไหร่ก็จะรอ



จนกว่าจะรักกัน โดย คณิศร์นิชา สำนักพิมพ์ ปองรัก


การพบกันที่ผิดพลาดของ ผู้หมวดปราการ กับหญิงสาวไม่คุ้นหน้าทว่าสวยจัด
ทำให้คิดไปว่าเธอเป็นสาวไซด์ไลน์ อีกทั้งยังเป็นพวกแก๊งลักพาตัวเด็ก
ทั้งที่เข้าใจว่าเธอมีอาชีพผิดศีลธรรมอย่างนั้น แต่ก็ยังห้ามใจไม่ไหว
และกว่าจะรู้ความจริงว่าเธอเป็นใคร เรื่องราวก็เลยเถิดจนแทบกู่ไม่ยอมกลับ

สำหรับสาวสวยนักเรียนนอกอย่าง ขวัญข้าว
ปมในใจที่เกิดจากครอบครัวแตกแยก ทำให้เธอไม่คิดจะผูกสัมพันธ์กับใครทั้งสิ้น
แม้เพื่อนรักอย่างน้ำอิงจะนำเสนอพี่ชายให้อย่างเต็มที่แล้วก็ตาม
โดยหารู้ไม่ว่าผู้หมวดคนดีในสายตาน้องสาวนั้น ไม่เคยมองเธอในแง่ดีเลย

หากเมื่อเหตุการณ์พลิกผัน ก่อให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซ้อนระหว่างกัน
ขวัญข้าว ยิ่งอยากหนีหาย ขณะที่ ปราการ เปลี่ยนความตั้งใจ พลิกคนละขั้ว
เขามุ่งมั่นเดินหน้า แสดงเจตนารมย์ว่าอยากดูแลเธ
แต่จะเป็นไปได้สักแค่ไหน ในเมื่อหัวใจของหญิงสาวตั้งป้อมต่อต้านเขาเสียแล้ว

*******

“บอกมาสิว่าพี่ต้องทำยังไงข้าวถึงจะหายโกรธ พี่ยอมทำทุกอย่าง
ขออย่างเดียวให้เรื่องของเรากลับไปเป็นเหมือนเดิม”

เขายอมรับว่าตัวเองผิด แต่ใจคอหล่อนจะไม่ให้อภัยกันเลยหรือ

“เหมือนเดิม...เหมือนที่พี่ไม่เคยมองข้าวในแง่ดีสักครั้งหรือคะ 
พอดีกว่าค่ะ ขอให้เราเลิกแล้วต่อกันแค่นี้”

“ได้ยังไง ข้าวเป็นของพี่แล้ว พี่ล่วงเกินข้าว พี่ต้องรับผิดชอบ กลับไปเราจะแต่งงานกัน”

“ไม่ค่ะ ไม่แต่ง เรื่องแค่นั้นข้าวไม่ถือ ข้าวไม่ต้องการความรับผิดชอบอะไรทั้งนั้น 
จากนี้ไปเราไม่ต้องมาพบมาเจอกันอีก ถือเสียว่าเราไม่เคยรู้จักกัน"


Credit : fanpop.com

คิดว่าปกหลังน่าจะโปรยแค่เพียง "เรื่องย่อ" ที่อ่านแล้วน่าสนใจ "การเข้าใจผิด" น่าจะทำให้เรื่องราวความรักสนุกดี  แต่พอมีเพิ่มมาอีกส่วน ทำให้รู้เลยทันทีว่าการเข้าใจผิดจะนำไปสู่อะไรๆ อิหรอบเดิม  แต่ก็เอาเถอะ ถ้าเทียบกับชื่อตัวละคร ทัลก์หิรัญ กับ  ณัฐวลัญธ์  (ร้อยเล่ห์เสน่หา) หรือ ชื่ออื่นๆ ของพระเอกนางเอกในนิยายที่ขยันสะกดยากๆ อ่านออกแต่อ่านไม่รื่นใจแล้ว  ชื่อ ปราการ กับ ขวัญข้าว  ในนิยายเรื่องนี้ ถือว่าเป็นชื่อสั้นสองคำที่เรียบง่าย และน่ารักดี

ผู้เขียน คณิศร์นิชา  ออกตัวไว้แรงใน "นักเขียนพูดคุย" หน้าแรก 

"หวังเป็นอย่างยิ่งว่านิยายรักน้ำเน่าที่มีเงาพระจันทร์ดวงโตลอยเด่นเรื่องนี้ จะสร้างความสุขให้กับผู้อ่านทุกท่านนะคะ"  

บังเอิญเสียจริง  เพราะกำลังอยู่ในโหมดอยากอ่านนิยายน้ำเน่าอยู่พอดี

อุปสงค์ อุปทานตรงกัน  นับว่าลงตัว

แต่ก็อีกแล้วที่ "นักเขียนพูดคุย"  ได้สรุปไว้แบบรู้ได้เลยคร่าวๆ 
ว่าเรื่องราวจะเริ่มต้น ดำเนินไป และจบลงอย่างไร 

จึงลดทอนแรงดึงดูดใจไปอีกหลายส่วน แต่หนังสือซื้อมาใหม่ในช่วงต้องอ่านเลย อย่าได้ละไว้ไปเพิ่มกองดองเพื่อไม่ให้รู้สึกผิดกับมันไปมากกว่านี้อ่ะนะ

เลือกมาก็ไม่ผิดหวังนะคะ  ชอบคาแรคเตอร์พระเอกนางเอกมาก อีกทั้งชื่อของตัวละคร ปราการ - ขวัญข้าว เวลาใช้เป็นสรรพนามเรียกขานแล้วน่ารักดี    แต่ก่อนที่่นางเอกของเราจะยอมเรียกเขาว่า "พี่น้ำปิง"  เรียกแทนตัวเองว่า "ข้าว" ก็ต้องมีดราม่ากันก่อนนะ  ชอบที่นางเอกเป็นคนใจแข็ง ไม่ค่อยโอนอ่อนผ่อนปรนกับพระเอกที่มักจะตีมึนเข้าหาไปง่ายๆ 

นอกจากจะใช้อำนาจหน้าที่ของการเป็นตำรวจตีมึนแล้ว ยังต้องเรียกว่าแถเป็นอย่างมาก

แม้จะเข้าใจผิดก็ยังรู้สึกชอบ แม้จะวู่วามตัดสินคนไปแล้วจากเปลือกนอก (ที่สวยมาก) และถ้อยคำที่ได้ยินผิวเผินไม่กี่คำ ก็ยังติดตาต้องใจผู้ต้องสงสัยที่เปลี่ยนสถานะเป็นพยานอยู่ไม่ลืม  ยังหาเรื่องเอาตัวมาเกี่ยวข้อง 

"ก็ได้  แต่คราวหน้าขอผมเป็นฝ่ายเลี้ยงคุณบ้างนะครับ" อันที่จริงอยากถามว่าคุณเปลี่ยนคนเลี้ยงดูเป็นผมได้ได้  และที่จริงมากๆ คือ ผมยินดี 'เลี้ยง' คุณแบบผูกขาดคนเดียวจะได้หรือเปล่า

เข้าใจแล้วว่าทำไมพวกเสี่ยถึงชอบมีเด็ก ทำไมผู้ชายแอบมีเมียน้อย แอบซุกกิ๊กกัน ก็ขนาดปราการ แค่มองหน้าสบตายังอยากจะมีกิ๊กขึ้นมาทั้งที่ยังโสด เหมือนโดนของดีคาถาเด็ดที่ทำให้รู้สึกถึงแรงดึงดูดมหาศาล หลงใหล ณ จังงัง เกิดเป็นความเสียดมเสียดายอย่างสุดซึ้ง  พอรู้ว่าไม่ใช่ ..อย่างที่คิด ปราการก็เดินหน้าเต็มสตรีม เทใจรัก เพื่อนสนิทของน้องสาว-น้ำอิง เข้าหมดจิตหมดใจ  อาจจะดูเหมือนรักที่ง่ายและเร็ว แต่เมื่อหัวใจรับรู้แล้วว่าเป็นคนที่ใช่  จะต้องรออะไรอีก 

แต่ปราการ หรือ พี่น้ำปิง จะรักขวัญข้าวมากแค่ไหน ไม่ได้หมายความว่าจะได้รับตอบแทนมาในความรู้สึกที่เท่ากัน   เพราะสำหรับขวัญข้าว ที่เป็นเด็กมีปัญหาบ้านแตก ไม่ศรัทธาในความรัก ไม่ง่ายเลยที่จะไว้ใจในความรักของน้ำปิง 

รักมาก ก็หวงมาก เป็นเหตุให้วู่วามเข้าใจผิดได้โดยง่าย และก็ทำให้ตัวเองเสียใจมาก  ขวัญข้าวเป็นคนปากแข็ง ใจแข็ง รักคนยาก แต่เมื่อรักแล้ว เขากลับทำให้เธอต้องสูญเสียความนับถือ ศรัทธาที่มีให้ไปง่ายๆ 

ถ้าไม่เคยเชื่อใจและมองเธอในแง่ร้ายขนาดนั้น ที่อยากลองรัก ลองไว้ใจ ก็หมดใจ รักแท้สำหรับเธอมันคงไม่มีอยู่จริง

แต่ปราการไม่อาจจะตัดใจ เขาขอยอมทำทุกอย่าง ต้องการเวลาก็จะให้ นานเท่าไหร่ก็จะรอ จนกว่าจะรักกัน


แม้จะมีบางอย่างไม่ค่อยถูกใจ  

- บางทีตรรกะของตัวละครก็ไม่ตรงกับตัวเอง  รู้สึกว่าบางพฤติกรรมของตัวละครก็ไร้สาระ ยกตัวอย่างเช่น การถูกเข้าใจผิดว่ามีอาชีพเป็นเด็กเสี่ย แล้วเสียใจมากมาย ฟูมฟายเป็นน้ำตา ถึงขนาดจะเลิกคบกับเพื่อนสนิท ถึงขนาดเก็บกระเป๋าจะกลับไปต่างประเทศ  จะไม่อยู่แล้วเมืองไทย งานการจะไม่ทำแล้ว ?  คือ โดยส่วนตัวแล้วคิดว่าอาการดราม่านี้มันเป็นอะไรที่ 'เยอะ'  

- พระเอกญาติเยอะจัด คนเป็นลุงป้าน้าอา ไม่ได้เรียกลุงป้าน้าอา แต่เรียกเป็นพ่อเป็นแม่ ซึ่งเป็นการแสดงออกถึงความสนิทสนมรักใคร่กลมเกลียวของญาติพี่น้อง ก็อบอุ่นดีอยู่หรอกนะ แต่พอมันเยอะรวมๆ เรียกพ่อเรียกแม่ได้แปดคน ทำให้สับสนพอๆ กับลูกพี่ลูกน้องที่นับเป็นน้องชายน้องสาวที่จำไม่ได้ว่าเป็นลูกพ่อแม่คู่ไหน เป็นคู่ลุงป้า หรือคู่น้าอา   แต่ถือว่าไม่ได้เป็นสาระสำคัญกับเรื่องหลักจึงไม่ได้พยายามจะจดจำ แค่รับรู้ว่าเป็นครอบครัวแสนรักแสนสนิทก็พอ 

- รู้สึกว่ามีส่วนเกินจากความไม่ลงตัว  คิดว่า "น้ำฟ้า" กับ "สกาย" เพื่อนของพี่ชายฝาแฝด  จะเป็นความรักที่น่าสนใจชวนติดตามอีกคู่ พ่อแม่ของน้ำฟ้าเป็นคู่รักดาราหน้าตาดี  น้ำฟ้าจึงเกิดมาเป็นคนสวยมาก พี่ชายฝาแฝดที่หล่อมากก็หวงมาก ทางฝ่ายเพื่อนตนก็กันท่ากับสกายชัดเจนว่าห้ามจีบ  ทางฝ่ายน้องสาวตนก็โกหกน้องว่าเพื่อนพี่คนนี้น่ะเป็นเกย์  ดังนั้น น้ำฟ้า กับ สกาย จึงถูกใส่เข้ามา  เหมือนจะเน้นแต่ก็ไม่เน้น มันครึ่งๆ กลางๆ อย่างบอกไม่ถูก สุดท้ายก็ไม่มีบทสรุปด้วย 

แต่นอกเหนือจากสามประเด็นนี้แล้ว  เรื่องราวความรักของพระเอกนางเอกน่ารักดี เพราะคนหนึ่งโจ่งแจ้งชัดเจนมาก ส่วนอีกคนไม่ค่อยแสดงออกว่ามีใจให้กันบ้างหรือเปล่า ความรักที่เกิดขึ้นง่ายๆ ของพี่น้ำปิง แต่รักแล้วปักใจรักเลย กับความรักที่ยอมรับยากของขวัญข้าว ที่แม้รักแล้วก็ยังลังเลไม่แน่ใจกับการจะฝากชีวิตไว้กับใครสักคน  .. จัดอยู่ในเกณฑ์ชอบค่ะ 


และชอบชื่อตัวละครเรื่องนี้มากค่ะ  ขวัญข้าว พี่น้ำปิง น้ำอิง น้ำฟ้า  ... 




 

Create Date : 30 สิงหาคม 2558    
Last Update : 31 สิงหาคม 2558 6:51:31 น.
Counter : 1089 Pageviews.  

1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  

prysang
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 96 คน [?]




จำนวนผู้ชม คน : Users Online
New Comments
Friends' blogs
[Add prysang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.