Group Blog
 
All blogs
 
One Hundred Years of Solitude หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว


Gabriel Garcia MarQuez  เขียน
ปณิธาน - ร.จันเสน  แปล
พิมพ์ครั้งที่ ๔ ,   สำนักพิมพ์ สามัญชน ตุลาคม ๒๕๕๒


นวนิยายชิ้นเอกแห่งศตวรรษที่ ๒๐ ที่ได้รับการยกย่องจากวงวรรณกรรมโลกเป็นเอกฉันท์ว่าทั้งยอดเยี่ยมและยิ่งใหญ่ ไม่มีผลงานเล่มใดของใครอื่นในยุคเดียวกันสามารถเทียบเคียงได้อีกแล้ว 

เรื่องเล่าอันพิสดารพันลึกที่ผสมผสานไปด้วยบรรยากาศและเหตุการณ์กึ่งจริง-กึ่งเหนือจริงผ่านตระกูล 'บูเอนดิยา' รวมหกชั่วอายุคน โดยเริ่มต้นตั้งแต่สมัยลงหลักปักฐานใน 'มาคอนโด' เมื่อครั้งที่ยังเป็นแค่หมู่บ้านเล็กๆ และโลกยังขาดไร้ถ้อยคำสำหรับใช้เรียกขานมากสิ่งหลายอย่างเป็นต้นมา...               

ระยะเวลากว่าหนึ่งศตวรรษกับเรื่องราวที่อุบัติขึ้นกับสมาชิกของครอบครัวหนึ่ง ใช่เพียงสะท้อนถึงปัญหาและชะตากรรมของผู้คนพลเมืองในดินแดนละตินอเมริกา หากยังช่วยให้ผู้อ่านแลเห็นเนื้อแท้ของเหตุการณ์ทางสังคม การเมือง ตลอดเรื่องราวอื่นๆ กระทั่งได้รับการชื่นชมสรรเสริญในฐานะมหากาพย์ร่วมสมัยที่เผยความเป็นไปของประเทศโลกที่สามได้อย่างถึงแก่น 

'หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว' คือบทพิสูจน์ถึงอำนาจของเรื่องเล่าอันทรงพลังอีกครั้งอย่างไม่มีข้อกังขา ส่งผลให้ 'กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ' กลายเป็นนักเขียนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอีกคนของโลกตราบจนถึงทุกวันนี้ 

และนี่คือนวนิยายที่ได้รับการลงความเห็นจากทุกสำนักทางวรรณกรรมมาแล้วให้เป็นหนังสือยอดเยี่ยมตลอดกาล

ผลงานนักเขียนรางวัลโนเบล พ.ศ.๒๕๒๕ (ค.ศ.๑๙๘๒ ) กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ

นวนิยายสุดวิเศษเรื่องนี้คือความมหัศจรรย์ที่มีทั้งความน่ารักอ่อนหวานและการเยาะหยันอันร้ายกาจ
(New Statesman & Society)

มาร์เกซกระโดดขึ้นเวทีนักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ของโลกได้สง่างามยิ่งด้วยนวนิยายเรื่องนี้!
(The New York Times)

นวนิยายที่ได้รับการแซ่ซ้องสรรเสริญสูงสุดในยุคสมัยของเรา
(The New York Review of Books)

สุดยอดนวนิยายในรอบร้อยกว่าปีที่หาตัวจับได้ยาก สร้างความประหลาดใจทางการอ่านได้ไม่หยุดหย่อน
(Look Magazine)

ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือหนึ่งในนวนิยายชิ้นเยี่ยมแห่งศตวรรษ
(The Times Educational Supplement)





อยากจะบอกว่าต่างๆ นานา ที่กล่าวมามันมีผลต่อการตัดสินใจซื้อหนังสือเล่มนี้ก็จริง แต่ก็ไม่มีอะไรเป็นแรงผลักดันได้มากเท่าชื่อเรื่อง  "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว"  ก็ทำไมต้องโดดเดี่ยวเป็นร้อยปี ?  นั่นคือคำถาม ที่ต้องการค้นหาคำตอบ  เช่นเดียวกับที่คิดว่าจะต้องมีเหตุผลดีๆ ที่ทำให้วรรณกรรมเรื่องนี้ถูกแปลไปกว่า ๓๐ ภาษาทั่วโลก  จึงอยากรู้นัก มันคืออัลไล? 

อ่านช่วงแรกถึงกับมึน ..ด้วย ชื่อตัวละคร  แล้วต่อมาก็เริ่มอึนนน กับการดำเนินเรื่องในเชิงบรรยายเล่าเรื่องที่มีบทสนทนาเป็นประโยคคำพูดอยู่เพียงประปรายเท่านั้น จนถึงกับต้องพักการอ่านไประยะหนึ่ง 


โชคดีที่ซื้อมาราคาเอาเรื่อง  ตั้ง ๕๗๐ บาท เป็นโรคจิตส่วนตัวที่จะไม่ย่อท้อต่อความยากลำบากกับหนังสือที่ได้ลงทุนซื้อมาแล้ว   และมันก็เป็นความจริงที่ว่า ในการอ่านหนังสือ บางครั้งก็ต้องอาศัยช่วงจังหวะอารมณ์เหมือนกัน จากที่เคยอึนๆ มึนๆ เมื่อกลับมาอ่านอีกครั้ง อาศัยภาพแผนผังแสดงสาแหรกตระกูลบูเอนติยาคอยช่วยในเรื่องชื่อตัวละครสักพักนึงก็จดจำได้ดี  และแม้จะเป็นการเล่าเรื่องเชิงบรรยาย แต่อะไรบางอย่างก็ทำให้ความรู้สึกเปลี่ยนแปลง กลายเป็นความสนุกขึ้นมาเลยล่ะทีนี้ 

จากที่อ่าน "เสมือนคำนำ" โดย คุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี  ได้บอกเล่าในหลายสิ่งที่น่าสนใจ เช่นการให้ความเห็นของนักเขียนเปรู มาริโอ บาร์กัส โยซา ว่าการที่วรรณกรรมประเภทต่างๆ ของละตินอเมริกาได้รับการยกย่องจากนานาชาตินั้นไม่ใช่เรื่องบังเอิญ

"มันคงต้องเป็นสังคมที่ผุกร่อน สังคมที่กำลังจะต้องเปลี่ยนไปแบบนี้เท่านั้นแหละครับ  ถึงจะกระตุ้นให้เกิดงานเขียนแบบนี้ขึ้นมาได้ .. ไม่ใช่เรื่องบังเอิญที่นักเขียนละตินอเมริกันสามารถผลิตงานเขียนอันเต็มไปด้วยความเร่าร้อนมีความคิดสร้างสรรค์ และเป็นตัวของตัวเองออกมาได้ ...ไม่มีทางจะหลีกเลี่ยงไปไหนเลย  เพราะประวัติศาสตร์ทั้งหมดของพวกเขาในละตินอเมริกาล้วนเป็นเรื่องของการเข่นฆ่าและการแปรเปลี่ยนที่โหดร้ายรุนแรง"

คุณสุชาติเขียนไว้ว่า  ปัญหาบีบคั้นทางการเมืองที่มีประวัติศาสตร์ร่วมกัน และการที่ประเทศต่างๆ ในละตินอเมริกายังมีลักษณะ "เฉพาะตัว" ที่ก่อรูปมาจากความหลากหลายของวัฒนธรรมกลุ่มชนซึ่งมีเชื้อสายจากที่ต่างๆ กัน ตำนานเก่าแก่ที่เล่าในลักษณะปากต่อปากสืบต่อกันมา อิทธิพลของชาวพื้นเมืองที่มาจากแอฟริกา ตลอดจนวัฒนธรรมจากยุโรปและอเมริกาเหนือที่เข้ามาพร้อมกัน ส่งผลให้รูปแบบและเนื้อหาของวรรณกรรมละตินอเมริกาในภาพสรุปกว้างๆ มักแสดงออกมาในรูปของสังคมที่ตกอยู่ในภาวะขัดแย้งระหว่าง "เก่า" กับ "ใหม่" หรือ "ประเพณีนิยม" กับ "สมัยนิยม" และ "ความเป็นจริง" กับ "เรื่องเกินจริง" และเพื่อจะหนีให้พ้นไปจากความปวดร้าวดังกล่าว ตัวละครในวรรณกรรมละตินอเมริกามักจะใช้สัญลักษณ์เป็นเครื่องแสดงออกโดยผสมผสานความเป็นจริง กับจินตนาการเหนือจริง เข้ามาไว้ด้วยกัน จนเกิดวิธีในรูปแบบใหม่ที่นักวรรณกรรมขนานนามให้ว่า "Magical Realism"


ลักษณะของ "Magical Realism" นี่แหละค่ะ ที่กลายเป็นความสนุกและทำให้อ่านหนังสือเล่มนี้ไปจนจบ ๖๗๑ หน้า ได้สัมผัสกับสิ่งที่ผู้คนพากันยกย่องเพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำครั้งหนึ่งในชีวิตที่ได้อ่านหนังสือดีๆ  เพราะหนังสือที่เราจะยกระดับให้เป็น "ความมหัศจรรย์" ก็ไม่ได้มีมากมายนัก  เท่าที่นึกออกในตอนนี้ก็มี  Harry Potter ,  Lord of the ringThe Brothers Karamazov , เพชรพระอุมา  และตอนนี้ ขอเพิ่ม One hundred Years of Solitude หรือ หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยวเรื่องนี้ จัดเข้าไว้ในหมวดหมู่ "มหัศจรรย์ตัวหนังสือ" อีกสักเล่ม 

มันเป็นการยากนะคะที่จะรีวิวหนังสือเล่มนี้ด้วยตนเอง จึงขอหยิบยก 'เสมือนคำนำ' มาไว้ตรงนี้อีกครั้ง เพราะอ่านแล้วเห็นด้วยที่สุด มันตรงใจ มันใช่เลย

โลกแห่งนวนิยายดังที่ปรากฏให้เห็นใน "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" ถือเสมือน " เรื่องเล่ามหัศจรรย์" ซึ่งมีที่ว่างเพียงเล็กน้อยสำหรับความเมตตาสงสาร ชะตากรรมของตัวละครล้วนมีความผูกพันทางเวลาซึ่งกันและกัน และติด "กับดัก" ของความเฉื่อยเนือย ความหลงใหลในไสยศาสตร์ที่มีคำบรรยายน่าเชื่อถือ คำสั่งสอนทางศีลธรรมที่ได้ประโยชน์สำหรับผู้ที่รู้จักใช้ประโยชน์ รวมกระทั่งความเบื่อหน่ายของพวกเขาในเมืองเล็กๆ ที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากโลกแบบเก่ามาสู่โลกทางวัตถุใหม่ๆ และผู้คนที่ "ตกปลัก" อยู่ในชุมชนนั้นต่างมองเห็นว่าวันนี้มิได้แตกต่างไปจากเมื่อวาน และพรุ่งนี้ก็คงเหมือนๆ กับวันนี้  วงจรชีวิตในรอบ ๑๐๐ ปี ของตัวละครในครอบครัวตระกูล "บูเอนติยา" ตลอดชั่ว ๖ อายุคนจะเป็นเครื่องพิสูจน์ให้ผู้อ่านค่อยๆ รู้สึกถึง "ความโดดเดี่ยว" ที่น่าแปลกประหลาดเหล่านั้นอย่างไม่รู้สึกตัว  และจะค่อยๆ รู้สึกเหมือนหนึ่งว่าวงจรดังกล่าง "ไม่ได้มีอะไรเกิดขึ้นเลย" ในช่วงเวลา ๑๐๐ ปีที่ผ่านไป 

ขอบอกว่าทัศนะนี้มันโดนใจมาก   และการจะอธิบายออกมาเป็นภาษาของตัวเองคงยากจะทำได้ ต้องขอขอบคุณคุณสุชาติ สวัสดิ์ศรี สำหรับ "เสมือนคำนำ" ๘ หน้า ที่ทำให้บล็อกนี้มีเรื่องบอกเล่า

เพราะหนึ่งศตวรรษแห่งประสบการณ์และการทายไพ่ได้สอนนางว่า ประวัติศาสตร์ของครอบครัวนี้คือเครื่องจักรที่ทำงานซ้ำรอยเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ คือกงล้อที่จะหมุนต่อไปไม่สิ้นสุด และไม่เหมาะกับเพลาที่ก้าวหน้าซึ่งเป็นเพลาที่ไม่อาจเยียวยามันได้เลย

ที่จริงแล้ว .. ได้คัดถ้อยคำที่ชวนให้คิดลุ่มลึกจากหนังสือเอาไว้มากพอสมควร เพื่อจะใช้ในการเขียนรีวิว  แต่ ณ จุดนี้ มีความรู้สึกว่า มันเป็นไปไม่ได้หรอกที่จะอธิบายถึง "ความโดดเดี่ยว" อันลึกล้ำของสมาชิกครอบครัวบูเอนติยาที่ทั้งแยกละรวมพวกเขาไว้ในช่วงเวลาเดียวกัน เชื้อสายที่ดีและนิสัยเสียๆ ในสายเลือดเดียวกัน  ความรัก- ความเกลียดชัง ความสุข-ความทุกข์  คงจะไม่อาจบอกเล่าอะไรคือ.. ความโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงา  ที่อยู่ในโลกของพวกเขาเอง โลกของพวกบูเอนติยา 


ที่ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ ปฏิเสธเงินค่าลิขสิทธิ์ก้อนใหญ่ เพราะเขาไม่ต้องการให้นวนิยายเรื่องนี้กลายเป็นภาพยนตร์ และบอกด้วยว่า "ไม่มีวัน" ที่มันจะได้เป็น   "เพราะว่าผมต้องการให้ผู้อ่านยังคงสามารถวาดภาพตัวละครได้ตามที่พวกเขาแต่ละคนรู้สึก มันไม่อาจเป็นไปได้ในภาพยนตร์..."  เราคิดว่าเราเข้าใจความหมายเขานะ   

จึงตัดสินใจไดิว่าไม่มีความจำเป็นต้องใช้ประโยคข้อความเหล่านั้นในการรีวิว เพราะมันบอกอะไรถึงหนังสือเล่มนี้ไม่ได้มากนัก นอกจากจะเปิดอ่านด้วยตนเองจากหน้าแรกจวบจนถึงหน้าสุดท้าย


สืบสาวตำนานความโดดเดี่ยวถึงหกชั่วคน ในหมู่บ้านชื่อมาคอนโด เรื่องเริ่มต้นจากการก่อตั้งหมู่บ้านในช่วงเวลาที่ "โลกเพิ่งจะเร่มต้น และขาดคำที่จะใช้เรียกสิ่งต่างๆ อีกมาก" และจบลงด้วยบูเอนติยาคนสุดท้าย 

ระหว่างนั้นมาคอนโดได้ผ่านเหตุการณ์ "โรคตื่นกล้วย" "โรคนอนไม่หลับ" สงครามกลางเมืองสามสิบสองครั้ง การปฏิวัติ การต่อต้านปฏิวัติ การนัดหยุดงาน และฝนที่ตกยาวนานติดต่อกันถึงห้าปี  กับรายละเอียดมากมายของสมาชิกครอบครัวบูเอนติยาที่ทั้งสงัด สงบ สับสน วุ่นวาย วกวน แต่ที่สุดแล้วก็ไม่อาจจะมีใครหลีกหนีพ้น  "ความโดดเดี่ยว"

อแลสแตร์ รีด นักเขียนของนิวยอร์คเกอร์ที่เป็นผู้ศึกษางานของ กาเบรียล การ์เซีย มาร์เกซ อย่างจริงจังได้ให้ความหมายของ "หนึ่งร้อยปีแห่งความโดดเดี่ยว" ไว้ว่า  

"ไม่มีใครที่จะรู้จักคนอื่น เราล้วนอาศัยอยู่เพียงลำพังบนโลกนี้ในฟองแก้วของเราเอง" 

กล่าวถึงความรู้สึกว่ามันเป็น มหัศจรรย์เรื่องเล่าไปแล้ว คงไม่อาจลืมเลือนที่จะกล่าวยกย่องผู้แปลทั้งสอง  ปณิธาน - ร.จันเสน  ด้วยความอัศจรรย์ใจ    เห็นว่าเป็นนักแปลหน้าใหม่หรือคะ ..แทบไม่อยากจะเชื่อเลย  โดยเนื้อหาจากภาษาต้นฉบับของผู้ประพันธ์ หรือต้นฉบับภาษาอังกฤษที่ใช้แปล (สำนวนของเกรกอรี ราบาสสา) มันน่าจะยากอยู่แล้ว แต่คุณทั้งสองช่วยกันถอดเรื่องราวเหล่านั้นมาเป็นภาษาของชนชาติเราได้อย่างรุ่มรวยสละสลวย ขอสรรเสริญว่านี่เป็นผลงานที่ยอดเยี่ยมค่ะ 

"ต้นตระกูลจะถูกมัดกับต้นไม้ คนสุดท้ายจะถูกกินด้วยฝูงมด" 
 กุญแจดอกสุดท้ายที่จะเปิดเผยถึงชะตากรรม


จะขอเก็บความรู้สึกภูมิใจที่ได้อ่าน..ไว้ในความทรงจำดีๆ ของตัวเอง






Create Date : 09 กันยายน 2557
Last Update : 30 กันยายน 2557 21:49:46 น. 5 comments
Counter : 2979 Pageviews.

 
ถ้าทางจะเครียดนะคะ
ขอเก็บข้อมมูลก่อนแล้วกัน

ขอบคุฯสำหรับรีวิวนะคะ


โดย: Pdจิงกุเบล วันที่: 10 กันยายน 2557 เวลา:12:43:54 น.  

 
สวัสดีค่า คุณปรายแสง ^^
มาอ่านรีวิวเรื่องใหม่ค่ะ
เหมือนจะเครียดจริงด้วยค่ะ
แต่รางวัลการันตีขนาดนี้
ก็แสดงว่าเนื้อหาต้องน่าอ่านจริงจัง

ขอบคุณมากๆค่า เอาไว้จะลองหาดูบ้างค่ะ


โดย: lovereason วันที่: 11 กันยายน 2557 เวลา:21:59:39 น.  

 
อ่านแล้วงานค่อนข้างอ่านไปเครียดไป คิดไป
ขนาดว่าอ่านรีวิวตามแบบตีความจากหนังสืออีกที
นะค่ะนี่ยังรู้สึกได้ว่ามันบีบเค้นมาก ..แต่ว่าถ้าหาก
อยากอ่านจริงมันก็อ่านได้นะค่ะ เน๊าะ เห็นด้วยเลยว่า
ถ้าหากว่าเราเปิดใจ จับจังหวะดีกับอารมณ์อยากอ่าน
มันก็จะอ่านได้เอง ..


โดย: JewNid วันที่: 12 กันยายน 2557 เวลา:19:12:10 น.  

 
เลือกซื้อเพราะชื่อเหมือนกันครับ แล้วค่อยมารู้ทีหลังว่าเป็นนักเขียนรางวัล ยังรอเปิดหน้าอ่านอยู่เลยครับ


โดย: leehua IP: 1.46.12.91 วันที่: 27 กันยายน 2557 เวลา:1:22:26 น.  

 
มีหนังสือมือสองที่ไหนขายบ้างคะคือสนใจคะ


โดย: Jutamas IP: 182.232.96.90 วันที่: 29 ธันวาคม 2560 เวลา:7:42:59 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
prysang
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 96 คน [?]




จำนวนผู้ชม คน : Users Online
New Comments
Friends' blogs
[Add prysang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.