Group Blog
 
All blogs
 
The Brothers Karamazov โลกต้องการความรัก แต่ความรักมีไม่เพียงพอ


ชื่อเรื่อง : The Brothers Karamazov
ผู้ประพันธ์ : Fyodor Dostoyevsky
ผู้แปล : สดใส
บทนำ : เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
ภาพประกอบ: เทพศิริ สุขโสภา
พิมพ์ครั้งที่ ๔ จัดพิมพ์โดย : สำนักพิมพ์ทับหนังสือ


เมื่อแรกที่ได้เห็น 'ความหนา' ของหนังสือเล่มนี้ หลังจากแกะขึ้นมาจากห่อพัสดุไปรษณีย์ (สั่งซื้อทางอินเตอร์เน็ต) เกิดอาการอึ้งไปเล็กน้อย เพราะไม่คิดมาก่อนว่ามันจะหนาขนาดนี้ '๑๐๓๒ หน้า' ซึ่งหากไม่เคยมีประสบการณ์ผ่านความยาวกว่า ๑๘,๐๐๐ หน้า จากเพชรพระอุมา ๔๘ เล่ม หรือเคยหาญกล้าท้าลอง สามก๊ก มาบ้างแล้วล่ะก็ เป็นไปได้ว่าจะท้อแท้กับความหนาของหนังสือเล่มนี้เอาเรื่องอยู่เหมือนกัน

พี่น้องคารามาซอฟ คือ นวนิยายที่นำเสนอเรื่องราวปม 'ปิตุฆาต' (ลูกฆ่าพ่อ) ที่เกิดขึ้นในครอบครัว คารามาซอฟ”

ฟีโอโดร์ พาฟโลวิช คารามาซอฟ แต่งงานสองครั้งมีลูกชายสามคน ดมิตตรีหรือที่เรียกกันสั้นๆว่า มิตยา คือลูกชายคนโตเกิดจากภรรยาคนแรก ส่วนอีวานกับอเลกไซหรืออีกชื่อที่เรียกกัน อโลชา เกิดจากภรรยาคนที่สอง

ขออนุญาตถือวิสาสะตัดตอนบางส่วนจากบทนำที่เขียนโดยคุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล มาบอกเล่าถึงนวนิยายเรื่องนี้นะคะ ซึ่งส่วนที่นำมาจะใช้อักษรสีน้ำเงินค่ะ

"....มิตยาเกลียดชังพ่อของเขาเพราะปัญหามรดกและผู้หญิง ส่วนอีวานรู้สึกอัปยศในความถ่อยลามกของพ่อตนเอง ท้ายที่สุดแล้วทั้งคู่ก็ได้เดินทางมาถึงจุดเดียวกัน มิตยาประกาศอย่างเปิดเผยว่าอยากจะฆ่าพ่อ อีวานไม่เคยเปิดเผยความปรารถนาถึงขั้นนั้น แต่จิตใต้สำนึกก็บงการให้เขาร่วมมือกันปิตุฆาตครั้งนี้ ทั้งคู่ต้องตกนรกทางจิตใจด้วยสาเหตุที่แตกต่างกัน”

...........

..“ลักษณะของพี่น้องในตระกูลคารามาซอฟนั้น หากพิเคราะห์ออกมาแล้วน่าจะถือว่าเป็นการแบ่งประเภทมนุษย์โดยตัวดอสโตเยฟสกีเอง มิตยาผู้เป็นพี่ใหญ่ถอดแบบมาจากบิดาโดยตรง เป็นมนุษย์ที่ติดหลงอยู่ในกามราคะ หรือรูปรสกลิ่นเสียงทั้งปวง เราอาจจะเรียกคนแบบนี้ได้ว่าโลกียชน (Sensualist) เป็นคนที่ประพฤติตนตามแรงเร้าของอายตนะทั้งหลายโดยแท้ สำหรับอีวานพี่คนรอง เป็นตัวแทนของนักเหตุผลนิยม ( Rationalist ) ซึ่งในทรรศนะของเขา ทุกสิ่งทุกอย่างจำเป็นต้องอธิบายได้ จึงจะมีค่าควรเชื่อถือ เขารักเหตุผลเสียยิ่งกว่ามนุษย์ที่มีเลือดเนื้อ ฉะนั้นจึงไม่แปลกอะไรที่อีวานเป็นปัญญาชน ชอบเขียนหนังสือและไม่มีความเชื่อทางศาสนา ส่วนน้องคนสุดท้องอโลชา คารามาซอฟนั้น แตกต่างจากพี่สองคนไปอีก เขามีจิตใจเมตตากรุณาโดยกำเนิด เป็นผู้แสวงหาความสงัดสุขทางจิตวิญญาณ (Spiritualist) รักเพื่อนมนุษย์และพร้อมที่จะให้อภัยผู้อื่นอยู่ตลอดเวลา”


ร้อยเสียงลือพันเสียงเล่า ไม่ทำให้ยอมรับเท่าการอ่านเองและรู้แก่ใจว่าคำเล่าลือตลอดจนคำนิยมยกย่องทั้งหลายเหล่านั้น เป็นคุณค่าของจริงอย่างไม่ต้องสงสัย


ภาพจาก Wikipedia ดอสโตเยฟสกี ๑๘๖๓


ข้อมูลจากปกหน้าและปกหลัง

งานเขียนของ ฟีโอโดร์ ดอสโตเยฟสกี (๑๘๒๑-๑๘๘๑) มาสรุปรวมอยู่ในมหาวรรณกรรม พี่น้องคารามาซอฟ ซึ่งผู้เขียนเองปรารภว่า “ข้าพเจ้ากำลังครุ่นคิดถึงทุกๆ ฉากที่ผ่านมา เพื่อนำมาถ่ายทอดไว้ในประวัติชีวิตของครอบครัวหนึ่ง (ชีวิตของคนบาปหนา) เผยโฉมหน้าของรัสเซียทุกด้าน เมื่อประเทศนี้ย่างเข้าสู่ศตวรรษที่ยี่สิบ พร้อมทั้งเสนอปัญหาข้อโต้แย้งระดับโลก” “ทุกหนทุกแห่งผู้คนอ่านหนังสือเล่มนี้ หนุ่มสาวก็อ่าน ข้าพเจ้าได้รับจดหมายมากมาย…. ข้าพเจ้าไม่เคยได้รับความสำเร็จที่ทุกฝ่ายยอมรับอย่างนี้มาก่อนเลย”(ดอสโตเยฟสกี เขียนเมื่อเดือนธันวาคม ๑๙๘๙)

‘ปัญหาข้อโต้แย้งระดับโลก’ คำของดอสเยฟสกีบนขอบปกด้านในของหนังสือนี่แหละ ที่ทำให้ตัวเองตั้งคำถาม “แล้วฉันจะอ่านมันเข้าใจล่ะหรือ” ยิ่งถ้าไปอ่านคำนิยมหลังปกเหล่านี้

อัลเบิร์ต ไอสไตน์ พูดถึง พี่น้องคารามาซอฟ “ดอสโตเยฟสกีให้ผมมากกว่าที่นักคิดสาขาวิทยาศาสตร์คนใดให้กับผม เขาให้ผมมากกว่าที่กอซซ์เคยให้”

วิลเลียม โฟล์กเนอร์ พูดถึง “เขา (ดอสโตเยฟสกี) ไม่เพียงแต่ให้อิทธิพลต่อผมอย่างยิ่งเท่านั้น ผมยังอ่านงานของเขาด้วยความสบายใจเพลิดเพลิน หยิบมาอ่านซ้ำๆ อยู่ทุกปี จากฝีมือการประพันธ์การที่เขามีญาณหยั่งเห็นเข้าไปในชีวิตวิญญาณของผู้ฅน และความเป็นอัตทัคคะในการเปรียบเทียบ เขาจึงเป็นนักเขียนฅนหนึ่งที่นักเขียนทุกฅนปรารถนาจะเอาตัวเข้าไปทาบ ถ้าเขาทำได้”

ลีโอ ตอลสลอย พูดถึง “คุณว่าดอสโตเยฟสกี นำลักษณะของเขาสวมให้ตัวละครคิดดูให้ดีเถอะ คนทุกคนล้วนเป็นอย่างนั้น แล้วไง ! ผลก็คือแม้ตัวละครที่มีลักษณะแปลกพิสดารของเขาก็เป็นที่รู้จักเข้าใจได้ไม่เฉพาะแต่พวกเรา ซึ่งมีความเกี่ยวข้องสัมพันธ์กับเขา รู้จักตัวเราและวิญญาณของเราเอง แม้ชาวต่างชาติก็ยังเข้าใจตัวละครเหล่านี้ได้”

“ยิ่งเข้าไปใกล้ชิดเขามากเท่าไหร่ เราก็ยิ่งพบว่าสิ่งที่เขาเสนอนั้น เป็นสิ่งที่เราคุ้นเคยใกล้ชิด รวมเอาความเป็นเราไว้ทั้งหมด”

เฮอร์มาน เฮสเส พูดถึง “การที่ฅนเพียงคนเดียวสามารถเขียน "พี่น้องคารามาซอฟ" ได้นั้นนับเป็นความมหัศจรรย์และความมหัศจรรย์นั้นก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ..เราจำเป็น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องตีความ (ความมหัศจรรย์) นั้น อ่านหนังสือเล่มนี้อย่างจริงจัง มองจากหลายๆ ทัศนะเท่าที่จะเป็นไปได้ มองลึกเข้าไปในมนต์วิเศษอันเรืองรอง หนังสือของดอสโตเยฟสกี เล่มนี้ คงความเข้มข้นอย่างไม่เสื่อมคลาย ผมสามารถอ่านได้ทั้งวันได้เห็นแง่มุมใหม่ๆ ที่ล้วนชี้ไปสู่ทิศทางเดียวกัน”

คุณเสกสรรค์ ประเสริฐกุล ได้เขียนบทนำเรื่องนี้ไว้ถึง ๘ หน้า ซึ่งแต่ละวรรคตอนล้วนทำให้รู้สึกในตอนตั้งต้นก่อนอ่านว่าหนังสือเล่มนี้น่าเกรงขาม

“สภาพชีวิตเช่นนี้คงจะมีส่วนทำให้ดอสโตเยฟสกีเชื่อในศาสนาอย่างลึกซึ้ง แต่มันไม่ใช่ความเชื่อถือศรัทธาแบบชาวนา หรือเด็กเล็กๆ หากเป็นความเชื่อที่เกิดจากการผจญชีวิตมาหลายรูปแบบ เจ็บปวด สูญเสีย และเฉียดใกล้ความตายอยู่เนืองๆ ดอสโตเยฟสกีเชื่อในการดำรงอยู่ของพระผู้เป็นเจ้า แต่ความเป็นปัญญาชนและประสบการณ์ชีวิตที่ผ่านมาทำให้เขาอดตั้งคำถามไม่ได้ว่าทำไมพระองค์จึงปล่อยให้โลกนี้เต็มไปด้วยความชั่วร้ายเหลือคณานับ หรือว่ามนุษย์โดยทั่วไปมีข้อจำกัด และต่ำต้อยเกินไปที่จะนำคำสอนขององค์ศาสดามาปฏิบัติ”

“ความคิดทางศาสนาทำให้ดอสโตเยฟสกีไม่อาจจำกัดตัวเองอยู่เพียงการเขียนถึงปัญหาสังคม หรือปัญหาการกดขี่ทางชนชั้น หากบนถนนสายวรรณกรรมนั้นเขาได้สัญจรลึกไปถึงขั้นจิตวิญญาณ อันนี้เองที่ทำให้งานเขียนของเขามีลักษณะเป็นสากล ก้าวพ้นพรมแดนของรัสเซียและยุคสมัยที่เขาสังกัดมาจนถึงปัจจุบัน นิยายของดอสโตเยฟสกีได้ปอกเปลือกวิญญาณมนุษย์ออกมาอย่างไม่ปราณีปราศรัยไม่ว่ามนุษย์ผู้นั้นจะเป็นผู้ดีมีเงิน ชาวนา คนใช้ ปัญญาชน นักอุดมคติ หรือแม่กระทั่งพระสงค์องค์เจ้า ดอสโตเยฟสกีเปิดโปงและโบยตีวิญญาณเหล่านี้ให้ผู้อ่านเห็นจนเกือบจะเป็นการทารุณกรรม ทั้งนี้เพราะตัวเขาเองก็ทุรนทุรายอยู่ด้วยคำถามที่ตอบไม่ได้ หรือไม่ชอบใจในคำตอบที่มีอยู่ เขารักพระผู้เป็นเจ้าและเชื่อในความดี แต่ขณะเดียวกันเขาก็รู้ว่าความชั่วนั้นฝังอยู่ในกมลสันดานของผู้คนส่วนใหญ่ เขาไม่แน่ใจว่าเพราะอะไร”

...........

“หนังสือ The Brothers Karamazov เป็นงานชิ้นสุดท้ายของดอสโตเยฟสกี ถึงแม้ว่านิยายเรื่องนี้จะเป็นงานที่เขียนไว้ไม่จบ แต่ก็สามารถถือได้ว่าเป็นผลงานระดับสุดยอด และเป็นตัวแทนแนวการเขียนแบบดอสโตเยฟสกี สมรภูมิทั้งหมดของตัวละครเป็นสมรภูมิภายใน เป็นความขัดแย้งในระดับจิตวิญญาณ โดยมีผลประโยชน์ทางวัตถุเป็นเพียงสิ่งเร้า ความชั่วความดีของผู้คนในเรื่องนี้ดูจะงอกงามมาจากคุณสมบัติภายในของพวกเขามากกว่าสภาพแวดล้อมภายนอก เงินทองที่แย่งกันก็มิได้มากมายอะไรนัก ผู้หญิงที่เป็นตัวปัญหาก็มิใช่วิเศษสูงส่ง ทว่าทั้งหมดสามารถเป็นเหตุที่ทำให้พ่อลูกกลายเป็นศัตรูกันได้”

เหล่านี้แหละที่ทำให้นึกสงสัยว่า แล้วตัวเราจะอ่านหนังสือเล่มนี้อย่างเข้าใจได้ล่ะหรือ แต่นั่นก็เป็นเพียงการนึกเกรง เพราะอ่านเข้าจริงแล้ว พี่น้องคารามาซอฟไม่ได้เข้าใจยากนักอย่างที่นึกกลัว

หลังจากได้ดูซีรีย์ญี่ปุ่นเรื่อง Karamazov no Kyodai ซึ่งได้นำเค้าโครงเรื่องพี่น้องคารามาซอฟไปดัดแปลงเป็นซีรีย์ แต่เดิม สิ่งที่คาดหวังเอาไว้จากหนังสือเล่มนี้จึงมีเพียงความสนุกของนวนิยายสืบสวนสอบสวนในขั้นที่ซับซ้อนและลุ่มลึกมากกว่าตามแบบฉบับของวรรณกรรมที่จะสามารถลงลึกได้ถึงรายละเอียดเรื่องราวตลอดจนความรู้สึกนึกคิดของตัวละครแต่ละคนที่ร้อยเรียงเป็นตัวอักษรให้เราได้อ่านและสร้างจินตนาการไปถึง แต่ในเรื่องของความเชื่อความศรัทธาในศาสนาอย่างลึกซึ้ง หรือการ “ปอกเปลือกวิญญาณมนุษย์" ที่ว่านั้น เป็นสิ่งที่เพิ่งได้รู้เมื่ออ่านเองว่าไม่ใช่แค่คำรุ่มรวยที่ใช้วิจารณ์แต่เป็นคำสื่อสารที่เข้าใจได้

“ โดยเนื้อหานิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับฆาตกรรมสืบสวนสอบสวน แต่ดอสโตเยฟสกีได้นำประวัติศาสตร์โลก ประวัติศาสตร์มนุษยชาติ มาอภิปรายได้อย่างกล้าหาญ งดงามถึงพร้อมด้วยวรรณศิลป์ ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเกี่ยวกับชีวิต ครอบครัว สังคม ศาสนา เสรีภาพ กฏหมาย การกขดขี่ทำร้ายเด็ก ภาวะจิตใจของมนุษย์ และแนวคิดทางการเมืองที่กำลังสะพัดอยู่ทั่วยุโรปในคริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ “

ตอน “ตุลาการศาลศาสนา” ที่ว่านักวิจารณ์วรรณกรรมเกือบทั้งหมดในโลกตะวันตกมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่าเป็นหัวใจของนิยายเรื่องนี้ และถูกวิเคราะห์ว่า "ดอสโตเยฟสกีก็เชื่อในการดำรงอยู่ของพระผู้เป็นเจ้าก็จริง แต่เขาคิดว่าหนทางของพระองค์นั้นมิใช่ทางที่มนุษย์โดยทั่วไปจะเลือกเดินได้ ฉะนั้นเขาจึงวิจารณ์ทั้งพระเจ้าและมนุษย์ไปในเวลาเดียวกัน เขาเห็นว่าสวรรค์เรียกร้องสูง ในขณะที่มนุษย์ก็อ่อนแอเกินไป”

ทำให้ต้องนึกถึงคำถามที่เคยเกิดขึ้นในใจในฐานะชาวพุทธคนหนึ่งเหมือนกัน จะมีชาวพุทธสักกี่คนที่ไม่ต้องไปคิดถึงเรื่องบรรลุอรหันต์เลย เอาแค่โสดาบันก็น่าสงสัยว่าจะมีสักกี่คนที่จะสามารถยกระดับตัวเองไปถึงขั้นนั้นได้ หากในหนังสือเล่มนี้มีคำถาม ทำไมพระผู้เป็นเจ้าถึงได้ปล่อยให้โลกนี้มีความชั่วร้ายเกิดขึ้นมากมาย ทำไมชีวิตคนๆ หนึ่งต้องประสบเคราะห์กรรมที่ไม่สมควรได้รับอย่างอยุติธรรม เราเองก็คงเคยมีคำถามอยู่บ้างเหมือนกัน เราทำเวรทำกรรมอะไรมามากนักหรือ ถึงต้องประสบแต่ความยากลำบาก เราก็ทำบุญทำทานมาตลอดชีวิตของเราไม่ใช่หรือ ทำไมชะตาลำเค็ญถึงไม่ยอมหลีกหนีไปจากชีวิตเรา

ในฐานะที่นับถือพุทธ แรกๆ เมื่ออ่านหนังสือเล่มนี้ชวนให้เข้าใจไปว่านี่ฉันกำลังอ่านปรัชญาศาสนา (คริสต์) อยู่หรือไร ความกังวลใจว่านี่เป็นเรื่องของศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้าทำให้ในช่วงแรกที่ได้พบตัวละครอย่างท่านอาวุโสซอสซิมา (พระ) และเหล่าสาวกที่มาขอพึ่ง จึงเริ่มรู้สึกรวนเหมือนมันยากจะเข้าใจและอ่านไม่รู้เรื่อง แต่พอมีสมาธิอยู่กับเรื่องที่อ่านจริงๆ มันก็ไม่ใช่อะไรที่สูงส่งเกินกว่าจะเข้าใจได้ (แม้ว่าการวิจารณ์พระเจ้า วิจารณ์ชีวิตจิตใจในส่วนลึกของมนุษย์ เรื่องของเกียรติยศ อุดมคติ และหลักศีลธรรมจรรยา จะทำให้รู้สึกเหมือนว่ามันสูงส่งก็เถอะ)

โดยส่วนตนความรู้สึกหนึ่งที่เกิดขึ้นจากการอ่านเรื่องนี้คือ ความศรัทธานับถือในสิ่งที่เรียกว่า 'ศาสนา' ดั่งคำง่ายๆ ตามที่เราเคยเล่าเรียนหนังสือในวัยเด็ก "ศาสนาคือเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ" เราควรต้องเชื่อในบุญบาป ศรัทธาในหนทางหลุดพ้นที่องค์ศาสดาได้บุกเบิกไว้ แม้ว่าสุดท้ายเราจะไปไม่ถึงแม้แค่บันไดสวรรค์ขั้นแรกก็ตามเถิด เช่นเดียวกับชาวคริสต์ หรืออาจจะศาสนาอื่นใดก็แล้วแต่ต้องมีศรัทธาในพระผู้เป็นเจ้า (ของศาสนานั้น) หากไม่มีศรัทธาเหล่านี้ อะไรจะแบ่งแยก ความชั่วกับความดีงามและอะไรจะคอยเหนี่ยวรั้งจิตใจให้ใฝ่ดี ลำพังมนุษย์ที่สามารถเป็นได้ทั้งคนสูงส่งจริงใจและคนต่ำช้าเลวทราม มนุษย์ที่สามารถอยู่ระหว่างสองหุบเหวดีชั่วในเวลาเดียวกันได้ จะมีใจบริสุทธิ์และเข้มแข็งพอจะฉุดรั้งตัวเองไม่ให้ถูกกระตุ้นและไหลไปในทางชั่วโดยไม่ต้องอาศัยความเชื่อความศรัทธาใดได้แน่หรือ ไม่ว่าพุทธหรือคริสต์ที่ต่างศาสดา ต่างวิธีการ ต่างหลักคำสอน แต่ถึงอย่างนั้นเส้นทางของแต่ละศาสนาก็คงจะมุ่งไปสู่จุดหมายปลายทางเดียวกัน คือมุ่งหวังให้มนุษย์เป็นคนดี เอาชนะความขัดแย้งภายใน เพื่อปลดเปลื้องตัวเองให้หลุดพ้นจากบาปและชำระล้างจิตใจให้บริสุทธิ์

ในภาคซีรีส์ญี่ปุ่นที่นำเรื่องนี้ไปดัดแปลงนั้นแม้ในรายละเอียดเรื่องราวจะไม่ใกล้เคียงเลย แต่ก็ได้นำเค้าโครงหลักๆ มาสร้างได้ค่อนข้างคล้ายคลึง หนึ่งพ่อ สามลูกชาย ปัญหามรดกและผู้หญิง ลักษณะของตัวละครและปมปิตุฆาต ส่วนที่ต่างออกไปคือในซีรีย์นั้นทำให้ลูกๆ ทุกคนล้วนสับสนในตนเอง อย่างที่อาจจะขอใช้คำสวยๆ กับเขามั่งว่า 'จิตวิญญาณหลงทาง' ชั่วขณะหนึ่งในจิตใจของแต่ละคนจึงน่าสงสัยว่าอาจจะเกิดแรงจูงใจให้ลงมือฆ่า แต่ในหนังสือนั้นหลักฐานทุกอย่างผูกมัดมิตยาลูกชายคนโตให้ถูกกล่าวหาว่าเป็นฆาตกร

อีวาน แม้ไม่มีใครล่วงรู้ความปรารถนาในส่วนลึกของเขาที่อยากให้พ่อตาย แต่เพราะเหตุนั้นเองที่ทำให้เขาต้องทุกข์ทรมานเพราะมันได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเกิดเหตุฆาตกรรม

อโลชา แม้หลักฐานแวดล้อมมัดตัวมิตยา แม้ใครๆ ในโลกเชื่อว่าพี่ชายคนโตของเขาเป็นคนทำ แต่อโลชารู้ดีว่ามิตยาไม่ได้ทำ และความเชื่อมั่นนั้นไม่เคยสั่นคลอน ทว่านอกจากสีหน้าของมิตยาที่บอกได้ว่าเขาไม่ได้พูดเท็จกับอโลชา และนอกจากความมั่นใจในตัวของมิตยาที่อโลชาเชื่อว่าแม้ในนาทีวิกฤตวูบหนึ่งของความเกลียดชังสุดขีดที่มิตยารู้สึกอยากฆ่าพ่อ แต่จิตใจที่ดีของเขาจะได้รับการคุ้มครองไม่ให้ทำแบบนั้น เขาจะไม่ทำ แต่ถึงอย่างนั้นอโลชาก็ไม่มีสิ่งอื่นใดจะช่วยยืนยันความบริสุทธิ์ของพี่ชายได้

ในซีรีย์ญี่ปุ่นนั้น ผู้เขียนชอบบทบาทของอิซาโอะมาก (อีวาน) แต่ในหนังสือเล่มนี้ผู้เขียนรักอโลชา คนที่เหมือนไม่มีบทบาท เหมือนไม่ได้ทำอะไรมากนัก แต่มีบทบาทและมีผลต่อจิตใจของผู้คนมากมาย มิตยารักอโลชา เช่นเดียวกับที่อีวานก็รักน้องชายคนนี้ ตัวแทนของความบริสุทธิ์ดีงามที่เมื่ออยู่ใกล้ มิตยาจะเปิดเผยความรู้สึกนึกคิดที่เป็นตัวตนของเขาอย่างหมดเปลือก ส่วนอีวานแม้เขาไม่เชื่อในพระเจ้า ไม่ศรัทธาในอะไรสักอย่าง แต่ทุกความเห็นของอโลชาผู้มีศรัทธาอย่างลึกซึ้งล้วนมีความหมายและมีผลกระทบต่อจิตใจ ที่ก่อให้เกิดความอึดอัดและบางครั้งก็เกิดความกลัวเมื่ออยู่ใกล้

คนจิตใจดีที่สวนทางกับพฤติกรรมชั่วอย่างมิตยาอาจฟังดูเป็นคนพิศดาร ความรักและความเกลียดชังจากหัวใจดวงเดียวกันที่อีวานมีต่อมิตยาก็น่าพิศวง แต่..มันเป็นไปได้ เช่นเดียวกันกับความดีงามของอโลชาที่สามารถเป็นได้ทั้งความสุขและความทุกข์สำหรับคนบาป ที่บางขณะเรียกร้องต้องการให้อยู่ใกล้แต่บางขณะก็ไม่อาจทนและต้องผลักไสไปให้ห่าง

มิตยากำลังจะถูกพิพากษา อีวานกำลังฟั่นเฟือนและจะกลายเป็นบ้า อโลชาจะช่วยพี่ชายบาปหนาทั้งสองได้อย่างไร

เสียดาย นวนิยายเรื่องนี้เขียนไม่จบ เรื่องนี้เขียนไว้ ๔ ภาคและเหตุการณ์ในเรื่องจบลงในช่วงหลังการตัดสินคดี ดอสโตเยฟสกี ต้องการเขียนเรื่องนี้สองเล่ม เล่มสองคือเล่มหลัก แต่ถ้าไม่เขียนเล่มแรก (ซึ่งเข้าใจว่าเป็นเล่มนี้) ก็เขียนเล่มสองไม่ได้ เพราะคุณผู้อ่านอาจไม่เข้าใจอะไรหลายอย่างในเล่มที่สอง (เขาว่างั้น) ตามที่อ่านจากอารัมภบทโดยดอสโตเยฟสกีเอง เขาต้องการเขียนชีวประวัติของ อเลกไซ ฟีโอโดโรวิช คารามาซอฟ (อโลชา) โดยที่เล่มหลัก (คือเล่มสอง) จะเป็นเรื่องราวของอโลชาในอีก ๑๓ ปีข้างหน้า แต่ทำไมต้องเขียนยาวถึงสองเล่ม ดอสโตเยฟสกีบอกว่าเขาก็รู้สึกงงและไม่รู้จะอธิบายเหตุผลเพื่อตอบคำถามนี้อย่างไร

เพราะเขาเขียนไม่จบ เราจึงไม่รู้ว่านวนิยายตามความตั้งใจของดอสโตเยฟสกีที่จะแบ่งออกเป็นสองเล่มแต่ "มีเอกภาพเป็นหนึ่งเดียวกัน" นั้น จะนำพาชีวิตพี่ชายทั้งสองและตัวของอโลชาเองไปลงเอยอย่างไร

น่าเสียดายจริงๆ นะคะ เพราะถ้าอ่านจากเล่มนี้แล้วรู้สึกเหมือนกับว่า บทบาท "พระเอก" อย่างแท้จริงของอโลชากำลังจะดำเนินไปนับจากนี้



"สิ่งที่น่าสังเกตเกี่ยวกับนิยายเรื่องนี้คือ คนแบบมิตยาและอีวานนั้นดูเหมือนจะมีฐานะครอบงำเป็นประเภทมนุษย์ที่มีอยู่ทั่วไป และก่อเรื่องราวขึ้นมาสารพัด ถ้ามิตยาเป็น Thesis อีวานก็เป็น Antithesis ทั้งสองเป็นคู่ตรงกันข้ามที่เวียนว่ายอยู่กับวัฎจักรแห่งความขัดแย้งที่หาทางออกไม่ได้ และมนุษย์ทั่วไปก็เป็นเช่นนั้น ในขณะที่ Synthesis แบบอโลชามีอยู่น้อยเต็มที

คนที่มองเห็นปัญหาและยื่นมือเข้าไปแก้ไขมันด้วยความรักในมวลมนุษย์อย่างแท้จริง มีอยู่นับหัวได้ ใน The Brothers Karamazov ดอสโตเยฟสกีได้เสนอบุคลิกภาพดังกล่าวไว้ในตัวละครเพียงสองคนคือ อโลชา คารามาซอฟ และท่านผู้เฒ่าซอสซิมา พระอาวุโสซึ่งเป็นอาจารย์ของเขา

ในทางตรงกันข้ามคนอย่างมิตยาและคารามาซอฟผู้พ่อนั้น กลับมีอยู่ทุกซอกตรอกซอยจนแทบไม่ต้องเอ่ยชื่อ ส่วนนักเหตุผลนิยมอย่างอีวานก็ปรากฏตัวขึ้นมาในรูปลักษณ์ที่หลากหลาย มีตั้งแต่พระหนุ่มมือถือสากปากถือศีลอย่างรักกิติน ทนายความและอัยการคารมกล้า ซึ่งไม่ได้ต้องการสิ่งใดมากไปกว่าชัยชนะของตัวเองในศาล มาจนถึงหญิงสาวอย่างแคทธารีนาซึ่งรักอุดมคติของเธอจนยอมทำลายทั้งชีวิตของตัวเองและผู้อื่น"


"ดูเหมือนสิ่งที่ดอสโตเยฟสกีพยายามจะบอกกับผู้อ่านก็คือ คนดีมีอยู่น้อยเกินไป คนที่หลุดพ้นจากความขัดแย้งภายในตัวเองและเป็นที่พึ่งของผู้อื่นได้มีไม่พอ และถึงมีอยู่บ้างก็ไม่อาจแบกรับภาระในการเปลื้องบาปของมวลมนุษย์ได้ ดอสโตเยฟสกีมาถึงข้อสรุปเช่นนี้ก็เพราะเขาวิเคราะห์มนุษย์ถึงขั้นจิตวิญญาณ (Spiritual) ไม่ว่าจะเป็นคนที่ใช้เหตุผล หรือพวกที่เอนไหลไปตามแรงปรารถนาทางอารมณ์ ล้วนแล้วแต่เป็นพวกที่ก่อความวิบัติให้แก่ชีวิตทั้งสิ้น ตราบใดที่จิตวิญญาณของพวกเขายังไม่บริสุทธิ์

................


…ดอสโตเยฟสกีแสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่าลำพังเหตุผลและความถูกผิดทางสังคมนั้น มิอาจแก้ไขปัญหาของมนุษย์ได้ แต่ก็อีกนั่นแหละ มาถึงตอนนี้ดูเหมือนเขาเองก็จนมุม หากฝากโลกไว้ในมือผู้ทรงศีล คนเหล่านี้ก็มีน้อยเกินไป ที่จะแบกรับภาระอันหนักอึ้ง โลกต้องการความรัก แต่ความรักมีไม่พอ"


นอกเหนือจากเนื้อเรื่องแล้ว ยังชอบบทนำของหนังสือเล่มนี้เป็นพิเศษอีกด้วย แต่เรื่องการพิสูจน์อักษร (ของการพิมพ์ครั้งที่ ๔) ยังเจอคำพิมพ์ตกและสะกดผิดอยู่นะคะ แค่คำว่า ดอสโตเยสกี บนปกหน้า กับเนื้อหาด้านใน ดอสโตเยฟสกี ก็ไม่เหมือนกันแล้ว (หรือเขามีเจตนาอื่นแอบแฝงล่ะ? )

หากไม่อ่านมา ๘๗๖ หน้า คงไม่รู้ว่าอีก ๑๕๖ หน้าหลังจากนั้น จะทำให้ความประทับใจเกิดขึ้น วันแห่งชะตากรรม การพิจารณาคดีในศาล การซักฟอกของอัยการฝ่ายโจทย์และทนายฝ่ายจำเลยที่ต้องทำหน้าที่หักล้างความน่าเชื่อถือของพยานหลักฐาน ไม่ว่ามันจะเป็นคำให้การสะเทือนขวัญหรือเป็นหลักฐานชิ้นหายนะ ที่ผู้ประพันธ์/ผู้แปลใช้คำว่าทำให้เกิด "ฉากสยดสยอง" ขึ้นในศาลนั้น มันเป็นคำที่อธิบายภาพบรรยากาศในจินตนาการได้เห็นภาพเลย การแถลงการณ์คำฟ้องของอัยการฝ่ายโจทย์และแถลงการณ์ข้อโต้แย้งของทนายความฝ่ายจำเลยเป็นอะไรที่น่าทึ่ง เหมือนสีดำกับสีขาว ที่คณะลูกขุนจะต้องตัดสินว่าจะเลือกสีอะไร ช่วงจังหวะของเหตุการณ์ที่ไม่มีใครรู้เห็น มีแต่การพิจารณาหลักฐานและพยานแวดล้อม ในช่วงสภาวะหนึ่งของจิตใจ ที่อาจกำลังรั้งรออยู่ระหว่างหุบเหวสองฝั่ง สำนึกอัประมาณต่ำช้ากับสำนึกสูงส่งล้ำเลิศ สำนึกใดกันแน่ที่ได้เกิดขึ้นกับมิตยาในเวลานั้น และมันมีผลเป็นคำพิพากษา

หนังสือเล่มนี้นะคะ แม้จะเต็มไปด้วยตัวละครที่น่าชิงชังรังเกียจ แต่ขณะเดียวกันก็สามารถทำให้รู้สึกสะเทือนใจไปกับความน่าสมเพชเวทนาของผู้คนเหล่านั้นไปด้วย

บทนำที่เป็นเหมือนบทวิเคราะห์สรุปของคุณเสกสรร ประเสริฐกุล เหมือนช่วยทำให้เข้าถึงนวนิยายเรื่องนี้ได้มากขึ้น ซึ่งหากได้อ่านเต็มในส่วนที่เล่าและวิเคราะห์ถึงประวัติชีวิตของดอสโตเยฟสกีด้วยแล้ว ยิ่งทำให้คิดว่าคำนามธรรมที่เรียกกันว่า "จิตวิญญาณ" ที่พูดถึงกันอยู่เกี่ยวกับหนังสือเล่มนี้ อาจไม่ใช่แค่เพียงของมนุษย์อื่นใดทั่วไปที่ถูกนำมาถ่ายทอดเป็นตัวละคร แต่ได้รวมถึงจิตวิญญาณของดอสโตเยฟสกีเองด้วยที่ได้สถิตไว้กับนวนิยายของเขาเรื่องนี้


ยิ่งใช้วิธีการเล่าเรื่องที่มักมีคั่นจังหวะเป็นระยะด้วยความคิดเห็นของดอสโตเยฟสกีเอง ยกตัวอย่างเช่น ผมได้เล่ามาแล้วว่า .... ผมขอชี้แจงไว้ตรงนี้เสียก่อนว่า ....ผมจึงหวังว่าคุณผู้อ่านคง .... แต่ผมรู้สึกว่าน่าจะดีกว่าถ้าผม .... ผมเห็นจะต้องเอ่ยอะไรบางอย่าง ..... เหล่านี้เป็นการเล่าเรื่องที่ทำให้รู้สึกใกล้ชิดเหมือนว่าหนังสือเล่มนี้คือดอสโตเยฟสกีที่กำลังเล่าให้เราอ่านด้วยตัวของเขาเอง (งงไหมล่ะ..)

ที่ว่ากันว่า จิตใจมนุษย์ ยากแท้หยั่งถึง ดอสโตเยฟสกีเองก็บอกว่ามนุษย์เป็นเรื่องลี้ลับ ที่จะต้องหาความกระจ่างให้ได้แม้จะต้องใช้ชีวิตทั้งชีวิตเพื่อไขข้อปริศนานี้

ก็ดูเหมือนว่า เขาจะทำได้อย่างนั้นจริงๆ แม้มันอาจไม่ใช่คำตอบที่หายคาใจได้ทั้งหมด

อ่านไปอ่านมา มนุษย์หลายแบบในเรื่องนี้ ก็มีหลายสิ่งหลายอย่างที่รวมได้เป็นตัวเรา (เว้นแต่จะไม่อยากยอมรับว่านั่นคือฉันเอง) แล้วก็ยังเป็นใครๆ อีกหลายคนที่อยู่รอบตัวเรา สรุปได้ง่ายๆ ว่า เหมือนเลย! พวกเราก็เป็นแบบนั้น

ดีใจที่ได้อ่านและเป็นคนหนึ่งที่ได้ร่วมยกย่องหนังสือเล่มนี้ค่ะ




Create Date : 18 เมษายน 2556
Last Update : 19 มิถุนายน 2557 22:17:47 น. 7 comments
Counter : 1333 Pageviews.

 
เป็นเล่มที่อยู่ใน List แต่เป็น List ที่ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะได้อ่าน ทั้งที่จริงๆอยากอ่านมากๆเลย แต่หนังสือเต็มโกดังตอนนี้


โดย: i.am.Victor วันที่: 19 เมษายน 2556 เวลา:14:37:28 น.  

 
แทบจะเป็นเกจิด้านคารามาซอฟไปแล้วนะครับ
ดูทั้งซีรีย์ดัดแปลงKaramasov no kyodai
และยังได้อ่านวรรณกรรมแปลงฉบับสมบูรณ์พี่น้องคารามาซอฟ
น่าชื่นชมและหาได้ยากนะครับ ความอยากรู้ของผู้คน
นอกวัยสถานศึกษา พอได้อ่านคำโปรย
ของคนดังที่ได้รับอิทธิพลของหนังสือเล่มนี้แล้วขนลุก
(เพราะเราไมได้เป็นหนึ่งในนั้นมั้ง ถืออยากเป็นการ
ยังไม่มีเวลาอ่าน จนหนังสือเล่มนี้หายไปไหนแล้ว)
ว่าแต่มีสองเล่มเลยเหรอครับ
ถือว่ายังดีทีอ่านจบ เพราะขนาดท่านมะนาวฯ
แกมีLes Miserableครบชุด จะไม่เห็นทีท่าว่า
แกจะหยิบมาย่อให้ฟังสักที
แต่ฟังดูคร่าวๆแล้ว ดูคล้ายกับว่า
สองเรื่องที่ว่ามานี้จะสะท้อนในมุมสภาพสังคมคล้ายๆกัน

สว่นตอนนี้ ผู้เขียนคงไปดูกาลิเลโอสองก่อนดีกว่า
เพราะยังไม่อาจเข้าเนือ้หาหนักๆในรสวรรณกรรม
ยกเว้นมีหนังสือไอน์สไตน์ของไอเเซคสัน
ซึ่งคงได้ในแง่บุคคลมากกว่าสังคมโดยกว้างอะนะครับ


โดย: Mr.Chanpanakrit วันที่: 20 เมษายน 2556 เวลา:20:21:07 น.  

 
กำลังอ่านอยู่พอดีเลย และได้กลายเป็นระยะพักตัวไปได้สักอาทิตย์นึงแล้ว อ่านรีวิวแล้วช่วยให้มีกำลังใจที่จะพิสูจน์มันอีกครั้ง

ขอบคุณสำหรับการรีวิวนะคะ


โดย: normalization วันที่: 28 เมษายน 2556 เวลา:19:57:38 น.  

 
I will right away snatch your rss feed as I can not in finding your email subscription hyperlink or e-newsletter service. Do you've any? Kindly permit me understand in order that I may subscribe. Thanks.
mulberry outlet //www.tnsi.com/pinterests.aspx


โดย: mulberry outlet IP: 94.23.252.21 วันที่: 29 สิงหาคม 2557 เวลา:14:53:59 น.  

 
Hmm it looks like your blog ate my first comment (it was extremely long) so I guess I'll just sum it up what I submitted and say, I'm thoroughly enjoying your blog. I too am an aspiring blog blogger but I'm still new to the whole thing. Do you have any tips and hints for newbie blog writers? I'd definitely appreciate it.
moncler polo //www.aegismetalframing.com/assets/index.php?it-moncler-polo-5427.html


โดย: moncler polo IP: 192.99.14.36 วันที่: 13 ตุลาคม 2558 เวลา:22:55:03 น.  

 
I'm truly enjoying the design and layout of your site. It's a very easy on the eyes which makes it much more pleasant for me to come here and visit more often. Did you hire out a designer to create your theme? Outstanding work!
nikeuomodonnescarpe //www.aegismetalframing.com/assets/index.php?it-nikeuomodonnescarpe-14482.html


โดย: nikeuomodonnescarpe IP: 192.99.14.36 วันที่: 15 ตุลาคม 2558 เวลา:9:57:00 น.  

 
I have read so many content about the blogger lovers except this post is truly a good piece of writing, keep it up.
una giornata uggiosa chitarra //www.biasimecc.com/wp-content/uploads/index.php?it-una-giornata-uggiosa-chitarra-2475.html


โดย: una giornata uggiosa chitarra IP: 192.99.14.36 วันที่: 15 ตุลาคม 2558 เวลา:22:24:22 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

BlogGang Popular Award#13


 
prysang
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 95 คน [?]




จำนวนผู้ชม คน : Users Online
New Comments
Friends' blogs
[Add prysang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.