Group Blog
 
All blogs
 
ฟาห์เรนไฮต์ 451 - เผาหนังสือให้หมดโลก



ฟาห์เรนไฮต์ ๔๕๑  ( FAHRENHEIT 451)  
เรย์ แบรดเบอรี_เขียน  ต้องตา สุธรรมรังษี_แปล 
แพรวสำนักพิมพ์   พิมพ์ครั้งแรก กรกฎาคม ๒๕๕๘ 



กล่องไม้ขีดอมตะ   รับประกันการจุดไฟหนึ่งล้านครั้งภายในกล่องนี้!   

กาย มอนทาก เป็นนักผจญเพลิง ในโลกของเขา ที่ซึ่งโทรทัศน์เป็นใหญ่และวรรณกรรมใกล้จะสูญพันธุ์ นักผจญเพลิงมีหน้าที่จุดไฟแทนที่จะดับไฟ หน้าที่ของมอนทากคือทำลายโภคภัณฑ์ที่ผิดกฎหมายที่สุด นั่นคือหนังสือ รวมถึงบ้านที่หนังสือเหล่านั้นถูกซุกซ่อนไว้ มอนทากไม่เคยตั้งคำถามถึงการทำลายล้างและความพินาศที่เป็นผลจากการกระทำของเขา แต่แล้วเมื่อเขาได้พบกับแคลริส สาวน้อยเพื่อนบ้านผู้แปลกประหลาดที่แนะนำให้เขาได้รู้จักกับอดีตที่ผู้คนมิได้มีชีวิตอยู่ด้วยความหวาดกลัว และปัจจุบันที่ผู้คนเห็นโลกผ่านทางความคิดในหนังสือ แทนที่จะเป็นการพูดคุยไร้สาระในโทรทัศน์ มอนทากก็เริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เขาเคยรู้จักมา เขาเริ่มเก็บซ่อนหนังสือไว้ที่บ้าน และเมื่อการกระทำอันลักลอบของเขาถูกค้นพบ มอนทากก็ต้องหนีเอาชีวิตรอด...
.....

"นัยแฝงเร้นของเรื่องช่างน่าหวาดกลัวนัก ... เรื่องราวของโลกอันแสนวิกลของแบรดเบอรีนี้ 
ซึ่งมีส่วนคล้ายคลึงกับโลกของเราเองจนน่าตกใจช่างมีเสน่ห์ดึงดูดใจนัก" - เดอะนิวยอร์กไทมส์
.....

ในร้านหนังสือ ปกหน้ากากกันควัน เปลวไฟ และชื่อเรื่องสีเลือด ฟาห์เรนไฮต์ ๔๕๑  ดึงดูดสายตา  หยิบขึ้นมาอ่านปกหลังก็ดึงดูดความสนใจอย่างแรง   นักผจญเพลิง  หนังสือเป็นโภคภัณฑ์ผิดกฏหมายที่ต้องซุกซ่อน และเป็นอันตรายต่อผู้เป็นเจ้าของครอบครอง ?  นี่ันเป็นเรื่องราวแบบไหนกันหนอ

"ต้นฉบับไม่มีวันมอดไหม้" ครั้งหนึ่ง ประโยคนี้เคยเรียกร้องความสนใจให้กับนิยายรัสเซียเรื่อง มาสเตอร์กับมาร์การิตา  ได้อย่างไร  ครั้งนี้.. ก็เช่นเดียวกันที่ การเผาหนังสือ เทำให้ไม่อาจตัดใจได้ แม้ว่าจะใช้งบซื้อหนังสือล่วงหน้าไปแล้วสองเดือน และเดินหนีไปแล้วรอบนึงก่อนจะวกวนกลับมาใหม่ ( เพลียตัวเอง ณ จุดนี้   ) ก็นี่มันเรื่องอ่อนไหวสำหรับคนรักหนังสือนะ (  เซนซิทีพสูงมิใช่น้อย

ในอนาคตเมื่อไหร่ไม่รู้ .. ที่โลกได้เปลี่ยนไปเป็นสังคมที่ทุกสิ่งเลวร้ายอย่างยิ่ง
หนังสือ เป็นภัยคุกคามเพราะ จะทำให้เกิดความคิด ความสงสัย และตั้งคำถาม  
มันจึงเป็นสิ่งผิดกฏหมาย ที่ต้องถูกเผาทิ้งให้สิ้นซาก

"คนผิวสีไม่ชอบ ลิตเติลแบล็กแซมโบ  เผามันซะ  คนขาวรู้สึกไม่ดีเกี่ยวกับ กระท่อมน้อยของลุงทอม  เผามันซะ  มีคนเขียนหนังสือเก่ยวกับยาสูบและมะเร็งปอด  พวกคนสูบบุหรี่ร้องไห้เหรอ เผาหนังสือเล่มนนั้นซะ   ความร่มเย็น มอนทาก ความสงบสุข มอนทาก  ออกไปต่อสู้ข้างหนอก หรือจะให้ดีกว่านั้น โยนเข้าเตาเผาขยะ งานศพมีแต่ความห่นหมองและเป็นพิธีนอกรีตงั้นเหรอ กำจัดมันด้วย หลังจากคนตายไปได้ห้านาที เขาก็จะถูกส่งไปยังเตาใหญ่ เป็นบริการเผากำจัดศพโดยเฮลิคอปเตอร์ทั่วประเทศ ตายไปได้สิบนาที คนนั้นก็จะกลายเป็นอณูฝุ่นสีดำ ไม่ต้องพูดพล่ามรำลึกถึงคนนนั้นให้ยืดยาว  ลืมมันให้หมด เผาให้หมด เผาทุกสิ่งทุกอย่าง เปลวไฟสว่างสดใส และเปลวไฟเป็นสิ่งสะอาด"

และในยุคนี้ที่บ้านทำจากวัสดุกันไฟทั้งหลังกันหมดทั้งโลกแล้ว  แต่ถ้าบ้านไหนซุกซ่อนหนังสือ นักผจญเพลิงก็มีวิธีที่จะเผาบ้านให้วอดวายไปพร้อมกับมันได้  เพราะการ "เผาหนังสือ"  คือหน้าที่ความรับผิดชอบของนักผจญเพลิง  ที่ไม่ได้พ่นน้ำดับไฟ แต่พ่นน้ำมันก๊าดจุดเพลิง


ในอดีตเมื่อนานมาแล้วมีคนเคยได้ยินว่า  นักผจญเพลิงมีหน้าที่ดับไฟ ?  เรื่องเหลวไหลสิ้นดี เพราะตามคู่มือการปฏิบัติงานและประวัติศาสตร์โดยย่อของนักผจญเพลิงแห่งสหรัฐอเมริกา ที่มีประวัติว่าก่อตั้งในปี ๑๗๙๐ เพื่อเผาหนังสือซึ่งได้รับอิทธิพลจากอังกฤษในอาณานิคมทั้งหลาย นักผจญเพลิงคนแรกคือ เบนจามิน แฟรงกลิน

ข้อบังคับ 
๑. ตอบสนองต่อสัญญาณเตือนอย่างรวดเร็ว
๒. จุดไฟเผาโดยเร็ว
๓. เผาให้ราบ
๔. รายงานกลับสถานีดับเพลิงในทันที
๕. พร้อมเตรียมสำหรับสัญญาณเตือนครั้งอื่น

พร้อมเพื่อจะ .. เผาหนังสือให้หมดโลก!

แต่การได้พบกับสาวน้อยเพื่อนบ้านที่ย้ายมาใหม่ เธอมีบุคลิกและความคิดแปลกประหลาดต่างจากคนในสังคมทั่วไป สิ่งที่เธอมองอย่างสังเกตออกไปยังโลกและผู้คนนอกตัวเอง สิ่งที่เธอคิด สงสัย สิ่งที่เธอพูดคุย บอกเล่า และสิ่งที่เธอตั้งคำถาม "คุณมีความสุขไหมคะ"

เขาเริ่มจะตั้งคำถามเกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เคยรู้จักมา 

"เมื่อคืนนี้ผมนึกถึงน้ำมันก๊าดทั้งหมดที่ผมใช้มาตลอดสิบปี  และผมนึกถึงหนังสือ และเป็นครั้งแรกที่ผมตระหนักว่ามีคนคนหนึ่งอยู่เบื้องหลังหนังสือแต่ละเล่ม คนคนหนึ่งต้องคิดมันขึ้นมา คนคนหนึ่งต้องใช้เวลายาวนานกว่าจะเขียนมันลงบนกระดาษ และผมไม่เคยแม้แต่จะคิดถึงเรื่องนี้มาก่อน"

"บางคนอาจใช้เวลาทั้งชีวิตในการรวบรวมความคิดของตนมาเขียนเป็นเล่มจากการมองดูโลกและชีวิต แล้วจากนั้นผมก็โผล่มาภายในสองนาทีและตู้ม! พินาศสิ้น"

สังคมในจินตนาการที่เป็นโลกในอนาคต ไม่ได้ถูกบรรยายอะไรไว้ละเอียดชัดเจนนัก แต่ก็รู้สึกได้ถึงความตึงเครียด  ความรุนแรงน่ากลัวบางอย่าง  ผู้คนไม่ค่อยคิด ไม่ค่อยรู้สึก ไม่ค่อยพูดคุยกัน เหมือนกับมีชีวิตอยู่ แต่ไม่มีความหมาย ความรู้สึกอะไรลึกซึ้งไปกว่านั้น  ทุกผู้ทุกคนล้วนเป็นคนแปลกหน้า แม้แต่คนรู้จักใกล้ชิด ก็ไม่ได้รู้สึกคุ้นเคยหรือรู้จักกันจริงๆ  

ที่เดอะนิวยอร์กไทมส์ให้คำนิยมว่า ... มีส่วนคล้ายคลึงกันกับโลกของเราเองอย่างน่าตกใจ  ก็ไม่ทราบนะคะว่าหมายถึงสังคม เผด็จการ เสรีนิยม อะไรหรือเปล่า  แต่โดยส่วนตนคำนิยมนี้ทำให้ฉุกคิดขึ้นมาว่า อืม...จริงสิ .. โลกทุกวันนี้ ก็เป็นสังคมก้มหน้า ผู้คนก้มหน้าก้มตาอยู่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือ ไม่ค่อยพูดค่อยจากัน จะว่าไปแล้วก็คงไม่ต่างกันนักกับสังคม "ผนังภาพ" ในเรื่องนี้ (อยากรู้ว่าเป็นอย่างไร ต้องหามาอ่านเองนะคะ) 

ฟาห์เรนไฮต์ ๔๕๑  ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ ๖๒ ปีก่อน คือ ค.ศ. ๑๙๕๓  โลกอนาคตในจินตนาการของผู้เขียน เรย์ แบรดเบอรี   คือ สังคมที่วิทยุโทรทัศน์มีอิทธิพลเป็นใหญ่ต่อการรับรู้ของผู้คน  รวดเร็ว กระชับ ฉับไว เป็นมาเป็นไป สรุปให้เรียบร้อย  ไม่ต้องเสียเวลาขบคิดหาเหตุผลรายละเอียดอะไรให้มากความทั้งสิ้น   ซึ่งอนาคตต่อมาในความเป็นจริง ก็มีบางสิ่งคล้ายคลึงกับผนังภาพของเขาเหมือนกันนะ  เพียงแต่ย่นย่อมาในหน้าจอที่เล็กกว่า เผลอๆ อาจจะน่าเป็นห่วงกว่าก็ได้ เพราะมันสามารถพกพาติดตัวได้ตลอดเวลานั่นก็คือ โทรศัพท์มือถือ กับ โซเชียลเน็ตเวิร์ค   



ภาพจาก korbooks.com


เรื่องนี้เคยถูกแปล และตีพิมพ์กับสำนักพิมพ์เอ็นเธอร์บุ๊คส์  (ผู้แปล กรกฎ ) ซึ่งประโยคที่พิมพ์โปรยบนปกหนังสือ โดนใจเราเข้าอย่างจัง  เพราะนั่นเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชอบเรื่องนี้ อยากจะกล่าวถึงใจจะขาด แต่ก็ไม่อาจสปอยล์ไปมากกว่านี้ได้ 


"เปลวไฟที่ลามไหม้กระดาษ ไม่อาจทำลายอัตถะแท้ของหนังสือได้"


ระหว่างอ่านไป ก็คิดไปพลาง ตั้งคำถามสงสัยให้ต้องติดตาม  
"หนังสือ" จะหมดไปจากโลกจริงๆ หรือ 

ถ้าคำตอบคือไม่  ..

 ถ้า กาย มอนทาก สามารถจะหนีรอดไปได้จริงๆ   แล้วจะเป็นอย่างไร   ?

ฟาห์เรนไฮต์ ๔๕๑ จึงเป็นหนังสือ ที่อยากแนะนำให้คนรักหนังสือได้อ่าน 





Create Date : 22 สิงหาคม 2558
Last Update : 23 สิงหาคม 2558 9:26:48 น. 3 comments
Counter : 2014 Pageviews.

 
ขอบคุณมากมายที่แวะไปเยือน บลอก ณ มนนะค้า


โดย: ณ มน วันที่: 23 สิงหาคม 2558 เวลา:0:37:21 น.  

 
เป็นหนังสือในความทรงจำของเราเลยค่ะ เคยโดนบังคับให้อ่านในห้องเรียน แถมอัดต่อด้วยการดูหนัง มันยากและลึกเกินไปสำหรับเราในตอนนั้น ไม่รู้เรื่องและไม่อินเลย แต่จำรายละเอียดในเรื่องได้เยอะมาก เพราะรู้สึกว่าคอนเซ็ปท์น่าสนใจ พอโตขึ้นแล้วค่อยๆย้อนทบทวนถึงได้เก็ทความหมาย และนับถือคนเขียน (ใช้เวลาย่อยนานมาก) เป็นหนังสือเล่มแรกๆที่ทำให้ซาบซึ้งว่าอายุมีผลกับการรับสารจริงๆ


โดย: Froggie วันที่: 23 สิงหาคม 2558 เวลา:16:29:18 น.  

 
เรื่องนี้เห็นคนพูดถึงเยอะเหมือนกันค่ะ ชื่อชวนสะดุดตาเลยนะคะ ตั้งแต่ปกเก่าแล้ว


โดย: ออโอ วันที่: 25 สิงหาคม 2558 เวลา:22:03:08 น.  

ชื่อ :
Comment :
  *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
รหัสส่งข้อความ
กรุณายืนยันรหัสส่งข้อความ

Valentine's Month


 
prysang
Location :


[Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
Smember
ผู้ติดตามบล็อก : 96 คน [?]




จำนวนผู้ชม คน : Users Online
New Comments
Friends' blogs
[Add prysang's blog to your web]
Links
 

 Pantip.com | PantipMarket.com | Pantown.com | © 2004 BlogGang.com allrights reserved.