คอร์สโกก้า วันที่ 10

ต่อ จบคอร์สเขา 10 วัน 450



    จนกระทั้งถึงเช้าวันที่ 10 วันสุดท้ายของหลักสูตร  ร่างกายฉันแย่ถึงขีดสุด แต่ก็ทุเลาจากเมื่อคืน  ปวดหัวเหลือแค่ตรงท้ายทอย  หัวใจเต้นเร็วจนมือสั่น  มีอาการไอเพราะรู้สึกถึงแรงดันจากด้านบนช่องอก  (ตอนนี้ระลึกออกแล้วว่าแท่งเย็นๆที่ไหลมาบรรจุที่ช่องอกตลอดวันที่ 9 มันมาทำหน้าที่อะไร)  กินไม่ได้  อ้วกทุกสิ่งออกมา  เท้าน่าจะบวมร่วมด้วย  (หลังจากจบหลักสูตร 4 วันเพิ่งมาสังเกตเท้าเพราะมันมีตะคริวตลอดเวลา ถึงรู้ว่ามันบวมหน่อยๆ)  อาการนี้มาสืบค้นทีหลังคล้ายภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

ฉันลงชื่อเข้าพบอาจารย์ช่วงประมาณเที่ยง เล่าอาการให้ฟังตั้งแต่คืนวันที่  7 อาจารย์บอกว่าฉันใช้ตาเคลื่อนไปเวลากำหนดจิต

“เธอไม่ไปแค่จิต เธอใช้ลูกตาไปด้วย ตาดำเธอเคลื่อนไปทุกที่”   เพื่อความแน่ใจฉันเลยถามเพิ่ม โดยแจ้งไปว่า   หนูเคยลองจ้องไปที่ต้นไม้  และกำหนดจิตไปที่ขาก็สัมผัสถึงขาได้ โดยตาก็ไม่เคลื่อนตามนะคะ

ท่านว่า  "ตอนเธอลืมตาเธอมีสติ  แต่พอหลับตาเธอไม่รู้ตัว"

และเนื่องจากอาการป่วยในแต่ละคืนไม่เหมือนกัน (มันเพิ่มระดับ) ฉันจึงอยากอธิบายอาการให้ชัดเจนขึ้น ถึงคืนวันที่ 9 ล่าสุด อาจารย์บอก   “พอๆ จะยังไงก็เหมือนกัน คือเธอใช้ตา เธอต้องยอมรับ”

ฉันยอมรับได้  มันไม่ใช่สิ่งน่าอาย  ฉันแค่อยากอธิบายหากมันอันตรายฉันจะได้รับการรักษา แต่ท่านค่อนข้างไม่ชอบฟังแล้วค่ะ  เริ่มแรกถูกตำหนิว่าไม่วางอุเบกขา ฉันจึงแจ้งไปว่า วางค่ำถึงเช้าก็ไม่หาย  ท่านจึงเงียบไป  ฉันแจ้งท่านว่า ตอนนี้หัวใจเต้นแรงมากจนมือสั่น คิดกำหนดหรือไม่คิด  เช่น คิดถึงผ้าห่ม แล้วผ้าห่มมันวางที่เท้า คิดแค่นี้เท้าก็เต้นตุบๆ จนหัวใจเต้นรัวตาม

ท่านตอบมาว่า  “ก็เธอไปผูกจิตมันไว้ทุกส่วนแล้วนิ แค่รู้สึกปวดตรงนี้  (ท่านเอามือจับให้ดูจมูกบนระหว่างตา)  เธอควรจะลืมตาได้แล้ว  เธอใช้ตากรอกไปมาแล้วยังไม่ยอมรับ”  อ่อเป็นเช่นนี้เอง ฉันไม่เคยรู้มาก่อน  เลยตอบว่าไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน  ฉันเคยรายงานอาจารย์ครั้งหนึ่งว่ามีเม็ดตุบ ตุบ ที่ด้านล่างคิ้ว  ท่านก็เตือนให้ระวังว่าตากรอกไปด้วย หรือเปล่าถ้ากรอกมันจะปวดที่กระบอกตา ฉันเลยบอกไม่รู้สึกเจ็บกระบอกตา ท่านเลยว่างั้นเธอก็ไม่ได้ใช้ตา  แถมฉันยังไปทดสอบด้วยการลืมตาทำสมาธิแล้วก็สัมผัสถึงส่วนอื่นได้เช่นเดิม เหมือนกรรมมันบังตานะฉันมองข้ามเรื่องนี้ไป
แล้วฉันก็ยกมือไหว้ลา

วันที่ 10 เปิดวาจาได้   ฉันแจ้งพี่ที่ทำหน้าที่บริการถึงอาการแต่ไม่ได้ลงรายละเอียดนักเพราะเหนื่อยมากๆ ขออนุญาตไม่เข้าร่วมช่วงเย็นที่นั่งสมาธิ  แต่พี่บอกลองอดทนหน่อยมันเป็นชั่วโมงแผ่เมตตาเผื่อเราแผ่ให้เจ้ากรรมนายเวรอาจดีขึ้น  ฉันเลยรับปากไป แล้วก็บอกเพื่อนข้างห้องด้วยเผื่ออาการไม่ดี
แล้วฉันก็เข้าร่วมชั่วโมงปฎิบัติต่อครั้งสุดท้าย  โดยคิดว่าพรุ่งนี้เช้าก็จะได้กลับบ้านแล้ว  นั่งสมาธิแผ่เมตตาจนจบ  ได้โดยวิธีเคลื่อนไหวอิริยาบถเล็กๆ เช่น ขยับท่านั่ง เคาะนิ้ว เกาโน้นนี้ เปลี่ยนไปเรื่อยๆไม่ให้เกิดสมาธิได้   เวลานั่งในห้องปฎิบัติรวมฉันมีผ้าคลุมคนอื่นอาจไม่สังเกตเห็น  มีเพียงเพื่อนข้างห้องที่ฉันบอกอาการไว้ที่สังเกตได้ว่าฉันเปลี่ยนท่านั่งบ่อยนั่นแระค่ะ  หลังจากนั้นก็ชั่วโมงสุดท้ายนั่งฟังวีดีโอ  ซึ่งฉันไม่สามารถทนได้  ต้องวิ่งกลับห้องไปอ้วก และก็ถูกตามกลับมานั่งอีกค่ะ   จนครั้งที่สองคือส่งสัญญาณไม่ไหว พี่ที่ทำหน้าที่บริการเขารับรู้แล้วไม่ตามอีก

และค่ำคืนวันที่สุดท้ายก็มาถึง  จากการรู้สาเหตุของทุกข์  รู้ความทุกข์  วิเคราะห์หาทางแก้ไขทั้งวัน ในที่สุดฉันหาวิธีพ้นทางทุกข์นี้ได้โดยวิธีนี้ค่ะ

เมื่อปวดหัว หรือ ทุกข์ทรมาณทางกายอย่างหนัก   การคิดปรุงแต่งเรื่องต่างๆย่อมทำได้ยากมาก ความคิดที่สามารถคงอยู่ได้   มันค่อนข้างเป็นอะไรที่เป็นแก่นแท้จริงๆ เช่น ฉันคิดถึงหน้าพ่อและคำอวยพรตอนมาส่งฉันค่ะ  น้ำตานี้ไหลเลย  คิดถึงหมาตอนที่ลูบขนมัน ความคิดนี้ค่อยจะทุเลาอาการได้นานหน่อย

และวิธีที่จะหลับลงได้ล่ะทำยังไง  ฉันค้นพ้นวิธีการจากการหาจุดในร่างกายที่อยู่ได้ ที่ไม่ได้ไปฝึกจับสติไว้ นั่นคือ ภายในช่องปาก

ฉันต้องหายใจเข้านิดเดียวผ่านจมูกไม่เกิน 2 วิ และปล่อยออกเบา ๆ ทางปากนิดเดียว ท่าหายใจออกนี้พิเศษเมื่อจมูกหายใจเข้าลิ้นจะแตะเพดาน

เมื่อหายใจออกลิ้นจะตกมาด้านล่างปาก เหมือนการเดาะลิ้นเกิดเสียง เตาะ เตาะ ตลอดเวลาแต่นั้นคือท่าที่สบายที่สุด เมื่อทั้งร่างกายมันอนุญาตให้ฉันอยู่สบายแค่ท่านี้

ตอนนั้นสงสัยมากทำไมลิ้นขึ้นไปแตะเพดานปากตกลงมาและขึ้นไปแตะใหม่ได้เองอัตโนมัติ ภายหลังจึงรู้จากการสังเกตว่าเพราะกล้ามเนื้อรอบปากฉันบีบและคลายตัวมากกว่าปกติท่าเดาะลิ้นนั้นจึงเป็นอัตโนมัติได้ เพียงเผยอริมฝีปากไว้หน่อยๆ และทำซ้ำแค่ท่านี้เท่านั้นหัวใจจึงค่อยเต้นช้าลง เป็นท่าหายใจที่แปลกที่ไม่เคยทำมาก่อน

อ่อ กล้ามเนื้อเคยบีบจนปากยื่นมาข้างหน้าด้วยนะ  ตอนนั้นลองนั่งสมาธิแล้วสัมผัสได้ถึงการบีบจึงทดสอบจับปากดูแล้วมันก็เป็นทางกายภาพจริงๆ

การหายใจออกจากปากเป็นการระบายแรงดันจากช่องอกได้เป็นอย่างดี ถ้าปล่อยให้ไอมันจะร้าวไปทั้งหัว  แล้วก็เป็นวงจรหัวใจเต้นรัวตามมา  ดังนั้น  ฉันต้องอยู่ในท่าหายใจนี้จนถึงเช้า ซึ่งโชคดีที่มันเป็นลักษณะอัตโนมัติได้  แค่ควบคุมมันครั้งแรกๆ



นี่ล่ะค่ะ กรรมของฉัน กรรมที่เกิดจากการกระทำที่ไม่รู้ และยังทำมันซ้ำๆ รวมวันละ 9-10 ชั่วโมง ยาวนาน 6 วัน  จนเกิดเป็นผลกรรมที่ต้องชดใช้
อ่อแล้วก็การมีสมาธิมันหลั่งสารแห่งความสุขออกมาช่วยระงับความเจ็บปวดได้ดีจริงๆ ฉันถึงมีอาการแค่ก่อนนอนในช่วงแรกๆเท่านั้น  ยกเว้นวันที่ 10 ที่ฉันไม่ทำสมาธิแล้วจึงมีอาการทั้งวัน

ฉันอยากฝากนะคะ ไม่ใช่ทุกคนจะมีอาการทางตาแบบนี้ แต่หากใครมีอาการปวดร้าวกระบอกตา ตุบๆที่ตรงคิ้ว หรือรู้สึกร่างกายไม่โอเค บางทีเราต้องสมดุลทั้งทางวิทยาศาสตร์และทางความคิดเรื่องกรรมเก่าบันดาลให้ดี


และในการไปปฎิบัติธรรม  พวกเรามักจะต้องฝากของมีค่า  และอยู่ในที่ๆไม่คุ้นชิน การตัดสินใจทำอะไรก็อาจไม่สะดวกเหมือนการอยู่ที่บ้าน  ฉันอยากฝากสถานปฏิบัติธรรมให้ใส่ใจอาการแปลกๆของผู้ปฏิบัติมากขึ้น  บางทีมันก็ร้ายแรง  อย่างฉันเองก็เพิ่งกลับมากูเกิลดู  ถึงรู้ว่ามีอาการใกล้เคียงภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน  จากความเจ็บปวด  ตอนรายงานความผิดปกติให้อาจารย์ฟัง  หลังจากนั้นท่านก็ไม่ได้มาถามไถ่ใดๆ  ยาแก้ปวดก็ถูกห้ามใช้  ไม่สามารถขอเบิกได้ ตอนนั้นฉันเหนื่อยทั้งกาย และใจ  ได้แต่อดทนเพื่อวันพรุ่งนี้ก็จะเป็นอิสระ  โชคดีที่หาวิธีประคองร่างกายให้ผ่านพ้นคืนสุดท้ายมาได้ค่ะ.



https://pantip.com/topic/41864658


(คคห. ข้างล่างถาม/ตอบกับผู้ร่วมสนทนา)


คคห.5-1

ขอบคุณที่เข้าใจนะคะ  เราคิดว่าความไม่รู้ก็คือไม่รู้จริงๆ ตอนรายงานผลปฎิบัติ อ.ก็ว่านั้นคือเวทนาละเอียด ให้ดูต่อไป เพื่อสัมผัสอะไรได้มากขึ้น ตอนทำวิปัสสนาก็เข้าใจว่าตัวเองสบายๆ ไม่เพ่ง แต่การนั่งซ้ำวนๆ 9 ชั่วโมง + ความไม่รู้ตัวว่าลูกตาเคลื่อนเพราะวิธีปฎิบัติคือห้ามหยุดที่ใดที่หนึ่ง  เคลื่อนไปเรื่อยๆ จิต,ความคิด เราเลยย้ายที่ไปเรื่อย

แสงสีขาวนั้นคือลูกตาเรามันพยายามมองแสงเลยเกิดตามหลักการทำงานของระบบประสาทตาหรืออาจเพราะกำลังสมาธิ  (เรื่องนี้ไม่ค่อยมีความรู้ขอวางอุเบกขาไว้ก่อนนะคะ)


คคห. 6-1

ตอนหาวิธีออกจากความเจ็บ เพิ่งรู้ตัวเลยค่ะ จิตกับกายดิฉันไม่แยกจากกัน อาจเพราะวิธีฝึกจิตที่เอาฐานไว้ที่กายแบบคอยเอาจิตตามดูกายด้วยมั้งคะ

ยังไงจะศึกษาเรื่องการฝึกแยกกายและจิตนะคะ  ตอนเจ็บมากก็คิดอยากแยกจิตออกจากฐานกาย แต่พบว่าทำไม่ได้   ทำได้แค่คิดจินตนาการเรื่องราวไปเรื่อยๆ แต่สักพักเหมือนมันกลับมาที่ฐานกาย   (เพราะไปเทรนสมาธิให้จับที่กายไว้) มือใหม่น่ะค่ะ  หวังแค่ไปทำสมาธิให้สงบแค่นั้นเอง


คคห. 6-3 

สิ่งที่ทำสติ ไม่ใช่ตัวเรา  เป็นเพียงจิต  (ที่ไม่คงที่) ที่ดูความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ของกาย เวทนา จิต ธรรม เท่านั้น ครับ

จิต จ้องเข้าใจว่า  จิตเป็นตัวรู้  แล้ว  รู้ว่าเห็นการเปลี่ยนแปลงำของร่างกาย หรือ การเปลี่ยนแปลงไป ของความรู้สึก

สติของเธอตั้งมั่นที่กาย กายมีอยู่ ก็เพียงสักแต่รู้ เพียงสักว่าอาศัยระลึกเท่านั้น
...

.................................

เหมือนที่คุณแนะนำดิฉันยังไม่เข้าใจ  จะค้นคว้า  และใครครวญดูเพิ่มค่ะ  (อย่างคุณกล่าวต้องเป็นผู้ปฏิบัติจนภูมิธรรมสูงถึงเอาความเป็นตัวเราออกไปได้ไหมคะ  สักแต่รู้  ดิฉันอยู่ชั้นอนุบาลมันคิดยังไม่ค่อยออกจริงๆ)  จิตดูการเปลี่ยนแปลงกายป่วย  ดูแล้วมันเจ็บ  มันเครียด  หัวใจเต้นรัว จะไม่ดูสักแต่รู้ แต่มันก็มากระตุ้นให้ดูอย่างรุนแรง

..................................

ไม่ใช่ เอาจิตไปผูกกับความรู้สึกว่า ความรู้สึกเป็นของเรา ไม่ใช่ความรู้สึกเป็นตัวเรา

..................................

งั้นเปลี่ยนฝึกดูจิตจะปลอดภัยกว่ามั้ยค่ะ  จิตไหลไปคิดก็รู้ โกรธ เบื่อ รู้ แล้ววาง อันนี้พอทำได้ค่ะ (ตอนนี้ดูกายไม่ได้แล้วมันหลอนไปหมด)


คคห. 7-2

จขกท. อุสาไม่เอ่ยชื่อกลัวว่าไปกระทบเขา   😆  วิธีปฎิบัติก็ดีนะคะ ฟังแล้วมีเหตุ และผลรองรับ รีวิวคนไปมาก็มีแต่ดีดี  ย้อนกลับไปคิด  เราอยากให้ทางคอร์สแนะนำหน่อยให้ระวัง  คุณอยากเอาตากำหนดไปด้วย เพราะชั่วโมงปฏิบัติหนักมาก  หากร่างกายทำผิดก็คือทุกข์ทรมานแบบนี้เลยค่ะ


คคห. 8-1

ไม่ได้สนใจอะไรมากค่ะ เพราะสนไปก็ไม่รู้จะทำอะไรได้ในตอนนั้น

แต่ส่วนแสงที่เล่า  คือตอนที่มันแสดงผลของความเจ็บปวดให้เห็นค่ะ  เช่น  แสงที่ตารูปทรงกรวย บีบเข้า ออก   (ตอนนั้นไม่รู้ว่าคืออะไร ก็เฝ้ามองอย่างไม่รู้) ตอนนี้รู้ละมันคืออาการกล้ามเนื้อรอบดวงตาหด คลาย

ลองอ่านที่เราเขียนดูดีๆนะคะ

แสงที่เราเห็นค่อนข้างเชื่อว่ามันเป็นการทำงานของระบบประสาทตาที่จะพยายามรวบรวมแสงในที่มืด เพื่อแปลผลเป็นภาพออกมาตามปกติที่มันเคยทำ เพราะระบบประสาทตีความว่าต้องมองเห็น


คคห. 10-1 

ศัพท์ไม่รู้จักเเทบทุกคำ ต้องไปกูเกิลเพิ่มก่อนค่ะ เพี้ยนขำหนักมาก

ผิดที่ร่างกายไม่เหมาะมั้งค่ะ ลูกตากรอกไปด้วยเพราะชินกับการใช้กายนี้ทำทุกอย่าง จากหัว > ไปเท้า > ไปหลังด้วย  ลูกตามันกรอกตามเพราะระบบสมองคงตีความว่าต้องเพ่งดู เธอกำลังดู

พอร่างกายป่วย  หากปกติที่ไม่เคยฝึกผูกเงื่อนไขกันไว้ก็จะปวดแค่ที่จุดนั้น ไม่ลามไปที่อื่น

แต่ด้วยการฝึกดูกายอย่างละเอียด ซึ่งเป็นการสอนวิปัสสนา  (เขาให้ดูกายจนสัมผัสถึงเวทนาละเอียด)  ดูจนพบจุดเชื่อมโยงนึง คือสัมผัสได้ถึงชีพจร ตุบ ตุบ ที่มีอยู่แล้วในร่างกาย

และนี้คือการเริ่มผูกเงื่อนไขระหว่างทำวิปัสสนาตามที่ถูกสอนมา ร่างกาย และจิตใจเรา เริ่มมีพฤติกรรมการเรียนรู้แบบมีเงื่อนไข ทางจิตวิทยาดังนี้ค่ะ

4341. ตากรอก  (สาเหตุความเจ็บปวด = สิ่งเร้าที่แท้จริง ) +

4342. มีสมาธิ   (ระหว่างวิปัสสนาก็มีสมาธิในกาย = สิ่งเร้าที่ไม่แท้จริง) +

4343. เคลื่อนจิตแบบไล่ไปเรื่อยๆ ทั้งร่างไม่พัก หากเจอเวทนาละเอียดเคลื่อนต่อ หากไม่พบกลับมาดูใหม่ได้ 1-2-3 นาที ดูให้รู้อนิจจัง รู้แล้วปล่อยวาง  (สัมผัสถึง ก้อนชีพจร ตุบ ตุบ = สิ่งเร้าที่ไม่แท้จริง)

แล้วเมื่อร่างกายปวดถึงขีดสุด สมองแค่เจอสิ่งเร้าที่ไม่แท้จริงสักข้อระบบประสาทอัตโนมัติก็พร้อมทำหน้าที่ค่ะ  หัวใจ ชีพจร กล้ามเนื้อ + กับผู้ปฎิบัติใหม่ที่ไม่เคยเจอความอันตรายแบบนี้มาก่อน ก็ได้แต่แก้ไขตามที่ถูกสอน ดูให้รู้แล้ววางอุเบกขา ทั้งวี่ทั้งวันก็ดูแค่กาย จะคิดออกจากฐานกายในจุดนั้นก็ทำได้ยากมากๆๆ ลองทำทุกทางเท่าที่ปัญญาจะคิดออกแล้ว เหลือแค่อยากไป รพ.ขอยาสลบ เพี้ยนเบลอ

[Spoil] คลิกเพื่อซ่อนข้อความ
การฝึกแบบเคลื่อนไม่หยุดนี้   เมื่อมีสมาธิที่จุดอื่นเราแทบไม่รู้สึกปวดที่หัวแล้ว  มีครั้งหนึ่งกำลังไล่เคลื่อนจากเท้าสู่หัว ใกล้หัวเท่านั้นรับรู้เลยว่าปวดมากจนรีบเคลื่อนรีบหนีไปส่วนอื่นเลยค่ะ จากที่เขาสอน จิตใต้สำนึกสื่อสารกับกายผ่านเวทนา  เวทนาคือกิเลสที่เราสะสมไว้ในทุกภพทุกชาติ มันจะลอยขึ้นมาสู่ร่างกายผ่านเวทนา  เราจึงต้องสอนจิตโดยวางอุเบกขาให้ได้ จิตก็จะค่อยๆสะอาดขึ้นจากกิเลส [/spoil

* เสริม
(ก่อนสอนวิปัสสนา ให้ฝึกอานาปานสติก่อน 3 วันครึ่ง ตอนฝึกมีสมาธิมากค่ะ จนรู้ว่า ลมหายใจ 2 ข้างจมูก เข้ามากน้อยต่างกัน สลับไปมา โดยดูตามความจริง)


คคห. 15-1

ล่าสุด 14 ก.พ ที่ผ่านมาเริ่มลองนั่งสมาธิใหม่จริงจังค่ะ  ใช้วิธีที่คุณวงกลมแนะนำ เป็นผู้ดู กายก็ไม่ใช่เรา ความรู้สึกก็ไม่ใช่

เริ่มทำอานาปานสติตอนนั้นตาก็เหมือนเต้นตุบๆนะคะ  (ไอ้ตัวชีพจรนี้พอลองสัมผัสได้ครั้งหนึ่งอย่างรุนแรง เหมือนขยันเต้นให้ดู 55)  ซึ่งก็แค่รู้และพิจารณาว่ากายก็ทำหน้าที่ของมัน  ดูลมหายใจเข้า-ออก มีความรู้สึกกลัวหน่อยๆ ก็รู้จิตมันกลัว พอรู้ ความกลัวก็ดับ ก็สงบอยู่กับลมหายใจ
คราวนี้นั่งได้นานสุดเกือบ 2 ชั่วโมงครึ่ง ดูเวลาตกใจเลยค่ะ  ไม่น่าปวดขาเปลี่ยนท่านั่งไป 3 รอบ


ต่อที่จุดตาย 450  

https://www.bloggang.com/mainblog.php?id=samathijit&month=08-12-2023&group=5&gblog=102

 



Create Date : 06 ธันวาคม 2566
Last Update : 11 ธันวาคม 2566 7:14:26 น.
Counter : 105 Pageviews.

0 comments
ไม่ควรเสพติด ปัญญา Dh
(9 มิ.ย. 2567 02:41:35 น.)
ปรับตัว ปัญญา Dh
(8 มิ.ย. 2567 07:10:54 น.)
: คุณธรรมแห่งตน : กะว่าก๋า
(5 มิ.ย. 2567 05:07:19 น.)
: ขยะ : กะว่าก๋า
(4 มิ.ย. 2567 05:12:48 น.)
ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
 *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

Samathijit.BlogGang.com

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :
  

[ดู Profile ทั้งหมด]
 ผู้ติดตามบล็อก : 9 คน [?]

บทความทั้งหมด