กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ(สํ.สฬ.18/217/166) เป็นเจ้าบทบาทเดิม จากนั้น การศึกษาอาศัยปรโตโฆสะซึ่งมีคติว่า "คนเป็นไปตามสภาพแวดล้อมที่ปรุงปั้น" และโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีคติย้อนกลับว่า"ถ้าเป็นคนรู้จักคิด แม้แต่ฟังคนบ้าคนเมาพูด ก็อาจสำเร็จเป็นพระอรหันต์"
space
space
space
<<
กันยายน 2564
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930 
space
space
10 กันยายน 2564
space
space
space

เห็น เกิด ดับ

 
    นักเทศน์  นักธรรม  ชอบพูดกัน  เห็นการ เกิด  ดับ  เห็นไตรลักษณ์   หมายถึงผู้ปฏิบัติต้องเห็นสภาวธรรมนั่นนี่โน่นขณะนั้นๆว่า  มันเกิดแล้วมันก็ดับ ดับแล้วมันก็เกิด เกิดแล้วมันก็ดับ  (เกิดดับๆ เกิดๆดับๆ)  เรียกว่า เห็นการเกิดดับ  

ไม่ใช่ว่าดับแล้วไม่กลับมาอีกเลย  เช่นคำพูดนี้ 450

https://1.bp.blogspot.com/-gp1Ivi7cXOc/YTrFcH2AY0I/AAAAAAAAAzk/SbMeGNqQF_0tREviwlPgyo-F9cycQyMkwCLcBGAsYHQ/s320/199470929_4150609908334181_8213785813915228542_n.jpg

451ซึ่งพูดอธิบายโยงไปนั่นมานี่แล้วก็สรุปท้ายว่า  ดับแล้วจะไม่พบที่ไหนอีกเลยทั้งสิ้น  ในสังสารวัฏฏ์ จึงใช้คำว่า "ดับ ไม่กลับมาอีกเลย"<= พูดให้เห็นภาพก็ว่า "ดับไม่กลับมาอีกเลย" อย่างเข้าใจนั่น  ได้แก่คนที่ตายจากโลกนี้ไป  ดับหายไปเลย  ไม่กลับมาเป็นลูกเป็นสามีเป็นภรรยากับคนในบ้านนั่นอีก 107)

ทีนี้ใช้ของจริงจากบุคคลผู้หนึ่งเทียบ 450 ว่ามันดับแล้วมันก็เกิด  มันเกิดแล้วมันก็ดับ  

93 ดิฉันเริ่มทำสมาธิได้สองเดือนกว่าๆแล้ว...พยายามทำสมาธิให้ได้วันละสาม ชม. แรกๆก็จะบริกรรม ดูลม (เรียนทำสมาธิจากเวปต่างๆ และคลิปที่ยูทูป อยู่ต่างประเทศคะ) จนเห็นจิตเด่นชัด ก็จะบริกรรมไม่ได้แล้ว แต่หากฟุ้งก็จะบริกรรมอีก ตอนนี้แยกร่างกายกับจิตได้บ้างแล้ว เห็นว่าร่างกายไม่ใช่ของเรา เห็นตัวรู้
จนเมื่อวานนี้และวันนี้ ได้เกิดการสั่นขึ้นที่ร่างกายส่วนตัวขึ้น มันเริ่มจากตุบๆ เหนือก้น แรกๆเห็นไม่ชัด จนมันตุบๆๆๆ แรงขึ้นๆ จนกลายเป็นสั่น และสั่นรุนแรงขึ้น เหมือนแผ่นดินไหว แต่ก็พยายามประคองจิตเอาไว้ ให้นิ่งดูเฉยๆ
ในระหว่างนั้น  เริ่มฟุ้งซ่านขึ้นมานิดๆ  แต่ก็ประคองไว้ จนรู้สึกเหนื่อย ปวดหัว เพราะสั่นแรงมาก มาแล้วก็หาย แล้วก็มาอีก จนถึงวันนี้ๆ
ลองลืมตาดูว่ามันเป็นอย่างไร พอลืมตาดูก็เห็นว่าร่างกายสั่นจริง  สั่นแต่ช่วงตัว  ก็หลับตาประคองสติต่อ ให้เห็นการเกิดดับ  (บางทีนอกจากเหนือก้นจะตุบๆ แล้ว ที่บริเวณกลางอก ก็ตุบๆๆ สังเกตได้ชัด บริเวณหัวด้วย แต่ไม่มากเท่าไหร่)  ไม่ทราบว่ามีท่านใดเคยทำสมาธิแล้วเป็นแบบนี้บ้างคะ   ขอรบกวนให้คำปรึกษาด้วยนะคะ....อยู่ต่างประเทศจะไปวัดขอคำปรึกษา จากพระไม่ได้เลย

173 175 172

   จขกท. นี่เห็นการเกิดดับที่ลึกลงถึงก้นบึ้งของจิตใจทีเดียว   แต่ก็มีคำถามอีกว่า  แล้วทำไมผู้ปฏิบัติยังไม่ลงตัว  ยังติดยังกังวลนั่นนี่อยู่เล่า ?  ตอบ:  เพราะการรู้การเห็นนั่นยังไม่เป็นปัญญาที่เรียกว่าญาณ  

เอาสังขารุเปกขาญาณเทียบ (จะให้ดีต้องดูไล่ๆจาก วิปัสสนาญาณข้อที่ ๑ ลงๆมา แล้วสังเกตความรู้สึกความคิดของผู้ปฏิบัติจะเปลี่ยนมาเป็นเข้าใจชีวิตเพิ่มขึ้นๆตามลำดับ)  ตัดข้อ ๘ มา ดังนี้


   ๘. สังขารุเปกขาญาณ     ญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางต่อสังขาร คือ เมื่อพิจารณาสังขารทั้งหลายต่อไป   ย่อมเกิดความรู้เห็นสภาวะของสังขารตามเป็นจริงว่า  มันก็เป็นอยู่เป็นไปของมันอย่างนั้นเป็นธรรมดา หรือ เป็นธรรมดาของมันอย่างนั้นเอง   จึงวางใจเป็นกลางทำเฉยได้  ไม่ยินดียินร้าย   ไม่ขัดใจติดใจในสังขารทั้งหลาย    แต่นั้น   ก็มองเห็นนิพพานเป็นสันติบท  ญาณจึงโน้มน้อมที่จะมุ่งแล่นไปยังนิพพาน   เลิกละความเกี่ยวเกาะกับสังขารทั้งหลาย   ญาณข้อนี้  จัดเป็นสิขาปปัตตวิปัสสนา คือ วิปัสสนาที่ถึงจุดสุดยอด และเป็นวุฏฐานคามินีวิปัสสนา คือ วิปัสสนาที่เชื่อมถึงมรรค อันเป็นที่ออกจากสิ่งที่ยึด หรือออกจากสังขาร



93ที่ว่า "...ก็หลับตาประคองสติต่อ ให้เห็นการเกิดดับ"  ตรงนี้เป็นความเห็น ไม่ใช่เห็นการเกิดดับ ตรงที่มันเกิดแล้วมันดับเราไม่เห็น 2  เพราะเราไม่ชอบ (สั่นแรงมาก มาแล้วก็หาย แล้วก็มาอีก ) เลยพาคิดเป็นอื่น ทั้งๆที่ธรรมะมันเกิดมันดับนั่นแหละ  อย่างนี้ท่านเรียกว่าไม่เห็นธรรมะตามความเป็นจริง, ไม่เห็นสภาวธรรมตามที่มันเป็น  

"...สิ่งที่เรียกว่า จิต มโน หรือวิญญาณนี้  เกิดดับอยู่เรื่อย  ทั้งคืนทั้งวัน" สํ.นิ.16/231/114

   การปฏิบัติธรรม (จะเรียกชื่อยังไงสุดแท้แต่)  ปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์แท้ๆนั้น  ฟังง่ายๆพึงเทียบคำโบราณ  "เลือกที่รัก  มักที่ชัง"  "เลือกที่รัก  ผลักที่ชัง"  เราจะเอาแต่ที่พอใจ  ที่ไม่พอใจไม่รับ  ไม่ได้  อย่างนี้ไม่เรียกว่าปฏิบัติเพื่อพ้นทุกข์   ปฏิบัติพ้นทุกข์  มันจะดีจะชั่ว จะสุขจะทุกข์  ชอบใจ ไม่ชอบใจ   ยังไง  ต้องกำหนดรู้ดูมันได้ทุกอารมณ์ทุกสภาวะ  


   ลองนึกดู  ในการดำเนินชีวิตของเราของคนเรา  (แม้แต่ในครอบครัว  มีแต่สองคนขึ้นไป)  แต่ละวันๆนั้น  เราเลือกเอาแต่อิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่น่าปรารถนา น่าชอบใจ)   อนิฏฐารมณ์ (อารมณ์ที่ไม่น่าปรารถนา ไม่น่าปรารถนา)   ไม่เอา   เลือกได้ไหม  ไม่ได้เลย   เราจะบอกกับเขาคนนั้นเขาคนนี้ว่า    พูดดีๆกับฉันหน่อยได้ไหม  พูดอย่างนี้...ฉันไม่ชอบนะ  ได้ไหม  ไม่ได้อีก   ใครพูดไม่ดีกับเรา  เราไม่ชอบใจโกรธ  (โทสะ)  ใครพูดดีก็ชอบ  (โลภะ,ราคะ,โมหะ หรืออวิชชาเป็นพื้นใจอยู่ทั้งเพ)  เพราะเหตุนั้น  ในการปฏิบัติก็เพื่อกำจัดกิเลสจำพวกนี้    ท่านจึงให้กำหนดรู้ทั้งความชอบใจ  ไม่ชอบใจ แม้แต่ความเฉยๆ ต่ออารมณ์   ซึ่งปรากฎในขณะนั้นทั้งทางกายทางใจ ตามที่มันเป็น  เมื่อกิเลสจำพวกนี้เบาบางลงเท่าใด  ผู้นั้นก็พ้นทุกข์ได้เท่านั้น  เข้าใกล้นิพพานเข้าไปเท่านั้น เมื่อ ราคะ (โลภะ) โทสะ โมหะ หมดไป  ทางพระพุทธศาสนาก็เรียกว่าอรหันต์ (อาสวักขัย)  แล. จบกิจ  เรื่องมันก็มีเท่านี้เท่านั้น (พูดให้สุดทางเลย) 



ยังมีผู้สงสัยอีกว่ากิเลสมันจะหมดได้ยังไง  ลองศึกษาที่

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samathijit&month=07-2021&date=15&group=1&gblog=42

https://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=samathijit&month=04-2021&date=25&group=14&gblog=6




 

Create Date : 10 กันยายน 2564
0 comments
Last Update : 27 กันยายน 2564 7:49:19 น.
Counter : 523 Pageviews.

ชื่อ : * blog นี้ comment ได้เฉพาะสมาชิก
Comment :
  *ส่วน comment ไม่สามารถใช้ javascript และ style sheet
 

space

สมาชิกหมายเลข 6393385
Location :


[ดู Profile ทั้งหมด]

ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
ฝากข้อความหลังไมค์
Rss Feed
ผู้ติดตามบล็อก : 6 คน [?]






space
space
[Add สมาชิกหมายเลข 6393385's blog to your web]
space
space
space
space
space