Group Blog
All Blog
### การเจริญปัญญาที่จะดึงใจให้เข้าสู่โลกุตตรธรรม ###

















“การเจริญปัญญาที่จะดึงใจ

ให้เข้าสู่โลกุตตรธรรม”

การเจริญสตินี้เราต้องมีวิธีหลักที่จะเจริญสติ

 เช่นพุทธานุสติหรือกายคตาสติ

 แต่เวลาที่มีอารมณ์ต่างๆเกิดขึ้นมา

ที่จำเป็นที่จะต้องเปลี่ยนการเจริญสติก็ต้องใช้วิธีอื่น

 เช่นเกิดความโกรธขึ้นมา ก็ต้องใช้เมตตาภาวนาเป็นเครื่องมือ

เมตตานี้ก็เป็นการเจริญสติอีกแบบหนึ่ง

 ให้ใช้เมตตาเพื่อที่จะได้รักษาใจ ให้มีสติตั้งมั่นอยู่

ไม่ให้ไหลไปตามกระแสความโกรธแค้นโกรธเคืองอาฆาตพยาบาท

ก็ต้องรู้จักแผ่เมตตา รู้จักระงับความโกรธให้พิจารณาว่า

สัพเพ สัตตา อเวรา โหนตุ จงอย่ามีเวรกับสัตว์ทั้งปวง

เราจงอย่ามีเวรกับสัตว์ทั้งปวง สัตว์นี้ก็หมายถึงสิ่งที่มีชีวิตทั้งหลาย

 เช่นสัตว์เดรัจฉานและมนุษย์หรือเทวดา หรือภูตผีปีศาจ

 เราต้องให้ความเมตตาต้องให้อภัย ไม่คิดร้ายต่อเขา

ถ้าเขาทำร้ายเรา ทำให้เราเสียหาย ก็ให้อภัยไม่จองเวร

 ถ้ามีอะไรที่เราสามารถแบ่งปันช่วยเหลือให้ความสุขแก่เขาได้

 เราก็แบ่งปันให้กับเขาไป ให้ความสุขกับเขา

อย่าให้ความทุกข์แก่ผู้อื่น เพราะให้สิ่งใดไปก็จะได้สิ่งนั้นกลับคืนมา

 ให้ทุกข์แก่ท่านทุกข์นั้นก็จะกลับมาสู่ตน

 ให้สุขแก่ท่านสุขนั้นก็จะกลับมาสู่ตน นี่คือวิธีกำจัดความโกรธ

 ความเครียดแค้นอาฆาตพยาบาทต้องใช้เมตตาถึงจะแก้ได้

 หรือเวลาเกิดกามารมณ์ขึ้นมาเกิดความอยาก

ที่จะร่วมหลับนอนเสพกามกับผู้อื่น

ก็ต้องเจริญอสุภะกรรมฐานเจริญสติ

 เอาอสุภะนี้มาเป็นที่ตั้งของสติ ดูความไม่สวยงาม

 ดูอวัยวะต่างๆที่มีอยู่ภายใต้ผิวหนัง

เช่นแหวะแยกออกมา ผ่าอก ผ่าท้องออกมา

เพื่อจะได้เห็นอวัยวะต่างๆ ที่มีอยู่ในร่างกาย

หรือจะไปเยี่ยมดูซากศพก็ได้ ไปดูโรงพยาบาล

 ไปดูคนตาย ไปดูการชำแหละศพต่างๆ

การชันสูตรศพไปขออนุญาตเขาดูได้

 แต่เราดูไม่ได้ดูแบบคนที่เขากำลังชันสูตร

คนชันสูตรเขาดูเพื่อหาสาเหตุว่าร่างกายนี้ตายไปด้วยอะไร

แต่เราดูเพื่อที่จะจดจำภาพอันไม่สวยไม่งาม ของร่างกาย

 เพื่อเวลาที่เรามีกามารมณ์เราจะได้ภาพอันไม่สวยไม่งามนี้

มาดับกามารมณ์ต่างๆที่มีอยู่ภายในใจ

อันนี้ก็ต้องใช้มันให้ถูกกับวาระ ถูกกับกาลเทศะ

เป็นเครื่องมือเหมือนกับเป็นยารักษาโรค

เวลาปวดศีรษะ ก็ต้องรับประทานยาแก้ปวดศีรษะ

อาการปวดศีรษะก็จะหายไป

 เวลาเกิดอาการปวดท้องก็ต้องรับประทานยา แก้ปวดท้อง

 อาการปวดท้องถึงจะหายไป

เวลาเป็นไข้หวัดก็ต้องรับประทานยารักษาอาการไข้หวัด

ไข้หวัดถึงจะหายไป ฉันใด

เวลาที่ใจไม่ปกติใจไม่สบายด้วยตัณหาชนิดต่างๆ

ก็ต้องใช้สติชนิดต่างๆ มาแก้ไขนั่นเอง

 มารักษาใจให้กลับเข้าสู่ภาวะปกติ

พอใจกลับเข้าสู่ภาวะปกติแล้วก็กลับมาเจริญสติ แบบเดิมต่อไป

 ถ้าใช้พุทโธก็กลับมาบริกรรมพุทโธต่อไป

 ถ้าใช้กายคตาสติก็เฝ้าดูลมหายใจต่อไป

 แล้วก็หาเวลานั่ง เพราะว่าการเจริญสติ

ในขณะที่ร่างกายมีการเคลื่อนไหวอยู่ มีการกระทำอะไรอยู่นี้

จะไม่สามารถทำให้รวม เข้าสู่ความเป็นสมาธิได้

จำเป็นจะต้องนั่งหลับตานั่งให้นิ่งๆ กายต้องนิ่งก่อนใจถึงจะนิ่งตามได้

 ถ้ากายยังมีการเคลื่อนไหวใจก็ยังต้องมีการกระทำ

เพราะใจนี้เป็นผู้สั่งให้ร่างกายทำอะไรต่างๆ นั่นเอง

ถ้าใจต้องการหยุดทำงานใจก็ต้องหยุดร่างกายก่อน

 เอาร่างกายมาวางไว้มานั่งเฉยๆ แล้วก็หลับตาไม่รับรู้สิ่งต่างๆ

 ที่จะไหลผ่านมาทางตา แล้วก็ไม่สนใจกับสิ่งที่จะเข้ามาทางหู

แล้วหรือทางทวารอื่นๆ ด้วยการมีสติจดจ่อ

อยู่กับธรรมที่เรากำหนดไว้ จะเป็นอานาปานสติก็ได้

ก็ดูลมหายใจเข้าออกไป เป็นพุทธานุสติก็บริกรรมพุทโธไป

จนกว่าจิตจะรวมเป็นหนึ่งเป็นอัปปนาสมาธิขึ้นมา

สมาธิถ้ายังไม่รวมก็อาจจะไปมีอะไรปรากฏให้รับรู้

มีปีติมีสุขมีอะไรก็ให้รู้ไปตามธรรมชาติว่าเป็นสภาวธรรม

 แต่เราไม่ต้องการสิ่งเหล่านี้ เราต้องการความว่าง

 เราต้องการสักแต่ว่ารู้ เราต้องการอุเบกขาที่จะตามมา

หลังจากสิ่งเหล่านี้หายไป หลังจากที่ใจรวมเข้าถึงจุด

 ที่เป็นจุดรวมของใจแล้ว สิ่งต่างๆ เหล่านั้นก็จะหายไปเอง

 อย่าไปหลงยึดติดหรือยินดี พอใจกับปีติ

หรือสุข ที่ได้รับจากการนั่งสมาธิยังไม่ถึงจุด

จุดที่เราต้องการคือจุดที่จิตรวมลงเป็นหนึ่ง

สักแต่ว่ารู้ทุกสิ่งทุกอย่าง หายไปหมด

ถ้าจิตเป็นจิตผาดโผนที่จะออกไปรับรู้อะไร

ก็ให้ดึงกลับเข้ามาด้วยสติ อย่าไปตามรู้ อย่าตามไปกับจิต

 ไปรับรู้เกี่ยวกับเรื่องกายทิพย์ก็ดี โลกทิพย์ก็ดี

หรือเรื่องของความรู้อภิญญาความสามารถพิเศษต่างๆก็ดี

อันนี้อาจจะเกิดได้กับเพียงบางท่าน ไม่ได้เกิดกับผู้ปฏิบัติทุกคน

ผู้ที่ไม่มีความรู้ความสามารถทางนี้ก็จะปลอดภัย

จะไม่หลงทาง แต่ผู้ที่มีความรู้ความสามารถทางนี้แล้ว

ไม่มีผู้คอยสอนคอยเตือนก็จะไปหลงคิดว่า

เป็นผลที่ปรารถนาก็จะไปหลงคิดว่าเป็นมรรคเป็นผล

จะไปหลงคิดว่าตนได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาก็ได้

 เพราะมีความสามารถพิเศษเหนือผู้อื่น

สามารถรู้วาระจิตของผู้อื่นได้ สามารถระลึกถึงอดีตชาติได้

 สามารถมีตาทิพย์ เห็นสิ่งที่ตาเนื้อธรรมดามองไม่เห็น

 มีหูทิพย์สามารถได้ยินเสียงที่หูธรรมดาไม่สามารถได้ยินได้

แต่ความรู้ความสามารถพิเศษเหล่านี้ ไม่ได้เป็นโลกุตตรธรรม

เป็นโลกียธรรม ไม่ได้เป็นธรรมที่จะทำให้หลุดพ้น

 จากการเวียนว่ายตายเกิดได้ ยังเป็นโลกียธรรม

เป็นธรรมที่ยังไม่สามารถดับความทุกข์

 ไม่สามารถกำจัดตัณหาความอยาก ไม่สามารถกำจัดความโลภ

 ความโกรธ ความหลงให้ออกไปจากใจได้

แต่จะกลับกลายเป็นเครื่องไม้เครื่องมือ ของความโลภ

 ความโกรธ ความหลงของความอยากต่างๆ

 ท่านจึงเรียกว่า เป็นโลกียะ

 ยังทำให้ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดได้อยู่

เพราะถ้ามีความสามารถพิเศษเหล่านี้ก็จะเกิดความโลภ

 ที่จะใช้ความรู้ความสามารถพิเศษเหล่านี้

มาหาลาภยศ สรรเสริญมาหาความสุขทางร่างกายต่อไปนั่นเอง

ดังนั้นผู้ที่มีความสามารถในทางนี้เวลาจิตรวมเข้าสู่ความสงบแล้ว

ไม่ตั้งอยู่ที่ฐานไหลออกมารับรู้ ความสามารถพิเศษเหล่านี้

ก็ต้องดึงใจกลับเข้ามาด้วยสติ ดึงกลับเข้ามาให้ตั้งอยู่ที่ฐาน

ให้สักแต่ว่ารู้ไป แล้วให้อยู่ที่สักแต่ว่ารู้นั้นไปจนกว่าจิตจะถอนออกมา

 เวลาจิตถอนออกมาแล้วตอนนั้นแหละ

เป็นเวลาที่ควรที่จะหัดเจริญปัญญาได้แล้ว

 หรือว่าถ้ายังไม่ชำนาญเป็นเพียงครั้งแรก

 ก็กลับมาเจริญสติใหม่ก่อนก็ได้ เพื่อให้สติมีความเข้มแข็ง

มีความเชี่ยวชาญ ที่สามารถที่จะเข้าสู่อัปปนาสมาธิได้

ทุกครั้งที่ต้องการ ถ้ายังไม่ช่ำชองยังไม่ชำนาญ

ก็พยายามทำให้การเข้าสมาธินี้ช่ำชองทำให้ชำนาญก่อน

 ยังไม่ต้องรีบร้อนออกไปทางปัญญา

 แต่พอช่ำชองแล้วสามารถเข้าสู่อัปปนาสมาธิ

ได้ทุกครั้งที่ต้องการแล้ว ต่อไปก็ควรที่จะเจริญปัญญา

 หลังจากที่ออกจากสมาธิมาแล้ว

 แทนที่จะเจริญสติเพียงอย่างเดียว ก็ให้เริ่มเจริญปัญญาด้วย

 ให้พิจารณาสภาวธรรมทั้งหลายว่าไม่เที่ยงเป็นทุกข์ไม่ใช่ของเรา

 มีอะไรก็ให้พิจารณา ให้เห็นว่ามันเป็นทุกข์

ทุกข์เพราะว่ามันไม่เที่ยง ทุกข์เพราะว่ามันไม่ใช่ของเรา

 เพราะไม่ช้าก็เร็วไม่มันก็เรา ก็ต้องจากกันไป

เขาไม่จากเรา เราก็ต้องจากเขาไป

ไม่ว่าจะเป็นลาภยศ สรรเสริญ ไม่ว่าจะเป็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 ไม่ว่าจะเป็นสัตว์เป็นบุคคล เช่นพ่อแม่พี่น้อง

 สามีภรรยา บุตรธิดา ทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆ

 ยศถาบรรดาศักดิ์ต่างๆ การสรรเสริญเยินยอยกย่องต่างๆ

 ของเหล่านี้เป็นของไม่เที่ยงทั้งนั้น

 มีเจริญก็ต้องมีเสื่อมไปเป็นธรรมดา มีเกิดก็ต้องดับ

มีพบกันก็ต้องมีวันจากกัน ให้พิจารณาอย่างนี้

กับทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่จะได้ไม่หลงยึดติด

เวลาที่เกิดการพลัดพรากจากกัน เวลาที่เกิดความเสื่อม

จะไม่ได้ไม่มีความทุกข์ใจ เพราะจะไม่มีความอยาก

จะไม่ให้มันเสื่อม อยากจะไม่ให้มันกลับมาเหมือนเดิม

เพราะรู้ว่ามันเป็นไปไม่ได้ อะไรที่มันเสื่อมแล้วมันก็ต้องเสื่อม

เช่นร่างกายนี้เมื่อมันเสื่อมแล้ว

จะให้มันกลับไปเป็นหนุ่มเป็นสาวใหม่ก็ไม่ได้

เมื่อมันแก่ก็ต้องปล่อยให้มันแก่ไป

 ถ้ายังอยากให้มันเป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่ก็จะทุกข์ไปเปล่าๆ

ไม่เกิดประโยชน์อะไร

นี่คือเรื่องของการเจริญปัญญา

ที่จะเป็นผู้ที่ดึงใจให้เข้าสู่โลกุตตรธรรม

 คือธรรมที่จะออกจากกองทุกข์ แห่งการเวียนว่ายตายเกิดนั่นเอง

 เพราะปัญญานี่แหละจะเป็นผู้ที่จะตัดตัณหา

เป็นผู้ที่ดึงจิต ให้ติดอยู่ในวัฏฏะแห่งการเวียนว่ายตายเกิด

เป็นผู้ที่ดึงจิตให้ติดอยู่ในโลกของโลกียะนี้

 ส่วนปัญญาคือไตรลักษณ์ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

หรืออสุภะนี้จะเป็นผู้ที่จะดึงใจให้ออกจากวัฏฏะ

แห่งการเวียนว่ายตายเกิด จะดึงใจให้เข้าสู่อริยธรรมขั้นต่างๆ

ตั้งแต่ขั้นพระโสดาบันขึ้นไปสู่ขั้นสกิทาคามี

 ขั้นอนาคามี และขั้นอรหันต์ตามลำดับไปจนถึงขั้นพระนิพพาน

เป็นจุดสุดท้าย เป็นจุดหมายปลายทางของจิต

ที่มีปัญญาเป็นผู้นำไป

ดังนั้นเมื่อได้สมาธิแล้วช่ำชองในสมาธิแล้ว

เข้าออกในสมาธิได้ทุกครั้งตามที่ต้องการแล้ว

ก็เป็นเวลา ที่จะต้องมีเจริญปัญญาพิจารณาไตรลักษณ์

พิจารณาสภาวธรรมทั้งหลาย

ทั้งข้างนอกทั้งข้างในว่า เป็นไตรลักษณ์ทั้งปวงทั้งหมด

 เพื่อจะได้ไม่ไปยึดไม่ไปติด

พอไม่ยึดไม่ติดก็จะไม่มีตัณหาความอยากได้ อยากมีอยากเป็น

หรืออยากไม่มี อยากไม่เป็น

หรืออยากดูอยากฟังอยากลิ้มรสดมกลิ่นนี้ก็จะถูกทำลายไปหมด

 แล้วการหลุดพ้นของจิตก็จะปรากฏขึ้นมาตามลำดับ

ขั้นที่ ๑ ก็ขั้นโสดาบันก็จะเหลือไม่เกิน ๗ ชาติ

ขั้นที่ ๒สกิทาคามีก็เหลือชาติเดียวในการที่จะกลับมาเกิดในกามภพ

คือในภพของผู้ที่ยังมีการเสพกาม

เสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะอยู่

พอถึงขั้นที่ ๓ ขั้นพระอนาคามีนี้ก็จะไม่กลับมาเกิดในกามภพแล้ว

จะไปพรหมโลก รูปภพหรืออรูปภพ

แล้วก็จะปฏิบัติเจริญปัญญากำจัดตัณหาที่มีหลงเหลืออยู่

ภายในใจให้หมดไป แล้วก็จะได้เข้าสู่พระนิพพาน

ได้บรรลุพระอรหันต์ไปตามลำดับไม่ต้องกลับมา

เวียนว่ายตายเกิดในกามภพ รูปภพ และอรูปภพอีกต่อไป

นี่คือธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้และได้ทรงปฏิบัติ

และได้ทรงบรรลุถึง แล้วก็นำเอามาเผยแผ่สั่งสอน

ให้แก่สัตว์โลกไม่รู้อย่างพวกเราให้รู้

ว่าไม่มีอะไรที่มีความสำคัญแก่ตัวเรามากเท่ากับใจของเราเอง

 เพราะความสุขสุดๆก็อยู่ที่ใจของพวกเรา

ความทุกข์สุดๆ ก็อยู่ที่ใจของพวกเรา

และการที่จะทำให้ใจเราหลุดพ้น จากความทุกข์ทั้งปวง

และเข้าถึงความสุขที่สูงสุดก็คือ

การบำเพ็ญตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

 คือการรักษาใจด้วยธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสรู้นั่นเอง

ก็คือบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา

ก็ต้องบำเพ็ญ จากระดับที่เราสามารถบำเพ็ญได้

ตอนนี้ทำทานได้ร้อยละเท่าไรก็ทำไปก่อน

 รักษาศีลได้ร้อยละเท่าไรก็รักษาไป

 ภาวนาได้ร้อยละเท่าไรก็ภาวนาไป

 แต่ต้องตั้งเป้าหมายให้ถึงให้เต็มร้อยให้ได้

เพราะนั่นก็ผลที่เราต้องการ ก็คือพระนิพพาน

พระนิพพานนี้จะเกิดก็ต่อเมื่อเหตุที่เราบำเพ็ญนั้นมันเต็มร้อย

 ทานเต็มร้อย ศีลเต็มร้อย ภาวนาเต็มร้อย

นิพพานก็จะเป็นผลที่จะตามมาอย่างแน่นอน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๖ ธันวาคม ๒๕๕๘

“รักษาใจด้วยธรรม”












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 10 มกราคม 2559
Last Update : 11 มกราคม 2559 12:21:41 น.
Counter : 148 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....