Group Blog
All Blog
### ตัณหาทั้ง 3 เป็นตัวผลักดันใจของเราให้ออกไปสู่ความวุ่นวาย ###


















“ตัณหาทั้ง ๓ เป็นตัวผลักดันใจของเรา

ให้ออกไปสู่ความวุ่นวาย”

การจะรวมเป็นหนึ่งก็ต้องใช้กำลังของสติเป็นผู้ดึง

หรือผลักดันเข้าไป ใจของเรานี้จะมีพลังอยู่สองฝ่ายด้วยกัน

 พลังหนึ่งนี้จะผลักดันจิตของเราให้ออกไปข้างนอก

 ออกไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย เรียกว่าตัณหา

ตัณหานี่แหละเป็นตัวที่ดันใจของเราให้ออกไปห

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ที่เราเรียกว่า กามตัณหา

 แล้วก็ไปหาภวตัณหา วิภวตัณหา

 ตัววิภวตัณหา กับภวตัณหาเป็นตัวที่ดันให้ใจของเราไปวุ่นวาย

กับเรื่องราวต่างๆ อยากเป็นใหญ่ เป็นโต อยากร่ำอยากรวย

นี้ ก็เป็นตัวภวตัณหาผลักดันไป

ตัวที่อยากไม่ให้สิ่งนั้นเป็นอย่างนั้น สิ่งนี้เป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

อยากไม่ให้ลาภยศ สรรเสริญเสื่อมลงไป

 อยากไม่ให้ร่างกายแก่ เจ็บ ตาย อันนี้ก็เรียกว่า วิภวตัณหา

 ตัณหาทั้ง ๓ นี้มันจะคอยผลักใจของเราให้ออกไปข้างนอก

 ออกไปสู่ความวุ่นวาย สู่ความทุกข์ต่างๆ

เพราะสิ่งต่างๆ ที่ใจของเราออกไปสัมผัสรับรู้ไปเกี่ยวข้องด้วยนั้น

เป็นความทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์เพราะว่ามีการเจริญมีการเสื่อมนั่นเอง

 สุขตอนเจริญ แต่พอเวลาเสื่อมนี้ทุกข์ถึงกับบางที

 ถึงอยากจะฆ่าตัวตายไป

พลังอีกพลังหนึ่งที่จะผลักใจให้เข้าสู่ข้างใน ให้เข้าสู่สมาธิ

 ให้เข้าสู่อัปนาสมาธิ ก็คือสติ สติหรือปัญญา

 สองตัวนี้จะเป็นตัวที่จะดันหรือดึงใจให้เข้าสู่ข้างใน

 จะใช้สติก็ได้ จะใช้ปัญญาก็ได้ แล้วแต่ว่าเรามีความสามารถ

ที่จะใช้ธรรมอย่างใด ถ้าเรายังใช้ปัญญาไม่เป็น ก็ใช้สติไปก่อน

เพราะสตินี้ง่ายกว่า การใช้ปัญญา

การใช้ปัญญานี้ต้องเห็นอนิจจัง เห็นทุกขัง เห็นอนัตตา

ของสิ่งต่างๆ ที่ตัณหาความอยากคอยดันใจให้ไปแสวงหา

ถ้าเห็นว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ใจก็จะหยุดตัณหาความอยากได้

 พอหยุดตัณหาความอยากได้ใจก็จะเข้าสู่ความสงบได้

ถ้ามองไม่เห็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ก็ต้องใช้สติช่วยไปก่อน

สติก็คือการจดจ่ออยู่กับเรื่องใดเรื่องหนึ่ง

ไม่ให้ใจไปคิดถึงเรื่องต่างๆ ที่ทำให้เกิดตัณหาความอยากขึ้นมา

 เช่น ให้บริกรรมพุทโธๆ ไป ใจก็จะไม่สามารถไปคิดถึง

ลาภยศ สรรเสริญ คิดถึงรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะได้

 เมื่อไม่คิดถึงความอยากก็จะหายไป ใจก็เข้าสู่ความสงบ

เป็นอุเบกขาได้เหมือนกัน

แต่การเข้าสู่อุเบกขาด้วยสตินี้ เป็นการเข้าชั่วคราว

 เพราะว่าไม่สามารถทำลายตัณหาความอยากได้

 เพียงแต่ดันตัณหาความอยากให้กลับเข้าไปข้างในเท่านั้น

 พอเวลาที่สติอ่อนกำลังเมื่อไหร่ ตัณหาความอยาก

ก็จะดันใจออกมา หาลาภยศ สรรเสริญ

 หาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กายต่อไป

 แต่ถ้าดันเข้าไปด้วยปัญญานี้ก็เป็นการทำลายตัณหาอย่างถาวร

 เพราะปัญญานี้จะทำลายรากเหง้าของความอยากก็คือความหลง

การที่เรามีความอยากก็เพราะว่าเรามีความหลง

 หลงไปเห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุขนั่นเอง

หลงไปเห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง

หลงไปเห็นสิ่งที่ไม่ใช่ของเรา ว่าเป็นของเรา

คือไปเห็นว่าสิ่งที่เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานี้

เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา นั่นเอง

 เราจึงต้องใช้ปัญญาที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงค้นพบว่า

 ทุกสิ่งทุกอย่างมันไม่ได้เป็นนิจจัง สุขัง อัตตา

ทุกสิ่งทุกอย่างนี้มันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

ถ้าเราสามารถมองเห็นทุกสิ่งทุกอย่างว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาได้

เราก็จะสามารถทำลายความอยากในสิ่งต่างๆ ได้

นี่คือวิธีที่เราจะทำให้ใจเข้าสู่ความสงบได้อย่างถาวร

ก็คือต้องทำลายความอยากด้วยปัญญา

ต้องทำลายต้นเหตุของความอยากก็คือความหลง

 ความเห็นผิดเป็นชอบ เห็นอนิจจัง เป็นนิจจัง

เห็นทุกขัง เป็นสุขัง เห็นอนัตตาเป็นอัตตานั่นเอง

ไม่เชื่อลองพิจารณาดู สิ่งต่างๆ ที่เรามีอยู่นี้

เรามักจะคิดอยู่เรื่อยๆ ว่าเป็นนิจจัง เป็นสุขัง เป็นอัตตา

มีทรัพย์ก็คิดว่าเป็นสุข แล้วก็คิดว่าทรัพย์นี้จะต้องอยู่คู่กับเราไปตลอด

 เป็นของเราไปตลอด เเต่พอวันดีคืนดี เกิดสูญเสียทรัพย์นี้ไป

 ก็จะเกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที

และอาจจะทุกข์ถึงกับต้องฆ่าตัวตายไป

เพราะไม่ได้เตรียมตัวเตรียมใจรับกับเหตุการณ์

รับกับความจริงที่จะโผล่ขึ้นมา ที่จะปรากฏขึ้นมา

 แต่ถ้าเรามีปัญญาคอยเตือนใจ คอยสอนใจอยู่เรื่อยๆ

ว่าทรัพย์นี้เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เราก็จะไม่ไปแตะไม่ไปเกี่ยวข้อง ไม่ไปอาศัยทรัพย์

ไม่ไปใช้ทรัพย์ แล้วก็มาหาความสุขจากการทำใจให้สงบดีกว่า

 เมื่อเราไม่ใช้ทรัพย์ เราใช้สติ ใช้ปัญญา

ในการสร้างความสุขที่แท้จริงให้กับใจ

เวลาที่เราสูญเสียทรัพย์ไป เราจะไม่รู้สึกเดือดร้อนเลย

 เช่น บุคคลที่สละทรัพย์ เช่นพระพุทธเจ้า พระอรหันตสาวกทั้งหลาย

เพื่อที่จะออกมาบวช เพื่อที่จะได้มีเวลามาสร้างสติ สร้างปัญญา

 เพื่อความสงบสร้างอุเบกขา ให้เกิดขึ้นภายในใจ

 พอได้ความสงบได้อุเบกขา ก็จะได้ความสุขที่แท้จริง

 ได้ความสุขที่ถาวร จะไม่ต้องพึ่งพาอาศัยทรัพย์เป็นเครื่องมือ

ในการหาความสุขมาให้แก่ใจ เพราะเป็นการหาความสุขชั่วคราว

 และเวลาที่ไม่มีทรัพย์มาหาความสุขได้

เวลานั้นก็จะกลายเป็นความทุกข์ขึ้นมาแทน

นี่คือวิธีการที่เราจะสร้างความสุขภายในใจของเรา

 สร้างได้ ๒ วิธี วิธีที่ง่ายแต่เป็นวิธีชั่วคราว ก็คือ สติ

 ให้เราเจริญสติควบคุมความคิดปรุงเเต่ง อย่าให้ไปคิดถึงสิ่งต่างๆ

เช่น ลาภยศ สรรเสริญ รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 เพราะถ้าเราคิดถึงลาภยศ สรรเสริญ

คิดถึงรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะก็จะเกิดความอยากขึ้นมา

 พอเกิดความอยากใจก็จะต้องดิ้นรนไปหา

 ใจก็จะต้องวุ่นวายกับการหา วุ่นวายกับการดูแลรักษา

 แล้วก็ต้องวุ่นวายกับการสูญเสีย วุ่นวายกับการพลัดพรากจากกัน

ถ้าเราใช้สติเราก็จะระงับตัณหาความอยากได้

แต่ไม่สามารถทำลายตัณหาความอยากได้

เพราะใจก็ยังเห็นว่าลาภยศ สรรเสริญสุขนี้ เป็นของเรา

 เป็นของที่ถาวร เป็นของที่จะอยู่คู่กับเราไปตลอด

พอเวลาที่เราอ่อนสติลงไป เผลอสติ ตัณหามันก็จะออกมา

 มันก็จะดันให้เราไปหาลาภยศ สรรเสริญสุขต่อไป

แต่ถ้าเราใช้ปัญญาทำลายตัณหา ทำลายรากเหง้าของตัณหา

คือความหลง คือความหลงที่คิดว่าทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสุข

เป็นของเที่ยงแท้แน่นอน เป็นของเรา ด้วยการใช้ความจริง

ความจริงก็คือทุกสิ่งทุกอย่างไม่เที่ยงแท้แน่นอน

 ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นทุกข์ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ใช่เป็นของเรา

 จะต้องมีการพลัดพรากจากกันไปในวันใดวันหนึ่งอย่างแน่นอน

 ถ้าเรามีความรู้ความเห็นอย่างนี้

เราก็จะสามารถทำลายความหลง

ที่เป็นตัวหลอกให้ใจไปเกิดความอยากได้ลาภยศ สรรเสริญ

อยากได้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะมา

แล้วก็จะไม่มีตัณหาหลงเหลืออยู่ภายในใจอีกต่อไป

 นี่คือการสร้างความสุขที่แท้จริง

ในเบื้องต้นก็สร้างด้วยสติก่อน เพราะสตินี้เป็นสิ่งที่ง่ายกว่าปัญญา

 ยกเว้นกรณีของบุคคลที่มีความถนัด ทางด้านปัญญา

สามารถใช้ปัญญาทำใจให้สงบได้ก็ใช้ปัญญาได้เลย

แต่ต้องเป็นไตรลักษณ์ เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

หรือเป็นอสุภะในกรณีที่จะยับยั้งกามอารมณ์ต่างๆ

 ความรัก ความใคร่ในบุคคลนั้นบุคคลนี้ ต้องใช้อสุภะ

ต้องเห็นว่าบุคคลนั้นบุคคลนี้ ไม่สวยงามอย่างที่คิดกัน

 สวยเฉพาะภายนอก สวยเฉพาะในปัจจุบันในขณะที่เห็น

 แต่เวลาอื่นนี้ต้องเปลี่ยนไป เช่น เวลาแก่ เวลาเจ็บหรือเวลาตาย

 หรือสวยเฉพาะภายนอก สวยเฉพาะที่ผิวหนัง

แต้ถ้ามองเข้าไปใต้ผิวหนัง ก็จะเห็นส่วนที่ไม่น่าดูต่างๆ

ที่มีอยู่ภายในร่างกาย อันนี้ก็เป็นการใช้เพื่อดับตัณหาความอยาก

ที่อยากจะเสพกามกับบุคคลนั้นบุคคลนี้

แล้วก็ต้องพิจารณาความไม่สวยไม่งาม

ความสกปรกของอาหารที่เราอยากรับประทานกัน

อาหารนี้รับประทานได้แต่ควรจะรับประทานเพื่ออยู่

 เพื่อดูเเลรักษาเยียวยาร่างกาย ให้อยู่เป็นปกติสุข

แต่อย่ารับประทานอาหารด้วยตัณหาความอยาก

เพราะมันจะทำให้รับประทานแบบไม่มีขอบไม่มีเขต

และจะทำให้เกิดความทุกข์ตามมา

เวลาที่อยากจะรับประทานแล้วไม่ได้รับประทาน

 ก็ต้องพิจารณาความไม่น่าดูของอาหาร

 อย่าไปดูตอนที่อาหารอยู่ในจาน

ให้ดูอาหารเวลาเข้าไปอยู่ในปากเวลาที่เคี้ยว ที่ผสมกับน้ำลายแล้ว

 หรือเวลาที่เข้าไปอยู่ในท้อง หรือเวลาที่ถ่ายออกมา

นี่เป็นอาหารทั้งนั้น ถ้าเห็นสภาพอาหารที่ไม่น่าดู ที่สกปรก

ความอยากอาหารมันก็จะไม่มี

ความอยากอาหารนี้ก็เป็นพิษเป็นภัยต่อการบำเพ็ญ

เพราะถ้ารับประทานอาหารมากเกินไป ก็จะทำให้ง่วงเหงาหาวนอน

 ทำให้เกิดความเกียจคร้านขึ้นมา จะเป็นอุปสรรค

 เป็นการสร้างนิวรณ์ขึ้นมา จะทำให้ไม่สามารถที่จะทำใจ

ให้เข้าสู่ความสงบได้

ผู้ที่จะบำเพ็ญเพื่อให้เกิดความสงบนี้ จึงต้องรู้จักการประมาณ

ในการรับประทานอาหาร ถ้ามีความอยากในการรับประทานอาหาร

 ก็ต้องใช้อุบายของอาหารปฏิกูลสัญญานี้คือ

พิจารณาดูความไม่สวยงามความสกปรกของอาหาร

 เพื่อที่จะได้ตัดตัณหาความอยาก

เพื่อที่จะรับประทานเพียงพอประมาณ พอให้ร่างกายอยู่ได้

 เพื่อจะได้ไม่สร้างความง่วงเหงาหาวนอนให้เกิดขึ้นกับผู้ปฏิบัติ

นี่ก็คือเครื่องมือต่างๆ ที่เรียกว่าปัญญา

ที่ยังต้องมีใช้ในการที่จะทำให้ใจเข้าสู่ความสงบ

 ถ้าเรามีเครื่องมือเหล่านี้ รับรองได้ว่าใจจะต้องสงบอย่างแน่นอน

 เพราะว่าพระพุทธเจ้าและพระอรหันตสาวก

ท่านก็ใช้เครื่องมือเหล่านี้

ท่านใช้สติ ท่านใช้ปัญญาเพื่อทำใจให้สงบ

 เพื่อทำลายตัณหาความอยากให้หมดไปจากใจ

 ถ้าเราใช้สติ ใช้ปัญญาตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอน

เราก็จะสามารถทำลายตัณหาความอยากต่าง ๆ

ดับความทุกข์ต่างๆให้หมดไปจากใจได้

 สร้างความสุขที่ถาวรให้อยู่คู่กับใจไปได้อย่างแน่นอน

ไม่ได้ขึ้นกับกาลกับเวลา

ไม่จำเป็นว่าจะต้องอยู่ในยุคเดียวกับพระพุทธเจ้า

ไม่ต้องอยู่ในยุคเดียวที่เดียวกับพระอรหันตสาวก

 ธรรมนี้เป็นอกาลิโก ไม่ขึ้นกับกาลกับเวลา ไม่ขึ้นกับสถานที่

 ขึ้นอยู่กับการบำเพ็ญ ขึ้นอยู่กับการปฏิบัติ

ถ้าเราเจริญสติได้ เจริญปัญญาได้

เราจะได้ความสงบกันอย่างแน่นอน

เราจะได้ความสงบที่สูงสุดที่เราเรียกว่า พระนิพพาน

นิพานัง ปรมัง สุขัง อย่างแน่นอน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

 

....................................



ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๒ สิงหาคม ๒๕๕๘

“การเสียสละ”









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 16 มกราคม 2559
Last Update : 16 มกราคม 2559 10:14:29 น.
Counter : 320 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....