Group Blog
All Blog
### สิ่งที่ผู้ปฏิบัติต้องเจริญให้มาก ###















“สิ่งที่ผู้ปฏิบัติต้องเจริญให้มาก”

สิ่งที่ผู้ปฏิบัติต้องเจริญให้มาก คือวิริยะ ความพากเพียร

 พยายามปฏิบัติตลอดเวลา ยกเว้นเวลาที่หลับเท่านั้น

 สิ่งที่เราสามารถปฏิบัติได้ตลอดเวลา ยกเว้นเวลาที่หลับ ก็คือ

การเจริญสติ เราสามารถเจริญสติได้ในทุกอิริยาบถ

ของทุกการเคลื่อนไหวของร่างกาย ไม่ว่าร่างกายจะทำอะไร

เราสามารถเจริญสติได้ ถ้าใจของเราจดจ่อ

อยู่กับการกระทำของร่างกายเพียงอย่างเดียว

ไม่ปล่อยให้ใจไปอยู่ที่อื่น ไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้

ไปอยู่ในอดีต หรือไปอยู่ในอนาคตให้ดึงใจให้อยู่ในปัจจุบัน

ปัจจุบันธรรมนี่แหละเป็นธรรมที่ทำให้เกิดธรรมต่างๆ ขึ้นมา

 ไม่ว่าจะเป็นสติ สมาธิ ปัญญา วิมุตติ วิมุตติญาณทัสสนะนี้

จะเกิดขึ้นก็เกิดในปัจจุบันไม่เกิดในอดีต ไม่เกิดในอนาคต

 ถ้าจิตส่งไปอดีต หรือส่งไปอนาคต จะไม่ได้ธรรมที่ต้องการ

อย่างพระอานนท์นี้ตอนที่ท่านบำเพ็ญ

หลังจากที่พระพุทธเจ้า ได้ทรงเสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว

 ก่อนที่พระพุทธเจ้าจะทรงจากไป

 พระองค์ทรงปลอบใจพระอานนท์ที่มีความเศร้าโศกเสียใจ

 ที่ได้รู้ว่าพระพุทธเจ้าจะจากไป พระพุทธเจ้าก็ทรงบอกว่า

อานนท์หลังจากที่เราจากเธอไปแล้ว ภายใน ๓ เดือน

 เธอก็จะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เธอจะได้หลุดพ้น

จากการเกิด แก่ เจ็บ ตาย อย่างแน่นอน

คำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้านี้จึงฝังอยู่ในใจของพระอานนท์มาตลอด

ทำให้มีกำลังใจที่จะบำเพ็ญ พอหลังจากที่พระพุทธเจ้าจากไปแล้ว

 พระอานนท์ก็ไปปลีกวิเวก ไปบำเพ็ญอยู่ตามลำพังจนถึงคืนสุดท้าย

 การบำเพ็ญก็ยังไม่ได้บรรลุผล

 จนทำให้พระอานนท์นี้เริ่มเกิดความวิตกกังวลขึ้นมาว่า

คำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้านั้นคงจะไม่ศักดิ์สิทธิ์เสียแล้ว

 เพราะว่าได้บำเพ็ญมาตลอดเวลานี่ก็เกือบจะครบ ๓ เดือนแล้ว

 พอสว่างนี้ก็จะครบ ๓ เดือนแล้ว แต่ยังไปไม่ถึงไหน

 ยังไม่ได้ทำอะไรเลย นี่แสดงว่า

จิตของพระอานนท์กำลังไปอยู่ในอดีต ไปอยู่ในอนาคต

 อดีตก็คือคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้า

 อนาคตก็คือเวลาที่จะครบ ๓ เดือน

 จิตก็วิ่งไปวิ่งมาอยู่ระหว่างอดีตกับอนาคต ไม่ได้ตั้งอยู่ในปัจจุบัน

 จิตก็เลยไม่บรรลุผลขึ้นมา แต่พอใกล้จะสว่าง

 พระอานนท์ก็เลย ปลงว่าคำพยากรณ์ของพระพุทธเจ้าครั้งนี้

 คงไม่ศักดิ์ศิทธิ์อย่างแน่นอน ตนเองนี้คงไม่มีทาง

ที่จะได้บรรลุอย่างแน่นอน เพราะมันใกล้จะสว่างแล้ว

 พยายามเดินจงกรม นั่งสมาธิอย่างไร มันก็ไม่บรรลุเสียทีก็เลยหยุด

 ปลง คิดว่า ชาตินี้คงจะไม่ได้บรรลุแล้ว ก็เลยเตรียมตัวที่จะนอน

 ในระหว่างที่จะนอนนั้นระหว่างท่านั่งกับท่านอน

จิตก็ปล่อยวางทุกอย่าง ปล่อยวางอดีต ปล่อยวางอนาคต

กลับมาอยู่ที่ปัจจุบัน พอกลับมาอยู่ที่ปัจจุบันปั๊บ

จิตที่พร้อมจะหลุด มันก็หลุดทันทีเลย หลุดตรงนั้น หลุดในปัจจุบัน

นี่คือเรื่องของการเจริญสติ ควบคุมจิตใจให้อยู่ในปัจจุบัน

 อย่าปล่อยให้จิตคิดไปในอดีต คิดไปในอนาคต

 คิดถึงเรื่องนั้นคิดถึงเรื่องนี้ ไม่ว่ามันจะเป็นปัญญา

หรือไม่เป็นปัญญาก็ตาม ถ้ามันเป็นปัญญามันจะต้องอยู่ในปัจจุบัน

 มันจะต้องสงบ ถ้ามันไม่สงบนี้แสดงว่ามันไม่ใช่ปัญญา

 ดังนั้นถ้าคิดแล้วมันไม่สงบ อย่าไปคิดมันดีกว่า

ใช้คำบริกรรมพุทโธๆ ไป ดูลมหายใจเข้า ออกไปจะดีกว่า

การทำใจให้สงบนี้เราต้องการหยุดความคิด ไม่ใช่คิด

ยกเว้นในกรณีที่เรียกว่า ปัญญาอบรมสมาธิ

ถ้าปัญญาอบรมสมาธิมันก็ต้องสงบ

ถ้ามันคิดแล้วฟุ้งซ่านอย่างนี้มันไม่เรียกว่าเป็นปัญญาอบรมสมาธิ

แต่เป็นสังขารอบรมความฟุ้งซ่านในนามของปัญญาอบรมสมาธิ

นี่คือกิเลสที่มันจะแฝงแอบอ้างปัญญาอบรมสมาธิ

 มาหลอกให้สังขารคิดปรุงเเต่งจนฟุ้งซ่านขึ้นมา

แล้วก็มาบ่นว่าปัญญาอบรมสมาธิไม่ได้ผล

ก็เพราะว่ามันไม่ได้เป็นปัญญานั่นเอง

มันเป็นสังขารความคิดปรุงเเต่ง ปัญญานี้ก็เป็นสังขารความคิดปรุงเเต่ง

 แต่มันปรุงเเต่งไปในทางที่จะทำให้ปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่าง

ทำให้จิตเข้าสู่ความสงบได้

แต่ถ้าปรุงเเต่งแล้วกลับไปเกิดความผูกพันเกิดความยึดติดอยู่

อย่างนี้ไม่เรียกว่าเป็นปัญญา ปัญญาพิจารณาเพื่อให้ตัด

ให้ปล่อย ให้วาง เพราะว่าถ้าปล่อยได้ ตัดได้ วางได้

 จิตก็จะเข้าสู่ความสงบได้

ดังนั้นผู้ที่บำเพ็ญปัญญาอบรมสมาธิ จะต้องรู้ว่า

กำลังพิจารณาเพื่อตัดเพื่อปล่อยเพื่อวางหรือไม่

ถ้าพิจารณาแล้วตัดไม่ได้ปล่อยไม่ได้วางไม่ได้ ก็อย่าไปพิจารณา

กลับมาใช้อุบายของสมาธิดีกว่า กลับมาใช้อุบายของสติดีกว่า

 คือการบริกรรมพุทโธๆ ไป หรือการกำหนดรู้ลมหายใจเข้า ออกไป

อย่าปล่อยให้ใจไปอดีต ไปอนาคต ให้อยู่ในปัจจุบัน

 ให้สักแต่ว่ารู้ไป รู้อยู่กับคำบริกรรมไป

หรือรู้อยู่กับลมหายใจเข้า ออกไปจะดีกว่า

 วิธีนี้แน่นอนกว่า วิธีนี้จะทำให้จิตเข้าสู่ความสงบได้ในที่สุด

 นี่คือเรื่องของการบำเพ็ญความเพียรตลอดเวลา

ที่ผู้ปฏิบัติจะสามารถเจริญได้ตลอดเวลา

 ก็คือการเจริญสติ ไม่ว่าจะนั่งสมาธิก็ดี เดินจงกรมก็ดี

หรือทำภารกิจต่างๆ ก็ดี สามารถเจริญสติได้ตลอดเวลา

 เวลาทำภารกิจให้จิตอยู่กับภารกิจ จดจ่ออยู่กับภารกิจที่กำลังทำอยู่

 ไม่ว่าจะทำอะไร แม้จะรับประทานอาหาร

ก็ให้มีสติจดจ่ออยู่กับการรับประทานอาหาร

นับตั้งแต่ตักอาหารเข้าปากเคี้ยวกลืนเข้าไป ให้รู้อยู่

อยู่กับการกระทำเหล่านี้ไป ไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องต่างๆ

 แล้วใจก็จะมีสติที่จะตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบัน

 พอเวลาไม่มีภารกิจที่จะต้องทำ

เวลามานั่งเฉยๆ นั่งหลับตาดูลมหายใจเข้า ออก

หรือบริกรรมพุทโธๆ ถ้าสามารถทำได้อย่างต่อเนื่องไม่แวบไปที่อื่น

 เดี๋ยวใจก็จะเข้าสู่ความสงบได้ อย่างง่ายดายและรวดเร็ว

การเจริญสติจึงเป็นธรรมที่สำคัญอย่างมาก

เพราะว่าถ้าไม่มีสติแล้ว ธรรมอื่นๆ นี้จะตามมาไม่ได้

สตินี้พระพุทธเจ้าจึงทรงบอกว่า เป็นธรรมที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่สำคัญที่สุด

ทรงเปรียบเทียบสติ เป็นเหมือนรอยเท้าช้าง

 รอยเท้าช้างนี้เป็นรอยเท้าที่ใหญ่กว่ารอยเท้าของสัตว์ทั้งหมดในป่า

 ครอบรอยเท้าของสัตว์ทุกชนิดได้หมด

คือความใหญ่ของรอยเท้าช้างนี้ใหญ่กว่ารอยเท้าของสัตว์ทั้งหมด

 ธรรมคือสตินี้ก็เช่นเดียวกัน มีความสำคัญกว่าธรรมทั้งหมด

 เพราะถ้าไม่มีสติแล้ว ธรรมต่างๆ จะเกิดขึ้นมาไม่ได้เลย

เช่นคนที่ไม่มีสตินี้จะไม่สามารถปฏิบัติธรรมได้

คนที่ไม่มีสติคืออะไร คือคนนอนหลับ คนเมาสุรา คนบ้า คนตาย

 คนเหล่านี้จะไม่สามารถที่จะปฏิบัติธรรมได้เลย

 ไม่สามารถเจริญความมักน้อยสันโดษ ไม่สามารถไปปลีกวิเวก

 ไม่สามารถไม่คลุกคลีกันได้ ไม่สามารถบำเพ็ญความเพียรได้

 เพราะไม่มีสตินั่นเอง

พระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ผู้ปฏิบัตินี้หมั่นเจริญสติอยู่ตลอดเวลา

สร้างสติขึ้นมาก่อน ต้องมีสติ ไม่เช่นนั้นเวลานั่งสมาธิใจจะไม่สงบ

นั่งสมาธิแล้วก็จะฟุ้งไป ไปอดีต ไปอนาคต ไปเรื่องนั้นไปเรื่องนี้

แล้วก็นั่งดูนาฬิกาว่า นั่งมาเป็นชั่วโมงๆ นั่งแล้วไม่เห็นได้อะไร

ก็เพราะว่ามันไม่มีสตินั่นเอง ถ้ามีสติ นั่ง ๕ นาที ๑๐ นาทีก็ได้ผลแล้ว

 ถ้าใจจดจ่ออยู่กับเรื่องเดียวได้อย่างต่อเนื่อง ๕ นาที ๑๐ นาที

นี้มันจะเข้าสู่ความสงบได้อย่างแน่นอน

การที่จะเข้าสู่ความสงบได้ก็ต้องมีสติที่สามารถควบคุมใจ

ให้จดจ่ออยู่กับอารมณ์ที่จะใช้ในการทำให้ใจสงบ นั่นเอง

ให้อยู่กับพุทโธ ๆไปเพียงอย่างเดียว

หรือให้อยู่กับการดูลมหายใจเข้าออกไปเพียงอย่างเดียว

 รับรองได้ว่าใจจะเข้าสู่ความสงบได้ จะได้สมาธิ ได้อุเบกขาขึ้นมา

 พอได้สมาธิ ได้อุเบกขาก็จะได้ความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขทั้งปวง

 จะทำให้สามารถปล่อยวางความสุขชนิดอื่นได้หมด

 ความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กายนี้จะไม่มีความหมาย

สำหรับใจของผู้ที่ได้ความสงบ

พอได้ความสงบแล้ว เวลาออกจากความสงบแล้ว

เกิดตัณหาความอยากที่จะไปหาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

ปัญญาก็จะมาสอนใจว่าอย่าไปทางนั้น

 เพราะการไปทางของกามตัณหาเป็นการไปสู่ความทุกข์

ไม่ใช่ไปสู่ความสุขที่แท้จริง เป็นความสุขเบื้องต้น

แต่จะเป็นความทุกข์ที่จะตามมาในบั้นปลาย

 เวลาที่ความสุขนั้นหายไป ความทุกข์ก็จะเข้ามาแทนที่

 พอปัญญาสอนใจว่า อย่าไปทำตามตัณหาความอยาก

ใจที่มีความสงบ มีความสุขอยู่ในตัวก็จะสามารถฝืนความอยากได้

ไม่กระทำตามความอยากได้ พอไม่กระทำตามความอยาก

 ความอยากนั้นก็จะหมดอิทธิพลต่อจิตใจไป.


พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต










ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 15 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 15 พฤศจิกายน 2558 11:52:33 น.
Counter : 430 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....