Group Blog
All Blog
### ปัญญาที่ดับความทุกข์ได้ ###
















“ปัญญาที่ดับความทุกข์ได้”

.............................

 

ภาวนามยปัญญานี้เป็นปัญญาที่ดับความทุกข์ได้

 เพราะมีทั้งสมถภาวนาและมีวิปัสสนาภาวนา

พิจารณาเห็นไตรลักษณ์ แล้วมีความสงบเป็นเครื่องอยู่อาศัย

 พอเห็นอะไรเป็นทุกข์ก็จะปล่อยได้วางได้

แต่ถ้าไม่มีสมาธิ ไม่มีสมถภาวนา เห็นอะไรเป็นทุกข์ก็ยังปล่อยไม่ได้

ยังอยากได้อยู่ ถึงแม้ว่าจะเป็นทุกข์อย่างน้องมันก็มีสุข

 สุขตอนที่ได้เสพใหม่ๆ แต่ต่อไปมันจะหมดไป

หรือเวลาที่ร่างกายแก่เจ็บตายไปนี้

มันจะไม่สามารถที่จะเสพความสุขทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะได้

อันนี้ถ้าพิจารณาอยู่เรื่อยๆก็เป็นการเตือนใจสอนใจให้เห็นโทษ

ของการเสพรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ให้เห็นโทษของการที่อยากจะให้มีความเจริญในลาภยศ สรรเสริญสุข

 ให้เห็นโทษว่าความอยากไม่ให้ลาภยศ สรรเสริญสุขเสื่อมนี้

 จะเป็นเหตุที่จะทำให้เกิดความทุกข์ใจ

เพราะว่าผู้ที่พิจารณาทางปัญญา จะเห็นความจริง

และรู้ว่าเป็นความจริงที่จะไม่มีใครมาลบล้างได้

ก็คืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

เช่นพระอัญญาโกณฑัญญะที่ท่านเปล่งวาจาออกมาว่า

 ธรรมใดมีการเกิดขึ้นเป็นธรรมดา

ธรรมเหล่านั้นย่อมมีการดับไปเป็นธรรมดา

เห็นการดับของสภาวธรรมทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นลาภยศ สรรเสริญสุข

 ไม่ว่าจะเป็นร่างกายของตนเองหรือของผู้อื่น

 จะต้องพบกับความเสื่อม พบกับความสิ้นสุด

แต่ถ้าเห็นด้วยปัญญาแล้วไม่อยากจะเจอกับความทุกข์ก็ง่าย

เพียงแต่ปล่อยวางเขาไปเท่านั้นเอง

 อย่าไปอยากให้เขาไม่เสื่อม อย่าไปอยากให้เขาเจริญ

 ปล่อยไปตามความเป็นจริง จะเสื่อมก็ปล่อยให้เสื่อมไป

จะเจริญก็ปล่อยให้เจริญไป

 เพราะในโลกนี้มีสาเหตุมีปัจจัยที่ทำให้ลาภยศ สรรเสริญสุขนี้

 มีการเจริญมีการเสื่อมไป

ร่างกายนี้ก็ปัจจัยที่ทำให้เจริญทำให้เสื่อมไป

เมื่อยังไม่ถึงเวลาที่จะเสื่อม ก็อย่าไปอยากให้มันเสื่อม

พออยากแล้วก็จะทุกข์

เช่นบางคนไม่อยากจะแก่ ไม่อยากจะเจ็บ ไม่อยากจะเป็นโรคนั้นโรคนี้

 พอเป็นก็จะหาวิธีฆ่าตัวตายกัน อันนี้เพราะตัณหาความอยาก

อยากไม่แก่ อยากไม่เจ็บ อยากไม่ตาย

แล้วการฆ่าตัวตายนี้ ก็ไม่เป็นการดับความทุกข์

เพราะความทุกข์นี้ไม่ได้อยู่ที่ร่างกาย ความทุกข์นี้อยู่ที่ใจ

ที่เกิดจากความอยากคือ ภวตัณหา วิภวตัณหานี่เอง

ดังนั้นถ้าพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ถ้ามีสมาธิก็จะปล่อยวางได้

จะยอมรับกับสภาพของการเจริญและการเสื่อมได้

จะไม่หวั่นไหวเวลามีอะไรเสื่อมไป

จะไม่ดีอกดีใจเวลามีอะไรจะเจริญขึ้นมา

เพราะจะเห็นว่าการเจริญนี้ก็เพื่อไปสู่ความเสื่อมนี่เอง

 เพราะว่าไม่มีอะไรที่เจริญแล้วจะไม่เสื่อม ยกเว้นธรรม

ที่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ปฏิบัติเท่านั้น

 อันนี้เป็นธรรมที่อยู่ภายในใจ ต่างกับธรรมที่อยู่ภายนอก

สภาวธรรมที่อยู่ภายนอกใจนี้มีเจริญมีเสื่อม

 แต่ธรรมที่มีอยู่ภายในใจ เช่นสติ สมาธิ ปัญญา นี้จะไม่วันเสื่อม

 เพราะว่าจะสามารถดูแลรักษามันได้นั่นเอง

ถ้ามีสติแล้วก็จะสามารถเข้าสมาธิได้ทุกครั้งทุกเวลา

แล้วถ้ามีปัญญาก็จะสามารถที่จะตัดความอยากต่างๆ

 ที่ทำให้เกิดความทุกข์ใจได้ จนไม่มีความทุกข์ใจหลงเหลืออยู่

ใจก็จะเป็นใจที่มีแต่บรมสุข ปรมัง สุขัง

อันนี้เกิดจากการเจริญสติ เจริญสติเพื่อให้ได้สมาธิ

 เมื่อได้สมาธิแล้วก็พิจารณาสภาวธรรมทั้งปวงว่า

 เป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา หรือเป็นอสุภะ

ถ้ามีความอยากที่จะเสพกามกับผู้อื่น

เวลาเห็นรูปร่างหน้าตาของผู้อื่นแล้ว เห็นว่าน่ารักน่าชื่นชม

ก็อยากจะเกิดกามารมณ์ขึ้นมา

แต่ถ้าหมั่นพิจารณาอสุภะอยู่เรื่อยๆ

 ดูส่วนอื่นที่เรามองไม่เห็นด้วยตาเปล่า

คือเราจะเห็นแต่เฉพาะอาการ ๕ อาการ

เห็นผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เท่านั้น เราก็ต้องดูอาการอื่น

 สมัยก่อนเขาก็ไปป่าช้ากัน สมัยนี้ก็ไปโรงพยาบาล

ไปดูการผ่าศพก็ได้ หรือดูหนังสือที่เขาถ่ายรูปมาให้มันฝังอยู่ในใจเรา

 ถ้ามันฝังอยู่ในใจเรา เวลาเห็นภาพสวยๆงามๆ

ไอ้ภาพไม่สวยไม่งามเหล่านี้มันจะออกมาต้านมาลบทันที

ความอยากก็จะไม่มีโอกาสที่จะโผล่ขึ้นมาได้

อันนี้ก็คือเรื่องของการพิจารณาอสุภะ

ส่วนการพิจารณาอาหาเรปฏิกูลสัญญา

อันนี้ก็แก้ปัญหาเรื่องการรับประทานอาหารแบบไม่มีขอบไม่มีเขต

 คือไม่ได้รับประทานเพื่ออยู่ แต่อยู่เพื่อรับประทาน

อันนี้ถ้าพิจารณาความเป็นปฏิกูลของอาหาร

เช่นเวลาที่เข้าไปในปาก ลองนึกถึงภาพอาหารที่เข้าไปในปาก

ถูกเคี้ยวบดผสมกับน้ำลาย หรือเวลาเข้าไปในท้อง

แล้วเวลาอาเจียนออกมา หรือเวลาขับถ่ายออกมา

นี่คืออาหาเรปฏิกูล ให้ดูส่วนที่เป็นปฏิกูลของอาหาร

อาหารมันมีทั้ง ๒ ส่วนที่น่าดูน่ากิน

 เวลาพ่อครัวแม่ครัวเขาทำมานี้

เขาจัดประดิษฐ์ประดอยมาอย่างพิสดาร

คนเห็นปั๊บนี้น้ำลายไหล อยากจะกินทันที

 แต่คนที่มีอาหาเรปฏิกูลสัญญานี้จะไม่มีความอยาก

 จะกินก็ต่อเมื่อถึงเวลา กินเพื่ออยู่แต่ไม่ได้อยู่เพื่อกิน

 อันนี้ก็จำเป็นเพราะผู้ปฏิบัติบางทีก็ติดกับเรื่องอาหาร

 แล้วบางทีก็รับประทานอาหารมากเกินไป

 ทำให้เกิดนิวรณ์คือความง่วงเหงาหาวนอน

ทำให้เกิดความเกียจคร้านขึ้นมา

ผู้ปฏิบัติบางท่านถึงกลับอดอาหารไปเลยให้มันรู้แล้วรู้รอดไป

 ไม่รับประทานอาหาร ๓ วันบ้าง ๕ วันบ้าง

เวลาไม่ได้รับประทานอาหารนี้สติ สตังมันจะดี

 เพราะมันจะต้องคอยควบคุมความคิดปรุงเเต่ง

ไม่ให้คิดปรุงเเต่งไปหาอาหารนั่นเอง

เพราะถ้าคิดไปถึงหาอาหารแล้วมันจะอยากกินน้ำลายไหล

หรือถ้ามันจะคิดไปหาอาหารก็ต้องหาอาหารที่ไม่น่ารับประทาน ไม่น่าดู

 คือพิจารณาปฏิกูลของอาหาร ความสกปรกของอาหาร

 พอมันเข้าไปในร่างกายเรานี้มันกลายเป็นของสกปรกไปแล้ว

ถ้าบ้วนออกมาอาเจียนออกมานี้

เราจะไม่เอากลับเข้าไปในร่างกายอีกแล้ว

ทั้งๆที่เวลาอยู่ในปากอยู่ในท้องนี้ มันเอร็ดอร่อย

แต่พอมันออกมาให้เราเห็นความสกปรกของมัน

เราก็จะไม่กล้าตักเข้าไปอีก

อันนี้ก็เป็นการควบคุมความอยากในการรับประทานอาหาร

 ที่ผู้ที่ปฏิบัติมักจะเจอปัญหากัน ต้องยอมทุกข์กับเรื่องของร่างกาย

เพื่อความสุขของใจ ถ้าสุขทางร่างกายแล้วใจก็จะทุกข์

เพราะว่าความสุขของร่างกายนี้เกิดจากตัณหา

เกิดจากการทำตามตัณหาความอยาก

อยากดื่ม อยากรับประทาน ก็ดื่มได้เลย ดื่มเสร็จก็มีความสุข

แต่เดี๋ยวไม่นานก็อยากรับประทานอีก

 ถ้าปล่อยให้ดื่มให้รับประทานแบบ ไม่มีขอบไม่เขต

เดี๋ยวร่างกายก็จะต้องมีปัญหา น้ำหนักจะเกิน มีโรคภัยต่างๆ ตามมา

น้ำตาลก็มากเกินไป ไขมันก็สูงความดันก็สูง

 เกิดจากการรับประทานอาหารแบบไม่มีขอบไม่มีเขตนี่เอง

นี่ก็คือวิปัสสนาหรือปัญญาในรูปแบบต่างๆ

ที่มีความจำเป็นจะต้องเอามาใช้ในการที่จะหยุดความอยากต่างๆ

 ถ้ามีความอยากในการเสพกามกับผู้อื่นก็ต้องพิจารณาอสุภะ

ดูร่างกายของคนที่เราอยากจะเสพกาม ดูเข้าไปข้างใน

 ดูอาการ ๓๒ ถ้าอยากจะรับประทานอาหาร

ก็พิจารณาความสกปรกของอาหาร

ถ้าอยากให้สิ่งที่ไม่เที่ยงนี้เที่ยงก็ต้องพิจารณาความไม่เที่ยง

ความไม่แน่นอนของสิ่งต่างๆ ถ้าไม่พิจารณามันจะลืมมันจะหลง

 ที่ต้องพิจารณาอยู่เนืองๆ เพราะว่าจิตของพวกเรานี้

ถูกความหลง ดึงให้ไปคิดถึงสิ่งที่เที่ยง เรามีอะไรนี้เรามักจะคิดเสมอว่า

 จะอยู่กับเราไปเรื่อยๆ จะเป็นของเราไปเรื่อยๆ

 แต่พอเขาจากเราไป เวลาเขาเสื่อมไป เราก็จะต้องเสียอกเสียใจ

แต่ถ้าเราพยายามคิดอยู่เรื่อยๆ ว่าสิ่งต่างๆ ที่เราได้มา

สิ่งต่างๆ ที่เรามีอยู่ ไม่ช้าก็เร็วก็จะต้องมีการพลัดพรากจากกัน

 ถ้าเราคิดอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ เราก็จะไม่ลืม

แล้วเราก็จะไม่เกิดความอยากให้สิ่งต่างๆ อยู่กับเราเจริญไปเรื่อยๆ

 เพราะเรารู้ว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีเจริญก็ต้องมีเสื่อมไป

 ทุกสิ่งทุกอย่างไม่อยู่ภายใต้การควบคุมบังคับของเราได้

แม้แต่ร่างกายของเรานี้ เราก็ควบคุมบังคับเขาไม่ได้

ก็ดูแลไปได้ในระดับหนึ่ง เช่นพาเขารับประทานอาหาร

พาเขาไปทำธุรกิจต่างๆ แต่เวลาที่เขาเจ็บไข้ได้ป่วยนี้

เราไม่สามารถที่จะหยุดเขาได้ หรือเวลาที่เขาแก่ เวลาที่เขาตาย

เราไม่สามารถห้ามเขาได้ เพราะเขาเป็นอนัตตา

 เช่นเดียวกับสิ่งต่างๆ เป็นอนัตตาหมด

ลาภยศ สรรเสริญ สุขนี้ก็เป็นอนัตตา

 ลาภนี้ไม่ใช่ของเราวันดีคืนดีมันก็จะจากเราไปได้

 หรือวันดีคืนดีเราก็จากเขาไปได้

อันนี้ต้องหมั่นพิจารณาอยู่เรื่อยๆ

เวลาที่เกิดจากการพลัดพรากจากกัน จะไม่เสียหลัก จะไม่ทุกข์

 จะสบาย อยู่กับการสูญเสียได้อย่างไม่สะทกสะท้าน

นี่คือการเจริญปัญญา ปัญญานี้ก็อย่างที่พูดไว้มี ๓ ระดับ

 ระดับแรกเรียกว่า ปัญญาที่เกิดจากการได้ยินได้ฟัง สุตมยปัญญา

 เพราะเราไม่มีปัญญาในตัวเรา ที่เราไปโรงเรียน

 ไปเรียนหนังสือเพราะว่าเราไม่มีความรู้ไม่มีปัญญา

 เราก็ต้องไปเรียนรู้จากผู้อื่น แต่การไปโรงเรียนนี้

มันเป็นการไปเรียนรู้ทางโลก ไม่ได้เรียนรู้ทางธรรม

 ถ้าอยากจะเรียนรู้ทางธรรม ก็ต้องมาฟังเทศน์ฟังธรรม

 หรือมาอ่านหนังสือธรรมะของพระพุทธเจ้า ของครูบาอาจารย์ต่างๆ

 เราก็จะได้มีความรู้ว่าความทุกข์ของเรานี้

เกิดจากความอยากต่างๆของเรานั่นเอง

และการที่จะดับความทุกข์ต่างๆ ได้ เราก็ต้องมีสติเพื่อให้เกิดสมาธิ

และเมื่อเราเกิดสมาธิแล้ว เราก็จะสามารถใช้ปัญญา

ที่เราวิเคราะห์อยู่ อย่างไม่ลืมเราก็สามารถเอามาใช้ได้เลย

เช่นเวลาเราสูญเสียบุคคลที่รักไป หรือสิ่งที่รักไป

 ถ้าเราพิจารณาอยู่เรื่อยๆ ถ้าเรามีสมาธิ จิตของเราจะรู้สึกเฉยๆ

 เพราะมีอุเบกขานั่นเอง แต่ถ้าไม่มีสมาธินี้จิตจะแกว่งทันที

จะแกว่งไปทางดีใจ แกว่งไปทางเสียใจได้อะไรมาก็ดีใจ

พอเสียอะไรไปก็จะเสียใจ ก็ต้องพยายาม

ตอนต้นก็ต้องฟังก่อน อย่างวันนี้มาฟังธรรม

เพื่อจะได้รู้ว่า ต้องปฏิบัติอะไรก่อน ต้องเจริญอะไรบ้าง

 ต้องเจริญสติเพื่อให้เกิดสมาธิ แล้วก็ได้สมาธิแล้วก็พิจารณา

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ในสภาวธรรมทั้งปวง

 เพื่อให้รู้ทันว่าสิ่งต่างๆ นี้เขาจะต้องมีการเปลี่ยนไป

มีการจากเราไป ถ้าเรารู้เราไม่ลืม เวลาเขาจากเราไป เราก็จะไม่เสียใจ

 ถ้าเรามีอุเบกขาที่เกิดจากการนั่งสมาธิ

ถ้าไม่มีอุเบกขา ต่อให้เราพิจารณาอยู่เรื่อยๆ

พอเกิดเวลาสูญเสียขึ้นมานี้ก็ทำใจไม่ได้

 แต่ก็ยังจะดีกว่าคนที่ไม่พิจารณาเลย

 อาจจะเสียหลักไปแค่ ชั่วโมงสองชั่วโมงหรือวันสองวัน

แต่ถ้าคนไม่มีสติไม่มีสมาธิไม่มีปัญญาเลยนี้ บางทีเสียสติไปเลย

เพราะการสูญเสียสิ่งที่รัก บุคคลที่รักนี้มันสุดแสนจะทรมานใจ

 บางคนนี้ใช้เวลาเป็นปีกว่าจะยอมรับกับสภาพที่เสียไปได้

นี่คือเรื่องของสติที่เป็นจุดเริ่มต้นของธรรมทั้งหลาย

 ถ้ามีสติแล้วก็จะสามารถนั่งสมาธิได้

เวลาก่อนจะมานั่งสมาธินี้ต้องฝึกสติอยู่เรื่อยๆ

ให้ควบคุมใจให้อยู่กับอารมณ์เดียว อยู่กับพุทโธหรืออยู่กับร่างกาย

การที่จะทำอย่างนี้ได้ ต้องอยู่แบบนักบวชเท่านั้นแหละ

 เพราะว่าถ้าอยู่แบบฆราวาสญาติโยมนี้ จะมีภารกิจการงานต่างๆ

 มีเรื่องราวต่างๆ ให้มาคิดอยู่เรื่อยๆ จิตก็จะไม่ตั้งมั่นอยู่กับเรื่องเดียว

 ถ้าอยากจะได้สติ ต้องไปปลีกวิเวกอยู่แบบพระปฏิบัติ

 ท่านไปอยู่ในป่าในเขา พระพุทธเจ้าท่านก็ออกจากวังไป

 แล้วก็ไปเจริญสติ เพื่อให้ได้สมาธิ

หลังจากได้สมาธิแล้วก็ใช้ความสามารถของพระองค์เอง

 พิจารณาหาสาเหตุว่าความทุกข์ใจนั้น เกิดจากอะไร

ในที่สุดก็ทรงค้นพบพระอริยสัจ ๔ พบว่า

ความทุกข์ใจเกิดจากความอยาก ๓ ประการ

ความอยากในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ความอยากให้มันเจริญให้ทุกสิ่งที่เรารักเราชอบมันเจริญ

และเราอยากให้สิ่งที่เราไม่รัก สิ่งที่เรารักไม่ให้เสื่อม

 อันนี้เรียกว่า ภวตัณหา วิภวตัณหา

พอทรงเห็นแล้ว พระองค์ก็เลยทรงหยุดตัณหาต่างๆ

เพราะว่ามันไม่มีความสำคัญกับจิตที่มีอุเบกขา

จิตที่มีความสุขจิตที่มีอุเบกขา มีความสุขนี้ไม่ต้องมีอะไรก็ได้

 นี่คือวิธีการเจริญสติ ถ้ามีสติควบคุมจิต ไม่ให้คิดลอยไปลอยมาได้

ให้ตั้งอยู่ในปัจจุบันอยู่เรื่อยๆ เวลานั่งสมาธิมันก็จะไม่ลอยไปลอยมา

 มันจะไม่ฟุ้ง แล้วมันก็จะเข้าสู่ความสงบได้อย่างง่ายดาย

เมื่อเข้าสู่ความสงบได้แล้วก็พยายามทำบ่อยๆ ให้มันอยู่นานๆ

เพราะทำครั้งสองครั้งนี้ยังไม่พอต้องพยายาม

 ทำให้มันมีอยู่ตลอดทั้งวันเลย เรียกว่า สมาธิไม่เสื่อม

 ออกมาจากสมาธิก็จะมีอุเบกขา ประคับประคองใจไปเรื่อยๆ

ถ้ามีอุเบกขาประคับประคองใจ ก็สามารถพิจารณาปัญญา

 พิจารณาไตรลักษณ์ พิจารณาความเสื่อมของสิ่งต่างๆ

แล้วก็จะสามารถปล่อยวางความอยากต่างๆได้

 อันนี้ก็คือเรื่องของปัญญา ปัญญานี้ต้องพิจารณาอยู่เรื่อยๆ

 เพราะเวลาที่เราไม่พิจารณานี้กิเลสมันจะมาพิจารณาแทนทันที

ถ้าเราไม่พิจารณาถึงความเสื่อม ไม่พิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 กิเลสมันมันจะมาให้เราพิจารณานิจจัง สุขัง อัตตา

เห็นอะไรก็ว่ามันเที่ยงแท้แน่นอน เห็นอะไรก็เป็นความสุข

เห็นอะไรก็เป็นของเรา ถ้าเราไม่พิจารณาปั๊บ

มันจะกลับไปทางนั้นทันที เพราะมันคิดอย่างนี้มาไม่รู้กี่ล้านชาติแล้ว

 ดังนั้นการที่จะหยุดความคิดแบบนั้น เราก็ต้องคิดอยู่เรื่อยๆ

คิดอยู่กับไตรลักษณ์อยู่เรื่อยๆ คิดอยู่กับอสุภะอยู่เรื่อยๆ

 คิดอยู่กับอาหาเรปฏิกูลสัญญาอยู่เรื่อยๆ

 ถ้าเราคิดอยู่เรื่อยๆ แล้วเราจะไม่หลงไม่ลืม

แล้วเราก็จะปล่อยวางความทุกข์ต่างๆ ปล่อยวางความอยากได้

 แต่ถ้าเราไม่พิจารณา เดี๋ยวเราจะไปอยาก

ให้มันเป็นนิจจัง สุขัง อัตตา พอไม่เป็นก็จะเครียดก็จะทุกข์ขึ้นมา.


............................

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต




Create Date : 18 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 18 พฤศจิกายน 2558 12:09:13 น.
Counter : 370 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....