Group Blog
All Blog
### ความจำเป็นของการเข้าวัด ###















“ความจำเป็นของการเข้าวัด”

การเข้าวัดเพื่อมาหาที่พึ่งทางใจ

 เพราะว่าการทำมาหากินของเรานี้

หาที่พึ่งได้เพียงร่างกาย

แต่สิ่งที่เราหามาได้ไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สมบัติ

ข้าวของเงินทอง บุคคลต่างๆสิ่งของต่างๆ

 มากน้อยเพียงไรก็ไม่สามารถเป็นที่พึ่งของใจได้

 ไม่สามารถมาปกป้องคุ้มครองรักษาใจ

 ไม่ให้ทุกข์ไม่ให้วุ่นวายไปกับเหตุการณ์ต่างๆได้

 แต่ถ้าพวกเรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

เป็นที่พึ่งทางใจเราจะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์

คุ้มครองจิตใจของเราไม่ให้ทุกข์

ไม่ให้เดือดร้อนกับเหตุการณ์ต่างๆ

ที่เราจะต้องประสบพบเห็นกันในชีวิตนี้

การเข้าวัดจึงเป็นสิ่งที่จำเป็น

 พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เข้าวัดกัน

อย่างน้อยก็อาทิตย์ละ ๑ ครั้ง

 เพื่อที่จะได้มาสร้างที่พึ่งทางใจ

 มาสร้างพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ให้มีเกิดขึ้นมาสู่ในใจของพวกเรา

 พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นี้

 ถ้ายังอยู่ข้างนอกใจของเราอยู่

ยังไม่สามารถคุ้มครองเราได้

 เราต้องน้อมเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

เข้ามาสู่ใจของเรา

วิธีที่จะน้อมพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 เข้าสู่ใจของเราๆก็ต้องศึกษาให้รู้จักว่า

พระพุทธเจ้าคือใคร

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าสอนอะไร

พระอริยสงฆ์สาวกท่านทำตัวอย่างไร

ถึงได้เป็นพระอริยสงฆ์สาวก

เพราะว่าการที่จะสร้างพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ให้เข้ามาสู่ใจได้ ต้องสร้างด้วยการปฏิบัติ

เอาตัวอย่างของพระพุทธเจ้า

เอาคำสอนของพระพุทธเจ้า

 เอาตัวอย่างของพระอริยสงฆ์สาวก

มาเป็นแบบฉบับ มาเป็นครูเป็นอาจารย์

ถ้าเรามีครูมีอาจารย์ แล้วเราปฏิบัติตาม

คำสั่งสอนของครูอาจารย์

เราก็จะได้รับผลทางพระพุทธศาสนา

 เราก็จะมีที่พึ่งทางใจ

ถ้าทางโลกเราไปเรียนหนังสือเชื่อฟังครูบาอาจารย์

เราก็จะได้ปริญญากัน

นี่คือสิ่งที่เราต้องมี คือมีครูมีอาจารย์มีตัวอย่างที่ดี

 ในการดำเนินชีวิตที่จะนำมาซึ่งความสุขความเจริญ

 และป้องกันความทุกข์ความเดือดร้อนใจต่างๆ

ไม่ให้เข้ามาเหยียบย่ำทำลายจิตใจของพวกเรา

เราต้องศึกษาพระพุทธประวัติ

 ทำความรู้จักกับพระพุทธเจ้าว่า

 พระพุทธเจ้าของเรานั้นท่านเป็นใคร

 ท่านปฏิบัติตัวอย่างไร

จึงทำให้ท่านเป็นที่พึ่งของสัตว์โลกได้

แล้วเราก็ศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ว่าท่านสอนให้เราปฏิบัติอย่างไร

ถึงจะทำให้เกิดมีที่พึ่งทางใจขึ้นมา

 แล้วเราก็ดูตัวอย่างของพระอริยสงฆ์สาวกทั้งหลาย

ที่ก่อนที่ท่านจะเป็นพระอริยสาวก

ท่านก็เป็นเหมือนพวกเราที่ปราศจากที่พึ่งทางใจ

 แต่พอได้พบกับพระพุทธเจ้าก็ดี

 หรือได้พบกับพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าก็ดี

 ก็เกิดศรัทธา เห็นการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า

เป็นที่น่าเลื่อมใสศรัทธาก็พยายามปฏิบัติตาม

พอปฏิบัติได้แล้ว ก็จะได้ที่พึ่งทางใจขึ้นมา

นี่คือเรื่องพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ที่เป็นสรณะที่พึ่งทางใจของพวกเรา

 ตอนนี้ยังไม่ได้เป็นที่พึ่งทางใจ

 เพราะยังไม่ได้อยู่ในใจของเรายังอยู่ข้างนอกอยู่

เช่นอยู่ในหนังสือพระธรรมคำสอนก็อยู่

ในหนังสือ พระพุทธเจ้าก็อยู่ในพระประวัติ

หรืออยู่ตามวัด เช่น อยู่ตามศาลาตามโบสถ์

คือพระพุทธรูปต่างๆ

พระอริยสงฆ์สาวกก็เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

เป็นครูเป็นอาจารย์ของพวกเรา

 แต่ยังไม่ได้เข้ามาสู่ใจของพวกเรา

 เหมือนกับยารักษาโรค เวลาที่เราไปซื้อยามา

ถ้าเรายังไม่ได้รับประทานยา

ก็ยังอยู่ภายนอกของร่างกาย ยาก็จะไม่สามารถ

รักษาโรคภัยไข้เจ็บของเราให้หายไปได้

 ถ้าเราไม่รับประทานยา

 แต่ถ้าเรารับประทานยา ยาก็จะเข้าไปสู่ร่างกาย

 แล้วก็จะไปทำลายเชื้อโรคต่างๆที่ทำให้เกิดโรคภัยไข้เจ็บ

พอเชื้อโรคถูกทำลายไปหมดร่างกายก็หายเป็นปกติ ฉันใด

ความทุกข์ความวุ่นวายใจต่างๆของพวกเรา

จะหายไปได้ก็ต่อเมื่อเราน้อมเอาคำสอน

ของพระพุทธเจ้ามาปฏิบัติ

เอาแบบฉบับของการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า

มาเป็นตัวอย่าง

 เอาแบบฉบับของพระอริยสงฆ์สาวก มาเป็นตัวอย่าง

 ท่านปฏิบัติอย่างไร ท่านทำดี คิดดี พูดดี

ท่านทำบุญละบาป ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

พวกเราก็ต้องทำแบบท่าน ถ้าเราทำบุญ

อย่างวันนี้เรามาทำบุญกัน เอาข้าวของเงินทองต่างๆ

มาแบ่งปันให้แก่ผู้ที่ไม่มี เช่นพระภิกษุสามเณร

ท่านต้องรออาศัยการทำทาน การทำบุญจากพวกเรา

 ท่านจึงจะมีอาหาร มีที่อยู่อาศัย มียารักษาโรค

 มีเครื่องนุ่งห่มไว้สวมใส่

การที่เราแบ่งปันของต่างๆนี้ให้แก่ผู้อื่นเป็นการทำบุญ

 ทำบุญแล้วก็จะทำให้ใจของเรามีความสุข

ถ้าไม่ทำบุญนี้ใจของเราจะไม่มีความสุข

เหมือนกับไม่ได้รับประทานยา

ถ้าไม่ได้รับประทานยาใจของเราจะกระวนกระวาย

 จะกระสับกระส่ายอยู่ไม่เป็นสุข

 เพราะมีความอยากต่างๆคอยมารบกวนใจของเรา

อยากได้สิ่งนั้นอยากมีสิ่งนี้

อยากจะไปที่นั่นอยากจะมาที่นี่

อยากจะไปเที่ยวอยากจะไปทำอะไรต่างๆ

 แต่ถ้าเรามาทำบุญการทำบุญของเรานี้

จะเข้าไปกำจัดความอยากต่างๆ

 ทำให้ใจของเรามีความสุข ความอิ่ม ความพอ

ทำให้เราไม่ต้องไปดิ้นรน

ไปหาสิ่งต่างๆมาให้ความสุขกับเรา

นี่คือการทำความดีที่เกิดจากการทำทาน

การทำความดีอย่างอื่นก็มี

เช่น การรับใช้หรือช่วยเหลือผู้อื่น

 รับใช้บิดามารดา ปู่ย่าตายาย ครูบาอาจารย์

 ผู้มีพระคุณของพวกเรา

ถ้าเราสละเวลา แทนที่จะเอาเวลาไปเที่ยว

ไปเล่นตามความอยาก

เรามาเอาเวลานี้มาดูแลผู้มีพระคุณของพวกเรา

 ไปเยี่ยมเยียนมีข้าวมีของอะไรก็ซื้อติดไม้ติดมือไป

แล้วไปถึงถ้ามีอะไรที่จะช่วยท่านได้ก็ช่วย

 ช่วยกวาดบ้าน ช่วยถูบ้าน ช่วยซักผ้า

 ช่วยทำอะไรต่างๆที่คนสูงอายุจะทำไม่ได้

หรือทำลำบาก ทำแล้วเราจะมีความสุขมากว่า

 การไปเที่ยวไปเล่นไปทำอะไรต่างๆ

นี่คือเรื่องของการทำความดี

จะทำให้เรามีความสุขใจ

และจะทำให้เราไม่วุ่นวายใจ

ไปกับความอยากต่างๆ

นอกจากนั้นก็ทรงสอนให้เราไม่กระทำบาป

ไม่กระทำสิ่งที่ไม่ดี สื่งที่ไม่ดีเราไม่ควรกระทำ

ก็คือบาป และอบายมุขต่างๆ

บาปก็คือ หนึ่งการฆ่าสัตว์ สองการลักทรัพย์

 สามการประพฤติผิดประเวณี

 สี่การพูดปดโกหกหลอกลวง

แล้วก็ห้าคือการเสพอบายมุขคือสุรายาเมา

เที่ยวกลางคืนเล่นการพนัน คบคนไม่ดีเป็นมิตร

 ความเกียจคร้าน นี่คือสิ่งที่ไม่ดีสิ่งที่เราควรจะเลิก

ถ้าเรามีความเกียจคร้าน

เราก็จะต้องเอาความขยันเข้ามาทำลาย

 อย่าอยู่เฉยๆนั่งอยู่เฉยๆ

อย่าปล่อยให้เวลาอันมีค่าของชีวิตของเราผ่านไป

โดยไม่ได้ทำประโยชน์

เราสามารถทำประโยชน์ได้ตลอดเวลา

ให้กับชีวิตของเรา

 ถ้าเราอยู่เฉยๆไม่รู้จะทำอะไรก็ดูสิว่า

ในบ้านนั้นสกปรกหรือเปล่า

เสื้อผ้าสกปรกหรือเปล่าเรียบร้อยหรือเปล่า

 มาซักเสื้อผ้ามากวาดบ้านถูบ้าน

มาจัดบ้านให้สะอาดเรียบร้อย

บ้านที่สะอาดเรียบร้อยก็จะน่าอยู่

จะไม่ต้องออกไปเที่ยวข้างนอกกัน

ที่เราอยู่บ้านไม่ติดเพราะเห็นบ้านแล้วมันรกรุงรัง

 เต็มไปด้วยข้าวของต่างๆ

แล้วเราไม่มีเวลามาจัดการ

มาจัดระเบียบให้มันดูสวยงามน่าอยู่กัน

เราจึงอยากออกไปข้างนอกไปตามร้านค้าต่างๆ

 ที่เขามีการจัดข้าวของให้เป็นระเบียบ

 ถ้าเรามาจัดบ้านเราให้เป็นระเบียบ

เราก็จะมีความสุขอยู่กับบ้านของเรา

เราก็ไม่ต้องออกไปนอกบ้าน

ถ้าเราจัดบ้านเสร็จยังไม่รู้จะทำอะไร

 เรามาฟังเทศน์ฟังธรรมก็ได้

หนังสือธรรมะ เปิดอ่านก็ได้

 หรือถ้าเราอยากจะปฏิบัติธรรมก็นั่งสมาธิไปก็ได้

ทำอะไรก็ฝึกเจริญสติ พุทโธๆ ไป

อย่าปล่อยให้ใจคิดเรื่องราวต่างๆ

เพราะคิดแล้วก็จะเกิดอารมณ์ต่างๆขึ้นมา

 เกิดความอยากต่างๆขึ้นมา

พอเกิดความอยาก

ก็ต้องเดือดร้อนไปทำตามความอยาก

 ทำตามความอยากก็ต้องใช้เงินใช้ทองทำกัน

 เงินทองก็จะร่อยหรอไปเรื่อยๆ

 แทนที่จะเก็บเงินเก็บทองไว้ใช้ในสิ่งที่จำเป็น

 พอถูกความอยากเรียกร้องขึ้นมา

ก็เลยต้องใช้ให้ไปทำตามความอยาก

พอเงินหมดก็ต้องเดือดร้อน

 ต้องไปกู้หนี้ยืมสินถ้าหาเองไม่ได้

 หรือไม่เช่นนั้นก็ต้องไปลักขโมยไปทำบาปทำกรรม

 เพราะเราไม่รู้จักวิธีใช้เวลาของเรา

ใช้เงินทองของเรา ให้เกิดประโยชน์

ถ้าเราใช้เงินทองตามความอยากนี้

มีเท่าไหร่ ก็ไม่พอใช้

เพราะเห็นอะไรก็อยากได้ไปหมด

เห็นรองเท้า เห็นเสื้อผ้า เห็นกระเป๋า

เห็นของเล่น เห็นโทรศัพท์มือถือเห็นอะไรจิปาถะ

 อยากได้ไปหมดทั้งๆที่ได้มาแล้ว

มันก็ไม่ได้ทำให้เราดีขึ้นแต่อย่างใด

 ไม่ได้ทำให้เรารวยขึ้นแต่อย่างใด

แต่กลับทำให้เราจนลงไปเรื่อยๆ

ดังนั้นเราต้องระมัดระวังเรื่องของการใช้เงิน

อย่าไปใช้ตามความอยาก

ให้ใช้ตามความจำเป็น

 ถ้าเราอยากจะได้อะไรก็ให้ถามว่า

 ถ้าไม่ได้มาแล้วจะตายหรือไม่

ถ้าไม่ตายก็แสดงว่าไม่จำเป็น

 ก็อย่าไปซื้อเก็บเงินไว้ดีกว่า เงินสำคัญกว่า

เพราะเวลาเกิดจำเป็นจะต้องซื้ออะไรที่จำเป็น

จะได้มีเงินซื้อ ไม่ต้องไปขอยืมเงิน

หรือไปขอทานจากผู้อื่น

ถ้าเรารู้จักควบคุมการใช้เงินไม่ใช้ตามความอยาก

 เราจะเป็นเศรษฐีขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว

พวกเราที่ไม่ได้เป็นเศรษฐีกันก็เพราะว่า

หยุดใช้เงินไม่เป็น ใช้เงินเก่งแต่หาเงินไม่เก่ง

พวกเศรษฐีนี้เขาหาเงินเก่งแต่ใช้เงินไม่เก่ง

 เพราะเขารู้จักควบคุมการใช้เงินทองของเขา

 ให้อยู่ในความจำเป็นเท่านั้น

ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ซื้อเก็บเงินไว้เงินมันงอกขึ้นมา

 ถ้าซื้อของไม่จำเป็นเงินหดไปแล้ว ก็เงินหายไป

ของที่ได้มาเวลาจำเป็นจะต้องใช้เงิน

เวลาเอาไปขายก็ขายไม่ได้กี่ตัง

 ดังนั้นอย่าไปซื้อของต่างๆที่ไม่จำเป็น

 อย่าใช้เงินตามความอยาก

เพราะจะทำให้เราเดือดร้อนในภายหลัง

 ถ้าเรารู้จักควบคุมการใช้จ่ายเงินทอง

 ชีวิตของเรานี้จะไม่เดือดร้อน

จะมีเงินทองไว้จับจ่ายใช้สอย กับสิ่งที่จำเป็นเสมอ

 แล้วก็จะมีเงินทองเหลือมาทำบุญ

ยิ่งทำบุญได้มากเท่าไหร่ยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปเท่านั้น

ไม่ทำบาปก็จะไม่มีความทุกข์.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

ธรรมะในศาลา วันที่ ๙ สิงหาคม ๒๕๕๘

“ความจำเป็นของการเข้าวัด”










ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 29 กุมภาพันธ์ 2559 10:43:46 น.
Counter : 292 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....