Group Blog
All Blog
### มรรคคือเครื่องมือที่จะตัดตัณหาทั้ง 3 ###














“มรรคคือเครื่องมือ

ที่จะใช้ในการตัดตัณหาทั้ง ๓”

ต้นเหตุของความทุกข์นี้ก็มีอยู่ ๓ ประการด้วยการ

 คือกามตัณหา ความอยากในรูป เสียง กลิ่น รส

 ภวตัณหา  ความอยากมี อยากเป็น

 และวิภวตัณหา ความอยากไม่มี อยากไม่เป็น

ตราบใดที่มีตัณหาทั้ง ๓ นี้อยู่ในใจ ใจก็จะต้องทุกข์ไปเรื่อยๆ

ไม่มีวันสิ้นสุด ถ้าอยากจะให้ใจนี้ปราศจากความทุกข์

ก็ต้องกำจัดตัณหาทั้ง ๓ นี้

เครื่องมือที่จะใช้ในการกำจัดตัณหาทั้ง ๓ นี้ก็คือปัญญานี่เอง

 คือการรู้ว่า การกระทำตามความอยากนี้

ไม่ได้เป็นการทำให้มีความสุข แต่เป็นการทำให้มีความทุกข์

เวลาเกิดความอยากดู อยากฟัง หรือเวลามีความอยากมีอยากเป็น

 หรือมีความอยากไม่มี อยากไม่เป็น

ถ้ามีปัญญาก็จะเตือนใจสอนใจว่า อย่าไปทำตามให้ฝืนความอยากนี้

 เพราะว่าถ้าฝืนได้แล้วใจจะหายจากความทุกข์

พอทำอย่างนี้ไปเรื่อยๆ ต่อไปความอยากต่างๆ มันก็จะหมดกำลังลงไป

 พอไม่มีความอยากแล้วใจก็จะไม่มีความทุกข์

จะมีความสุขอยู่ตลอดเวลา จะไม่ต้องมาเกิด มาแก่ มาเจ็บ มาตาย

 เพราะไม่มีความอยากที่จะดู จะฟัง จะไม่มีความอยาก

ที่จะต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือในการเสพกามตัณหา

 ภวตัณหา และวิภวตัณหา เพราะกามตัณหา ภวตัณหา

และวิภวตัณหานี้ได้ถูกกำจัดโดยปัญญา

ปัญญาก็คือมรรคนี่เอง มรรคก็คือเครื่องมือ

ที่จะใช้ในการตัดตัณหาทั้ง ๓ พอตัดตัณหาทั้ง ๓ ได้ทุกข์ก็จะดับไป

 คำว่าทุกข์ดับก็คือนิโรธนั่นเอง นิโรธก็ปรากฏขึ้นมา

 นี่ก็คืออริยสัจ ๔ ที่จะปรากฏขึ้นมาให้เห็นภายในใจได้อย่างชัดเจน

ถ้าใจมีความสงบและมีปัญญา มีสติที่จะดูเข้าไปในใจ

 อริยสัจ ๔ นี้มีอยู่ในใจของพวกเราตลอดเวลา

 แต่พวกเรามองไม่เห็นกัน

เพราะว่าเราไม่เคยหันมาดูข้างในใจของเรา

 เราหันไปดูข้างนอกกัน เราไปทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะกัน

 พอลืมตาขึ้นมาก็ส่งใจออกไปข้างนอก

ส่งไปทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ไปสู่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 เวลาใจทุกข์ก็เลยไม่เห็นทุกข์

เวลาใจอยากก็ไม่เห็นว่าเป็นต้นเหตุที่ทำให้ใจทุกข์

 จึงไม่รู้จักวิธีที่จะแก้ปัญหา เพราะจะไปแก้ปัญหาภายนอก

เวลาอยากได้อะไรแล้วไม่ได้ดังใจก็ต้องไปแก้ปัญหาที่ข้างนอก

เช่นถ้ามีปัญหาอุปสรรคอะไร ที่มาขัดขวาง

ไม่สามารถให้ทำตามความอยากได้ก็จะไปแก้ข้างนอก

 ซึ่งเป็นการแก้ที่ปลายเหตุ ไม่ใช่เป็นการแก้ที่ต้นเหตุ

ต้นเหตุของปัญหาก็คือความอยาก ที่ทำให้ใจไม่สบายใจ

 แต่กลับไปแก้ปัญหาที่ปลายเหตุคือพยายามไปแก้

เพื่อให้ทำตามความอยากได้ เช่น อยากจะไปเที่ยว

 ถ้าไม่มีเงินก็ไปหาเงินมา เพื่อที่จะได้ไปเที่ยว

 เพราะเวลาไปเที่ยวแล้วความทุกข์ก็จะหายไปชั่วคราว

 แต่พอกลับมาอยู่บ้านไม่ได้ไปเที่ยวก็จะเกิดความอยากไปเที่ยวใหม่

ก็ต้องไปหาเงินใหม่ไปเที่ยวใหม่อยู่อย่างนั้น

ก็จะไม่มีวันที่จะแก้ปัญหาได้

 เพราะปัญหาที่ทำให้ใจไม่สบายที่จะต้องออกไปเที่ยว

ก็คือความอยากไปเที่ยวนั่นเอง

นี่ถ้าเราภาวนาทำจิตใจให้สงบนี้เราจะดึงจิตให้กลับเข้ามาข้างใน

การบริกรรมพุทโธๆนี้เป็นการดึงใจให้เข้าข้างใน

ให้ถอนออกจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ไม่ให้ไปดูที่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

เพราะเวลาดูที่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ก็จะอยากได้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 พอไม่ได้ก็ต้องพยายามไปหามา หาให้ได้

เพราะเวลาอยากแล้วมันก็เกิดความทุกข์แล้ว

ต้องไปหามาให้ได้ความทุกข์นั้นถึงจะหายไป

แต่มันจะไม่หายไปอย่างถาวร แต่ถ้าเราดึงใจกลับเข้ามาข้างใน

 ดึงใจออกจากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะให้เข้ามาสู่ข้างใน

ให้เข้ามาสู่ความสงบ ใจของเราก็จะหยุดความอยาก

 ความอยากก็จะหยุดได้ แล้วความไม่สบายใจก็จะหายไป

ดังนั้นเวลาที่เราเกิดความทุกข์เวลาอยากได้อะไร อยากมีอะไร

 อยากเป็นอะไรนี้ เราต้องมาแก้ด้วยการมาทำใจให้สงบ

 มาบริกรรมพุทโธๆกัน ดึงใจให้เข้าข้างใน

อย่าดึงใจให้ออกไปหารูป เสียง กลิ่น รส หาลาภยศ สรรเสริญ

หาบุคคลนั้นหาบุคคลนี้ เพราะว่าจะหามาเท่าไรได้มาเท่าไร

มันก็ไม่อิ่มไม่พอ ความอยากมันจะไม่หมดไป

พอได้มาแล้วมันก็จะเกิดความอยากได้ใหม่เพิ่มขึ้นมาใหม่อีก

 ก็ต้องไปหาอยู่เรื่อยๆ เราต้องดึงใจให้กลับเข้ามาข้างใน

ให้เห็นว่าความทุกข์ใจของเรานี้ เกิดความจากความอยากของเรา

 พอเราทำใจให้สงบด้วยการบริกรรมพุทโธๆได้

 ความอยากหยุดทำงาน ความทุกข์ก็หายไป

ความสุขใจก็กลับมาแทนที่ นี่เป็นขั้นที่ ๑

 ให้ดึงใจกลับเข้ามาสู่ความสงบ

แล้วจะเห็นว่าความทุกข์นี้ เกิดจากความอยาก

 เพราะใจไม่สงบ ใจจึงเกิดความอยากขึ้นมา

พอใจสงบแล้วใจจะไม่สามารถปรุงเเต่งได้

 พอไม่ปรุงเเต่งก็ไม่สามารถคิดไปถึงความอยาก

 สร้างความอยากขึ้นมา แต่ความสงบ

ที่ได้จากการบริกรรมพุทโธๆนี้จะสงบได้ชั่วคราว

หลังจากนั้นจิตก็จะถอนออกจากความสงบ

พอถอนออกจากความสงบแล้วก็จะเริ่มคิดปรุงเเต่ง

ก็จะกลับไปคิดถึงรูป เสียง กลิ่น รสอีก ก็จะเกิดความอยากขึ้นมาอีก

ถ้าอยากจะกำจัดความอยากอย่างถาวรคือ

ทำลายมันให้มันสิ้นซากไป ก็ต้องใช้ปัญญา

ถ้าใช้การบริกรรมพุทโธๆก็ใช้ได้ แต่มันก็จะเป็นการทำใจให้สงบ

 ให้หยุดความอยากไว้ได้เพียงชั่วคราว

แต่ถ้าอยากจะทำลายให้มันหายไปอย่างถาวร

 ก็ต้องใช้ปัญญาสอนใจเราว่า สิ่งที่เราอยากได้

เช่นรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ มันไม่ได้เป็นสุขที่ถาวร

 มันเป็นความสุขชั่วคราวและเวลาที่เราสูญเสียสิ่งที่เราได้มาไป

 เราจะเสียอกเสียใจ เราจะทุกข์ขึ้นมาอีก

 เพราะไม่ว่าจะเป็นอะไรก็ตามทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้ที่เราอยากได้

อยากให้มาให้ความสุขกับเรานี้ มันเป็นของชั่วคราวทั้งนั้น

 มันได้มาแล้วเดี๋ยวมันก็ต้องหมดไปหรือเสื่อมไป

หรือเปลี่ยนไปไม่ว่าจะเป็นอะไร มันเป็นอย่างนี้ทั้งนั้น

 ท่านเรียกว่าอนิจจัง ไม่เที่ยงแท้แน่นอน ไม่ถาวร ไม่คงเส้นคงวา

ท่านเรียกว่าอนัตตา คือมันไม่เป็นของเรามันจะไม่อยู่กับเราไปตลอด

 มันจะไม่สามารถทำตามคำสั่งของเราได้เสมอ

เราจะสั่งให้เขาดีกับเรา สั่งให้เขาดีกับเราไปตลอดเราสั่งไม่ได้

เพราะโดยธรรมชาติของทุกสิ่งทุกอย่างนั้นจะต้องมีการเสื่อมไป

 มีการสิ้น มีการหมดไปนั่นเอง

นี่คือการใช้ปัญญาพิจารณาเพื่อสอนใจไม่ให้ทำตามความอยาก

 พอเกิดความอยากแล้วพิจารณาเห็นว่ามันไม่เที่ยง

มันไม่ใช่เป็นของเรา เวลามันจากเราไปเวลามันหมดไป

 มันจะทำให้เราทุกข์ เพราะเราจะมีความอยากให้เขาไม่หมดนั่นเอง

 อยากจะให้เขาอยู่กับเราไปตลอด อยากจะให้เขาดีไปตลอด

 พอเขาไม่ได้เป็นอย่างที่เราอยากได้ เราก็จะเสียอกเสียใจ

ถ้าเราไม่อยากจะเสียอกเสียใจไม่อยากจะทุกข์

 เราก็อย่าไปทำตามความอยากฝืนมัน ถ้าเรามีสมาธิ เราจะฝืนมันได้

 ถ้าเรายังไม่มีสมาธินี้เราจะฝืนมันไม่ได้ เพราะว่ามันไม่มีกำลัง

สมาธินี้แหละเป็นกำลังของใจที่จะต้านความอยากต่างๆ ได้

 แต่ถ้าไม่มีปัญญาให้ต้านมันก็จะไม่ต้าน

 ผู้ที่มีแต่สมาธิไม่มีปัญญา เวลาออกจากสมาธิแล้ว

พอเกิดความอยากปั๊บนี้ใจมันจะอ่อนเป็นเหมือนเทียนถูกไฟ

 มันจะไหลไปตามความอยากทันที ทั้งๆ ที่มีสมาธิมาอยู่

แต่ไม่รู้จักใช้มันให้เป็นประโยชน์เพราะไม่มีปัญญามาเป็นผู้สอน

 มาเป็นผู้บอกให้รู้ว่าปัญหาทั้งปวงของใจ

คือความทุกข์ใจนี้เกิดจากตัณหาความอยาก

เวลาเกิดความอยากแล้วจะต้องกำจัดมันอย่าไปทำตามความอยาก

 อันนี้เป็นหน้าที่ของปัญญา

ปัญญานี้ไม่มีใครรู้มาก่อน สัตว์โลกทั้งปวงนี้ไม่มีใครรู้เลยว่า

ตัวตัณหาความอยากนี้เป็นตัวต้นเหตุของความทุกข์

สัตว์โลกจึงมักจะทำตามความอยากกันเสมอ

ทุกครั้งเวลาเกิดความอยากนี้จะต้องทำตามความอยากทันที

 มีพระพุทธเจ้าเพียงพระองค์เดียวเท่านั้นเอง ที่เป็นผู้ที่เห็นโทษ

ของความอยาก เห็นว่าเป็นตัวที่ทำให้ต้องทุกข์

เป็นตัวที่ทำให้ต้องกลับมาเกิด แก่ เจ็บ ตาย

 เพราะทรงได้พิจารณาด้วยปัญญาแล้ว ก็จะเห็นอย่างชัดเจน

 พอเห็นอย่างนั้น พระองค์ก็สามารถที่จะหยุดความอยากต่างๆ ได้

 ฝืนความอยากได้ เพราะใจของพระพุทธเจ้า

ก่อนที่จะมีปัญญาก็ต้องมีสมาธิก่อน ทรงทำใจให้สงบก่อน

 เมื่อใจสงบแล้วก็จะมีพลังที่จะต้านความอยากต่างๆ

พอพิจารณาเห็นโทษของความอยากก็เลยหยุดความอยาก

ไม่ทำตามความอยาก พอความอยากไม่ได้รับการตอบสนอง

ความอยากนั้นก็จะหมดกำลังไป

เหมือนคนที่อยากจะเลิกสูบบุหรี่หรืออยากจะเลิกดื่มสุรา

 ทุกครั้งถ้าเกิดความอยากจะดื่มสุราหรือสูบบุหรี่

ถ้าไม่ทำตามความอยาก ความอยากนั้นมันก็จะอ่อนกำลังไป

 เมื่อฝืนไปไม่กี่ครั้งความอยากดื่มสุรา

หรืออยากสูบบุหรี่นั้นมันก็จะหายไป

 นี่คือวิธีที่แก้ความทุกข์ด้วยปัญญาคือต้องเห็นว่า

ความอยากนี้ เป็นต้นเหตุของความทุกข์

การทำตามความอยากนี้เป็นการสร้างความทุกข์

ไม่ใช่เป็นการดับความทุกข์ ดังนั้นเวลาที่นักปฏิบัติอยากจะดื่มสุรา

 อยากจะดื่มกาแฟ อยากจะสูบบุหรี่ อยากจะไปเที่ยว

เพื่อดับความไม่สบายใจ ก็อย่าไปทำ

 เพราะทำแล้วมันจะไม่ได้นำไปสู่การดับความทุกข์

แต่นำไปสู่การมีความทุกข์เพิ่มมากขึ้น

 เพราะมันจะมีความอยากมากขึ้นนั่นเอง

 และมันจะต้องไปเจอเวลาที่ไม่สามารถทำตามความอยากได้

 เช่นเวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย เวลาร่างกายจะตาย

ก็จะไม่สามารถทำตามความอยากได้ ก็จะมีแต่ความทุกข์ใจไป

 แต่ถ้าฝืนความอยากได้ เวลาแก่ เวลาเจ็บ เวลาตาย

ก็จะไม่มีความทุกข์ใจ เพราะไม่มีความอยากมาทำให้ใจทุกข์นั่นเอง

นี่คือเรื่องของพระอริยสัจ ๔ที่มีอยู่ในใจของพวกเรากันทุกคน

 แต่พวกเรามักจะมองไม่เห็นกัน

เพราะเราไม่ได้หันเข้ามาดูในใจของพวกเรา

 เราถูกความหลงหลอกให้เราออกไปหาความสุขภายนอกใจกัน

 เราถูกความหลงหลอกให้เราไปดับความทุกข์ใจที่ข้างนอกใจ

 เหมือนกับไฟกำลังไหม้อยู่ในบ้านเรา

มันก็หลอกให้เราออกไปดับไฟที่บ้านของคนอื่น

ดับยังไงไฟที่บ้านของเรามันก็จะไม่ดับ มันก็จะไหม้อยู่เรื่อยๆ

เพราะเราถูกคนหลอกเราว่าไฟกำลังไหม้แต่ไม่ใช่ไหม้ที่บ้านเรา

 ไหม้ที่ข้างนอกให้ไปดับไฟที่ข้างนอก ให้ไปหาความสุขข้างนอก

แล้วความทุกข์ภายในใจของเราจะหายไป

 แต่เราก็หาความสุขจากข้างนอก

มาตั้งแต่เราเกิดมาจนถึงเวลานี้แล้ว

ความทุกข์ภายในใจของเรามันหายไปหรือเปล่า

มันก็ยังมีอยู่ตลอดเวลา และมันก็จะมีอยู่อย่างนี้ไปเรื่อยๆ

 ทุกภพทุกชาติเพราะว่าเราไม่ได้มาแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ

ไม่ได้มาแก้ปัญหาที่ตัวปัญหา เราไปแก้ปัญหาที่อื่น

 ตัวปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข

ตัวปัญหาก็คือความอยากไม่ได้รับการยุติ

ด้วยการใช้สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา

ถ้าเราอยากจะแก้ปัญหาของเราให้หมดสิ้นไปจากจิตจากใจ

เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าและ พระอรหันตสาวกทั้งหลายได้แก้กัน

 เราก็ต้องมาแก้ที่ใจของเรา ด้วยการบำเพ็ญจิตตภาวนา

 ด้วยการรักษาศีลให้สะอาดบริสุทธิ์

การที่เราจะมาบำเพ็ญมารักษาศีล มาบำเพ็ญภาวนาได้

เราก็ต้องสละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง

 สละสถานภาพของการเป็นผู้ครองเรือนออกไป

เพื่อที่เราจะได้มีเวลามาบำเพ็ญ มารักษาศีลได้อย่างเต็มที่

 ถ้าเรายังไม่สามารถบำเพ็ญมารักษาศีลได้อย่างเต็มที่

เราจะไม่สามารถที่จะกำจัดตัณหาความอยากต่างๆ

 ให้หมดไปจากใจของเราได้

เราก็ยังต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอยู่ต่อไปเรื่อยๆ

 และเราจะไม่รู้ว่าเราจะได้กลับมาพบกับพระพุทธศาสนาอีกเมื่อไหร่

 ถ้าเราไม่ได้พบกับพระพุทธศาสนาก็เหมือนกับเดินทางในที่มืด

โดยที่ไม่มีแสงสว่างนำทางนั่นเอง เราก็จะไม่รู้ว่า

เราเดินทางไปถึงจุดหมายปลายทางของเราหรือไม่อย่างไร

 แต่ถ้าเรามีแสงสว่างนำทาง ถ้าเราได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

 เราก็จะได้รู้ว่าเราจะต้องเดินทางไปในทิศใด

 เพื่อที่เราจะได้ไปถึงจุดหมายปลายทางที่เราต้องการ

 คือการพ้นทุกข์กันนั่นเอง

ดังนั้นการที่เราได้มาพบกับพระพุทธศาสนาในชาตินี้

จึงเป็นโอกาสที่หาได้ยากมากและนานๆ จะเกิดขึ้นสักครั้งหนึ่ง

ถ้าเราไม่ได้มาพบเราจะไม่รู้ จะไม่มีผู้สอนผู้บอกเรา

 เราก็จะแก้ปัญหาแบบผิดๆ แบบที่เราเคยแก้มา

คือไปแก้ปัญหาที่ข้างนอกใจไม่ได้ไปแก้ปัญหาที่ภายในใจ

ก็จะไม่แก้ปัญหาได้ ก็จะต้องเวียนว่ายตายเกิดไปเรื่อยๆ

แต่พอเราได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

แล้วได้ยินได้ฟัง พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

แล้วที่ทรงสอนให้พวกเรามาแก้ปัญหาที่ข้างในใจของเรา

เพราะปัญหามันอยู่ในใจ ความทุกข์ก็อยู่ภายในใจ

 ความทุกข์จะดับได้ก็ต้องดับต้นเหตุของความทุกข์

ก็ คือตัณหาความอยากต่างๆ ด้วยการบำเพ็ญจิตตภาวนา

สมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนา

จะบำเพ็ญได้ก็ต้องมีเวลาบำเพ็ญ

บำเพ็ญจะต้องบำเพ็ญอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาตั้งแต่ตื่นจนหลับ

เพราะว่าตัณหาความอยากมันทำงานตั้งแต่ตื่นจนหลับนั่นเอง

 เหมือนกับคู่ต่อสู้ของเราเขาต่อยเราตลอดเวลา

เราไปต่อยเขานานๆสักทีแล้วเราจะไปสู้เขาได้อย่างไร

เขาต่อยเราตลอดเวลา เราก็ต้องต่อยเขาตลอดเวลา

 เราถึงจะสามารถเอาชนะเขาได้ เราก็ต้องต่อยแบบพระพุทธเจ้า

ต่อยแบบพระอรหันตสาวก ท่านก็ต่อยตลอดเวลา

จนในที่สุดตัณหาความอยากต่างๆ

 ภายในใจของท่านก็หายไปหมด

พวกเราก็ทำได้ถ้าพวกเราจะทำกัน อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่ทำนั่นเอง

 ส่วนใหญ่ก็ไม่ทำกัน เพราะว่าลืมความตายกัน

 ลืมความแก่ลืมความเจ็บกันก็เลยผัดวันประกันพรุ่ง

ว่าไว้รอให้แก่ก่อนแล้วค่อยเข้าวัดกัน

บางทีมันไม่ทันแก่มันจะตายก่อน มันจะเจ็บเสียก่อน

พอถึงเวลานั้นก็จะสายไปสายเกินแก้ ดังนั้นเราต้องจำลอง

ต้องสมมติว่า วันนี้หรือพรุ่งนี้เราอาจจะเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาก็ได้

เราอาจจะตายขึ้นมาก็ได้ ไม่มีใครรู้

ไม่เช่นนั้นเขาจะมีบริษัทประกันชีวิต บริษัทประกันภัยไว้ทำไม

 เพราะไม่มีใครรู้ว่า มันจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่นั่นเอง

 ให้เราคิดแบบนี้เพื่อที่เราจะได้ไม่ประมาทนอนใจ

 เพื่อที่เราจะได้มาเตรียมตัว มาสละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง

แล้วออกไปบวช ออกไปอยู่แบบนักบวช เพื่อที่จะได้รักษาศีล

และภาวนาได้อย่างเต็มที่ ได้อย่างตลอดเวลา

เพื่อที่เราจะได้ทำลายตัณหา ต้นเหตุของความทุกข์

 ที่มีอยู่ในใจของพวกเราให้หมดไปได้

นี่คือหน้าที่ของพวกเรา ที่ไม่มีใครจะมาทำให้กับเราได้

 ทุกคนจะต้องทำงานนี้เอง พ่อแม่ทำให้เราไม่ได้

 ไม่เหมือนงานทางร่างกาย พ่อแม่ยังพอทำให้เราได้

เวลาเราเป็นเด็กเป็นเล็ก พ่อแม่ก็เลี้ยงดูเรา

หาอาหารหาอะไรมาให้เรารับประทาน

 แต่เรื่องของจิตใจไม่มีใครที่จะดูแลให้ใครได้

 ทุกคนจะต้องดูแลให้กันเอง ทุกคนจะต้องบำเพ็ญจิตตภาวนา

 ทุกคนจะต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ ถึงจะได้ชำระใจให้สะอาดบริสุทธิ์

ถึงจะได้เปลี่ยนใจจากใจที่เวียนว่ายตายเกิด

ไปสู่ใจที่ไม่เวียนว่ายตายเกิดก็ขอให้ท่านจงรำลึกถึงความแก่

ความเจ็บ ความตายอยู่เรื่อยๆ เพื่อจะได้ไม่ประมาทนอนใจ

 เพื่อที่จะได้รีบเร่งปฏิบัติเพื่อให้ได้บรรลุถึงการสิ้นสุด

ของการเวียนว่ายตายเกิด บรรลุถึงความสิ้นสุดของความทุกข์ทั้งปวง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...........................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๖ กันยายน ๒๕๕๘

“เปลี่ยนสถานภาพใจ”
















ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพ




Create Date : 06 มกราคม 2559
Last Update : 6 มกราคม 2559 15:29:39 น.
Counter : 191 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....