Group Blog
All Blog
### เจริญศรัทธา ###

















“เจริญศรัทธา”

การเจริญศรัทธาก็เป็น ๒ ลักษณะ

 ขั้นแรกก็คือการศึกษาตัวอย่างที่ดีที่งามของพระพุทธเจ้า

หรือของพระอรหันตสาวก ศึกษาคำสั่งคำสอนของท่าน

แล้วนำเอาไปปฏิบัติ พอเราปฏิบัติได้ผล มันก็จะทำให้เกิดมีศรัทธา

 มีกำลังใจมากขึ้นมาอีก ต้องมีทั้งสองแบบ

ถ้าเรายังไม่ได้ปฏิบัติ เราก็ต้องอาศัยการศึกษา

 การดูแบบฉบับการกระทำการปฏิบัติของพระพุทธเจ้า

ของพระอรหันตสาวก ว่าท่านปฏิบัติอย่างไร ท่านทำตัวอย่างไร

 ท่านถึงได้เป็นพระพุทธเจ้าได้เป็นพระอรหันตสาวก

ท่านก็ต้องสละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองไปทั้งหมด นี่เรียกว่า ทาน

การทำทาน เป็นสิ่งที่จำเป็นต่อผู้ที่มุ่งสู่มรรคผล นิพพาน

 เพราะว่าถ้าเรายังติดอยู่กับทรัพย์สมบัติ ข้าวของเงินทองอยู่

ก็จะเป็นเหมือนกับเรือที่ยังทอดสมอเรืออยู่

ถ้าเรือยังทอดสมออยู่นี้ เรือจะไม่สามารถออกเดินทางไปได้

เพราะสมอจะดึงเรือเอาไว้ ถ้าอยากจะให้เรือเเล่นไปได้

ก็ต้องถอนสมอเรือออกมา

การที่จะออกไปสู่การปฏิบัติเพื่อมรรคผลนิพพานได้

ก็จำเป็นจะต้องสละทรัพย์สมบัติต่างๆที่มีอยู่ไปให้หมด

 หรือไม่ไปมีความเกี่ยวข้องไม่ไปมีภาระผูกพัน

เพราะถ้ามีภาระผูกพันมันก็จะเหมือนกับเรือที่ยังไม่ได้ทอดสมอ

 ต่อให้ติดเครื่องหรือเอาขึ้นใบต่อให้พาย มันก็จะไปไม่ได้

 เพราะจะถูกสมอนี้คอยดึงเอาไว้

การที่เราจะปฏิบัติเจริญความเพียร เจริญสติอย่างต่อเนื่อง

 นั่งสมาธิ เจริญปัญญาได้อย่างต่อเนื่องนี้ เราต้องไม่มีภารกิจอย่างอื่น

 ต้องมีภารกิจในการปฏิบัติเพียงอย่างเดียวเท่านั้น

 ถ้าเรายังมีภารกิจเกี่ยวกับ การบริหารจัดการ

ทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่างๆที่เรามีอยู่

 เราก็จะไม่มีเวลาที่จะมาปฏิบัติ ได้อย่างเต็มที่นั่นเอง

 พระพุทธเจ้าจึงต้องสละพระราชสมบัติไป

พระสาวกทั้งหลายท่านก็ต้องสละทรัพย์ สมบัติข้าวของเงินทองไป

 อย่างในสมัยปัจจุบันในประวัติของครูบาอาจารย์

ที่เป็นลูกศิษย์ของหลวงปู่มั่นรูปหนึ่ง คือท่านชื่อว่าหลวงปู่พรหม

 ท่านก็ก่อนที่ท่านจะออกปฏิบัติ ท่านกับภรรยาก็มีทรัพย์สมบัติ

 เป็นชาวนาชาวไร่ที่มีฐานะดี มีที่มีนามาก มีโคมีกระบือ

 มีสมบัติอะไรต่างๆ แต่ท่านไม่มีลูกไม่มีหลาน

 ท่านและภรรยามีศรัทธาที่อยากจะออกไปปฏิบัติไปบวช

 เพื่อมรรคผล นิพพาน ท่านจึงประกาศให้ชาวบ้านได้ทราบว่า

 ถ้าใครขาดเหลืออะไรต้องการอะไรขอให้มารับจากท่านไปได้

ใครไม่มีที่อยากจะขอที่ท่านก็ให้ที่

ใครไม่มีโคไม่มีกระบือมาขอท่านก็จะให้

เพราะท่านไม่มีความต้องการในทรัพย์สมบัติข้าวของเหล่านี้แล้ว

สิ่งที่ท่านต้องการก็คือความเป็นอิสระ จากภารกิจ

ในการดูแลจัดการทรัพย์สมบัติ ข้าวของเงินทองต่างๆ ที่ท่านมีอยู่

 ท่านต้องการจะมีเวลาไว้ในการเจริญสติ สมาธิ และปัญญาเท่านั้น

แล้วพอท่านสละไปหมดแล้ว ท่านก็ไปบวช ภรรยาท่านก็ไปบวชชี

 แล้วก็แยกกันอยู่ ท่านก็ตามหลวงปู่มั่นไป ไปศึกษากับหลวงปู่มั่น

ไปยึดคำสอนของหลวงปู่มั่น ไปยึดปฏิปทาการปฏิบัติของหลวงปู่มั่น

 และในที่สุดท่านก็ได้บรรลุ เป็นพระอรหันต์

เวลาที่ท่านตายไปแล้วกระดูกของท่านก็เลยเป็นพระธาตุขึ้นมา

นี่คือตัวอย่างของพระสุปฏิปันโนที่เราควรจะศึกษากัน

เพื่อเราจะได้รู้แนวทางของการดำเนินเพื่อที่จะไปสู่มรรคผล นิพพาน

 ว่าต้องดำเนินกันอย่างไร เมื่อเราได้ศึกษาแล้วก็จะทำให้เรามีศรัทธา

มีกำลังใจที่อยากจะปฏิบัติตาม ก็จะทำให้เราเกิดมีวิริยะ

 มีความอุตสาหะความพากเพียรที่จะปฏิบัติเหมือนกับที่ท่านปฏิบัติ

เรามีทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง มีงานมีการ

 ถ้าเราต้องการไปนิพพาน เราก็ต้องสละสิ่งเหล่านี้ไป

 เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนสมอเรือ จะคอยดึงเราไว้

ทำให้เรานี้ไม่สามารถที่จะไปปฏิบัติได้อย่างเต็มที่

ถ้าไปได้อย่างมากก็เช่นช่วงระยะเวลาวันหยุดอย่างนี้

 มีวันหยุด ๔ - ๕ วัน แล้วก็อาจจะลางานเพิ่มสักวันสองวัน

 ก็จะได้ทั้งเจ็ดวันได้ทั้งสัปดาห์ มาปฏิบัติกันสักครั้งหนึ่ง

แต่พอครบแล้วก็ต้องกลับไปทำมาหากินต่อ

ไปหาทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทองต่อ

 เพราะยังต้องใช้ทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง

เพื่อซื้อความสุขต่างๆ ต่อไป

เงินทองส่วนใหญ่นี้ที่เราหากันนี้

มันไม่ได้หาเพื่อเอามาใช้กับความจำเป็นของชีวิตเรา

เราเอามาใช้กับความอยากเสียมากกว่า

 เราเอามาใช้เพื่อซื้อความสุขที่ไม่ใช่เป็นความสุขที่แท้จริง

เป็นความสุขปลอม ความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

 เป็นความสุขปลอม เป็นความสุขที่อยู่ได้เดี๋ยวเดียว

และก็จางหายไปเหมือนควันไฟ

เวลาเราได้เสพได้สัมผัสกับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 เราก็มีความสุข แล้วพอไม่ได้เสพ ความสุขนั้นก็จะจางหายไป

 หลงเหลืออยู่เป็นเพียงความจำเท่านั้นว่าได้เคยมีความสุข

 กับสถานที่นั่นสถานที่นี้กับเครื่องดื่มชนิดนั้นเครื่องดื่มชนิดนี้

อาหารชนิดนั้นอาหารชนิดนี้เท่านั้นเอง

แล้วก็ทำให้เกิดความอยากที่จะสัมผัสอยากจะเสพ

กับรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ เหล่านั้นอีก

ก็จะทำให้เป็นเหมือนคนติดยาเสพติดไป

จะต้องคอยหาความสุขในรูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ

แล้วเวลาหาความสุขก็ต้องมีค่าใช้จ่าย ต้องใช้เงินใช้ทอง

 พอเงินทองหมด ก็ต้องกลับไปทำงานทำการ

ไปหาเงินหาทองมาใช้ต่อ ก็จะติดอยู่กับการหาเงิน

การใช้เงินเพื่อซื้อความสุขปลอมนี้ไปเรื่อยๆ

ถ้าปรารถนาที่อยากจะได้พบกับความสุขจริง

ความสุขของมรรคผล นิพพาน ก็จำเป็นที่จะต้องสละ

 การหาความสุขปลอมนี้ไป หยุดการทำงานทำการ

เพื่อจะได้มีเวลาออกไปพัฒนาอินทรีย์ทั้ง ๕ ให้เป็นพละ ๕ ขึ้นมา

นี่คือการดูตัวอย่างของพระพุทธเจ้าก็ดี

ของพระอรหันตสาวกทั้งหลายก็ดี ท่านปฏิบัติเหมือนกันหมด

ท่านจะต้องสละทรัพย์สมบัติข้าวของเงินทอง

ที่เป็นเครื่องมือในการซื้อความสุขต่างๆ

ถ้ายังมีอยู่ก็อดที่จะใช้มันซื้อความสุขต่างๆไม่ได้

แต่ถ้าไม่มีแล้วมันก็จะไม่มีเครื่องมือที่จะซื้อความสุขปลอมได้

ก็จำเป็นที่จะต้องปฏิบัติเพื่อที่จะเข้าหาความสุขที่แท้จริง

 เมื่อท่านถูกบังคับด้วยการสละทรัพย์สมบัติ ข้าวของเงินทอง

 ท่านก็หันหลังกลับไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรที่จะรองรับถ้ากลับไป

 เงินทองที่สละไปนี้ก็หมดแล้ว กลับไปก็ไม่มีแล้ว

จะไปหาเงินทองไปซื้อความสุขก็ไม่มีแล้ว

นอกจากต้องไปทำงานทำการใหม่

ก็จะต้องไปติดอยู่กับการหาเงินการใช้เงินอยู่เรื่อยๆ

 แต่ถ้าท่านหันหน้าไปสู่ความสุขของมรรคผล นิพพาน

ท่านก็จะมุ่งไปสู่การปฏิบัติ สู่การเจริญสติ สู่การเจริญสมาธิ

และสู่การเจริญปัญญา พอได้ปฏิบัติแล้ว

 อินทรีย์ก็จะค่อยแก่กล้าขึ้นมาจะเจริญขึ้นมาตามลำดับ

 ศรัทธาก็จะมีกำลังมากขึ้น วิริยะก็มีกำลังมากขึ้น

 สติ สมาธิ ปัญญาก็จะมีกำลังมากขึ้น

พอมีกำลังมากขึ้นก็เป็นเหมือนร่างกายที่เจริญเติบโตขึ้นไปเรื่อยๆ

จากเด็กก็จะกลายเป็นผู้ใหญ่ไป

พอเป็นผู้ใหญ่แล้วก็จะสามารถทำงานทำการทำอะไรต่างๆ

 ที่ตอนเป็นเด็กไม่สามารถทำได้

นี่ก็เช่นเดียวกัน จิตใจที่ยังมีอินทรีย์ ๕ อยู่นี้

ก็จะไม่สามารถทำอะไรเป็นกอบเป็นกำได้

แต่พอได้พัฒนาอินทรีย์ ๕ ให้เป็นพละ ๕ขึ้นมา

ก็จะสามารถบรรลุมรรคผล นิพพานได้

อยู่ที่การเจริญศรัทธาเป็นขั้นที่ ๑

 เมื่อมีศรัทธาแล้ววิริยะ ความอุตสาหะ ความพากเพียรก็จะตามมา

 เหมือนกับเวลาที่เราไปทำงาน ถ้าเราทำงานแล้วเราไม่รู้ว่า

 เราจะได้รับเงินเดือนหรือได้รับเท่าไร

เราอาจจะไม่ค่อยมีความอยากที่จะทำนัก จะไม่ค่อยขยันทำงานกัน

แต่ถ้าเรารู้ว่า ถ้าเราทำงานนี้เราจะได้เงินเดือนมาก

มันก็จะทำให้เรามีความขยันหมั่นเพียรที่จะทำงาน

เพราะเราไม่อยากจะตกงาน

 เราไม่อยากจะเสียงานที่ให้เงินเดือนดีๆ กับเรานั่นเอง

ดังนั้นเราต้องพยายามดูผลที่เราพึงจะได้รับจากการปฏิบัติ

ว่าสิ่งที่เราจะได้รับก็คือมรรค ๔ ผล ๔ นิพพาน ๑

 เป็นผลที่ดีกว่าสิ่งต่างๆ ที่เราเคยได้รับ

มาจากการใช้เงินทองซื้อสิ่งต่างๆ ผลที่เราได้รับ

หรือความสุข ที่เราได้รับจากลาภ ยศ สรรเสริญ

จากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 นี้สู้กับผลที่เราจะได้รับจากการบรรลุมรรคผล นิพพานไม่ได้

ความสุขที่ได้จากมรรค ผล นิพพานนี้

ท่านเรียกว่าเป็นสุขที่เหนือกว่าความสุขทั้งปวง

 คือสุขอื่นที่ยิ่งกว่าความสงบไม่มี.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.....................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๘

“พัฒนาอินทรีย์ ๕ ให้เป็นพละ ๕”












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 12 มกราคม 2559
Last Update : 12 มกราคม 2559 10:21:08 น.
Counter : 301 Pageviews.

1 comments
  
แวะมาทักทายและสวัสดีปีใหม่ค่ะ
โดย: อุมาพรจ้า (Umaphorn20 ) วันที่: 12 มกราคม 2559 เวลา:21:55:56 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....