Group Blog
All Blog
### กิจที่พึงกระทำของนักบวช ###















“กิจที่พึงกระทำของนักบวช”

อนุศาสน์ ก็คือคำสอนที่สำคัญในเบื้องต้นของนักบวช

 มีอยู่ ๘ ข้อด้วยกัน คือ ๔ ข้อเป็นกิจที่พึงกระทำ

และ ๔ ข้อเป็นกิจที่ไม่ควรกระทำ

 กิจที่ไม่ควรกระทำก็ได้พูดไว้แล้ว ห้ามเด็ดขาด

 ห้ามเสพเมถุน ห้ามฆ่ามนุษย์ ห้ามลักทรัพย์

ห้ามอวดอุตริคุณธรรมวิเศษที่ไม่มีในตน

 อันนี้ห้าม ถ้าทำแล้วให้ขาดจากความเป็นพระทันที

 ส่วนกิจที่พึงกระทำมี ๔ ข้อ

 อันนี้ถ้าทำหรือไม่ทำก็ไม่ผิด

แต่ถ้าทำก็ทำให้เจริญก้าวหน้าในธรรม

ได้บรรลุธรรมอย่างรวดเร็ว ก็คือ

 ๑. บิณฑบาตเป็นวัตร

๒. อยู่โคนไม้ อยู่ตามป่าที่มีต้นไม้

เป็นสถานที่สงบสงัดวิเวก

 ที่เหมาะกับการบำเพ็ญจิตภาวนา

๓. ใช้ผ้าบังสุกุล คือใช้เศษผ้ามาทำเป็นจีวร

 คือไม่ต้องเลือกผ้าที่เป็นผ้าสำเร็จ

 ผ้าที่ทำมาจากโรงงานผ้าใหม่

 ให้เอาผ้าเก่าผ้าขี้ริ้วที่เขาทิ้งแล้วตามสถานที่ต่างๆ

ไปรวบรวมเก็บเอามาไว้

พอได้จำนวนพอต่อการที่จะมาตัดเย็บ

เป็นผ้าจีวร ก็เอามาตัดเย็บกัน แล้วก็เอามาย้อมน้ำฝาด

 คือน้ำที่ต้มด้วยแก่นไม้ เช่นแก่นขนุน

 ก็จะได้ผ้าเป็นสีเหลืองเป็นผ้าสีกาสาวพัสตร์

และข้อที่ ๔. ให้ใช้ยาดองน้ำมูตร คือใช้น้ำปัสสาวะนี้

ดองกับสมุนไพรชนิดต่างๆ เช่นสมอ

หรืออะไรต่างๆที่ใช้เป็นยาได้ ก็เอามาดอง

หรือแม้แต่การดื่มน้ำปัสสาวะโดยตรงเลยก็ได้

 ในสมัยพุทธกาลนี้ น้ำปัสสาวะถือว่าเป็นโอสถชนิดหนึ่ง

รักษาโรคภัยไข้เจ็บได้

นี่คือกิจที่พึงกระทำ เพราะจะส่งเสริม

เรื่องของความมักน้อยสันโดษ

 เรื่องของการอยู่ง่ายกินง่าย

เพื่อจะไม่ได้ไม่ต้องมาวุ่นวาย

กับการดูแลรักษาร่างกายมากจนเกินไป

จนมาทำลายความเพียร

เอาเวลาที่จะมาทำความเพียรไปหมด

 ถ้าถือหลักอนุศาสน์ ๔ ข้อนี้

คือ บิณฑบาต ยินดีตามมีตามเกิด

 ได้อะไรมาก็รับประทานไป

ใช้ผ้าบังสุกุล ได้เศษผ้าจากที่ไหนมาก็เก็บเอาไว้

 เพื่อที่จะมาทำเป็นผ้าห่ม อยู่โคนไม้อยู่ในป่า

แล้วก็ดื่มน้ำมูตร เวลาเจ็บไข้ได้ป่วย

ถ้าไม่มียาอะไรก็ใช้น้ำมูตร คือน้ำปัสสาวะนี้

 เพราะว่าโรคภัยไข้เจ็บมันก็มีอยู่ ๓ โรคด้วยกัน

โรคชนิดที่ ๑ เวลาเป็นแล้วมันหายเองได้

 เช่นเป็นไข้หวัดนี้ ไม่มียารับประทาน เพียงแต่พักผ่อน

คอยรักษาร่างกายให้อบอุ่นไม่ให้หนาวเย็น

ร่างกายก็จะฟื้นขึ้นมาได้ หายจากโรคหวัดได้

 นี่เป็นโรคชนิดที่ ๑ คือเป็นแล้วหายเอง

โรคชนิดที่ ๒ เป็นแล้วต้องรักษาด้วยยาถึงจะหาย

 ถ้าไม่รักษาก็จะไม่หาย โรคนี้ก็ต้องใช้น้ำปัสสาวะ

ถ้าไม่มียาอย่างอื่น ก็ดื่มน้ำปัสสาวะไป

ถ้าหายก็ดีไป ถ้าไม่หายก็อยู่กับมันไป

โรคชนิดที่ ๓ ก็คือชนิดที่เป็นแล้วรักษาก็ไม่หาย

ไม่รักษาก็ไม่หาย

 มีแต่ความตายอย่างเดียวที่จะตามมาต่อไป

ดังนั้น เราจึงไม่ควรที่จะไปกังวลเรื่องหยูกยามากจนเกินไป

ถ้ามีก็ดี มีคนถวายยามาให้ ก็รับเอาไว้เก็บเอาไว้

 ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องไปกังวลกับโรคภัยไข้เจ็บที่ยังไม่เกิดขึ้น

ให้มากังวลกับการบำเพ็ญความเพียรจะดีกว่า

จะได้ไม่เสียเวลา

นี่คือความสำคัญของการบิณฑบาต

 ครั้งที่ ๑ ที่ทรงสอนพระ

 ก็คือสอนในอนุศาสน์ เวลาเสร็จจากพิธีบวชปั๊บ

ก็ต้องสอนอนุศาสน์นี้ทันที

 แล้วครั้งที่ ๒ ก็สอนในธุดงควัตร ๑๓ ข้อ

หนึ่งในธุดงควัตรก็มีการบิณฑบาตเป็นวัตร

แล้วครั้งที่ ๓ ก็อยู่ที่การปฏิบัติในพุทธกิจ ๕

หนึ่งในกิจประจำวันของพระพุทธเจ้า

 คือการออกบิณฑบาตโปรดสัตว์

ทุกวันพระพุทธเจ้าก็จะออกบิณฑบาต

ถ้าไม่เจ็บไข้ได้ป่วย

นี่คือความสำคัญของการบิณฑบาต

 เพราะว่าจะเป็นประโยชน์

ทั้งผู้บิณฑบาตเองและผู้ใส่บาตร

ผู้ใส่บาตรก็จะได้มีความเพียร ตื่นขึ้นมาแต่เช้า

 เตรียมอาหารทำกับข้าวกับปลา เพื่อที่จะได้ใส่บาตร

ผู้ที่บิณฑบาตจะได้ไม่นอนตื่นสาย

ตื่นเช้าแล้วจะได้ออกบิณฑบาต

 กลับมาฉันเสร็จก็จะได้ภาวนาได้เลย

 เดินจงกรม นั่งสมาธิ

ภาวนาไปได้เกือบทั้งวันเลย

ถ้าไม่บิณฑบาตก็อาจจะตื่นสาย

 สว่างแล้วก็ยังไม่ต้องลุก

เพราะว่าเดี๋ยวมีคนมาส่งถึงกุฏิ

 มีคนมาส่งถึงวัด อันนี้ก็จะทำให้อิ่มหมีพีมัน

 มีแต่ไขมัน แต่ไม่มีกล้ามเนื้อ

มีคำพูดที่เขาพูดลักษณะของคนไว้

เขาว่าคนที่จะอ้วนหรือสิ่งที่จะอ้วนดีนี้

ก็คือพวกหมู พวกช้าง

พวกควาย พวกนี้อ้วนดี

เพราะเวลาเอาไปใช้งานหรือเวลาขาย

 จะได้น้ำหนักมาก พวกที่อ้วนไม่ดี คือนางงาม

ผู้หญิงอ้วนไม่ดี

พระราชาอ้วนไม่ดี นักบวชอ้วนไม่ดี ดูแล้วไม่สมศักดิ์ศรี

ดังนั้น ขอให้เราพิจารณาว่าเราเป็นอะไร เราเป็นนักปฏิบัติ

 เป็นหญิง เป็นกษัตริย์ เป็นผู้นำ หรือเราเป็นวัวเป็นควาย

เป็นช้างม้าวัวควาย ผอมไม่ดี พวกนี้ต้องให้เขาอ้วน

เขาจะได้มีกำลัง แต่คนผู้หญิงนี้ผอมจะดีกว่าอ้วน

นักบวชนี้ผอมจะดีกว่าอ้วน

 พระราชาผู้นำนี้ผอม จะมีสง่าราศีกว่าอ้วน

 นี่คือธุดงควัตรข้อที่ ๑ ที่จะช่วยเสริมความเพียร

ก็คือการบิณฑบาต สำหรับญาติโยม

ก็อาจจะต้องดัดแปลงเอาเอง

 ว่าจะทำอย่างไร ถึงจะเสริมความเพียรในข้อนี้ได้

อาจจะต้องออกไปหาซื้ออาหารกินเอง

ไม่มีคนใช้ให้ทำเอง

ข้อที่ ๒ ก็คือ ฉันมื้อเดียว เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเสียเวลา

กับการมาหาอาหาร ถ้าฉันหรือรับประทานวันละ ๓-๔ ครั้ง

มันก็จะเสียเวลาไปเยอะ แล้วก็จะทำให้ง่วงเหงาหาวนอน

 เกิดความเกียจคร้านขึ้นมา อันนี้ก็ข้อที่ ๒

ข้อที่ ๓ ก็ให้ฉันในภาชนะเดียว ใช้ชามใบเดียว

กะละมังใบเดียว ของพระก็ใช้บาตรใบเดียว

จะได้ไม่ต้องเสียเวลา

กับการมาล้างถ้วยล้างจานล้างชามกัน

ให้เหนื่อยยาก แล้วก็จะได้เป็นการปรามกิเลสตัณหา

ความอยากในรูปเสียงกลิ่นรส

ที่จะต้องรับประทานอาหาร

แต่ละชนิดต่างแยกกัน ไม่รวมกัน

 ทั้งๆที่อาหารทั้งหมดนี้

ก็จะต้องไปรวมกันในท้องในปากอยู่ดี

 ก็ไหนๆก่อนที่มันจะไปรวมกันในท้อง ในปาก

 ก็ให้มันรวมกันในชามไปเลย

ของอะไรที่เราจะรับประทาน

 ก็เทใส่เข้าไปในภาชนะอันเดียว

ของคาวของหวาน ผลไม้

เครื่องดื่มใส่มันเข้าไปทีเดียวเลย

 กาแฟก็ใส่เข้าไป ขนมเค้กก็ใส่เข้าไป แกงก็ใส่เข้าไป

ส้มก็ใส่เข้าไป องุ่นแอปเปิ้ลอะไรก็ใส่เข้าไป

พราะเดี๋ยวมันก็จะต้องไปรวมกันในท้องอยู่ดี

เราก็รวมกันในชาม

การใส่ไปในภาชนะอันเดียวนี้ ก็มี ๓ ขั้นด้วยกัน

ขั้นธรรมดา ขั้นก้าวหน้า และขั้นอุกฤษฏ์

มี ๓ ขั้น ขั้นต่ำ ขั้นกลาง ขั้นสูง

ขั้นต่ำ ก็คือ เอาใส่เข้าไปแล้วแยกกันเป็นส่วนๆ

ข้าวไว้ด้านหนึ่ง ขนมไว้ด้านหนึ่ง ผลไม้ไว้ด้านหนึ่ง

เครื่องดื่มก็ใส่อีกภาชนะหนึ่งก็ได้ อันนี้เรียกว่าแยก

ใส่รวมกันแต่ไม่คนไม่คลุกรวมกัน

ระดับที่ ๒ คือ ไม่แยก ใส่รวมกันตามมีตามเกิด

จะใส่ตรงไหนก็ได้ แล้วขั้นที่ ๓ ก็คือ

 คนมันเลย คลุกมันเลย

 ให้มันเป็นอาหารจานเดียวไปเลย

เป็นเหมือนข้าวผัดอย่างนี้

ข้าวผัดนี้เราก็ใส่ข้าวเข้าไป

ใส่เนื้อใส่หมูอะไรต่างๆเข้าไป

 แล้วเราก็ผัดคนมันเข้าไป

ให้เป็นอาหารจานเดียวอย่างเดียว

นี่คือขั้นตอนของการปราม

หรือปราบกิเลสตัวจู้จี้จุกจิก

ตัวที่อยากจะกินอาหารชนิดนั้นชนิดนี้

 เพราะมันจะเป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญเพียร

เวลาจะนั่งสมาธิ เดี๋ยวคิดถึงขนมชนิดนั้น อาหารชนิดนี้

ก็จะปรุงแต่งไปกับเรื่องของอาหาร

จะไม่มีกระจิตกระใจที่จะมาบริกรรมพุทโธๆ

ทำใจให้เป็นหนึ่ง ทำใจให้เป็นกลาง ทำใจให้สงบได้

แต่ถ้าทุกครั้งที่คิดถึงอาหาร

ก็เห็นแต่อาหารที่มันคลุกมันคนอยู่ในชาม

มันก็ไม่ปรุงแต่ง

 เพราะมันไม่ได้กินเพื่อรสชาติ

เพื่อความเอร็ดอร่อยเสียแล้ว

 มันกินเพื่ออยู่ เพื่อดับความหิว

เพื่อป้องกันไม่ให้ร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย

 เวลาภาวนามันก็จะไม่คิดถึงอาหารชนิดต่างๆ

 เพราะคิดไปมันก็ไม่ได้กินอยู่ดี เพราะว่าในที่สุด

ไม่ว่าจะเป็นอาหารชนิดไหน มันก็ต้องไปรวมกันในชาม

ในภาชนะอันเดียว แล้วก็คนก็คลุกมันเข้าไป

 เพราะว่าในที่สุดมันก็ต้องไปรวมกันอยู่ในท้องอยู่ดี

ถ้าเรารับประทานเพื่อร่างกาย

ไม่รับประทานเพื่อตัณหาความอยาก

เราก็ต้องรับประทานแบบนี้

มันถึงจะกำจัดเรื่องปัญหา

ของการรับประทานอาหารได้

 แล้วถ้ายังมีปัญหา ขนาดคลุกแล้ว

ก็ยังฝันถึงอาหารที่คลุกอยู่

 อย่างนั้นก็ต้องเล่นด้วยการไม่กินอาหาร

ต้องอดอาหาร ถ้าเวลาที่ภาวนาแล้วยังคิดถึงอาหาร

 ก็ต้องดัดมันแล้ว ถ้าคิดถึงอาหารก็ไม่ให้กิน

 จะให้กินก็ต่อเมื่อเวลาที่ไม่คิดถึงอาหาร

หรืออย่างน้อยก็ตามเวลาที่กำหนดไว้

 เช่นเบื้องต้นก็จะลองดัดกันทีละ ๓ วันดูก่อน

อันนี้เราต้องมีมาตรการเข้มข้น

เพื่อที่เราจะได้ทำลายอุปสรรค

 ที่จะมาขัดขวางในการบำเพ็ญจิตภาวนา

เรื่องของกามฉันทะ ความยินดี

ในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะของอาหารนี้ ก็เป็นนิวรณ์

 เป็นอุปสรรคต่อการบำเพ็ญ

นี่คือมาตรการที่พระปฏิบัติ ท่านใช้กันเพื่อที่จะมาแก้

อย่างที่วัดป่าบ้านตาดนี้ บาตรของพระนี้ไม่มีใครมีสิทธิ

ที่จะมาจัดของตนเอง

พอขึ้นไปบนศาลาแล้วก็ต้องเปิดฝาบาตร

 แล้วก็ให้พระช่วยกันแจกอาหาร

พอรับอาหารมาจากหลวงตาแล้ว

ก็ตักใส่บาตรกันคนละทัพพีๆไป ไม่มีใครจะเลือกได้

นอกจากคนที่เขาฉลาด เขาไม่รับอาหารเลย

เขารับอาหารแต่ที่ได้จากบิณฑบาต พอเขากลับมาถึงวัด

 เขาก็จะปิดฝาบาตร ไม่เปิดไม่รับอาหารที่ได้รับที่ศาลา

อันนี้ก็เป็นธุดงควัตรอีกข้อหนึ่ง คือ มักน้อย

 เอาเพียงที่ได้มาจากการบิณฑบาต

แต่ญาติโยมก็ดันอยากจะไปใส่ให้มากๆ

 ก็เลยไปยืนอยู่ที่หน้าประตูวัดกัน แถวยาวเป็นกิโล

 เพื่อที่จะได้ใส่บาตรพระที่ไม่รับอาหาร

เวลาที่ตามเข้าไปในวัดแล้ว

 อันนี้ก็เลยเป็นปัญหาขึ้นมา

สำหรับผู้ที่บำเพ็ญ ทำไปทำมา

สู้ไปรับอาหารที่ศาลาอาจจะดีกว่า

 เพราะจะได้ไม่มีสิทธิเลือกอาหาร

แต่ถ้ารับอาหารเพียงแต่จากที่บิณฑบาต

 กลับไปก็ยังมีสิทธิที่จะเลือกอาหารเก็บไว้ในบาตรของตนได้

 แล้วก็ปิดบาตรไม่ต้องให้ใครมารบกวนบาตรของตน

 อันนี้อาจจะต้องแก้เป็น ต้องรับอาหารในศาลา แต่ไม่จัดเอง

 ปล่อยให้คนอื่นเขาจัดอาหารให้

ให้เขาตักอาหารชนิดต่างๆใส่บาตรเข้าไป

ยินดีทุกชนิดที่เขาจะตักใส่ให้ นี้ก็เป็นเรื่องธุดงควัตร

ที่เกี่ยวกับการบริโภคอาหาร.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

..............................

กัณฑ์ที่ ๔๗๒ วันที่ ๒๑ ธันวาคม ๒๕๕๖

“ธุดงควัตร”







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณที่ของภาพค่ะ




Create Date : 24 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 25 กุมภาพันธ์ 2559 12:17:46 น.
Counter : 105 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....