Group Blog
All Blog
### เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ในขันธ์ ๕ ###












“เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณในขันธ์๕”

เวทนา เวทนานี้ก็มีอยู่ ๓ ชนิดด้วยกัน

คือ มีสุขเวทนา มีทุกขเวทนา

และไม่สุขไม่ทุกขเวทนา

 ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลง

หรือการสัมผัสรับรู้ของทางร่างกาย

 ร่างกายเวลาหิวก็เกิดทุกขเวทนาขึ้นมา

เวลาได้รับประทานอาหารอิ่มก็เกิดสุขเวทนาขึ้นมา

 เวลาที่ไม่หิวไม่อิ่มก็เกิดไม่สุขไม่ทุกขเวทนาขึ้นมา

 เวลาที่สัมผัสกับอากาศร้อนก็เกิดทุกขเวทนาขึ้นมา

เวลาที่ได้สัมผัสกับอากาศเย็นก็เกิดสุขเวทนา

เวลาร้อนแล้วอาบน้ำหรือเวลาเข้าห้องปรับอากาศ

 ก็จะเกิดสุขเวทนาขึ้นมา

เวลาที่ไม่ได้พบอากาศร้อนไม่ได้พบอากาศเย็น

ก็จะเกิดไม่สุขไม่ทุกขเวทนา

นี่คือเวทนาที่ผ่านทางร่างกาย

ที่มีการเปลี่ยนไปตามเหตุตามปัจจัย

ที่เราไม่สามารถที่จะไปควบคุมบังคับได้เสมอไป

บางครั้งบางคราวบางเวลาเราก็ควบคุมได้เปลี่ยนได้

เช่นอากาศร้อน ถ้าเรามีเงินซื้อเครื่องปรับอากาศมา

 เราก็จะสามารถปรับอากาศให้มันเย็น

 ปรับทุกขเวทนาให้เป็นสุขเวทนาได้

แต่ถ้าไฟดับเราก็จะปรับไม่ได้

มีเงินก็ไม่สามารถที่จะทำให้ไฟติดได้

อันนี้ก็ต้องศึกษาให้รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่เราอาจจะปรับได้

อาจจะปรับไม่ได้ ถ้าปรับได้ก็มีความสุขใจ

 ถ้าปรับไม่ได้ก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

 ถ้าไม่อยากจะเกิดความทุกข์ใจ ก็ต้องทำใจ

คืออย่าไปปรับเวทนา หัดอยู่กับเวทนาทั้ง ๓ ชนิด

 ทุกขเวทนาก็อยู่กับมันไป สุขเวทนาก็อยู่กับมันไป

ไม่สุขไม่ทุกข์ก็อยู่กับมันไป อย่าไปยึดอย่าไปติด

แต่ส่วนใหญ่นี้เราจะยึดติดกับสุขเวทนากัน

 เวลาได้สุขเวทนาก็อยากจะให้มันสุขไปเรื่อยๆ

ไม่อยากจะให้มันหมดไป เช่นอากาศเย็นที่ผ่านมา

 เรามีความเย็นสบายกัน

เราก็อยากจะให้มันเย็นอย่างนี้ไปตลอด

แต่ตอนนี้มันไม่มีแล้ว มันเริ่มกลับมาร้อนแล้ว

ถ้าเรายังอยากจะให้มันเย็นอยู่

เราก็จะเกิดความไม่สบายใจขึ้นมา

แต่ถ้าเราพิจารณาให้เห็นว่า มันเป็นอนัตตา

เราไปสั่งเวทนาให้เป็นไปตามความต้องการของเราไม่ได้

 เราก็ปรับใจเรา ตอนนี้ไม่เย็นแล้ว ตอนนี้เริ่มร้อนแล้ว

 ก็หัดอยู่กับความร้อนไป ทำใจ อย่าไปต่อต้านความร้อน

 เพราะเราไปเปลี่ยนเขาไม่ได้ เราไปแก้เขาไม่ได้

 ถ้าเราไม่ไปยุ่งกับเวทนา ปล่อยวางเวทนาได้

เราก็จะไม่มีความทุกข์ใจ

นี่คือวิธีปฏิบัติต่อเวทนา

เพื่อที่จะทำให้เราไม่ต้องมีความทุกข์กับเวทนา

ก็คือ เราต้องเข้าใจว่า เวทนาเขามีเหตุมีปัจจัย

ที่ทำให้เขาปรากฎขึ้นมา ไม่ว่าจะเป็นสุขเวทนาก็ดี

ทุกขเวทนาก็ดี หรือไม่สุขไม่ทุกขเวทนาก็ดี

 เขามีเหตุมีปัจจัยทำให้เขาปรากฎขึ้นมา

แล้วบางทีเราก็ไม่สามารถที่จะไปเปลี่ยน

หรือไปสั่งให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ได้

ถ้าเราไม่อยากจะทุกข์เราก็ต้องทำใจ ปล่อยวาง

อย่าไปอยาก อันนี้ก็คือ การศึกษาเกี่ยวกับเวทนาทั้ง ๓

ถ้าเราปฏิบัติกับเวทนาได้ถูกต้อง ก็คือปล่อยวางได้

 เราก็จะไม่ทุกข์กับเวทนาทั้ง ๓

เหมือนกับเราไม่ทุกข์กับร่างกาย

 ถ้าเราเข้าใจธรรมชาติของร่างกาย

ว่าเขาเป็นอะไรอย่างไร เราก็จะไม่ทุกข์กับร่างกาย

 ถ้าเราเข้าใจเวทนาทั้ง ๓ เราก็จะไม่ทุกข์กับเวทนาทั้ง ๓

 เช่น เวลาร่างกายเจ็บไข้ได้ป่วย เราก็รู้ว่าเราทำอะไรไม่ได้

 สั่งให้ความเจ็บหายไปทันทีทันใดไม่ได้

แต่เราไม่ต้องทุกข์กับความเจ็บของร่างกายได้

 ถ้าเรามีปัญญา มีความรู้ที่ถูกต้อง มีสัมมาทิฐิ

รู้ว่าทุกขเวทนาของร่างกายที่เกิดจากการเจ็บไข้ได้ป่วยนี้

 เป็นสิ่งที่เราห้ามเขาไม่ได้ เปลี่ยนเขาไม่ได้

 แต่เราห้ามใจของเราไม่ให้ไปทุกข์กับเขาได้

 โดยควบคุมความอยาก ไม่ให้ไปอยาก

ควบคุมใจให้นิ่งให้สงบ ให้เป็นอุเบกขา

 นี่คือเรื่องของการพิจารณาเรื่องของเวทนา

ส่วนสัญญาคือความจำ ความจำนี้ก็คือ

 เรามีความจำที่ไม่ถูก เราจำผิด

เช่นเราจำว่าร่างกายนี้สวยงาม

จำว่าร่างกายนี้เป็นตัวเราของเรา

 จำว่าร่างกายนี้จะอยู่ไปนานๆ

 อันนี้เราก็ต้องมาเปลี่ยนสัญญาใหม่

การเปลี่ยนสัญญาใหม่ก็คือ

การศึกษาความจริงของร่างกายนี่เอง

ถ้าเราศึกษาบ่อยๆ พิจารณา

อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ของร่างกายบ่อยๆ

ต่อไปเราก็จะเปลี่ยนความจำใหม่

แทนที่จะจำว่าร่างกายนี้เป็นตัวเรา

 เราก็จะจำว่ามันไม่ใช่เป็นตัวเรา มันเป็นเพียงอาการ ๓๒

 มันเป็นเพียงดินน้ำลมไฟ มันไม่เที่ยง

 มันเกิดแก่เจ็บตาย อันนี้คือสัญญาความจำ

ตอนนี้ความจำของเราจำผิด มีความเห็นผิดนั่นเอง

 สัญญาก็คือความจำหรือความเห็นผิด

เราก็ต้องมาแก้ความเห็นผิด ด้วยการศึกษาความจริง

 เมื่อเราศึกษาความจริงอยู่เรื่อยๆ

ต่อไปความเห็นผิดนี้ก็จะหายไป

ก็จะมีความเห็นที่ถูกต้องปรากฎขึ้นมามีความจำที่ถูกต้อง

 พอเรามีความจำที่ถูกต้องแล้ว

เราจะไม่ไปคิดไปในทางที่ผิด

ถ้าเราคิดว่าเป็นของเรา เราก็จะเกิดความอยาก

 สังขารความคิดปรุงเเต่งก็จะคิดไป

 อยากจะปกป้องรักษาร่างกายของเรา ถ้าเป็นของเรา

 เราก็อยากจะรักษามันดูเเลมัน ให้มันดี

 ไม่ให้มันแก่ไม่ให้มันเจ็บไม่ให้มันตาย

เเต่พอรักษาไม่ได้ มันก็เกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

 แต่ถ้าเรามีสัญญาความถูกต้องว่า มันไม่ใช่ตัวเราของเรา

 สังขารก็จะไม่คิดไปในทางที่จะไปคอยดูแลรักษามัน

 ถ้าดูแลก็ดูแลแบบพอที่จะดูแลได้

ถ้าดูแลไม่ได้ก็ไม่เดือดร้อน ไม่ไปวุ่นวายไปกับมัน

นี่คือ การเปลี่ยนสัญญากับสังขารใหม่

สัญญาคือความจำ สังขารคือความคิดปรุงเเต่ง

มันจะไปด้วยกัน ๒ ตัวนี้ ถ้ามีความคิดผิด

 ถ้ามีความเห็นผิดมันก็จะคิดผิด

ถ้ามีความเห็นถูกมันก็จะคิดถูก

 ถ้ามันเห็นว่าเป็นของเรา

 มันก็จะคิดไปในทางปกป้องรักษาดูแล

ถ้ามันคิดว่ามันไม่ใช่เป็นของเรา

 มันก็จะคิดว่าไม่ต้องไปปกป้องดูแลรักษา

พอไม่ต้องปกป้องดูแลรักษา มันก็สบายไม่ทุกข์

 เพราะสิ่งที่เราจะไปปกป้องดูแลรักษา

เราก็ปกป้องดูแลรักษาไม่ได้อยู่ดี

คือร่างกายของเรา จะไปรักษามันยังไงไม่ให้มันแก่

 ไม่ให้มันเจ็บ ไม่ให้มันตาย มันก็ทำไม่ได้อยู่ดี

ในที่สุดมันก็ต้องแก่เจ็บตายไป

 ถ้าเรามีความเห็นที่ถูกต้อง

ความคิดของเราก็จะมีความถูกต้องตามมา

 เราก็จะไม่ไปวุ่นวายไปกับมันมากจนเกินไป

ดูแลรักษามันได้ก็รักษามันไป ดูแลรักษามันไม่ได้ก็ยอมรับ

 หยุดต่อต้าน หยุดต่อสู้ ไม่ยอมไม่สู้ละ ยอมแพ้

ยอมแพ้ความเเก่ ยอมแพ้ความเจ็บ ยอมแพ้ความตาย

พอยอมแล้วเราก็จะหยุด หยุดต่อสู้ ไม่ไปรักษามันแล้ว

 ไม่ไปทำศัลยกรรมตกแต่ง ไม่ไปย้อมผม

ไม่ไปทำอะไรต่างๆ เพื่อจะรักษาความหนุ่มความสาวเอาไว้

 เพราะรู้ว่าทำยังไงก็ทำไม่ได้อยู่ดี ใจก็จะได้ไม่วุ่นวาย

 ใจก็จะได้สงบ นี่คือการศึกษาเกี่ยวกับสัญญาสังขาร

 สัญญาความจำตอนนี้จำผิด

ต้องมาเปลี่ยนความจำให้มันจำถูก

จำว่าไม่ใช่เป็นของเรา จำว่าร่างกายไม่สวยงาม

 จำว่าร่างกายนี้ไม่เที่ยงเกิดแก่เจ็บตาย

 แล้วสังขารก็จะคิดไปในทางปล่อยวาง

 จะไม่ยึดไม่ติดกับสิ่งที่จะต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

จะไม่อยากได้สิ่งที่ไม่สวยงาม

ก็จะไม่คิดไปในทางตัณหานั่นเอง

สังขารเรานี้ส่วนใหญ่จะคิดไปในทางตัณหา

 เพราะเรามีความเห็นผิด มีความจำผิด

คิดว่าสิ่งนั้นดีสิ่งนี้ดี สิ่งนั้นจะให้ความสุขกับเรา

สิ่งนั้นสิ่งนี้จะอยู่กับเราเป็นของเราไปตลอด

แต่ถ้าเรามีสัญญาใหม่ สัญญาที่ถูกต้อง

 เราจะเห็นว่ามันไม่สุขอย่างเดียว มันมีทุกข์ด้วย

แล้วมันก็ไม่ถาวร มันเป็นของชั่วคราว

 แล้วเราก็ไปสั่งมันไม่ได้เสมอไป

ไปปกป้องรักษามันไม่ได้ตลอดเวลา

อันนี้พอเห็นความจริงแล้ว

สังขารความคิดปรุงเเต่งที่อยากจะได้ ก็ระงับไป

จะไม่อยากได้อะไร พอไม่มีความอยาก ก็จะไม่มีความทุกข์

นี่คือเรื่องของรูป เวทนา สัญญา สังขาร

ส่วนวิญญาณคือ ผู้ที่ทำหน้าที่รับรู้ ความจริงที่ผ่านมา

ทางตาหูจมูกลิ้นกายนี่เอง เช่น รูปที่สัมผัสกับตา

 ก็เป็นรูป สัญญาก็รู้เฉยๆ สักแต่ว่า รู้ว่าเป็นรูป

ได้ยินเสียงก็สักแต่ว่าเป็นเสียง

ถ้าสัญญาสังขารมีความเห็นที่ถูกต้อง มันก็จะไม่ไปปรุงเเต่ง

 แต่ถ้ามันไม่มีความเห็นที่ถูกต้อง มันมีความหลง

 มันก็จะไปปรุงเเต่ง อยากให้มันเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้ทันที

 พอได้ยินเสียงที่ชอบก็อยากจะให้มันอยู่ไปนานๆ

 พอได้ยินเสียงที่ไม่ชอบก็อยากจะให้มันหายไปเร็วๆ

 แทนที่จะรู้เฉยๆ มันไม่ยอมรู้เฉยๆ

เเต่ถ้าสัญญาสังขารนี้ มีความเห็นที่ถูกต้อง

 มีความคิดที่ถูกต้อง มันก็จะปล่อยวาง มันก็จะรู้เฉยๆ

ได้ยินเสียงก็สักแต่ว่าได้ยิน เห็นรูปก็สักแต่ว่าเห็น

 นี่คือหน้าที่ของวิญญาณ

แต่มักจะถูกสัญญาสังขารเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

 สัญญาสังขารที่หลง พอเห็นรูปก็อยากจะได้

 หรืออยากไม่ได้ เพราะไปคิดว่าดีหรือไม่ดีขึ้นมา

 ไม่มองว่ามันเป็นเพียงดินน้ำลมไฟนั่นเอง

มาจากดินน้ำลมไฟ เห็นกระดาษที่มีหมายเลข

ก็อยากจะได้ขึ้นมา ทั้งๆที่มันก็เป็นเพียงกระดาษ

เอาไปกินก็กินไม่ได้ แต่เเย่งกันฆ่ากันแทบเป็นแทบตาย

 ก็เพราะไอ้กระดาษที่มีหมายเลขปั๊มอยู่เท่านั้นเอง

เพราะมองไม่เห็นว่ามันเป็นเพียงกระดาษ มันเป็นเพียงธาตุ

คิดว่ามันเป็นความสุข ได้มามากๆแล้วจะมีความสุขมาก

 นี่ก็คือความหลง ถ้าไม่ได้ศึกษาความจริงเกี่ยวกับสิ่งต่างๆ

ก็จะไปหลงคิดว่าเป็นของมีค่า

เห็นก้อนหินก็ไปหลงว่าเป็นของมีค่า

ตั้งราคากันเป็นร้อยล้านพันล้านขึ้นมา

 ก้อนหินแท้ๆดีๆนี่เอง เพียงแต่ว่ามันหายากหน่อย

ก็เลยกลายเป็นของมีค่าขึ้นมา เพชรนี่คืออะไร

 เพชรก็คือก้อนหิน เพียงแต่ว่ามันหายาก

ก็เลยเป็นของมีราคาขึ้นมา

ส่วนก้อนหินที่มันหาง่ายมันเลยไม่มีราคา

 อย่างก้อนหินบนเขานี้เต็มไปหมด มันก็หินเหมือนกัน

แต่ทำไมมันไม่มีใครอยากได้

ก็เพราะว่ามันไม่มีใครอยากได้

 มันถึงไม่มีราคา พอไม่มีราคาก็ไม่มีใครอยากได้

พอมันมีราคามันก็แย่งกัน พออยากได้มันแย่งกัน

 มันก็เลยกลายเป็นของมีราคาเท่านั้นเอง

 แต่คนที่เห็นความจริงแล้ว ก็ไม่อยากได้ เฉยๆ

ได้มาแล้วเอามาทำอะไร ก็เอามาทำอะไรไม่ได้

 มันก็เป็นก้อนหินดีๆนี่เอง

นี่คือเรื่องของการศึกษา เพื่อให้เกิดสัมมาทิฐิ

 คือความเห็นที่ถูกต้องเรียกว่าปัญญา

ถ้าเรามีความเห็นที่ถูกต้องแล้ว

เราก็จะได้ปฏิบัติกับสิ่งต่างๆได้อย่างถูกต้อง

ก็คือเราจะปล่อยวาง เราจะไม่อยากได้

พอเราปล่อยวางและไม่อยากได้ เราก็จะไม่ทุกข์

 ความทุกข์เกิดจากความอยากของเรา

ไม่ได้เกิดจากสิ่งต่างๆในโลกนี้ ว่ามีหรือไม่มี

สิ่งต่างๆจะมีหรือไม่มี ถ้าใจเราไม่ไปอยากกับเขาแล้ว

เราไม่มีความทุกข์กับเขา

 แต่ถ้าเราไปอยากกับเขาแล้ว เวลาเขามีเราก็ทุกข์ได้

ถ้าเขาเป็นสิ่งที่เราไม่ชอบ

 พอเราไปเจอสิ่งที่ไม่ชอบเราก็ทุกข์

ถ้าหายไป ถ้าเป็นสิ่งที่เราชอบเราก็เป็นทุกข์อีกเหมือนกัน

 เพราะเราอยากให้เขาอยู่

สิ่งที่เราชอบเราก็อยากจะให้เขาอยู่

 สิ่งที่เราไม่ชอบเราก็อยากจะให้เขาหายไป

 พอเขาไม่หาย เขายังอยู่เราก็ทุกข์

สิ่งที่เราชอบ อยากให้เขาอยู่ พอเขาไม่อยู่ เราก็ทุกข์อีก

แต่ถ้าเราไม่มีอยากแล้ว

เขาจะอยู่หรือเขาจะไม่อยู่ เราก็จะไม่ทุกข์

การศึกษาเพื่อให้เรายุติความหลง

เพื่อจะได้ไม่มีความชอบหรือไม่ชอบ

 ความชอบหรือไม่ชอบนี้เกิดจากความหลง

พอเรารู้ว่า เขาเป็นเพียงดินน้ำลมไฟ

 เขาไม่มีประโยชน์อะไรกับจิตใจของเรา

เขาไม่ได้ทำให้จิตใจของเรา

ดับความทุกข์ภายในใจของเราได้

ความสุขที่เราได้รับก็เป็นความสุขปลอม

 ความสุขที่เราคิดขึ้นมาเอง

เวลาที่เราได้เขามาเราก็ดีอกดีใจ

เเต่เวลาที่เราเสียเขาไปเราก็จะเสียอกเสียใจ

 แต่ถ้าเราไม่อยากได้เขาแล้ว เวลาเขามาเราก็เฉยๆ

เวลาเขาไปเราก็เฉยๆ

นี่คือเรื่องของการพิจารณาสิ่งต่างๆ

 เช่น ขันธ์ ๕ เราต้องพิจารณาว่าเขาไม่เที่ยง เป็นทุกข์

 คือรูปกับเวทนานี้ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีการเปลี่ยนแปลง

 ส่วนสัญญา เราก็ต้องเปลี่ยนสัญญาใหม่

จากการที่เห็นว่าเที่ยงให้เห็นว่าไม่เที่ยง

จากการที่เห็นว่าสุขให้เห็นว่าเป็นทุกข์

 จากการที่เห็นว่าเป็นของเรา ให้เห็นว่าไม่ใช่เป็นของเรา

 พอเราเห็นตามความจริงแล้ว สังขารความคิดปรุงเเต่ง

ก็จะไม่คิดไปในทางความอยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้

หรือไม่อยากได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ สังขารก็จะเฉยๆ

 จะอยู่กับสิ่งต่างๆได้

 เวลาร่างกายเจ็บก็อยู่กับความเจ็บของร่างกายได้

เวลาร่างกายแก่ก็อยู่กับความแก่ของร่างกายได้

 เวลาร่างกายตายก็อยู่กับความตายของร่างกายได้

แต่การที่จะทำใจได้นี้ ก็ต้องมีสมาธิ มีอุเบกขา

ถ้าพิจารณาโดยไม่มีอุเบกขา

พิจารณาไปแล้วก็ทำใจไม่ได้อยู่ดี

หยุดความอยากไม่ได้อยู่ดี เพราะใจไม่มีกำลัง

ที่จะทำตามความเห็นที่ได้ศึกษานั่นเอง

เพราะว่ายังมีสิ่งที่มันต่อต้านความจริงอยู่ภายในใจ

 ก็คือความอยาก ความหลงนั่นเอง

ดังนั้นการที่พิจารณาโดยที่ไม่มีสมาธิ ก็จะไม่ได้ผลอะไร

 อยากจะได้ผล เราก็ต้องกลับมาทำสมาธิก่อน

 ทำจิตใจให้สงบ ให้เป็นกลางให้เป็นอุเบกขาก่อน

พอจิตเป็นกลางเป็นอุเบกขาแล้ว เวลาออกจากสมาธิมา

 เราก็จะได้เอาความเป็นกลางความเป็นอุเบกขานี้

มาใช้ในการพิจารณาสิ่งต่างๆ

แล้วเราก็จะปล่อยวางสิ่งต่างๆได้

 ถ้าเห็นด้วยปัญญาว่ามันเป็นทุกข์

เราก็จะได้ไม่ไปอยากได้

แต่ตอนนี้ถ้าเราไม่มีสมาธิ

 ต่อให้รู้ว่าเป็นทุกข์ก็หยุดมันไม่ได้

 เช่นคนที่ติดยาเสพติด รู้อยู่ว่าเสพแล้วมันเป็นทุกข์

 แต่ก็หยุดเสพไม่ได้ คนที่ติดสุราอยู่ว่าดื่มไปแล้วมันเป็นโทษ

 ก็หยุดดื่มไม่ได้ คนที่สูบบุหรี่ติดบุหรี่

ถ้าไม่มีสมาธิไม่มีอุเบกขา

พิจารณาว่ามันเป็นโทษมันก็หยุดไม่ได้อยู่ดี

ดังนั้นต้องมีสมาธิถึงจะสามารถที่จะปฏิบัติตามปัญญาได้

 ปฏิบัติตามความเห็นที่ถูกต้องได้

 ดังนั้นเราข้ามขั้นสมาธิไปไม่ได้ ไม่ว่าใครก็ตาม

ที่คิดว่าจะเข้าสู่ขั้นปัญญาได้

ถ้าเข้าได้ ถ้ามันทำได้มันก็ต้องหยุดได้

มันก็ต้องหยุดความอยากได้ถึงจะเรียกว่าเป็นปัญญาจริง

 แต่ถ้าพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว

แต่ก็ยังหยุดความอยากไม่ได้

ก็ถือว่ายังไม่เป็นปัญญา ยังไม่บรรลุผล

ผลที่เราต้องการก็คือการหยุดความอยาก

หยุดความทุกข์ที่เกิดจากความอยากนี้

ดังนั้นถ้าเราพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว

เราหยุดความอยากไม่ได้

อยากไม่แก่อยากไม่เจ็บอยากไม่ตายไม่ได้

เราก็ต้องมาทำสมาธิก่อน

ทำสมาธิให้ใจสงบเป็นอุเบกขาให้ได้ก่อน

 ทำจิตให้รวมเป็นอัปปนาฯให้ได้ สักแต่ว่ารู้

พอออกจากสมาธิแล้ว เราก็จะมีกำลังที่จะหยุดความอยากได้.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

กัณฑ์ที่ ๔๗๔ วันที่ ๙ มีนาคม ๒๕๕๗

“เรื่องขันธ์ ๕”









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 27 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 27 กุมภาพันธ์ 2559 13:36:38 น.
Counter : 300 Pageviews.

1 comments
  
คุณได้ทำการแปะ ให้กับคุณ tangkay เรียบร้อยแล้วนะคะ
โดย: mcayenne94 วันที่: 27 กุมภาพันธ์ 2559 เวลา:14:22:27 น.
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....