Group Blog
All Blog
<<< "ตอบปัญหาชาวต่างชาติ" >>>










"ตอบปัญหาชาวต่างชาติ"

พระอาจารย์ : การเดินจงกรม

เขาอยากจะรู้ว่าเดินแบบไหน

 เพราะมีการสอนเดินหลายแบบ

 บางแห่งก็ให้ก้าวหนอวางหนอ

 บางแห่งก็ให้บริกรรมพุทโธพุทโธไป

บางแห่งก็ให้ดูเท้าไป เท้าซ้าย ขวา

ซ้ายขวาไป ได้ทั้งนั้นแหละ

เป็นวิธีเจริญสติคือคอยควบคุมความคิดเรา

ไม่ปล่อยให้ใจเราไปคิดเรื่องเงินเรื่องทอง

เรื่องข้าวเรื่องของเรื่องคนนั้นเรื่องคนนี้

ดึงมันกลับมาที่เท้าที่พุทโธ

 หรือจะเดินไปสวดมนต์ไปก็ได้

การเดินจงกรมนี้เป็นการเปลี่ยนอิริยาบถ

 ผ่อนคลายอิริยาบถ ถ้านั่งทั้งวันนี่มันไม่ไหว

 ร่างกายมันจะต้องเจ็บตรงนั้นปวดตรงนี้

 ก็ต้องเปลี่ยนจากการนั่งมาเดิน

นี่เป็นพวกที่เขาปฏิบัติแบบมืออาชีพ

 ปฏิบัติทั้งวันทั้งคืน

 เขาต้องมีการสลับเปลี่ยนอิริยาบถ

จากเดินก็มานั่งจากนั่งก็มายืนบ้าง อะไรอย่างนี้

 แต่ถ้าพวกเราทำแค่มือสมัครเล่น

เราก็ไม่ต้องเดินจงกรมก็ได้

 เพราะว่าเรานั่งมีเวลาแค่ครึ่งชั่วโมงชั่วโมงหนึ่ง

 นั่งจะดีกว่านั่งจะสงบกว่า

แต่ถ้าเราปฏิบัติทั้งวันอย่างงี้ นั่งทั้งวันไม่ไหว

เราก็ต้องเปลี่ยนอิริยาบถ

แต่การเจริญสติก็ต้องต่อเนื่อง

ไม่ว่าจะนั่งหรือจะเดินจะยืน

 ถ้าพุทโธก็ต้องพุทโธไปทั้งสี่อิริยาบถ

 หรือเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของร่างกายก็เฝ้าดูไป

 ร่างกายกำลังทำอะไรกำลังตักน้ำกำลังดื่มน้ำ

 กำลังล้างหน้า กำลังแปรงฟัน

ก็ให้เฝ้าดูการกระทำของร่างกาย

ไปเพียงอย่างเดียว อย่าปล่อยให้ไปคิดถึง

เรื่องราวต่างๆ แล้วพอไม่ได้ทำอะไรก็มานั่งต่อ

 นั่งต่อเสร็จดูลมหายใจต่อก็ได้

 ดูลมหายใจเข้าหายใจออก

ไม่ต้องไปบังคับไม่ต้องไปควบคุมลม

 ลมมันหายใจของมันตามปกติ

เราเพียงแต่อาศัยการดูลมไว้เป็นการควบคุมใจ

ไม่ให้ไปคิดถึงเรื่องราวต่างๆ เท่านั้นเอง

 ถ้าไม่ดูลมจะบริกรรมพุทโธไปก็ได้

จะท่องมนต์ไปก็ได้ ท่องไปภายในใจ

 วิธีไหนที่มันเหมาะกับเราในตอนนั้นเราก็ทำไป

 เป้าหมายก็คือให้จิตสงบ จิตไม่ปรุงแต่ง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

......................

 

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๖๐








ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 23 กรกฎาคม 2560
Last Update : 23 กรกฎาคม 2560 5:36:49 น.
Counter : 48 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "ใจไม่มีวันเสื่อมสภาพ" >>>










"ใจไม่มีวันเสื่อมสภาพ"

สิ่งที่สำคัญจึงอยู่ที่จิตใจ ร่างกายนี้ไม่สำคัญ

 เพราะว่าร่างกายนี้

ต่อให้เราดูแลรักษาให้ดีอย่างไรก็ตาม

 ร่างกายก็มีกฎที่จะบังคับ

ที่จะทำให้ร่างกายนี้ต้องเสื่อม

ต้องหมดสภาพไป

 แต่ใจของเรานี้ไม่มีกฎที่จะมาบังคับ

ให้ใจของเรานั้นเสื่อมหมดสภาพไปได้

ความสุขหรือความทุกข์ที่

เราสร้างขึ้นมาในใจ มันก็จะอยู่ยาวไปกับใจ

 แต่ความสุขความทุกข์ของร่างกาย

มันก็จะอยู่ชั่วที่ร่างกายมีชีวิตอยู่

พอร่างกายตายไปแล้ว

ความสุขความทุกข์ทางร่างกาย

ก็หมดสภาพไป

แต่ความสุขความทุกข์ของใจ

ไม่ได้หมดสภาพ

ไปกับการหมดสภาพของร่างกาย

เพราะใจยังไม่ได้หมดสภาพไป

ใจไม่มีวันหมดสภาพ

พระพุทธเจ้าจึงทรงตรัสว่า ใจเป็นใหญ่

 ใจเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด

ในบรรดาสิ่งต่างๆ ทั้งหลายในสากลโลกนี้

 ไม่มีอะไรสำคัญที่ยิ่งใหญ่เท่ากับใจ

ผู้ที่ได้ดูแลรักษาใจ

ให้มีความสุขได้ตลอดเวลา

ก็จะได้พบกับความสุขที่ยิ่งใหญ่ที่ถาวร

ดังนั้นการรักษาใจจึงเป็นเรื่องสำคัญ

การรักษาใจ ก็คือการมีที่พึ่งทางใจนั่นเอง

 ที่พึ่งทางใจ ก็คือ

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ที่เรายึดถือเป็นสรณะเป็นที่พึ่ง

 เป็นที่พึ่งทางใจ ไม่ใช่เป็นที่พึ่งทางกาย

 ที่พึ่งทางกายนี้ก็คือปัจจัย ๔

อาหาร เครื่องนุ่งห่ม

ที่อยู่อาศัย ยารักษาโรค

 อันนี้เป็นที่พึ่งทางร่างกาย 

แต่ที่พึ่งทางใจนี้ก็คือ

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ 

พุทธัง สรณัง คัจฉามิ 

ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ 

สังฆัง สรณัง คัจฉามิ

ผู้ใดมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

 ประดิษฐานอยู่ภายในใจ

ผู้นั้นก็จะมีที่พึ่งทางใจ

 ผู้นั้นจะมีแต่ความสุข

จะไม่มีความทุกข์อยู่ภายในใจ

การที่เราจะเข้าถึง

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ได้ 

ก็เกิดจากการศึกษา

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ว่าท่านเป็นใคร เป็นอะไร

ท่านดำเนินชีวิตอย่างไร

 ท่านสั่งสอนให้เราดำเนินชีวิตของเราอย่างไร 

ถ้าเราได้ศึกษาแล้ว เราก็จะได้ปฏิบัติตามได้

 พอเราปฏิบัติตามได้แล้ว

เราก็จะมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

อยู่ภาย ในใจของเรา

ตอนนี้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ยังไม่ได้อยู่ในใจของเรา

 เพราะใจของเรายังมีความทุกข์อยู่

 ถ้าใจของเราไม่มีความทุกข์เมื่อไร

หมดความทุกข์เมื่อไร ก็แสดงว่า

เรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

อยู่ในใจของเราเต็มสมบูรณ์ ดังนั้น

การให้มีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

อยู่ภายในใจของเรานั้น 

จึงต้องเกิดจากการศึกษาในเบื้องต้น

หลังจากศึกษาแล้วก็ต้องนำ

เอาสิ่งที่ได้ศึกษาเอามาปฏิบัติ

พอปฏิบัติแล้ว ผลก็คือ

พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ก็จะปรากฏขึ้นมาภายในใจ

พอมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ปรากฏภายในใจ

 ความทุกข์ภายในใจก็จะถูกดับไป 

เพราะพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นี้

เป็นเหมือนแสงสว่าง

ส่วนความทุกข์ภายในใจนี้

เป็นเหมือนความมืด

 ที่ไหนมีความสว่างมีแสงสว่าง

ที่นั่นก็จะไม่มีความมืด

 ที่ไหนไม่มีแสงสว่าง ที่นั่นก็จะมีความมืด

 ตอนนี้ใจของพวกเรายังมีความมืดอยู่

 ความมืดที่เกิดจากความหลง โมหะ

เกิดจากอวิชชา ความไม่รู้ ไม่รู้ความจริง

ของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ นั่นเอง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๕๕๖







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 11 กรกฎาคม 2560
Last Update : 11 กรกฎาคม 2560 5:13:06 น.
Counter : 143 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "อยู่ที่ธรรมในใจ" วันอาสาฬหบูชา >>>










"อยู่ที่ธรรมในใจ" วันอาสาฬหบูชา

ในกลุ่มผู้ปฏิบัตินี้ เขาจะรู้กันว่า

พระรูปใดเป็นพระอรหันต์กัน

เพราะเขาเสาะแสวงหากัน

 และเขามีความสามารถที่จะพิสูจน์ได้ว่า

พระเหล่านั้นเป็นพระอรหันต์ได้จริงหรือไม่

แต่ผู้ที่ไม่ได้อยู่ในวงการนี้จะไม่รู้กัน

 แต่มีพระอรหันต์อยู่ในโลกนี้มาอย่างต่อเนื่อง

ถ้าไม่มีพระอรหันต์ บางยุคก็ยังมี

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

 ที่เป็นตัวแทนของพระพุทธเจ้า

 ที่ถือว่าเป็นพระอรหันต์ได้เหมือนกัน

ถ้าไม่ได้ศึกษากับพระอรหันต์โดยตรง

 ถ้าศึกษาจากพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

หรือของพระอรหันต์ ก็ยังจะสามารถบรรลุ

เป็นพระอรหันต์ได้จนถึงยุคปัจจุบันนี้

แล้วก็ได้ศึกษาประวัติอันสวยงาม

ของพระอาจารย์มั่น

 ท่านเป็นพระอรหันต์ในยุคปัจจุบัน

 ที่เป็นครูบาอาจารย์ที่สร้างพระอรหันต์

ห้มาปรากฏขึ้นเป็นจำนวนมากในสมัยปัจจุบันนี้

 นี่ก็เป็นเพราะว่าพระธรรมคำสอน

ของพระพุทธเจ้านี้

เป็นสวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโมนั่นเอง

 เป็นความจริงทุกยุคทุกสมัย

 ไม่ว่าจะเป็นยุคของพระพุทธเจ้า

หรือเป็นยุคของปัจจุบันนี้

พระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้า

ก็ยังจริงเหมือนเดิม

ไตรลักษณ์ก็ยังคงเป็นไตรลักษณ์เหมือนเดิม

 อริยสัจ ๔ ก็ยังเป็นอริยสัจ ๔ เหมือนเดิม

 และผลจากการปฏิบัติ

ก็เป็นมรรคผลนิพพานเหมือนเดิม

 เป็นอกาลิโก ธรรมของพระพุทธเจ้า

ไม่มีวันเสื่อมไปตามกาลตามเวลา

ถ้าผู้ใดสามารถน้อมนำเอามาปฏิบัติได้

ผู้นั้นก็สามารถที่จะหลุดพ้นจากกองทุกข์

แห่งการเวียนว่ายตายเกิดได้

สามารถบรรลุถึงพระนิพพานได้

ไม่ว่าจะเป็นหญิงเป็นชาย เป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่

เป็นฆราวาสหรือเป็นผู้ครองเรือน

 อันนี้ไม่ใช่เป็นตัวที่จะชี้บ่งว่า

จะเป็นพระอรหันต์ได้หรือไม่

สิ่งที่จะชี้บ่งได้ว่าเป็นพระอรหันต์ได้หรือไม่ก็คือ

 สามารถปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญาได้เต็มร้อยหรือไม่

อันนี้แหละเป็นตัวชี้บ่งว่า

ครสามารถปฏิบัติศีลสมาธิ ปัญญาได้เต็มร้อย

 ก็จะได้เป็นพระอรหันต์กันทุกรูปอย่างแน่นอน

ไม่ว่าจะเป็นเด็กเป็นผู้ใหญ่

สมัยพุทธกาลสามเณรบรรลุเป็นพระอรหันต์ก็มี

ผู้ใหญ่ก็มี คนแก่ก็มี คนหนุ่มก็มี นักบวชก็มี

ฆราวาสก็มี หญิงก็มี ชายก็มี มีทุกเพศทุกวัย

 ทุกสถานภาพ เพราะการบรรลุพระนิพพาน

ไม่ได้อยู่ที่เพศที่วัยอยู่ที่สถานภาพ

 แต่อยู่ที่ธรรมในใจ ว่ามีอยู่หรือไม่

ก็คือมีศีล สมาธิ ปัญญา

เต็มร้อยอยู่หรือไม่เท่านั้นเอง

ดังนั้นพวกเราถ้าอยากจะตักตวงผลประโยชน์

จากพระพุทธศาสนา

ขอให้เราน้อมเข้ามาดูที่ใจของเรา

ว่าเรามีศีลเต็มร้อยหรือเปล่า

 มีสมาธิเต็มร้อยหรือเปล่า

มีปัญญาเต็มร้อยหรือเปล่า

 ให้ดูตรงนี้ ถ้าไม่มีก็รีบสร้างมันขึ้นมา

 สร้างได้ ของพวกนี้ เหมือนสร้างบ้าน

 ไม่มีบ้าน อยากจะมีบ้านก็สร้างได้

ไม่มีศีลก็สร้างได้ ไม่มีสมาธิก็สร้างได้

ไม่มีปัญญาก็สร้างได้ ขอให้มีศรัทธาความเชื่อ

 ขอให้มีความเพียรที่เหนียวแน่นที่แก่กล้า

มีความตั้งใจที่แน่วแน่

ว่าจะสร้างศีล สมาธิ ปัญญานี้ให้เต็ร้อยให้ได้

 ถ้ามีอย่างนี้แล้ว รับรองได้ว่า

จะได้หลุดพ้นกันทุกคน.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...............................

ธรรมบนเขา

วันที่ ๘ กรกฎาคม ๒๕๖๐

"วันเกิดพระพุทธศาสนา"







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 09 กรกฎาคม 2560
Last Update : 9 กรกฎาคม 2560 17:59:55 น.
Counter : 132 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "วิธีของคนฉลาด" >>>









"วิธีของคนฉลาด"

ถ้าเราอยากจะใช้เงิน

ให้เป็นประโยชน์กับจิตใจ

 พระพุทธเจ้าสอนให้เราใช้เงิน

ไปกับการทำบุญทำทาน

เพราะการทำบุญทำทานนี้

จะไปสกัดความอยากต่างๆ

เช่นอยากจะไปเที่ยว

เอาเงินที่จะไปเที่ยวนี้ไปทำบุญดีกว่า

อยากจะไปซื้อกระเป๋ารองเท้า

ที่ไม่จำเป็นจะต้องซื้อ

 เอาไปทำบุญ แล้วรับรองได้ว่า

ผลลัพธ์นี้จะต่างกันเหมือนฟ้ากับดิน

เหมือนนรกกับสวรรค์เลย

นี่เขาเรียกทำบุญได้ขึ้นสวรรค์

เพราะทำบุญแล้วใจเย็น ใจมีความสุข

 ทำตามความโลภทำตามความอยากแล้ว

ใจร้อนขึ้นมา ใจร้อนใจหิว

ได้มากน้อยเพียงไรก็ไม่อิ่มไม่พอ

 มีแต่อยากจะได้เพิ่มมากขึ้นไปเรื่อยๆ

 นี่วิธีของคนฉลาด คนฉลาดถ้ามีเงินเหลือ

ไม่ต้องเก็บเอาไว้ ก็เอาไปทำบุญ

 คนโง่ถ้ามีเงินเหลือบางทีเงินไม่เหลือ

ก็ยังไปใช้ตามความอยากต่างๆ

 แล้วก็มาสร้างความรุ่มร้อนให้กับจิตใจ

สร้างความเครียดสร้างความโกรธเกลียด

ความเคียดแค้น อาฆาตพยาบาท

 เพราะว่าเวลาไม่ได้ดั่งใจอยาก ก็จะโกรธ

นี่คือสิ่งที่พวกเราจะต้องเข้าใจ

เพราะใจของพวกเรานี้
ไม่ได้เย็น

ไปกับความเจริญของทางด้านวัตถุ

ไม่ได้ร่มเย็นเป็นสุขไปกับความเจริญ

ในลาภยศสรรเสริญ

ในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 ใจของพวกเราเย็นด้วยการทำบุญทำทาน

 เย็นด้วยการรักษาศีล เย็นด้วยการภาวนา

ถ้าเราอยากจะติดเครื่องปรับอากาศให้กับใจ

 เรา ต้องติดด้วยการทำบุญทำทาน

ด้วยการรักษาศีล ด้วยการภาวนา

 อย่าไปติดด้วยการไปเที่ยว

 ไปหาข้าวของสิ่งต่างๆ ที่มีอยู่ในโลกนี้

 เพราะมันจะทำให้ใจเราร้อน

อันนี้เป็นความจริงไม่เชื่อลองสังเกตุดู

 ดูใจของเรา เวลาที่เราทำบุญรักษาศีลภาวนา

 กับเวลาที่เราไปแสวงหาลาภยศสรรเสริญ

 แสวงหารูปเสียงกลิ่นรสต่างๆ

ความรู้สึกมันเป็นอย่างไร มันร้อนหรือมันเย็น

 มันสุขหรือมันทุกข์ นี่คือใจของเรา

ใจของพวกเรานี้ไม่ต้องการลาภยศสรรเสริญ

 ไม่ต้องการรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 แต่ต้องการทานศีลภาวนา

 ทานศีลภาวนานี่แหละ

จะทำให้ใจเราร่มเย็นเป็นสุข

 ทำให้ใจเราปราศจากความทุกข์

ความวุ่นวายใจต่างๆ

 ฉะนั้นขอให้เรามาหัดทำทานกันดีกว่า

หัดรักษาศีลกันดีกว่า หัดภาวนากันดีกว่า.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

สนทนาธรรมะบนเขา

วันที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๖๐






ขอบคุณที่มา fb.พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 07 กรกฎาคม 2560
Last Update : 7 กรกฎาคม 2560 5:36:32 น.
Counter : 57 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
<<< "บุญ" >>>










"บุญ"

ถ้าทำบุญทุกวัน รับรองได้ว่าตายไปนี้

ไม่ต้องมารอรับส่วนบุญของผู้อื่น

 ผู้ที่มารอรับส่วนบุญนี้เป็นพวก

ที่ทำบุญน้อยหรือไม่ทำเลย

บางพวกก็ไม่ยอมทำบุญเลย วันเกิดก็ไม่ทำ

 วันพระวันปีใหม่ก็ไม่ทำ วันอะไรก็ไม่ทำทั้งนั้น

 เอาเงินไปกินไปดื่มไปเที่ยวไปเล่นกันดีกว่า

สนุกกว่าสบายกว่า พวกนี้แหละ

เป็นพวกที่จะต้องมาคอยรับส่วนบุญ

 ถ้าเรายังรักเขาอยู่เป็นห่วงเขาอยู่

เวลาเราทำบุญเราก็อุทิศบุญไปได้

 การอุทิศบุญนี้ก็ไม่ต้องใช้น้ำไม่ต้องกรวดน้ำ

 บุญไม่ใช่น้ำ เพราะเอาน้ำมาเป็นตัวอย่างของบุญ

ว่าเวลาเราเทน้ำลงไปนี้เหมือนกับเราเทบุญลงไป

 ส่งบุญไป บุญเป็นเหมือนกระแสน้ำ

ความจริงบุญก็คือกระแสของความสุข

ที่เราส่งให้แก่ผู้อื่นนั่นเอง เรียกว่าเป็นการอุทิศบุญ

 ไม่ต้องมีน้ำ เพียงตั้งจิตอธิษฐานว่า

ขอแบ่งบุญแบ่งกุศลส่วนนี้ให้แก่ผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว

มีชื่อนั้นชื่อนี้ว่าไป ต้องบอกชื่อถ้าไม่บอก

เขาก็จะไม่สามารถมารับได้ เพราะไม่รู้ว่าจะให้ใคร

 นี่คือบุญที่เกิดเวลาที่เราทำบุญ

 และเราเป็นห่วงเป็นใยในบุคคลที่เรารักเคารพ

ที่ล่วงลับไปแล้ว กลัวเขาจะเดือดร้อน

 กลัวเขาเป็นขอทาน ถ้าเขาเป็นขอทาน

ถ้าเราส่งบุญนี้ไปก็จะช่วยบรรเทา

ความเดือดร้อนให้กับเขาได้

แล้วบุญเสริมอีกข้อหนึ่งก็คือ การอนุโมทนาบุญ

 การอนุโมทนาบุญก็คือให้เราร่วมทำบุญ

เวลาเห็นผู้อื่นเขาทำบุญด้วย

หรือให้สนับสนุนการทำบุญของผู้อื่น

 อย่าไปขัดขวางการทำบุญ

เพราะการทำบุญนี้มีแต่คุณมีแต่ประโยชน์

ทั้งกับผู้ทำและแก่ผู้อื่นผู้ที่เกี่ยวข้อง

แต่บางทีเราไม่ชอบ เราไม่เห็นด้วย

โดยเฉพาะคนที่เรารักชอบทำบุญ

เวลาเขาทำบุญแทนที่เราจะอนุโมทนา

เรากลับไปขัดขวางเขา อันนี้ไม่ถูก

เพราะว่าเป็นการขัดขวาง

การรับประทานอาหารของเขา

บุญนี้เป็นอาหารของใจ เขาทำแล้วเขามีความสุข

 เขาได้พัฒนาจิตใจของเขาให้สูงขึ้น

ให้ไปสู่พระนิพพานในที่สุด

 เราจึงไม่ควรที่จะไปขัดขวาง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

ธรรมะบนเขา

วันที่ ๒ มกราคม ๒๕๖๐

"บุญ"







ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 06 กรกฎาคม 2560
Last Update : 6 กรกฎาคม 2560 8:43:14 น.
Counter : 108 Pageviews.
0 comment
(โหวต blog นี้) 
1  2  3  4  5  6  7  8  9  10  11  12  13  14  15  16  17  18  19  20  21  22  23  24  25  26  27  28  29  30  31  32  33  34  35  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....