Group Blog
(•‿•✿) ♣ ปริศนาไร้พรมแดน .... ตอนที่ 2 ♣



ปริศนาไร้พรมแดน...ตอนที่ 2


มาอีกแล้ว ความข้องใจไม่มีที่สิ้นสุดของพ่อ ลูก คู่นี้
  วันนี้มีอะไรมาเล่าอีกล่ะ ไหนว่ามาซิ

เพื่อนรุ่นน้องเล่าให้ฟังว่า
"ผมถามลูกชายผมว่า พ่อน่ะถูกโกงไปตั้ง 4 ,5ล้านน่ะ
  เอ็งคิดว่าอย่างไร และมีความเห็นอย่างไร
กับการที่พ่อถูกโกงในครั้งนี้
  แล้วเอ็งโมโหเค้าไม๊ที่โกงพ่อน่ะ 
 ที่ถามเอ็งเพราะคนที่โกงก็ไม่ใช่ใคร ญาติๆกันทั้งนั้น
  จะไปเอาเรื่องเอาราวกับเขามันก็ไม่ดี
แต่ก็อดคิดไม่ได้ว่า ทำไมถึงต้องโกงเราวะ 
 ทั้งๆที่เราก็ช่วยด้วยความบริสุทธิ์ใจแท้ ๆ"

"แล้วลูกมันตอบว่าอย่างไรล่ะ " ฉันซักทันที...

"มันก็ไม่ได้ว่าอะไรหรอกพี่ มันบอกผมว่า 
 มันไม่โมโหหรอก เพราะถ้าวันนี้พ่อไม่ถูกโกง
  พ่อก็อาจจะเอาเงินไปใช้โน่นใช้นี่ 
  ชีวิตพ่อก็อาจจะเปลี่ยนไปไม่เป็นอย่างทุกวันนี้
   เพราะเงินที่มันเข้ามาน่ะถ้ามันมากเกินไป
มันก็ทำให้เราไม่ระมัดระวังในการใช้ 
  และที่เป็นอย่างนี้น่ะดีแล้ว ใครเค้าโกงพ่อไป
ก็ช่างมันเถอะ ตอนนี้พ่อก็อยู่อย่างมีความสุขแล้วนี่นา"

ผมจึงพูดต่อว่า
" ก็ถ้าเงินไม่ถูกโกงไปทุกวันนี้เอ็งก็สบายแล้ว"

ลูกผมมันตอบว่า 
 "ทุกวันนี้เราก็ไม่ได้ลำบากอะไร
  เมื่อเปรียบเทียบกับคนอื่น
ที่เขาลำบากกว่าเรามากมายนัก 
  การที่พ่อคิดว่าถ้ามีเงินตรงนั้นแล้ว
เค้าจะสบายนั้น ไม่ใช่เลย 
 ความสบายไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินตรงนั้นหรอกพ่อ
   พ่อกำลังคิดถึงในสิ่งที่มันเป็นไปไม่ได้นะ 
  เพราะถึงอย่างไรเงินจำนวนนั้นพ่อก็ไม่ได้คืนหรอก
  คิดไปมันเสียเวลา อย่าไปมัวคิดถึงแต่อดีตที่ผ่านมาเลย
มันแก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว เราควรอยู่กับปัจจุบันดีกว่านะพ่อ"

ผมจึงถามต่อว่า "แล้วปัจจุบันมันดีอย่างไร ไหนพูดมาซิ"

ลูกผมมันตอบว่า
 " ทุกวันนี้ครอบครัวเราก็ไม่ได้ทุกข์อะไร
  เราอยู่กันอย่างพอเพียง ไม่ถึงกับลำบาก 
  ลูกพ่อก็เป็นคนดี พี่ชายเค้าก็สอบเข้าเรียนแพทย์ได้ 
  เค้าเองก็ตั้งใจเรียนอยู่แล้ว 
 และก็คงจะสอบเข้าแพทย์เหมือนกัน"

ผมจึงถามว่า
 "ทำไมถึงอยากเรียนแพทย์ล่ะ 
 เรียนอย่างอื่นไม่ดีกว่ารึ 
 ก็พี่เอ็งเขาก็เรียนแพทย์ไปคนหนึ่งแล้ว 
  เราก็ควรหาอย่างอื่นเรียนดีกว่าจะได้ไม่เหมือนกันไง"

ลูกผมมันก็ตอบว่า
 " เค้ามีความคิดคนละอย่างกับพี่ชายนะพ่อ
   เค้าต้องการเรียนแพทย์เพราะเห็นว่า 
 คนเป็นหมอน่ะสามารถช่วยเหลือคนได้มากมาย
คนที่ไปหาหมอน่ะคนมีทุกข์ทั้งนั้น 
  เมื่อเราสามารถช่วยให้เค้าหายจากการเจ็บป่วยได้
   ก็เท่ากับเราได้ช่วยให้เขาพ้นทุกข์นะพ่อ
  และเค้าก็จะไม่สอบเข้าคณะแพทย์
ในมหาวิทยาลัยในกรุงเทพหรอก
   เพราะนั่นคนอยากเข้าไปเรียนกันมาก 
 และทุกคนก็เก่งๆทั้งนั้น ในอนาคตก็ไม่พ้น
จากการเป็นอาจารย์หรอกพ่อ เค้าไม่ชอบ
   เค้าอยากเข้าแพทย์ที่อยู่ในต่างจังหวัด
ซึ่งกำลังศึกษาอยุ่ว่าคณะแพทย์ศาสตร์ในจังหวัดไหน
   ที่มีการเรียนรู้และได้ปฏิบัติกับคนยากไร้มากมาย
   เอาเป็นว่าได้มีโอกาสเรียนรู้กับคนป่วยจริงๆจังๆ ดีกว่า
  จบแล้วก็รักษาคนป่วยอยู่ต่างจังหวัด
เรียนรู้ไปเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกัน
เพื่อได้ไต่เต้าเป็นอาจารย์หรอก 
  ดำเนินชีวิตไปเรื่อยๆดีกว่า
เพราะเราก็ไม่ต้องการอะไรเพิ่มเดิม
   ทุกวันนี้เพียงแต่ดำเนินชีวิตเราให้
อยู่ในปัจจุบันที่ดีที่สุดก็พอแล้ว 
  ไม่ต้องแข่งขันกับใครให้มันเหนื่อย "

ผมจึงถามอีกว่า
" แล้วเอ็งมั่นใจรึว่าเอ็งจะสอบเข้าเรียนแพทย์ได้น่ะ"

ลูกผมมันตอบว่า
 " ความมั่นใจนั้นไม่ควรมีหรอก 
 เพียงแต่เราทำให้ดีที่สุดก็พอ หากมันสอบเข้าไม่ได้
   เราก็ไม่ต้องเสียใจ เพราะเราได้ทำดีที่สุดแล้ว
โอกาสยังมีอีก เราก็สอบใหม่อีกก็ได้
  ไม่เห็นต้องไปคิดมากอะไรเลย
เพียงแต่เราก็เตรียมตัวให้มากยิ่งขึ้นก็เท่านั้น 
  เผื่อความฝันจะเป็นจริงได้บ้างไงพ่อ
แต่ถ้ามันยังสอบไม่ได้อีก 
  ก็คิดเสียว่าเราไม่มีบุญวาสนาที่จะได้เป็นแพทย์ก็เท่านั้นเอง
ยังมีวิธีอื่นๆ อีกมากมาย ที่พอจะช่วยเหลือคนทุกข์ได้
ไม่ต้องเป็นหมอก็ช่วยได้ แต่ที่เลือกหมอ
เพราะเห็นว่าหมอนั้นมันเป็นอาชีพช่วยเหลือคน
ให้พ้นทุกข์ได้อย่างตรงประเด็น่ต่างหากล่ะ"

แล้วพี่คิดว่าอย่างไรล่ะ มันพูดซะอย่างนี้
ผมก็เลยพูดไม่ออกเลยนะพี่ 
 ผมไม่รู้จะไปโต้แย้งกับมันอย่างไรดี
   อีกใจผมก็คิดว่า ทำไมมันถึงได้พูดจา
เกินเด็ก อายุ 15 ถึงเพียงนี้
หรือว่า มันอาจจะเพี้ยนไปแล้ว หรือพี่คิดว่าอย่างไร

ฉันนั่งฟังแล้วก็หัวเราะ บอกน้องมันไปว่า
 " ลูกแกมันคิดอะไรไปไกลแล้วนะ
แต่พ่อมันยังอยู่ตรงนี้เอง ค่อยๆตามมันไปเถอะ
เดี๋ยวก็ดีเองแหละ มันไม่ได้ เป็นอะไรหรอก 
  เพียงแต่ความคิดเห็นของมันแสดงให้พ่อมันได้รู้ว่า
  มันไปถึงโลกอนาคตแล้วก็เท่านั้นเองล่ะ ฮ่าๆๆๆๆๆ

.....................................



(•‿•✿) ✯ ✯ 





Create Date : 13 กันยายน 2554
Last Update : 3 กรกฎาคม 2559 15:17:10 น.
Counter : 377 Pageviews.

0 comment
(•‿•✿)♣ ปริศนาไร้พรมแดน ตอนที่ 1 ♣


ปริศนาไร้พรมแดน ...ตอนที่ 1
เพื่อนต่างวัยของฉันคนหนึ่ง
  ได้มาขอความเห็นจากฉันว่า
เขาควรจะทำอย่างไรกับลูกชายของเขาดี
  เพราะยิ่งโตเขายิ่งมีความคิดเห็น
ไม่เหมือนกับเพื่อนในวัยเดียวกัน
   ตอนนี้ลูกชายคนนี้กำลังเรียนอยู่ชั้นม.3 
 ซึ่งเด็กในวัยนี้ส่วนมาก กำลังสนุกสนานเฮฮากับเพื่อน
  แต่ลูกเขากลับมีความคิดเห็น
ไม่เหมือนเด็กทั่วไปในวัยเดียวกัน
   เขาไม่ค่อยชอบออกไปเที่ยวที่ไหน 
 เท่าที่เห็น เมื่อกลับจากโรงเรียน
ก็จะขลุกอยู่กับโลกส่วนตัวในห้องซะมากกว่า
    "ผมแอบสังเกตุดูเห็นทำการบ้านนะ 
 แต่ไม่ค่อยได้เห็นอ่านหนังสือสักเท่าไร
   แต่ผลการเรียนก็ใช้ได้ เกือบ 4 เชียวละ" 
 ฉันก็หัวเราะแล้วว่า
 " ลูกออกเรียนเก่งไม่เห็นจะน่าเป็นห่วงตรงไหน"

พ่อเขากลับว่า
" เรื่องเรียนน่ะไม่ห่วงหรอกแต่ห่วงเรื่องความคิดนี่ซิ
  เขาคิดอะไรบางครั้งพูดให้เราฟังเราก็เถียงไม่ออก"

ฉันเลยถามไปว่า
 " ไหนลองยกตัวอย่างมาซิว่าเขามีความคิดพิสดารอย่างไร"

"ก็เมื่อวานนี้ซิ เขาบ่นกับผมว่า "
 " เบื่อเพื่อนบางคนจังเลย การบ้านมันก็ไม่ยอมทำ
   อ้างว่าไม่เข้าใจทำไม่ได้ แต่พออธิบายให้ฟัง
  มันกลับบอกว่าเบื่อฟังก็ไม่เข้าใจ ทำให้หน่อยซิ "

ผมจึงถามไปว่า "แล้วเอ็งทำให้เขาหรือเปล่าล่ะ"

ไอ้ลูกผมมันตอบว่า
  " ก็ต้องทำให้มันไป เพราะเดี๋ยวมันไม่มีการบ้านส่ง
 ก็จะถูกครูลงโทษซะเปล่าๆ"

ผมจึงถามว่า
"แล้วเอ็งไปทำให้มันทำไม อย่างนี้มันก็เคยตัว
 ไม่ยอมสนใจเรียน ไม่ยอมทำการบ้าน 
 แล้วมันจะเรียนจบได้อย่างไรล่ะ นี่เท่ากับเอ็ง
ก็สนับสนุนให้ม้นขี้เกียจด้วยละ"

ลูกผมตอบว่า
 " พ่อน่ะไม่เข้าใจเค้าเลยนะ
   เค้าทำการบ้านให้มันน่ะเพราะลำคาญ
ไม่อยากให้มันมาเกาะแกะกวนใจเค้า 
  ที่โรงเรียนน่ะมันมีเป็นก๊ก ๆแก๊งๆ นะพ่อ
  ไอ้พวกนี้มันต้องการให้เราเข้าเป็นพวกมัน
  ถ้าไม่สนใจมันมันก็หาโอกาสแกล้งเราต่างๆ  นาๆได้
   เราไม่อยากมีเรื่องก็เลยตามเลย
คิดซะว่าเราได้ทบทวนการเรียนอีกครั้งก็แล้วกัน 
 แต่ไม่ใช่ว่าเราทำให้มันแล้วมันจะถือเอาเราเป็นพวก
   หรือเป็นลูกน้องมันนะ เรื่องนี้เป็นไปไม่ได้แน่ๆ 
 เค้าไม่ยอมหรอก มันต้องง้อเค้าทุกครั้ง
ที่ต้องการให้ทำงานให้ ไม่มีทางที่เค้าจะเสนอ
หรือจะยอมให้มันเสียทุกครั้งหรอก 
   บางครั้งก็แกล้งว่าทำไม่ได้ซะงั้น
   เพื่อให้มันกระวนกระวายใจ 
  และต้องยอมอ่อนข้อให้กับเค้า เมื่อมันอ่อนให้เรา 
 เราก็ทำให้มันไป เท่านั้นเอง 
  แล้วพ่อลองนึกดูซิว่า ระหว่างเค้ากับมัน
ใครกันแน่ที่ใหญ่กว่ากัน มันถือว่าทุกคนต้องยอมมัน
แต่เค้ามันต้องยอมเค้านะพ่อ
อีกอย่างไม่มีใครกล้ามาตอแยกับเค้าหรอก
ไม่ว่าเก่งแค่ไหน เพราะเค้า
เหนือกว่าในเรื่องวิชาการไงพ่อ 
  ถ้ามันไม่ทำตามเค้ามันก็เรียนไม่จบ
พ่อแม่มันก็จะเสียใจ นี่แหละเหตุผล
ที่เค้าต้องทำการบ้านให้กับพวกมัน

ผมฟังลูกอธิบายแล้วก็เถียงไม่ออก
   เลยหันไปดุมันว่าหัดอ่านหนังสือซะบ้าง
อย่ามัวแต่เล่น คอมพิวเตอร์
  เดี๋ยวเอ็งนั่นแหละจะไปไม่รอด

ลูกผมมันกลับตอบผมว่า
 " เค้าน่ะรู้หรอกว่าควรเล่นได้ขนาดไหน 
 เวลาที่พ่อมาเห็นทีไรก็จะเห็นเค้าอยู่หน้าคอม ทุกครั้ง
  แต่พ่อรู้บ้างไม๊ว่าเค้ากำลังใช้คอมทำอะไร 
  โลกเราเดี๋ยวนี้น่ะ ไม่ต้องออกไปตากแดดตากลมหรอก
อยากรู้อะไรก็เปิดคอมเอาได้ 
  ไม่ใช่รู้แค่ปัจจุบันนะพ่อ อนาคตยังรู้ได้เลย "

ผมจึงถามมันว่า
"ไหนเอ็งลองอธิบายมาซิว่า เอ็งรู้อนาคตได้อย่างไร"

ลูกผมมันตอบว่า
 " ขณะนี้ผมเรียนอยู่ชั้น ม.3 
 แต่ผมน่ะอยากแข่งฟิกสิกส์
ที่เขาแข่งกับเด็กต่างประเทศน่ะ 
 ผมก็เข้าไปดู ก่อนอื่นผมก็ต้องเข้าไปเรียนรู้
เรื่องฟิกสิกส์ก่อนเดี๋ยวนี้น่ะไม่อยากคุยนะพ่อ.
 ผมรู้เท่ากับเด็ก ม.6รู้นั่นแหละ
   แล้วผมจะไปสมัครแข่งกับเขาดู "

ผมฟังแล้วก็ทึ่งมาก จึงได้พูดว่า
 " แกอย่าฝันกลางวันไปหน่อยเลย
  คนที่เขาเก่งน่ะเขาเก่งกว่าแกมากมายนัก 
 แล้วนึกรึว่าไอ้แค่เรียนรู้จากคอมน่ะ
มันจะช่วยให้แก่สอบแข่งขันกับเขาได้ 
 อย่างดีแกก็แค่ได้แข่งเท่านั้นละ"

ลูกผมมันก็ตอบว่า
 " ผมก็ไม่หวังว่าจะสอบผ่านหรอกนะ
  ผมมันก็แค่นักเรียนชั้น ม.3 เท่านั้นเอง  หากผมชนะ
พวกพี่ๆ ม.6 อาจจะต้องเสียใจกันที่สอบแพ้เด็ก ม.3
  แต่ถ้าผมแพ้ ผมว่าผมได้มากกว่าชนะนะพ่อ
 เพราะผมได้รู้ว่าข้อสอบที่สอบนั้นเป็นอย่างไร
  มีอะไรที่ผมต้องศึกษาเพิ่มเติมอีกบ้าง
และผมน่ะยังมีโอกาสสอบอีกตั้งหลายครั้งนะพ่อ
   ก็ผมเพิ่งเรียนแค่ชั้นม.3 เองนะ
หวังว่าพ่อคงจะเข้าใจ และเลิกว่าผมซะทีเถิด"

"นี่ไงลูกผม แล้วพี่จะว่าไง 
 ลองให้ความคิดเห็นผมหน่อย ผมกลัวว่ามัน
จะเตลิดเปิดเปิงไปใหญ่นะพี่"

ฉันได้แต่หัวเราะแล้วตอบไปว่า
" มันจะเตลิดเปิดเปิงไปไหนกัน 
 นอกจากมันกำลังแสดงให้พ่อมันรู้ว่า
  โลกของมันน่ะยิ่งใหญ่กว่าพ่อมันหลายเท่านัก
เพราะมันไปถึงอนาคตแล้ว 
 แต่พ่อมันยังอยู่แค่นี้เองไง ฮ่าๆๆ"


(•‿•✿) ✮ ✮ ✮





Create Date : 13 กันยายน 2554
Last Update : 3 กรกฎาคม 2559 15:01:33 น.
Counter : 382 Pageviews.

1 comment
✯ ✯ ✯ ...หยุดหรือยังจ๊ะ....เจ้านาย.....✿




หยุดหรือยังจ๊ะ....เจ้านาย

ฉันถูกส่งให้ไปรับราชการแถวภาคเหนือมาหลายปี 
  ได้เรียนรู้อะไรต่อมิอะไรมากมาย
   ผ่านชีวิตช่วงนี้ด้วยความสุข สนุกสนาน
  คละเคล้าด้วยความรัก ความเศร้า
  และอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย และที่แน่ๆ
ฉันต้องมี "เจ้านาย" อย่างแน่นอน
  นายคนแรกของฉัน ท่านเป็นชายหนุ่มที่บึกบึน
  เสียงดัง ตัวใหญ่ แลน่ากลัวนะ แต่ใจดีมากๆ
  เป็นชายไทยแท้ที่นิยมดื่มน้ำเปลี่ยนนิสัย
  (หลังจากพระอาทิตย์เหนื่อยล้า
ใกล้จะลาลับหุบเขาที่ขวางหน้าทุกวัน ) 
 บนโต๊ะที่ทำขึ้นมาจากเศษไม้สักที่เขาละทิ้งแล้ว
คราคร่ำไปด้วยขวด และแก้ว
  กับจานใส่อึ่งอ่างแห้งทอดกรอบ จานใส่แย้ผัดเผ็ด
โต๊ะตัวนี้ภารโรงที่น่ารักเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา
เพื่อใช้เป็นที่สังสรรค์ยามเลิกงาน
ที่ทำงานฉันอยู่ไกลจากความศิวิไลของตัวเมืองมากมายนัก
เรียกได้ว่ายังเป็นป่าเขาลำเนาไพร
  อุดมด้วยธรรมชาติล้วนๆ
เย็นลงจะมีแต่ความเงียบเข้าครอบงำ

พระเอกในที่ทำงานของฉันหลายคน
 จะเดินทางมาประจำทำงานที่นี่แต่ผู้เดียว
ทุกคนได้ทิ้งครอบครัวที่น่ารักและอบอุ่นเอาไว้ 
 ณ. ที่บ้านของตนเองซึ่งอยู่ในต่างจังหวัด
   หรือในตัวเมืองที่มีแต่ความเจริญแล้ว
  อาจจะเพราะกลัวว่า คนที่รักจะลำบาก
หรืออีกนัยหนึ่งก็อยากกจะเป็นโสด
โดยอ้างเอาความลำบากมากั้นไว้
ก็อาจเป็นได้ ฉันสุดจะเดาได้ .....
แต่ที่แน่ๆๆ ตั้งแต่วันจันทร์ถึงวันพฤหัส
ทุกคนจะมีชีวิตที่สนุกสนานโดยปราศจากผู้ดูแลกันทุกคน
ยกเว้นวันศุกร์ที่หลังจากงานเลิก
ต่างก็แยกย้ายกันไปเข้าค่าย
สถานกักกันตัวของใครของมัน
(ก็พวกคุณๆเขาพูดกันอย่างนี้ฉันก็ส่งต่อให้ทราบทั่วกัน
แต่คิดว่าป่านนี้ทุกคนอาจจะได้ไปอยู่อีกโลกหนึ่ง
กันแทบหมดแล้ว ไม่ต้องกลัวจะถูกทำโทษแล้วละ)

ที่ทำงานฉันมีบ้านพักของข้าราชการอยู่หลายหลัง
    ใครมาอยู่ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีที่หลับนอนหรอก
 บ้านน่ะมีแต่เครื่องนอนต้องหามาเอง 
 แต่เท่าที่รู้ส่วนมากก็เสื่อผืน หมอนใบกันทั้งนั้น
   เฮ้อ...นี่แหละชีวิตข้าราชการในท้องที่กันดารละ
 แต่รัฐท่านก็ยังมีเมตตาให้เบี้ยกันดาร
พอเลี้ยงปากเลี้ยงท้องได้บ้างละ
  หลังจากเงินเดือนถูกบ้านหลังใหญ่
ยึดไปครอบครองจนหมด
โดยให้เหตุผลเพียงสั้นๆว่า
   ไม่ต้องใช้อะไรหรอกข้าวสารก็ซื้อให้ไว้แล้ว
กับข้าวก็หาเอาเองก็แล้วกันนะ
   ผักหญ้ามีมากมาย ไม่ต้องกลัวอดหรอก
"นี่ไงความรักที่คุณแม่บ้านเธอมีให้กับสามีสุดที่รัก
  รักจริงๆให้ดิ้นตาย "

ฉันได้ยินเจ้านายบ่นถึงความรักอย่างประทับใจ 
 จากนั้นก็เริ่มกระดกน้ำเปลี่ยนนิสัยเข้าปากจนหมดแก้ว
   แล้วก็หันมาทางฉันและถามฉันว่า
"คิดยังไงนะถึงเลือกมาอยู่ที่นี่ 
    ได้ข่าวว่าสอบได้ที่ดีนี่หว่าได้เลือกที่ลงด้วย
แต่ทำไมดันมาลงตรงนี้วะ เดี๋ยวก็ร้องไห้ขี้มูกโป่ง
เพราะคิดถึงความศิวิไลหรอก
 " ฉันนั่งฟังท่านแล้วก็ตอบคำถามของท่านว่า "
ไฟมันแรงค่ะท่านเลือดอนุรักษ์มันพุ่งกระฉูด
   เลยคิดว่าถ้าเราสละความสุขส่วนตัวสักหน่อย
ประเทศชาติคงไปได้ดี "
   เจ้านายได้ฟังถึงกับหัวเราะงอหายทีเดียว
   แล้วหันไปถามลูกน้องที่นั่งดื่มอยู่ด้วยกันว่า
   "พวกเอ็งคิดอย่างนั้นหรือเปล่าวะ"
ทุกคนถึงกับส่ายหน้า และพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า
 "เรามาด้วยความจำเป็นเพราะไม่มีเส้นสาย 
   เลยต้องถูกเตะโด่งมาที่นี่ไง 
    แต่เมื่อได้ยินน้องมันพูดเช่นนี้ ก็คิดว่า 
 มันคงจะบ้าไปแล้วแน่นอน ที่คิดแบบนี้"


ฉันอยู่ทำงานกับเจ้านายที่แสนดี
  และพวกพี่ๆที่แสนจะน่ารัก ได้ประมาณสัก 3 เดือน 
 ก็มีคำสั่งย้ายฉันเข้าไปรับราชการในตัวจังหวัด
  ด้วยเหตุผลง่ายๆๆ   เพียงว่า 
 ประเทศชาติไม่ใช่ของแกคนเดียว
   อย่าไปเสี่ยงกับไข้ป่าเลย ชีวิตยังอีกยาวไกลนัก
   ฉันอำลาเจ้านายด้วยใบหน้าเศร้า
เจ้านายได้พูดว่า " อย่าทำหน้าแบบสมเพศข้า ขนาดนั้นเลย
  ไปซะเถอะได้ดีแล้วอย่าลืมช่วยย้ายข้า
ไปอยู่กับครอบครัวด้วยนะ ข้าน่ะกินผักกินหญ้า
จนหลงคิดว่าตัวเองเป็นวัวไปแล้ว โชคดีนะลูก.."..


หลังจากฉันย้ายไปได้ไม่นาน ก็ได้ข่าวว่า 
 เจ้านายก็ได้ย้ายไปรับราชการในจังหวัดอื่นที่ดีขึ้น
   แต่ก็ไม่ทราบว่า ท่านเลิกดื่มน้ำเปลี่ยนนิสัยหรือยัง
   ก็ไม่เห็นมีอะไรจะต้องคิดอีกแล้วนี่
ผักหญ้าก็คงจะไม่ต้องหากินอีกแล้ว คงได้ได้ลิ้มชิมรส
หมู เห็ด เป็ด ไก่ กับเขาบ้างแล้วซินะเจ้านาย
แต่ยังข้องใจอยากถามท่านอีกหน่อยว่า
"ท่านหยุดน้อยใจ กับโชคชตา
ที่ท่านคิดว่าทำร้ายท่านหรือยังจ๊ะ เจ้านาย "

ท้ายนี้ขอให้ดวงวิญญาณของเจ้านาย
อันเป็นที่รักและเคารพไปสู่สุคติเถิด 
  ป่านนี้ท่านคงจะไปชวนเทวดา
ให้ทดลองดิ่มน้ำเปลี่ยนนิสัยอยู่ก็เป็นได้นะจ๊ะ ...
หลับให้สบายเถิด ในไม่ช้าเราคงได้พบกัน.....(•‿•✿)










Create Date : 10 กันยายน 2554
Last Update : 3 กรกฎาคม 2559 14:41:32 น.
Counter : 270 Pageviews.

0 comment
♣♣♣ บุเรงนองพิโรธ ♣♣♣




บุเรงนองพิโรธ

เมื่อครั้งฉันได้ติดตามนายไปตรวจราชการ
 ที่อำเภอท่าสองยางจังหวัดตาก 
 ในขณะนั้นประมาณปี 2515 
 ท่าสองยางยังอยู่ในดินแดนที่อันตราย
จากภัยผู้ก่อการร้าย 
  เรียกได้ว่าถนนสายแม่สอด - ตากน่ะ
 รถที่วิ่งจะต้องวิ่งเข้าวันออกวัน 
  ไม่มีสิทธิ์ที่จะวิ่งสวนทางกันได้หรอก
  และระหว่างทางนั้น อันตรายมากๆ 
  โดยเฉพาะช่วงดอยต่างๆที่รถต้องวิ่งผ่าน
  เรียกได้ว่าต้องมีคนโดนเด็ดทิ้งทุกวัน
เหมือนเด็ดดอกไม้เชียวละ
  รถราชการน่ะคุณจะต้องเอาตราราชการออกให้หมด
   ไม่งั้นคุณก็ต้องไปรับราชการกับยมพบาลแน่นอน
    นายถามฉันว่ากล้าไปไหม ถ้าไม่กลัวตาย
ก็ไปตรวจราชการที่อำเภอท่าสองยางกัน
    ฉันยิ้มและบอกนายไปว่า
คนอย่างฉันน่ะไม่กลัวตายหรอก
   เพราะถึงอย่างไรก็ต้องตายอยู่ดี
นายยิ้มและพูดว่า เออเอ็งแน่ ไปก็ไป 
 ฉันมองหน้านายแล้วก็คิดอยู่ในใจว่า
นายคงไม่รู้หรอกว่าฉันน่ะไปแม่สอดทุกอาทิตย์
ช่วงวันหยุดน่ะฉันก็อยู่ในแม่สอดนั่นแหละ
   ชีวิตช่วงนั้นบอกตรงๆว่า สนุกสุดๆ  หาไม่ได้อีกแล้ว 
  ฉันไปอยู่บ้านของทหารคนหนึ่ง
ซึ่ง ผ.ก.ค. เคารพนับถือมาก
เรียกว่า เขาเรียกพ่อกันละ 
 ท่านเป็นพ่อของพี่ชายที่ฉันเคารพนับถือมาก
ท่านไม่มีลูกสาว จึงรักฉันเหมือนลูกสาวคนหนึ่ง


สมัยนั้นไม่ว่าจะเป็นใครปลอมตัวกันเข้ามาในแม่สอด
จะต้องแจ้งให้พ่อทราบทั้งนั้นแหละ 
   ไม่งั้นไม่มีโอกาสกลับออกไปหรอกนะ
ที่บ้านพ่อ แม่จะทำเป็นโรงทาน
   ทุกวันจะหุงหาอาหารหม้อโตๆๆ
วางเรียงรายไว้ที่ซุ้มในบ้าน
   จะมีคนเข้ามากินกันทั้งวันนั่นแหละ
  ไม่รู้ว่าใครเป็นใคร ทั้งชาวเขา ท้้งขอทาน
   ทั้งต.ช.ด ทั้งทหาร โอ๊ะ...เยอะแยะไปหมด
  ไม่รู้ว่าใครเป็นใครกันหรอก พ่อฉันพูดภาษาพม่า
และภาษากะเหรี่ยง ภาษาม้ง แม้ว
  เรียกได้ว่าภาษาชาวเขาน่ะพ่อพูดได้หมดแหละ
   ตัวพ่อเองพูดภาษากลางบางครั้งตัวเองยังฟังไม่รู้เรื่องเลย
ฮ่าๆ นี่แหละพ่อละ เรามีแซวกันโดยตลอด
    ฉันมักเรียกพ่อว่าหน่วยเคลียพื้นที่ 
  หรือหน่วยกวาดบ้านนั่นแหละ 
  เพราะไม่ว่าใครจะไปใครจะมาพ่อต้องเคลียพื้นที่ให้
โดยตลอดนั่นแหละ ไม่ว่าคุณจะใหญ่โตมาจากไหน
   ถ้าพ่อไม่เคลียละก็ รับรองได้เลี้ยงข้าวต้มกุ้งแน่นอน ฮ่าๆ


เอาละๆเดี๋ยวยาว ไว้ว่างๆจะเล่าให้ฟังว่า
มันสนุกสุดเหวี่ยงอย่างไร 
  เอาเป็นว่าฉันได้ไปตรวจราชการ
ที่อำเภอท่าสองยางกับนายก็แล้วกัน
    เมื่อไปถึงที่ว่าการอำเภอท่าสองยาง 
  หัวหน้าส่วนราชการที่นายจะไปตรวจได้ออกมาต้อนรับ
   และพูดคุยกันสักพัก ก็เริ่มตรวจงานกัน 
  ระหว่างตรวจงานนั้น เจ้าหน้าที่ก็ตรวจกันไป
  สำหรับนายนั้น ได้นั่งคุยกับพี่คนที่เป็นหัวหน้าส่วนอำเภอ
   ฉันไม่รู้ว่าท่านพูดคุยอะไรกัน
เมื่อตรวจงานเสร็จ ประมาณ 5 โมงเย็น
  เราก็ได้ไปนั่งกินข้าวที่ซุ้มซึ่งอำเภอสร้างไว้
เพื่อเป็นที่พักของชาวบ้านเวลามาติดต่องานราชการ
เขาต้อนรับเราด้วยอาหารท้องถิ่นหลายอย่าง
  เช่นลาบ ลู่(เนื้อหมูปนเลือดสดๆ ทำคล้ายลาบ
แต่ไม่ทำให้สุก กินกันดิบๆนั่นแหละ)
กินกันจนปากแดงเหมือนกินเลือดสดๆยังไงยังงั้นเชียว
  อ้อ...ลืมบอกไปว่าที่นี่ เขาทำกับข้าวกันเองนะ
ไม่มีร้านอาหารหรูๆ  เลี้ยงหรอก
เพราะสมัยนั้น มันยังไม่เจริญ
และไม่ใช่เมืองท่องเที่ยวเหมือนสมัยนี้ 
 ชีวิตคนที่นี่จึงเป็นชีวิตคนชนบท อยู่กันอย่างสงบสุข
 ปลุกด้วยเสียงปืนกันโดยตลอดนั่นแหละ


งานเลี้ยงน่าประทับใจมาก เหล้าเถื่อน กระแช่ มีพร้อม
ส่วนเหล้าดีๆมียี่ห้อ   ไม่มีหรอก
เพราะเขาทำเหล้ากันเอง ใสเป็นตาตั๊กแตนเชียว
  หวานซ๊ะ  ฮ่าๆ   กินกันได้สักครึ่งชัวโมง
นายก็ขอตัวไปพักผ่อนก่อน บอกว่าเหนื่อย
  แต่ก็อนุญาตให้พวกเรากินกันเต็มที่ต่อไป
พี่หัวหน้าส่วนได้ไปส่งนายกลับที่พัก
   ก็ไม่ใช่ที่ไหนหรอก บ้านพักของหัวหน้าส่วนนั่นเอง
   พี่เขาอยู่คนเดียวไม่ได้เอาครอบครัวมาเสี่ยงด้วยหรอก
บ้านจึงไม่มีใคร สักพักพี่ก็กลับมาร่วมวงกับเราต่อ
  เรากินเหล้าเคล้ากับแกล้มกัน เสียงคุยโขมงโฉงเฉง
  ไม่ต้องกลัวรบกวนใคร 
 เพราะไม่มีใครเขาอยู่ที่อำเภอกันหรอก 
  เขาเข้าไปนอนในตัวอำเภอแม่สอดกันหมด
ไม่ใช่กลัวตายนะ แต่ก็ไม่อยากตายกันน่ะ
   เวลาผ่านไปจนค่อนรุ่ง
  พวกเราบางคนก็เมากลิ้งหลับไป 
  บางคนก็อืออาๆ   ไปตามประสาคนเมาแต่ก็ยังไม่หลับ 
   ส่วนฉันก็ได้แต่นั่งมองความเป็นไปของมนุษย์เหล่านี้ 
 และเริ่มจะง่วง จึงได้บอกกับพี่หัวหน้าว่า
  ง่วงแระจะไปนอนนะ พี่ช่วยนำทางไปหน่อย
    พี่หัวหน้าผงกหัวขึ้นมา นี่ก็คงเมาเหมือนกันแหละ
  พอสบตาฉันเท่านั้น พี่หัวหน้าก็สดุ้งสุดตัว
    ร้องเสียงดังว่า ตายละ....ท่านของเราไม่รู้เป็นอย่างไรบ้าง


จากนั้นพี่เขาก็รีบวิ่งออกไป ฉันจึงวิ่งตามไป 
 แต่แล้วฉันก็ต้องสดุดหยุดทันที
  แล้วรีบหลบหลังกอไผ่หน้าบ้านพัก
   ฉันเห็นหัวหน้ายืนตาเขียวปัด หน้าแดงก่ำ
เดินไปเดินมาอยู่ลานหน้าบ้านพัก เมื่อพี่เขาวิ่งไปถึง 
 ก็ได้แต่ยกมือไหว้ แล้วขอโทษหัวหน้าเสียงสั่น
  ผมลืมไปครับท่าน ผมลืมไปจริงๆ   มันคุยกันติดลมน่ะ
  เลยลืมภารกิจที่ให้หัวหน้ารอคอยไป 
  ฉันเห็นหัวหน้าพูดด้วยความโมโหว่า 
  ถ้ารู้ว่าจะลืมแล้วเอ็งทำไมแนะนำให้ข้าฯทายารอวะ
   รู้ไม๊ว่ามันท้้งร้อน มันทั้งบวม 
 จะเก็บก็ไม่ได้จะออกไปไหนก็ไม่ได้
    กว่ามันจะหมดฤทธิ์
พระอาทิตย์ก็เกือบมาเยือนแล้วโว้ย......
โธ่...บุเรงนองของข้า....
ว่าแล้วหัวหน้าก็เดินกลับเข้าห้องปิดประตูเสียงดังโครม....
  บุเรงนองพิโรธ ซะแล้ว ฮือๆๆๆๆๆ
ฮ่าๆ  จบดีกว่าจินตนาการไปเองก็แล้วกันนะ

...........................









Create Date : 30 พฤษภาคม 2554
Last Update : 3 กรกฎาคม 2559 14:27:05 น.
Counter : 279 Pageviews.

0 comment
☺♦☺ ห้าม!!!! เจ้าพ่อดูงิ้ว ☺♦☺



ห้ามเจ้าพ่อดูงิ้ว


เมื่อครั้งที่ฉันไปรับราชการอยู่หัวเมือง
ติดกับกรุงเทพมหานคร
สถานที่นั้นเป็นสถานที่ราชการ
ซึ่งสร้างมาเป็นเวลานานกว่าร้อยปีแล้ว
  ดูจากตัวอาคารไม้ใต้ถุนสูง 
 ก็ย่อมแน่แล้วว่าสร้างมาเนิ่นนานมาก
เพราะลักษณะเหมือนจะเป็นอาคารที่หนีน้ำท่วมด้วย
   เพราะอยู่ติดริมคลองใหญ่ 
   ใกล้ๆกับตัวอาคารซึ่งห่างออกไปไม่มากนัก 
  มีศาลเจ้าเล็กๆ  ตั้งอยู่ 
  และหน้าศาลเจ้าก็มีลานกว้าง โล่งเตียน
  ถัดจากลานกว้างออกไป ก็เป็นที่โล่ง
พอที่เด็กๆจะเข้าไปวิ่งเล่นกันได้ 
  และข้าราชการยามเลิกงานไม่รู้จะไปไหนก็ได้
ออกกำลังกายโดยการเล่นบอลกัน


ฉันไปทำงานอยู่ที่นั่นได้ไม่นานนัก
   ฉันก็เห็นมีการก่อสร้างอาคารชั่วคราว
สำหรับใช้เป็นที่แสดงอะไรสักอย่าง 
  ก็แค่มุงหลังคาแล้วเอาสังกะสีมากั้นฝาสองฝั่งเท่านั้น
  ส่วนหน้าและหลังเปิดโล่งไว้ โดย
หันหน้ามาทางอาคารที่ทำงานของเรา
    ฉันได้เรียกภารโรงมาซักถาม
ก็ได้ความว่า จะมีงานประจำปีฉลองเจ้าพ่อ
  งานนี้มีประจำทุกปี  ส่วนโรงที่สร้างขึ้นนั้นคือ โรงงิ้ว
   เพราะเจ้าพ่อชอบดูงิ้ว
  กรรมการจึงได้จัดงิ้วมาแสดงให้เจ้าพ่อดูทุกปี
   ฉันรับทราบและก็ไม่ซักถามอะไรอีก 
 ได้แต่คิดว่า  นายก็เพิ่งย้ายมาก่อนฉันไม่เท่าไร
   ก็คงจะยังไม่เคยได้ดูงิ้วเช่นกัน 
 ปีนี้ถือว่าเป็นปีทองแล้ว
   ทั้่งนายและฉันซึ่งย้ายมาใหม่
จะได้ดูงิ้วฉลองเจ้าพ่อกันแล้ว 
  ฉันยังคิดไปไกลอีกว่า 
 ในชีวิตก็ยังไม่เคยได้ดูงิ้วเป็นเรื่องเป็นราวสักที 
 ครั้งนี้ฉันจะลองดูซิว่ามันสนุกสักแค่ไหน
  เพราะไหนๆเขาก็เอามาแสดงให้ดูใกล้ๆ  แล้วนี่นะ


และแล้ววันงานก็มาถึง 
 ฉันเห็นโรงงิ้วได้จัดแต่งจนเป็นที่รู้กันว่า
งิ้วได้มาพร้อมที่จะเปิดการแสดงแล้ว
   ฉันนั่งทำงานอยู่ใกล้ๆกับห้องนาย
ในขณะนั้นฉันเห็นนายมีแขกมาขอพบ
   และได้เข้าไปในห้องพูดคุยกันได้สักพักแล้ว 
 และคิดว่าน่าจะคุยกันอีกนานแน่
   เพราะเห็นเลขาหน้าห้องนำกาแฟ
ไปเสริฟในห้องทำงานนายด้วย
    ฉันไม่สนใจอะไรอีกก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป 
  สักพักใหญ่ๆ ฉันก็ต้องสดุ้ง
เงยหน้าขึ้นมาด้วยสายตาตื่นตกใจ
   เพราะเสียงกลองที่ดังรัวลั่นไปทั้งตัวอาคาร 
  นี่มันเพิ่งจะสิบโมงเช้าเท่านั้นเอง
ยังเป็นเวลาราชการ ทำไมเสียงกลองงิ้วถึงดังอย่างนี้
  เสียงพูดคุยกันแทบไม่ได้ยินต้องส่งเสียงตะโกนซักถามกัน


สักพักฉันก็เห็นประตูห้องนายเปิดออกโดยแรง 
  นายเดินออกมาด้วยใบหน้าแดง ตาขวาง
กวาดสายตาไปทั่ว พร้อมส่งเสียงเรียกภารโรงดังลั่น
นายถามว่าใครเป็นคนหางิ้วมาแสดง 
 ภารโรงบอกว่ากำนันเป็นประธาน
จัดงานฉลองเจ้าพ่อทุกปี นายให้ไปตามกำนันมา
   ฉันเห็นกำนันเดินขึ้นมาพบกับนาย 
  ทั้งสองยืนคุยกันอยู่หน้าห้องนายนั่นเอง 
 กำนันได้ชี้แจงเรื่องงานฉลองเจ้าพ่อที่มีมาทุกปี 
  จนเป็นประเพณีของที่นี่ไปแล้ว นายยืนฟัง
แล้วก็พูดขึ้นว่า จะจัดงานฉลองท่านไม่ว่า
แต่ในเวลาราชการห้ามงิ้วเล่น
เพราะส่งเสียงดังทำลายสมาธิของข้าราชการ
ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่กันอยู่
อีกทั้งเสียงที่ดังยังทำให้พูดจากันไม่รู้เรื่อง
  จะซักถามประชาชนที่่มาติดต่อ
เรื่องการงานก็ถามกันไม่รู้เรื่อง ให้หยูดการแสดงซะ


กำนันได้ตอบนายไปอย่างฉาดฉานว่า
  "หยุดไม่ได้หรอกครับ เพราะเจ้าพ่อชอบดูงิ้ว" 
  ปีหนึ่งท่านถึงจะได้ดูซักที 
 ต้องให้ท่านได้ดูทั้งกลางวันและกลางคืน
  ท่านถึงจะพอใจ เมื่อได้ยินดังนั้น 
 นายจึงถามกำนันไปว่า ในที่นี้ใครปกครองอยู่ 
 นายหรือเจ้าพ่อ ฉันเห็นกำนันทำหน้างงอยู่พัก
  แต่ก็ยังตอบว่าถึงอย่างไรก็ต้องให้เจ้าพ่อได้ดูงิ้ว
  เพราะถ้าไม่ได้ดูงิ้ว เจ้าพ่ออาจจะโกรธ
และไม่ยอมช่วยเหลือชาวบ้าน
ที่ไปบนบานขอความช่วยเหลือจากท่าน 
  นายได้ฟังกำนันแถลงการณ์เท่านั้นแหละ
  หน้าท่านจากสงบเริ่มแดงขึ้นด้วยความโมโห
   ฉันเฝ้าสังเกตุการณ์อยู่ใกล้ๆ
 คิดว่ามันชักจะไม่ดีแล้ว
  เดี๋ยวนายจะไปทะเลาะกับกำนันซะเปล่าๆ
  ว่าแล้วคนชอบยุ่งอย่างฉันก็ดำเนินการ
ตามความคิดของฉันทันที ฉันเรียกภารโรงมา
กระซิบใกล้ๆ   ภารโรงพยักหน้าแล้วก็เดินหายไป


สักพักเสียงดังของงิ้วก็เงียบลง
  แต่ก็ไม่สงัดมากเพียงแต่ไม่ดังเท่าเก่าแล้ว 
  คงมีเสียงดังมาพอได้ยินเสียงกลองบ้างเท่านั้น 
 ส่วนเสียงร้องของงิ้วนั้นเงียบไปแล้ว
    ฉันเห็นนายพูดกับกำนันว่า 
  กลางวันถ้างิ้วจะแสดงต้องไม่ใส่เครื่องขยายเสียง
   ถ้ากลัวเจ้าพ่อไม่ได้ยิน
ก็ให้อัญเชิญเจ้าพ่อไปนั่งหน้าโรงงิ้วซะ
จะได้ยินเสียงงิ้วแสดงกัน 
  เพราะตอนกลางวันนายเป็นใหญ่กว่าเจ้าพ่อ 
  เพราะต้องปกครองบ้านเมืองให้ราษฎรมีแต่ความสงบสุข
  และหลังจากหมดเวลาราชการแล้ว 
 ก็ยกให้เจ้าพ่อเป็นใหญ่ได้ต่อไป
  แถมวันหยุดราชการให้เจ้าพ่อด้วย 
  เชิญเจ้าพ่อตามสบาย เราแบ่งเวลากันชัดแจ้งแล้ว
  ดังนั้นต่อไปให้เป็นตามนี้ 
 ฉันเห็นกำนันเดินบ่นพึมพัมลงบันใดไป


นายหันหลังจะเปิดประตูเข้าห้องไป
แต่คงนึกอะไรขึ้นมาได้
จึงได้เรียกฉันเข้าไปหา แล้วถามว่า 
  เราไปทำอะไรกับโรงงิ้ว ทำไมเสียงมันถึงเงียบไป
   ฉันมองหน้าท่านอย่างงงๆ และคิดว่า
รู้ได้ไงว่าเป็นเราทั้งๆที่เราก็อยู่กับท่านบนอาคารนี้
    ยังไม่ได้เดินออกไปไหนเลย
  นายมองหน้าฉันแล้วก็ยิ้มๆ  พูดว่า
ท่านเห็นว่าฉันซุบซิบอะไรกับภารโรง
  และสักพัก เสียงงิ้วก็เงียบไป 
  ฉันได้แต่ยิ้ม แล้วก้มหน้าก้มตาตอบนายไปว่า
ก็ไม่มีอะไรหรอกท่าน
  ฉันสั่งให้ภารโรงไปทำการตัดสายไฟ
  เครื่องขยายเสียงของโรงงิ้วซะ
  ทำอย่างไรก็ได้ที่ให้มันจะต่อใช้ได้ก็อีกหลายชั่วโมง
และนี่ก็ตั้งใจ จะโทรไปไฟฟ้าขอความร่วมมือ
ให้เจ้าหน้าที่ไฟฟ้าไม่ว่างมาต่อไฟให้โรงงิ้ว 
 ให้รอจนกว่าหมดเวลาราชการซะก่อน
ค่อยมาต่อให้ใช้ได้ใหม่ นายยิ้มๆแล้วเดินเข้าห้องไป
    ฉันได้แต่รำพึงกับตัวเองว่า
  มันเป็นทางเดียวที่จะสงบศึกระหว่าง นาย กับ เจ้าพ่อ ได้
  เพราะเรายังต้องอยู่ร่วมกันอีกสอง - สามปี 
 ถ้าไม่โดนย้ายไปที่อืนซะก่อน
จนหมดงานประจำปี 
 ฉันยังไม่เห็นเจ้าพ่อโกรธนายเลย
  มีแต่กำนันเท่านั้น
ที่หัวฟัดหัวเหวี่ยงเดินออกไป ฮ่าๆ

...............................










ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 29 พฤษภาคม 2554
Last Update : 3 กรกฎาคม 2559 14:07:37 น.
Counter : 292 Pageviews.

0 comment
1  2  

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....