Group Blog
All Blog
### ปัญญาขั้นที่สาม ###



















“ปัญญาขั้นที่สาม”

ปัญญาที่จะสามารถทำลายตัณหาความอยาก

 ดับความทุกข์ต่างๆ ได้นี้ ต้องเป็นภาวนามยปัญญา

เป็นปัญญาขั้นที่สาม เป็นปัญญาที่จะต้องมีสมถภาวนาเป็นผู้สนับสนุน

 สมถภาวนาก็คือสมาธิ หรือที่เรียกว่าอัปปนาสมาธิ

ถ้าเรายังไม่มีอัปปนาสมาธิ ปัญญาที่เรามีอยู่นี้

จะไม่มีกำลังพอที่จะละตัณหาต่างๆได้ ที่จะดับความทุกข์ต่างๆได้

เพราะไม่มีกำลังพอ เช่นเราได้ยินได้ฟังธรรมแล้ว

เรารู้แล้วว่าตัณหาเป็นตัวที่ทำให้เราเกิดความทุกข์

เป็นเหตุที่ทำให้เราต้องเวียนว่ายตายเกิด

แต่เราก็ยังไม่สามารถที่จะละตัณหาความอยากต่างๆ ได้

 เช่นความอยากในรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

 เราก็ยังละกันไม่ได้ เราก็ยังอยากดู อยากฟัง อยากดื่ม

อยากรับประทาน อยากเสพรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะอยู่

 ถ้าเรายังมีความอยากอยู่ปัญญาที่เราได้รับจากการได้ยินได้ฟัง

ได้ศึกษานั้นไม่สามารถที่จะระงับละตัณหาได้

แต่ถ้าเราได้เจริญสมาธิ ทำใจรวมให้เป็นหนึ่งได้

 ให้เป็นอัปปนาสมาธิได้ ใจของเราจะมีกำลังคืออุเบกขา

 ที่จะสามารถต้านความอยากได้

เวลาเกิดความอยากแล้วปัญญาบอกว่า

นี่แหละคือต้นเหตุของความทุกข์

การที่จะบรรลุธรรมก็บรรลุตรงที่การไม่ทำตามความอยากนี่นั่นเอง

 เพราะถ้าละความอยากได้ ไม่ทำตามความอยากได้

 ความทุกข์ก็จะดับไป ความทุกข์ดับไป การบรรลุธรรมก็ปรากฏขึ้นมา

 อันนี้ถ้าไม่มีอุเบกขาไม่มีอัปปนาสมาธิ

 ปัญญานี้จะเป็นจินตามยปัญญา หรือเป็นสุตมยปัญญา

จะไม่ใช่เป็นภาวนามยปัญญา จะไม่สามารถละตัณหาทั้ง ๓ ได้

 คือกามตัณหา ภวตัณหาและวิภวตัณหาได้

และการที่เราจะมีอัปปนาสมาธิได้ เราก็ต้องมีศีล

 เช่นศีล ๘ เพราะศีล ๘นี้จะเป็นรั้วที่จะกั้นตัณหาความอยาก

 ไม่ให้ออกมาเพ่นพ่านให้ขังอยู่ในใจไม่ให้ออกมาทางกาย ทางวาจา

 เช่นผู้ที่ถือศีล ๘นี้จะไม่สามารถทำตามกามตัณหาได้

 ทำตามความอยากเสพรูป เสียง กลิ่น รสได้

เช่นศีลข้อ ๓ ก็จะห้ามไม่ให้ร่วมหลับนอนกับคู่ครองของตน

 ศีลข้อ ๖ ก็จะไม่ให้เสพกามด้วยการรับประทานอาหารมาก

เกินความต้องการของร่างกาย

 ศีลข้อ ๗ ก็ห้ามไม่ให้หาความสุขทางตา หู จมูก ลิ้น กาย

 เช่นห้ามดูมหรสพบันเทิงต่างๆ ห้ามร้องรำทำเพลง

ห้ามเเต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์ที่มีสีสันสวยงาม วิจิตรพิสดาร

ห้ามใช้น้ำหอม น้ำมันเครื่องสำอางต่างๆ

 ใช้เสริมความงามของร่างกาย

 แล้วก็ห้ามหลับนอนมากเกินความต้องการของร่างกาย

ด้วยการไม่นอนบนเตียงใหญ่ๆ ฟูกหนาๆ

เพราะจะทำให้นอนได้นาน

ปกติร่างกายนี้ต้องการพักผ่อนไม่เกินวันละ ๔ -๕ ชั่วโมง

 แต่ถ้าได้นอนบนเตียงใหญ่ๆฟูกหนาๆ

 พอร่างกายได้พักผ่อนตื่นขึ้นมาแล้ว เนื่องจากความนุ่มความสบาย

 ของที่นอน ก็จะทำให้อยากนอนต่อ

 ไม่อยากจะลุกขึ้นมาบำเพ็ญนั่งสมาธิ เจริญปัญญา

ก็จะทำให้ติดอยู่กับการเสพความสุขทางร่างกาย

 ศีล ๘ นี้จึงมีความจำเป็นอย่างมาก สำหรับผู้ที่ต้องการเจริญสมาธิ

และปัญญาเพื่อบรรลุมรรคผล นิพพาน

ศีล ๕ นี้สำหรับผู้ที่ยังไม่ได้มีความพร้อมที่จะปฏิบัติธรรม

 เหมาะกับผู้ที่ชอบแสวงบุญ ชอบทำทาน

ก็ให้ทำทานแล้วก็รักษาศีล ๕ ไปก่อนจนกว่าจิตจะมีกำลังเพิ่มมากขึ้น

 เห็นคุณค่าของการมีความสงบภายในใจ

 ก็จะเกิดความฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา เกิดอิทธิบาท ๔

 ที่อยากจะหาความสุขจากความสงบให้เพิ่มมากขึ้น

ก็จะสนใจในการที่จะรักษาศีล ๘

สนใจในการที่จะไปหาที่สงบสงัดวิเวกเพื่อที่จะได้เจริญสติ

 ที่จะคอยควบคุมความคิดปรุงเเต่งไม่ให้คิดฟุ้งซ่าน

เพื่อระงับความคิดปรุงเเต่ง เพื่อให้จิตเข้าสู่ความสงบ

ให้สักแต่ว่ารู้ให้จิตรวมเป็นหนึ่ง เป็นอุเบกขา

แล้วจะได้พบกับความสุขที่แท้จริง

ความสุขที่ถาวร ความสุขที่ยิ่งใหญ่กว่าความสุขทั้งปวง

คือความสุขที่เกิดจากความสงบของใจ

แล้วพอได้ความสงบแล้ว เวลาเกิดตัณหาความอยากขึ้นมา

 ก็จะเห็นโทษทันทีเพราะเวลาเกิดตัณหาความอยาก

 ความสงบของจิตนี้จะหายไป

ก็จะรู้ทันทีว่าสิ่งที่จะมาทำลายความสุขที่แท้จริงก็คือ

ตัณหาความอยาก และสิ่งที่ทำให้เกิดตัณหาความอยากก็คือความหลง

ที่ไปหลงคิดว่าการหาความสุขนอกเหนือจากความสงบนั้นเป็นความสุข

 แต่ความจริงแล้วมันเป็นความทุกข์

แต่ถ้าไม่มีความสงบไม่มีสมาธิ จะไม่เห็นความจริงอันนี้

 ผู้ที่ไม่มีความสงบไม่มีความสุขภายในใจ

ก็ต้องหาความสุขภายนอกใจ

 หาความสุขตามความอยากคือกามตัณหา

 หาความสุขทางกามคุณทั้ง ๕

คือทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะนี้เอง

แต่ผู้ที่มีความสงบแล้วจะไม่หิว

กับอารมณ์ทางรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

แล้วพอเกิดความอยากขึ้นมา ก็จะเห็นโทษของความอยาก

ว่าจะเป็นตัวที่จะมาทำลายความสงบ

 ก็จะใช้ปัญญาสอนใจเตือนใจว่า อย่าไปทำตามความอยาก

 เพราะความสุขที่ได้จากการทำตามความอยากนี้เป็นความสุขชั่วคราว

เป็นอนิจจัง ไม่ถาวร เวลาได้เสพได้สัมผัสก็มีความสุข

 ก็เสพเสร็จผ่านไปแล้วความสุขที่ได้ก็หายไป

ปล่อยให้เหลือแต่ความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยว

ปล่อยให้เหลือแต่ความอยากที่จะเสพใหม่

และเวลาที่ไม่ได้เสพก็จะเป็นเวลาที่ทุกข์ทรมานใจ

ก็ต้องคอยเสพอยู่เรื่อยๆ แต่เครื่องไม้เครื่องมือที่ใช้ในการเสพ

มันก็เป็นของไม่เที่ยง คือร่างกาย คือตา หู จมูก ลิ้น กายนี่เอง

 มันก็ต้องแก่ลงไปเรื่อยๆ

สมรรถภาพที่สามารถจะดู จะฟังก็จะน้อยลงไปเรื่อยๆ

แล้วต่อไปก็จะไม่สามารถใช้ตา หู จมูก ลิ้น กาย

เป็นเครื่องมือในการหาความสุขได้

ก็จะอยู่กับความอ้างว้างเปล่าเปลี่ยวเดียวดายอยู่กับความหิวโหย

 อยู่กับความอยาก อยู่กับความทุกข์ ที่เกิดจากความอยาก

ความหิวโหย แล้วเวลาตายไปความอยากนี้ก็ยังอยู่ภายในใจ

ความอยากนี้ก็จะดึงใจให้กลับมาเกิดใหม่

หลังจากที่ไปรับผลบุญผลบาปแล้ว

ถ้าเป็นบาปพาไปก็ต้องไปรับผลบาปในอบาย

ถ้าเป็นบุญพาไปก็ไปรับผลบุญในสวรรค์ชั้นต่างๆ

จนกว่าผลบุญผลบาปนั้นได้หมดลงไป ก็จะกลับมาเกิดใหม่

มาเป็นมนุษย์ใหม่ มาเสพกามใหม่ มาเสพกามตัณหา

 เสพภวตัณหา วิภวตัณหาใหม่

ถ้าไม่ใช้ปัญญาคอยกำจัดหลังจากที่ได้สมาธิแล้ว

 ปัญญานี้จะเป็นภาวนามยปัญญา

แต่ถ้ายังไม่มีสมาธินี้ปัญญาจะเป็นจินตามยปัญญา

 เป็นความรู้แต่ไม่มีกำลังที่จะทำตามความรู้ความเห็นนั้นได้

อย่างพวกเราที่ได้ยินได้ฟังธรรมกัน

และได้พิจารณาธรรมกันอยู่เรื่อยๆ

พวกเราคงจะเห็นถ้าใจของเรายังไม่สงบ

ความอยากต่างๆ ที่เรารู้ว่าไม่ดีเป็นโทษกับเรา

เราก็ยังหยุดมันไม่ได้ละมันไม่ได้ นั่นก็เป็นเพราะว่า

ใจเราไม่มีกำลังของอุเบกขานั่นเองไม่สามารถอยู่เฉยๆได้

 ไม่สามารถต้านความอยากที่จะดึง

ให้ไปแสวงหาความสุขจากสิ่งต่างๆได้นั่นเอง

นี่คือเรื่องของปัญญา ที่ต้องเป็นภาวนามยปัญญา

ถ้าเป็นสุตะหรือจินตาไม่พอ ไม่มีกำลังไม่มีอุเบกขา

 ต้องสร้างอุเบกขาสร้างอัปปนาสมาธิขึ้นมา

ถ้ามีอัปปนาสมาธิก็จะมีอุเบกขา ถ้ามีอุเบกขาก็จะมีกำลัง

ที่จะต่อต้านตัณหาความอยาก

 เวลาที่ปัญญามาชี้แนะนำให้เห็นโทษ ของการทำตามความอยาก

ว่าเป็นการหาความสุขชั่วประเดี๋ยวประด๋าว

เหมือนกับคนหาความสุขจากยาเสพติด

คนที่หาความสุขจากยาเสพติดนี้จะทุกข์มากกว่า

คนที่ไม่หาความสุขจากยาเสพติด ฉันใด

คนที่ไม่หาความสุขตามความอยากก็จะไม่ทุกข์

เหมือนกับคนที่หาความสุขตามความอยาก

คนที่หาความสุขจากความสงบนี้จะไม่ต้องคอยดิ้นหาสิ่งนั้นสิ่งนี้

มาให้ความสุขกับตน เพราะความสุขที่เกิดจากความสงบนี้

ป็นความสุขที่สามารถที่จะอยู่กับตนไปได้ตลอด

สามารถให้ความสุขกับตนไปได้ตลอด

ไม่ว่าจะมีร่างกายนี้หรือไม่มีร่างกายนี้

 ไม่ว่าจะมีรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะให้เสพหรือไม่ก็ตาม

ไม่เป็นปัญหาแต่อย่างใด

เเต่ผู้ที่ยังต้องเสพกาม เสพรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ

ก็จำเป็นจะต้องหารูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพต่างๆ

มาเสพอยู่เรื่อยๆ แล้วก็ต้องใช้ตา หู จมูก ลิ้น กายเป็นเครื่องมือ

 แล้วเวลาที่ตา หู จมูก ลิ้น กายนี้เข้าสู่ความชราภาพ

 เข้าสู่ความพิกล พิการก็จะไม่สามารถที่จะหาความสุข

จากรูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะได้

พอไม่สามารถหาได้ก็จะเหมือนกับคนที่ติดยาเสพติด

แล้วไม่สามารถหายาเสพติดมาเสพได้ ก็จะมีแต่ความทุกข์ทรมานใจ

นี่คือการใช้ปัญญาเพื่อสอนใจให้เห็นโทษ

ของการทำตามความอยากแล้วจะทำให้ไม่ทำตามความอยาก

ฝืนความอยากละความอยากได้ ถ้าใจมีอัปปนาสมาธิ ใจมีอุเบกขา.

.........................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๗ ตุลาคม ๒๕๕๘

“เหตุและปัจจัยที่ทำให้บรรลุธรรม”

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต










Create Date : 23 พฤศจิกายน 2558
Last Update : 23 พฤศจิกายน 2558 10:40:41 น.
Counter : 344 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

BlogGang Popular Award#13



tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....