Group Blog
All Blog
### การปฎิบัติขั้นปัญญาคือคิดไปในทางอริยสัจ 4 ###

















“การปฏิบัติขั้นปัญญาคือ

การคิดไปในทางอริยสัจ ๔”

การฟังเทศน์ฟังธรรมเพียงอย่างเดียวนั้น

จึงยังไม่พอต่อการที่จะกำจัดความทุกข์ภายในใจให้หมดไปได้

จำเป็นจะต้องน้อมนำเอามาปฏิบัติอีกทีหนึ่ง

หรือปฏิบัติในขณะที่ฟังเลยก็ได้ ถ้าอยู่ในขั้นปัญญาแล้ว

ผู้ที่มีศีลแล้ว มีสมาธิแล้ว สามารถปฏิบัติในขณะที่ฟังได้

เพราะการปฏิบัติขั้นปัญญานี้เป็นการใช้ความคิด

ความคิดที่ไปในทางอริยสัจ ๔

คิดไปในทางอริยสัจ ๔ ก็จะเห็นความสัมพันธ์ระหว่าง

ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค แล้วก็จะสามารถสั่งให้ใจ

ผลิตมรรคออกมาเพื่อหยุดตัณหาความอยากต่างๆ

ที่มีอยู่ภายในใจได้ แต่ถ้ายังไม่มีสมาธิก็ต้องมาสร้างสมาธิ

ให้เกิดขึ้นก่อน ถ้ายังไม่มีศีลก็ต้องมาสร้างศีลให้เกิดขึ้นก่อน

 สำหรับศีลของผู้ปฏิบัติอย่างน้อยก็ต้องเป็นศีล ๘ ขึ้นไป

 ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ ศีล ๓๐๐ กว่าข้อนี้

 เป็นศีลของผู้ปฏิบัติธรรม

เพราะว่าจะทำให้สามารถสร้างสมาธิขึ้นมาได้

ถ้าเป็นศีล ๕ นี้จะไม่มีกำลังพอ ที่จะสร้างสมาธิให้เกิดขึ้นมาได้

 ต้องอาศัยศีล ๘ขึ้นไปเหมือนกับเวลาที่เราขับรถขึ้นที่สูง

 เราจะใช้เกียร์สูงไม่ได้ เราต้องใช้เกียร์ต่ำ

 ต้องเปลี่ยนเกียร์ จากเกียร์ ๔ ก็ต้องเป็นเกียร์ ๓

จากเกียร์ ๓ ก็ต้องเปลี่ยนเป็นเกียร์ ๒

จนกว่าจะสามารถไปถึงยอดเขาได้

ถ้าเราใช้เกียร์สูงเกียร์ ๔ เกียร์ ๕ เครื่องก็จะดับไปไม่ได้ ฉันใด

การรักษาศีลก็เป็นอย่างนั้น ถ้าเรารักษาศีล ๕ นี้

จะไม่มีกำลังพอที่จะส่งใจให้ไปสู่การปฏิบัติธรรม

 สู่การเจริญสมาธิได้ ต้องมีศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗

 เป็นเครื่องมือคอยผลักดันใจให้ขึ้นไปสู่การปฏิบัติสมถภาวนา

 คือการทำใจให้สงบ ถ้ามีสมถภาวนาแล้ว

 มีสมาธิแล้วก็สามารถออกพิจารณาทางปัญญาได้เลย

 พิจารณาดูอริยสัจ ๔ ได้เลย

อริยสัจ ๔ นี้ต้องเป็นอริยสัจ ๔ ที่เกิดขึ้นจริงๆ

ไม่ใช่ที่เกิดจากคิดปรุงเเต่ง มันไม่เหมือนกัน

 ต้องเห็นทุกข์ ต้องเห็นเวลาที่เราร้องห่มร้องไห้เศร้าโศกเสียใจ

 แล้วก็พิจารณาว่าทำไมเราต้องมาร้องห่มร้องไห้

เสียใจเพราะอะไร เพราะเราจะต้องสูญเสียสิ่งที่เรารักไป

หรือคนที่เรารักไป แล้วเราห้ามเขาได้หรือเปล่า

 เขาเป็นสิ่งที่เราควบคุมบังคับให้เขาไม่จากเราไปได้หรือเปล่า

 ต้องพิจารณาเเบบสดๆ ร้อนๆ ถึงจะเป็นปัญญา

 ต้องเกิดทุกข์ขึ้นมาแล้วจะต้องพิจารณาดูว่า

กำลังอยากกับเรื่องอะไรแล้วก็ต้องพิจารณา

เรื่องที่กำลังอยากอยู่ ว่าเป็นอนิจจา เป็นอนัตตา

เราไม่สามารถที่จะไปยื้อเขาไว้ได้ ถ้าเขาจะต้องไป

 ถ้าเขาจะต้องจากเราไป ถ้าเราเห็นอย่างนี้เราก็ปล่อยเสีย

พอเราปล่อยคือเราไม่ได้ไปอยากให้เขาอยู่กับเราอีกต่อไป

 พอไม่มีความอยาก ความทุกข์ก็จะหายไป

อันนี้ต้องเห็นแบบนี้ถึงจะเรียกว่าเห็นอริยสัจ ๔

เห็นตามความเป็นจริง เห็นตามเหตุการณ์จริง

ไม่ใช่ตามแบบทฤษฎีแบบที่เรานั่งคิดกันว่า

ความทุกข์ของเราเกิดจากความอยากของเรา

ความทุกข์ของเราจะหายไป

ก็ต้องเห็นสิ่งที่เราอยากว่าเป็นไตรลักษณ์

 อันนี้ยังเป็นทฤษฎีอยู่ แต่ก็ต้องศึกษาทฤษฎีเตรียมตัวไว้ก่อน

เหมือนเป็นการทำการบ้านไว้ก่อน

 ลองพิจารณาคนที่เรารัก คนที่เราไม่อยากให้เขาจากเราไปดู

 คอยพิจารณาอยู่เรื่อยๆ แล้วรอวันที่เขาจะจากเราไป

แล้วเวลานั้นดูซิว่าเราจะทุกข์หรือไม่ทุกข์

เช่นร่างกายของเรานี้ก็เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นอนิจจัง อนัตตา

 ไม่ใช่ตัวเรา ไม่ใช่ของเรา ถ้าเราอยากให้เขาเที่ยง

 อยากให้เขาเป็นของเรา เวลาเขาจะจากเราไปนี้

เราจะทุกข์ขึ้นมาทันที เพราะเรามีความอยาก

แต่ถ้าเรารู้ล่วงหน้าว่าเราต้องไม่มีความอยากกับเรื่องของร่างกายนี้

เพราะเขาไม่เที่ยง เขาไม่ใช่เป็นของเรา

ถ้าถึงเวลาเขาจะไปก็ยอมปล่อยให้เขาไป ก็จะไม่ทุกข์

อันนี้จะพิสูจน์ได้ เช่นเวลาเราเจ็บไข้ได้ป่วยแล้วเราต้องไปหาหมอ

 หมอก็วินิจฉัยว่าเป็นโรคมะเร็งขั้นสุดท้าย ทำอะไรไม่ได้

 รักษาไม่ได้แล้ว เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนก็จะต้องตายไป

เวลานั้นแหละจะได้เห็นอริยสัจ ๔ ของจริงปรากฏขึ้นมาภายในใจ

 และเวลานั้นแหละจะได้เห็นว่าธรรมของเรา

ที่เราได้ศึกษาได้ปฏิบัตินี้ มีกำลังพอที่จะดับความทุกข์

ภายในใจของเราได้หรือไม่ ละตัณหาความอยาก

ไม่ให้ร่างกายตายไปได้หรือไม่ อันนี้มันจะเกิดขึ้นตอนนั้น

ตอนนี้ยังไม่เกิดก็ต้องเป็นเวลาที่เราต้องซ้อมอยู่เรื่อยๆ

 เหมือนกับนักมวย ก่อนที่จะขึ้นเวทีไปชิงแชมป์

ต้องซ้อมชกกับคู่ซ้อมไปก่อน ชกกระสอบทรายไปก่อน

 จนกว่าจะมีความมั่นใจว่า พร้อมก็ถึงจะขึ้นไปบนเวที

แล้วก็จะมีโอกาสที่จะชนะคู่ต่อสู้ได้

นี่คือเรื่องของธรรมของพระพุทธเจ้าที่มีอยู่ภายในใจของพวกเรา

แต่บางทีเรามองไม่เห็นกัน เพราะเราไม่ได้มองเข้ามาข้างในใจ

ถ้าใจไม่มีความสงบไม่มีสมาธิจะไม่เห็นอริยสัจ ๔

ที่มีแสดงอยู่เรื่อยๆ มีทุกข์ เล็กทุกข์น้อยทุกข์ใหญ่ทุกข์โต

สลับกันไปอยู่ตลอดเวลา

แต่ถ้ามีสมาธิแล้วใจจะกลับเข้ามามองข้างในใจ

 จะมองเห็นใจ ถ้ามองใจ ใจก็จะเห็นอริยสัจ ๔ กำลังทำงานอยู่

 ถ้ามีธรรมมากก็จะเป็นมรรคกับนิโรธ เป็นส่วนใหญ่

ถ้ามีกิเลสมากมีตัณหามากก็จะเป็นทุกข์กับสมุทัย

ทำงานกันเป็นส่วนใหญ่ เพราะธรรมทั้ง ๒ คู่นี้ผลัดกันทำหน้าที่กัน

 เหมือนแข่งกัน ถ้ากิเลสมีกำลังมากกว่า

ธรรมะก็จะไม่ได้ออกมาแสดงตัว

ถ้าธรรมะมีกำลังมากกว่ากิเลสก็จะไม่ออกมาแสดงตัว

 ถ้ากิเลสไม่แสดงตัวความทุกข์ก็จะไม่ปรากฏ

ถ้ากิเลสแสดงตัวตัณหาแสดงตัวความทุกข์ก็จะปรากฏขึ้นมา

เวลาที่เราเกิดความทุกข์ใจก็ขอให้เราเข้ามาแก้ที่ข้างใน

 แต่ถ้าเราไม่มีสมาธิเราจะไม่แก้ที่ข้างใน เราจะไปแก้ที่ข้างนอก

 แก้สิ่งที่ทำให้เราไม่สบายใจ ใครทำให้เราไม่สบายใจ

เราต้องไปจัดการกับเขา อย่างใดอย่างหนึ่ง

คุยกับเขาหรือกำจัดเขาให้พ้นหูพ้นตาไป

เพื่อที่เราจะได้หายจากความไม่สบายใจ

 แต่มันก็เป็นการหายชั่วคราวเดี๋ยวก็มีคนอื่นขึ้นมาแทนที่

มาทำให้เราไม่สบายใจอีก เราก็ต้องไปกำจัดเขาอีกแล้ว

 การกำจัดเขาก็อาจจะเป็นการสร้างเวรสร้างกรรมกันขึ้นมา

 แทนที่จะกำจัดเขาให้หายไป เขากลับจะมาหาเราบ่อยขึ้นเสียอีก

 เพราะเขายังแค้นอยู่ภายในใจที่เราไปกำจัดเขา

วิธีที่แก้ปัญหาของใจเรานั้นต้องแก้ที่ตัณหาความอยากของเรา

 อย่าอยากให้เขาหายไป อย่าอยากให้เขาเป็นอย่างนั้นเป็นอย่างนี้

 หยุดความอยากเสีย เขาจะเป็นอย่างไร เขาจะอยู่ เขาจะไป

ก็เรื่องของเขา ถ้าไม่มีความอยากแล้วเราจะไม่เดือดร้อน

กับการอยู่กับการไปของเขา แล้วเราจะไม่มีเวรไม่มีกรรมกับเขา

 นี่คือหลักของการปฏิบัติธรรมที่พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอน

คือให้มาแก้ที่ใจแก้ที่ตัณหาความอยากนี้ด้วยปัญญา

ที่พระพุทธเจ้าทรงค้นพบคืออนิจจัง ทุกขัง อนัตตา

 ถ้าเราปฏิบัติตามแนวทางนี้แล้วรับรองได้ว่า

ความทุกข์ต่างๆ ภายในใจของเรานี้จะหมดไปตามลำดับ

และหมดไปได้อย่างถาวรอย่างแน่นอน

เพราะว่าพระพุทธเจ้า และพระอรหันตสาวก

 ได้ทรงกำจัดความทุกข์ด้วยวิธีนี้กันทั้งนั้น

ไม่มีความทุกข์หลงเหลืออยู่ในพระทัยของพระพุทธเจ้า

 ในใจของพระอรหันตสาวก

 เพราะท่านมีธรรมของพระพุทธเจ้าเป็นเครื่องมือ

เราต้องมาฟังธรรมแล้วนำเอาธรรมนี้ไปเป็นเครื่องมือ

 กำจัดความทุกข์ต่างๆ ให้มันหมดไปจากใจของพวกเรา

แล้วเราจะได้อยู่กันอย่างร่มเย็นเป็นสุข

 ไม่ว่าจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นไม่ว่าจะกับร่างกายของเราก็ดี

 กับบุคคลใดก็ดี หรือเกิดกับทรัพย์สิน

ข้าวของเงินทองต่างๆของเราก็ดี

จะไม่ทำให้เราต้องมีความทุกข์กับเขาเลย

เพราะเรามีธรรมของพระพุทธเจ้าปกป้องคุ้มครองรักษา

ให้ใจของเรานั้นมีแต่ปรมัง สุขังอยู่ตลอดเวลา.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.............................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๓ กันยายน ๒๕๕๘

“ฟังธรรมเพื่อให้ได้ธรรม”












ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 03 มกราคม 2559
Last Update : 3 มกราคม 2559 10:53:13 น.
Counter : 344 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....