Group Blog
All Blog
### ศึกษาวิธีควบคุมใจให้สงบ ###















“ศึกษาวิธีควบคุมใจให้สงบ”

พวกเรามีโชคที่เราได้มาพบกับพระพุทธศาสนา

 ที่สอนให้เราสามารถที่จะอยู่กับความทุกข์ของทางร่างกายได้

ความแก่ ความเจ็บ ความตายของร่างกายที่จะต้องเกิดขึ้น

 แต่ใจของเรานี้จะไม่ทุกข์กับความแก่

ความเจ็บ ความตายของร่างกาย

ถ้าเรามาศึกษาวิธีควบคุมใจให้สงบ สอนใจให้สงบ

 อย่าไปวุ่นวายกับเรื่องของร่างกาย มากเกินไป

ดูแลร่างกายไปตามเหตุตามผลตามมีตามเกิด

ร่างกายมันไม่ต้องการอะไรมาก มันต้องการแค่ข้าว

ที่อยู่อาศัย น้ำดื่ม อากาศไว้หายใจ มีเสื้อผ้าไว้ใส่

เจ็บไข้ได้ป่วยก็มียาไว้รับประทาน แค่นี้ก็อยู่ของมันไป

แต่เราไปหลงผิดเราไปหลงอาศัยร่างกายเป็นเครื่องมือหาความสุข

 พอเรามีร่างกายเราก็ไปเที่ยวได้

ถ้าร่างกายเเข็งแรงเราก็ไปเที่ยวได้

 มีใครซื้อตั๋วเที่ยวมาให้นี้ไปกันทุกคนเชื่อไหม

อย่างรถทัวร์ที่มาวัดญาณสังวรารามนี้ บางทีมาจากภาคอิสานกัน

 อบต.เขาจัดมากันทั้งนั้น พวกนี้พวกนายก อบต.

เหมือนเขาตอบแทนเวลาหาเสียงเลือกตั้ง

 เสร็จแล้วเขาก็พาชาวบ้านมาเที่ยว

ถ้าให้เงินแล้วให้ไปเที่ยวนี้ใครๆก็ไปใช่ไหม ชอบไป

เพราะใจมันอยากจะหาความสุข มันรู้จักความสุขทางนี้ทางเดียว

ความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกาย

ถ้าอบต.จัดไปปฏิบัติธรรมที่วัดนี้ คิดดูจะไปกันสักกี่คน

แต่ของดีไม่รู้กัน ของดีคือการไปปฏิบัติธรรมที่วัด

ไปอยู่โกเอ็นก้าสัก ๑๐ วัน ไปนั่งสมาธิเดินจงกรมทั้งวันทั้งคืน

 ไม่ให้คุยกันให้ทำใจให้สงบ เพราะเวลาคุยกันใจมันต้องทำงาน

 เวลาจะคุยนี้ใจเราต้องคิดก่อน คิดว่าจะพูดอะไร

เพราะใจคิดใจก็ไม่นิ่งไม่สงบ มันก็เลยไม่มีความสุข

 พอคิดมากๆ เดี๋ยวไปคิดถึงขนมนมเนยก็ยิ่งหิวใหญ่

 บางทีร่างกายมันไม่หิวแต่ใจหิวแล้ว คิดถึงขนมนมเนย

บางทีเพิ่งกินอาหารเสร็จหยกๆ

พอไปคิดถึงอะไรที่น่ากินขึ้นมาอีกก็อดไม่ได้กัน

ร่างกายมันถึงรับอาหารมากเกินความต้องการ

เพราะใจมันหิว หิวด้วยความคิด

 พอคิดแล้วก็เกิดความอยากขึ้นมา

 แล้วก็ใช้ร่างกายนี้เป็นผู้ตอบสนองความอยากของตน

 ทีนี้พอร่างกายเริ่มแก่ลงๆ

มันก็ไม่ได้ตอบสนองความอยากไม่ได้

พออยากแล้วไม่ได้ใจก็ไม่สบาย

ดังนั้นเราต้องมาฝึกฝนอบรมใจให้มันอยู่นิ่งๆ

 อย่าให้มันคิดปรุงเเต่ง อย่าให้มันอยากได้โน่นได้นี่

อยากทำโน่นอยากทำนี่ เกิดมาทำมาตั้งแต่เกิดแล้วได้อะไรบ้าง

 มันก็ยังอยากทำเหมือนเดิม ทำมาแทบเป็นแทบตายไม่รู้กี่ปีแล้ว

 พอหรือยังอิ่มหรือยัง ไม่อยากทำหรือยัง ไม่มีคำนี้เลย

 ถ้าร่างกายมันยังทำอะไรได้อยู่มันไม่หยุดหรอก

มันจะหยุดก็ต่อเมื่อร่างกายมันไม่ไหวแล้วไปไม่ได้แล้ว

 แล้วเวลานั้นก็ทุกข์ เครียด ฆ่าตัวตายไปก็มี

ถ้าใครมาพูดอะไรทำให้ช้ำอกช้ำใจหน่อย

คนแก่นี้น้อยอกน้อยใจง่าย ลูกหลานพูดอะไรไม่ดีสักหน่อยนี้

 เดี๋ยวฆ่าตัวตายละ ไปไหนไม่ได้มันก็อยู่ตรงนั้น

ไอ้เราก็เหมือนลงดีๆนี่เอง มันไปไหนมาไหนด้วยความคิด

 คิดไปโน่นคิดมานี่ คิดไปคิดมาแล้วก็อยาก

 อยากไปทำตามความคิด พอไปทำเสร็จเดี๋ยวก็อยากใหม่อีก

ถ้าคิดแล้วอยากแล้วไม่ได้ทำก็เครียดขึ้นมาอีก

นี่วันวนเวียนอยู่อย่างนี้ ใจของเราเป็นอย่างนี้

ถ้าเราไม่มีเชือกมาคอยดึงมันไว้ หยุดมัน

เชือกที่พระพุทธเจ้าสอนก็คือสติ

สตินี้เป็นตัวควบคุมบังคับใจไม่ให้ไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้

วิธีเจริญสตินี้ก็มีตั้ง ๔๐วิธีด้วยกัน

ที่เราได้ยินยุบหนอ พอหนอนี่ก็วิธีหนึ่ง พุทโธๆนี้ก็วิธีหนึ่ง

 เพิ่งดูดวงแก้วลูกแก้วก็เป็นวิธีหนึ่ง

มีหลายวิธีคือเป็นอุบายที่จะทำให้เราไม่ต้องไปคิด

 หยุดคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ เช่นถ้าเราพุทโธๆ

อย่างนี้เราก็จะไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้ไม่ได้

 หรือสวดมนต์ที่ญาติโยมคนแก่เข้าวัดไปสวดมนต์กัน

ก็เป็นวิธีเจริญสติ วิธีหยุดความคิด เพื่อจะให้ทำใจให้สงบ

 เพียงแต่ว่าการสวดนี้มันเป็นการหยุดเบื้องต้น

มันไม่หยุดอย่างเต็มที่ หยุดได้เพียงเล็กน้อย

 ทำให้ใจเบาลงไปบ้าง

ไม่ต้องไปกังวลกับลูกหลานไม่ต้องไปกังวลไปกับเรื่องราวต่างๆ

 แต่ถ้าอยากจะให้มันสงบอย่างเต็มที่นี้จะต้องนั่งเฉยๆ

 หลับตาแล้วก็พุทโธๆไปอย่างเดียว หรือดูลมไปอย่างเดียว

ในเบื้องต้นถ้ายังพุทโธไม่ได้ก็สวดมนต์ไปก่อน กล่อมใจไปก่อน

 เวลานั่งใหม่ๆนี้ความคิดมันยังแรงอยู่

 ก็ใช้การสวดมนต์สู้กับความคิดแทนที่จะไปคิดเรื่องนั้นเรื่องนี้

ก็ดึงมันมาสวดอิติปิโสไป สวดไปภายในใจไม่ต้องออกเสียงก็ได้

นั่งหลับตานั่งขัดสมาธิแล้วก็สวดไปเลย

สวดไปพักหนึ่งแล้วรู้สึกว่าใจเริ่มเบาเริ่มเย็น

 ความคิดเริ่มอ่อนลงก็ลองใช้พุทโธดู

หรือถ้าไม่อยากจะท่องพุทโธก็ดูลมหายใจอย่างเดียวก็ได้

เฝ้าดูลมหายใจเข้าหายใจออก แต่จะนั่งทำอย่างนี้ได้

ก่อนจะนั่งก็ต้องมีสติควบคุมใจอยู่ทั้งวัน

ต้องคอยควบคุมอย่าให้มันคิดเรื่อยๆ เปื่อย

ผูกมันไว้กับพุทโธก็ได้ ผูกมันไว้กับการเคลื่อนไหวของร่างกายก็ได้

ร่างกายกำลังทำอะไร ก็เอาใจมาผูกมันไว้

ให้เฝ้าดูว่าตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่

 เรากำลังแปรงฟังก็ให้อยู่กับการแปรงฟันอย่างเดียว

 อย่าไปคิดถึงคนนั้นคนนี้สิ่งนั้นสิ่งนี้

อาบน้ำ ล้างหน้า หวีเผ้าหวีผม แต่งเนื้อเเต่งตัว

กินข้าวกินอะไรให้ใจอยู่กับการทำงานของร่างกาย

อย่างนี้เขาเรียกว่าเป็นการฝึกสติ

 ถ้ามันเฝ้ามันก็ไม่สามารถไปคิดถึงเรื่องนั้นเรื่องนี้ได้

 ถ้ามันคอยดูทุกกิริยาบถ ท่านสอนตั้งแต่การตักข้าวขึ้นมา

 เอาข้าวเข้าปากเคี้ยวกลืนให้รู้อยู่ทุกอิริยาบถเลย

 อย่างที่เขาสอนให้เดินนะ เห็นไหม ยกหนอ ก้าวหนอ วางหนอ

ยกหนอ ก้าวหนอ วางหนอ นี่ไม่ได้หัดเดินนะ

หัดเอาใจมาผูกติดไว้กับการเดิน

 ความจริงในเบื้องต้นทำอย่างนี้ก็ได้

 แต่พอรู้แล้วก็เดินธรรมดาได้ ใจมันเร็วจะตายไป

ไม่ต้องมายกหนอ ก้าวหนอ เดินหนอ

 กลายเป็นเหมือนคนพิการหัดเดิน ก็เดินธรรมดาไป

แต่ใจให้ยกหนอ ก้าวหนอ วางหนอไปกับมัน

 มันจะเดินเร็วขนาดไหนใจมันตามทัน ถ้าเราเฝ้าดูมันจริงๆ

 ไม่ต้องมาทำช้า ช้าอาจจะเป็นเหมือนกับว่าเริ่มหัด

เอาใจมาผูกไว้กับร่างกาย กับการเคลื่อนไหวของร่างกาย

ก็อาจจะทำช้าๆไปก่อน แต่พอทำชำนาญแล้ว

ทีนี้ก็ไม่ต้องทำช้าแล้ว ใจมันเร็วจะตายไป เร็วกว่าร่างกายอีก

นี่เป็นอุบายวิธีสร้างสติ ถ้าใจเราอยู่กับเรื่องราวเหล่านี้

มันก็ไม่มีเวลาไปคิดถึงคนนั้นคนนี้สิ่งนั้นสิ่งนี้

 ใจก็จะว่างจะสบาย เพียงแต่ว่ายังไม่นิ่งไม่สงบเต็มที่

อยากจะนิ่งจะสงบเต็มที่ใจต้องนั่งเฉยๆ

เพราะเวลาเดินนี้ใจยังทำงานอยู่ใจต้องควบคุม

ต้องสั่งให้ร่างกายทำงานอยู่ ถ้าอยากจะให้จิตสงบนิ่งเต็มที่

ต้องนั่งเฉยๆ หลับตาไม่รับรู้เรื่องราวผ่านทางทวารทั้ง ๕

แล้วก็อยู่กับลมหายใจก็ได้ อยู่กับพุทโธก็ได้

ถ้าทำได้อย่างต่อเนื่องเดี๋ยวมันก็สงบ ใจสงบแล้วมันเย็นสบาย

 เหมือนขึ้นสวรรค์ทั้งเป็น แล้วมันก็จะรู้แล้วว่า

อ๋อ...นี่แหละคือเป้าหมายของการปฏิบัติ

เพื่อให้เข้าถึงความสงบ ความสุขอันนี้ ความอิ่ม ความอิ่มเอิบใจ

ไม่หิว คนได้ความสงบนี้แล้วไม่ค่อยหิวข้าว

 ถึงเวลาก็กินไม่ถึงเวลาก็ไม่กิน ไม่เดือดร้อน

แล้วขั้นต่อไปก็รักษาความสงบนี้ไว้ เวลาออกจากสมาธิ

พอมันจะคิดก็อย่าปล่อยให้มันไปคิดไปทางความอยาก

 เพราะอยากแล้วเดี๋ยวความสงบก็จะหายไป

พออยากแล้วใจก็เริ่มกระเพื่อมใจเริ่มกระวนกระวาย

พออยากแล้วก็อยากจะได้ดังใจ ถ้าไม่ได้ใจก็ขุ่นมัวขึ้นมาอีก

 ดังนั้นต้องพิจารณาความอยาก

สิ่งที่เราอยากได้มันไม่ได้เป็นความสุขหรอก

มันเป็นความสุขเดี๋ยวเดียว

 แต่ความทุกข์นี้มันมีมา ตั้งแต่เริ่มอยากแล้ว

 พอได้ไปทำสิ่งที่เราอยากก็มีความสุขเดี๋ยวเดียว

แล้วเดี๋ยวก็หายไปแล้ว ก็ต้องไปทำใหม่

เช่นคนชอบสูบบุหรี่อย่างนี้ พอได้สูบบุหรี่ก็สบายใจไปพักหนึ่ง

แล้วเดี๋ยวก็ต้องอยากขึ้นมาอีกก็ต้องสูบ

ถ้าไม่ได้สูบก็เครียดขึ้นมาอีก

ดังนั้นต้องตัดความอยากทุกอย่างให้หมดไป

ความอยากนี้ไม่เป็นประโยชน์ กับใจของเรา

 เป็นโทษกับใจของเรา เป็นเหมือนเชื้อโรค

อย่าเอาเข้ามาในใจเรา เกิดความอยากอะไร ตัดมันไปให้หมด

ให้มีอยากอยู่เฉยๆ อย่างเดียวพอ

อยากนั่งสมาธินี้ไม่เป็นไร อยากอยู่เฉยๆ อยากอยู่คนเดียว

ไม่อยากยุ่งกับใคร ถ้าอยากแบบนี้ใช้ได้ ไม่เป็นภัยไม่เป็นโทษ

 อยากไปยุ่งเกี่ยวกับคนนั้นสิ่งนั้นสิ่งนี้ แล้วเดี๋ยวก็ต้องเจอของดี

เดี๋ยวก็ต้องเจอความทุกข์ ก็มีแค่นี้แหละคำสอนของพระพุทธเจ้า

 สอนให้เรารู้จักทำใจให้สงบ ทำใจให้นิ่ง

 ทำใจให้ปล่อยวางทุกอย่าง

 เพราะทุกอย่างนี้ไม่ช้าก็เร็วก็ต้องจากกันไป

ของที่เราได้มาในโลกนี้ตั้งแต่ร่างกายนี้มันไม่ใช่เป็นของเรา

 ร่างกายนี้มันก็ได้มาจากพ่อจากแม่

 แล้วเดี๋ยวก็ต้องแก่เจ็บตายไป

 ส่วนของอย่างอื่นที่ได้ผ่านทางร่างกายก็ต้องหมดไป

ได้สามีได้ภรรยาได้ลูก ได้ทรัพย์สมบัติได้อะไรต่างๆ

 เดี๋ยวพอร่างกายตายไปก็จะหมดไป จากกันก็จะทุกข์มาก

ถ้าไม่รู้จักปล่อยวางถ้าไปหลงไปอยากให้อยู่กับเรา

เพราะลืมคิดไปว่ามันจะต้องจากกัน

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เราคิดอยู่เรื่อยๆว่า

เราต้องหลัดพรากจากกันเป็นธรรมดา

 คิดอยู่บ่อยๆ คิดอยู่เรื่อยๆ แล้วมันจะได้ไม่ลืม

พอมันไม่ลืมแล้วมันก็จะได้ไม่ไปอยากให้อยู่ด้วยกันไปตลอด

 มันก็จะเตรียมตัวเตรียมใจว่าต้องไปแล้วนะ

ว่าต่อไปเราก็ต้องจากเขาแล้ว เดี๋ยวร่างกายนี้ก็ต้องไปแล้ว

 แต่เราไม่ได้เป็นอะไรไปกับร่างกายไม่ต้องกลัว

ใจเรานี้ไม่มีวันตาย วันตายไม่มีสำหรับจิตใจ

 มีแต่วันทุกข์เพราะความหลง

พอไม่หลงแล้ว ก็จะไม่มีวันทุกข์ อีกต่อไป

 ไม่หลงก็คือไม่หลงคิดว่าสิ่งต่างๆ นี้เป็นของเรา

หรือจะให้ความสุขกับเรา

จะเห็นว่าสิ่งต่างๆนี้ มันไม่ได้ให้ความสุขกับเรา

มันให้ความทุกข์กับเรามากกว่าเวลาที่เราต้องจากกันไป

สอนใจอยู่เรื่อยๆแล้วต่อไปใจจะไม่อยากได้อะไร

มีก็ไม่ยึดไม่ติดอยู่ด้วยกันไป พร้อมที่จะแยกทางกันไป

 มีอยู่ก็ใช้ประโยชน์ไป มีอะไรที่เราเอามาใช้ประโยชน์ได้

ก็เอามาใช้ประโยชน์ ทำประโยชน์ให้กับเรา

ทำประโยชน์ให้กับผู้อื่น ประโยชน์ที่ดีที่สุดก็คือความสงบ

 ต้องเอาตัวนี้ให้ได้ก่อน

ถ้าได้ตัวนี้แล้วตัวอื่นไม่สำคัญมีก็ได้ไม่มีก็ได้

 แต่ถ้าไม่มีตัวนี้ต้องเอาตัวอื่นก่อน

ต้องเอาแฟนก่อน เอาสามีไว้ก่อน เอาภรรยาไว้ก่อน

 เอาเงินเอาทองไว้ก่อน แต่ถ้ามีความสงบแล้ว

ของพวกนี้มีก็ได้ไม่มีก็ได้ไม่เป็นปัญหา

ก็ขอให้เอาไปปฏิบัตินะ ไปควบคุมใจทำใจให้สงบ

เชือกพระพุทธเจ้านี่แหละเป็นความสุขที่แท้จริง

คือความสงบของใจ ของอย่างอื่นเป็นความสุขปลอม

เป็นความสุขชั่วคราว เป็นเหมือนยาขมเคลือบน้ำตาล

เป็นเหมือนความทุกข์เคลือบความสุข

 ความสุขบางๆเคลือบความทุกข์

 เวลาได้อะไรมาใหม่ๆ ก็มีความสุขดีอกดีใจ

 แล้วก็ต้องมาทุกข์กับการดูแลรักษา

แล้วต้องมาทุกข์กับการพลัดพรากจากกัน

ถ้าไม่มีก็ไม่มีความทุกข์หรอก

เอาความสุขความสงบก็ไม่ต้องมีอะไร

 ก็จะไม่มีความทุกข์เข้ามาหาใจ ต่อไปร่างกายนี้ก็ไม่ต้องมี

 ร่างกายนี้หมดก็พอแล้วไม่ต้องไปหาร่างกายอันใหม่

เพราะได้อะไรมาใหม่ก็ทุกข์ใหม่อีก ก็มีแค่นี้แหละ.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

...................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๒๗ พฤษภาคม ๒๕๕๘

สนทนาธรรม









ขอบคุณข้อมูลจาก fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 14 กุมภาพันธ์ 2559
Last Update : 14 กุมภาพันธ์ 2559 10:38:04 น.
Counter : 558 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....