Group Blog
All Blog
### ความหวาดกลัวนี้เกิดจากความหลง ###















“ความหวาดกลัวนี้เกิดจากความหลง”

ร่างกายนี้เกิดมาแล้ว ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตายไป

ล่วงพ้นความแก่ความเจ็บความตายไปไม่ได้

ถ้ามีปัญญาคอยสอนใจอยู่เรื่อยๆจนไม่หลงไม่ลืม

 พอเวลาเกิดเหตุการณ์ขึ้นมา ปัญญาก็จะสอนให้ใจอยู่เฉยๆ

ให้ปล่อยวาง เพราะว่าถ้าไปมีความอยากไม่ตาย อยากไม่แก่

อยากไม่เจ็บ ก็จะเกิดความทุกข์ใจขึ้นมา

นี่คือเรื่องของปัญญาและเรื่องของสติ

ที่จะเกิดขึ้นจากการมีความเพียร ถ้าไม่มีความเพียร

ธรรมเหล่านี้ ก็จะอยู่นอกใจอยู่ชั่วขณะที่ได้ยินได้ฟัง

อย่างตอนนี้ พอเราแยกทางกันกลับบ้าน

กลับไปสู่ที่อยู่อาศัยของเรา หรือกลับไปทำอะไรต่างๆ

 ถ้าเราไม่มีความเพียรที่จะเจริญ ระลึกถึงความตาย

สิ่งที่เราได้ยินได้ฟังนี้ก็จะหายไป กลายเป็นสัญญา

กลายเป็นความจำไป พอเราไปประสบกับความตายของเราก็ดี

 หรือของคนอื่นก็ดี เราก็จะเกิดความตกใจ

เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาทันที

 เพราะว่าเราไม่มีปัญญาอยู่คู่กับใจไว้คอยปกป้องรักษาใจ

 ไม่ให้เกิดความหวาดกลัวขึ้นมา

ความหวาดกลัวนี้เกิดจากความหลง

 ความลืมไปว่าร่างกายนี้จะต้องแก่ เจ็บ ตายนั่นเอง

 พอเกิดความหลง เกิดความลืมก็เกิดความอยาก

อยากให้ร่างกายนี้ไม่ตาย

พอไปเจอความตายเข้าก็จะเกิดความหวาดกลัว

เกิดความทุกข์ขึ้นมาทันที

เพราะว่าไม่มีปัญญาคอยสอนใจอยู่เรื่อยๆนั่นเอง

แต่ถ้าเราเอาความตายนี้ ที่เราได้ยินในขณะนี้ไปกับเราด้วย

 หลังจากที่ออกจากที่นี่ไปแล้ว

เราก็ยังระลึกถึงความตายอย่างต่อเนื่อง

ใจของเรานี้ก็จะมีปัญญาคอยคุ้มครองคอยรักษา

ไม่ให้ใจของเราทุกข์ วุ่นวายไปกับความตาย

นี่คือเรื่องของการมีความเพียร

 เราต้องพยายามเพียรเจริญสติ เพียรปัญญาให้มาก

 เพียรนั่งสมาธิทำใจให้สงบ

 เพราะถ้าใจสงบแล้วใจจะสามารถปล่อยวางร่างกายได้

 ถ้าปัญญาสอนหรือชี้ให้เห็นว่าร่างกายนี้ ไม่ใช่ตัวเราของเรา

ร่างกายนี้ประกอบขึ้นมาจากธาตุทั้ง ๔ คือดินน้ำลมไฟ

 และสักวันหนึ่ง ก็จะต้องกลับคืนสู่ธาตุเดิม ธาตุที่มีอยู่ในร่างกายนี้

คือธาตุทั้ง ๔ นี้ เช่นธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟนี้

สักวันหนึ่งก็จะต้องแตกความสามัคคีกันจะต้องแยกทางกัน

 ร่างกายนี้พอไม่หายใจแล้ว ธาตุลมก็หยุดการเข้าออกแล้ว

 ธาตุไฟก็จะหายไป ธาตุน้ำก็จะไหลออกมา

 ไหลจนกระทั่งร่างกายนี้แห้งกรอบไป กลายเป็นดินไป

 นี่คือเรื่องของร่างกายของทุกๆ คน

เกิดมาแล้วจะต้องแก่ เจ็บ ตายด้วยกันทุกคน

 ไม่มีใครสามารถที่จะห้ามความแก่ ความเจ็บ

ความตายของร่างกายได้ แต่ปัญญานี้จะห้ามไม่ให้ใจทุกข์

กับความแก่ ความเจ็บ ความตายได้

 เพราะว่าเวลามีปัญญาก็จะทำให้ใจนี้ยอมรับความจริง

ยอมรับว่า ร่างกายนี้ต้องเป็นอย่างนี้ ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย

แต่ใจผู้พิจารณาร่างกายนี้ไม่ได้เป็นร่างกาย

ใจเป็นผู้รู้ เป็นผู้คิดเท่านั้น ใจมาได้ร่างกายมาเป็นสมบัติไว้

สำหรับรับใช้ใจ ตอบสนองความต้องการต่างๆของใจ

 ใจต้องการจะดูรูป ฟังเสียงก็ต้องใช้ร่างกายเป็นเครื่องมือ

 แต่ถ้าใจมีความสงบแล้วใจก็จะไม่ต้องใช้ร่างกาย

เพราะความสุขที่ได้จากความสงบนี้เป็นความสุขที่ดีกว่า

ความสุขที่ได้จากการใช้ร่างกายไปดูรูป หรือไปฟังเสียงต่างๆ

 เมื่อมีความสุขที่ดีความสุขที่ได้จากทางร่างกาย

การใช้ร่างกายก็ไม่มีความจำเป็นอีกต่อไป

 เมื่อไม่มีความจำเป็นแล้ว ร่างกายจะอยู่หรือจะไปก็จะไม่เป็นปัญหา

 แต่ถ้าใจยังไม่มีความสงบ

 ยังไม่สามารถหาความสุขจากความสงบได้

ใจก็จะต้องไปอาศัยร่างกายหาความสุขผ่านทางร่างกาย

ถ้ายังต้องอาศัยร่างกายก็จะต้องเกิดความรัก เกิดความหวงขึ้นมา

 เกิดความอยากไม่ให้ร่างกายตายไปจากใจ

เพราะถ้าไม่มีร่างกายแล้วใจก็จะไม่สามารถหาความสุขได้นั่นเอง

 นี่คือเรื่องของการปล่อยวางร่างกาย

จะปล่อยวางร่างกายได้เราต้องมีสมาธิ มีความสงบ

 มีความสุขที่เกิดจากความสงบนี้ก่อน

 ถ้าเรามีความสุขที่เกิดจากความสงบแล้วเราจะปล่อยวางสิ่งต่างๆ

เช่นร่างกายนี้ได้อย่างสบาย

เพราะความสุขที่ได้ผ่านทางร่างกายนี้

สู้ความสุขที่ได้จากความสงบไม่ได้

นี่คือสิ่งที่พวกเราจะต้องเพียรพยายามสร้างขึ้นมาให้ได้ก่อน

ก็คือความสุขที่เกิดจากความสงบ

ความสุขที่เกิดจากการทำใจให้รวมเป็นสมาธิ รวมเป็นหนึ่ง

 เป็นเอกัคคตารมณ์ เป็นอุเบกขา

ใจจะรวม ใจจะสงบได้นี้ต้องอาศัยสติเป็นเครื่องมือ

สตินี้จะดึงใจให้รวมเป็นหนึ่งดึงใจให้เข้าไปข้างใน

 สิ่งที่คอยดันใจให้ออกมาทางร่างกายก็คือตัณหาความอยากต่างๆ

เช่นความอยากในรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

 ก็จะดึงใจให้ออกมาทางตาหูจมูกลิ้นกาย

เพื่อที่จะได้เสพสัมผัสกับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

แล้วก็ได้รับความสุขชั่วคราว แล้วก็จะต้องเสพอยู่เรื่อยๆ

ใจก็จะไม่ยอมเข้าไปข้างในจะออกมาอยู่เรื่อยๆ

จะออกมาหารูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะอยู่เรื่อยๆ

ถ้าปล่อยให้ออกมาใจก็จะไม่มีวันสงบ

 ใจจะสงบได้ก็ต่อเมื่อใจนี้ถอนออกมาจากรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะ

ถอนออกมาจากตาหูจมูกลิ้นกาย รวมเข้าไปสู่ใจ

 การที่จะให้ใจถอนออกจากรูปเสียงกลิ่นรส

 ถอนออกมาจากตาหูจมูกลิ้นกายได้

ก็ต้องใช้สติเป็นเครื่องมือนั่นเอง

ถ้าเราเจริญสติแบบใดแบบหนึ่ง จะเป็นมรณานุสติ

หรือจะเป็นพุทธานุสติ หรือจะเป็นกายคตาสติ

 หรือสติแบบอื่น มีอยู่ ๔๐ ชนิดด้วยกันที่เรียกว่า กรรมฐาน ๔๐

กรรมฐาน ๔๐ นี้เป็นเครื่องมือเจริญสติ

บางชนิดก็เป็นเครื่องมือเจริญปัญญาด้วย

 เช่นมรณานุสติหรืออสุภะ เหล่านี้จะเป็นทั้งสติและเป็นทั้งปัญญา

 แต่ถ้าจริตไม่เหมาะกับการเจริญมรณานสุติหรืออสุภะ

 ก็จำเป็นที่จะต้องใช้อย่างอื่น เช่นอานาปานสติหรือกายคตาสติ

หรือพุทธานุสติไปก่อน เพื่อทำให้ใจให้รวมเป็นสมาธิ ให้ใจสงบ

 ถ้าใจรวมเป็นสมาธิแล้วมีความสงบ

ได้ความสุขที่เกิดจากความสงบนี้

ก็จะสามารถที่จะเลิกการใช้ร่างกาย

 เลิกการใช้สิ่งต่างๆมาเป็นเครื่องมือในการให้ความสุขกับใจได้

 เพราะความสุขที่ได้จากความสงบนี้

เป็นความสุขที่เหนือความสุขทั้งปวงนั่นเอง

 ถ้าเปรียบเทียบก็เป็นเหมือนสินค้าที่มีคุณค่ามีราคาที่สูงสุด

 ถ้าเราได้สินค้าที่มีราคาที่ดีกว่าสิ่งที่เรามีอยู่

เช่นบ้าน เรามีบ้านแล้วเราได้บ้านใหม่ที่มีคุณค่า

มีราคาที่ดีกว่าบ้านเก่าที่เราอยู่

เขาให้เราเลือกว่าจะเอาบ้านเก่าบ้านใหม่

 เราก็ต้องเลือกเอาบ้านใหม่กัน เพราะมันดีกว่าบ้านเก่า

หรือรถยนต์ มีคนเสนอเอารถยนต์รุ่นใหม่ออกมาล่าสุด

แพงที่สุดกับขอเเลกเปลี่ยนกับรถเก่าๆของเรานี้ เราจะเอาหรือไม่เอา

 เราก็ต้องเอาเพราะมันเป็นของที่ดีดีกว่า ของที่เรามีอยู่ ฉันใด

ความสุขที่พวกเรา มีกันอยู่นี้

ความสุขที่ได้จากเสพรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะนี้

 เป็นความสุขที่สู้ความสุขที่ได้จากความสงบไม่ได้

ถ้าใจเรารวมเป็นสมาธิแล้วเราจะเห็นความแตกต่าง

ของความสุข ๒ รูปแบบนี้ทันที และเราจะรู้ทันทีว่า

เราจะเอาความสุขแบบไหน

 พอได้สัมผัสความสุข ที่เกิดจากความสงบเพียงครั้งเดียว

แม้แต่เพียงชั่ววูบเดียว ชั่วขณะเดียว ก็ทำให้เกิดความพึงพอใจ

 เกิดฉันทะ เกิดความยินดีที่จะหาความสุขแบบนี้

 แทนที่จะหาความสุขแบบเดิม ถ้ามีฉันทะแล้วจะเกิดมีวิริยะ

มีความอุตสาหะที่จะเพียรพยายามเจริญสติให้ต่อเนื่องให้มากขึ้น

 เพราะถ้ามีสติมากเท่าไร ก็จะสามารถทำใจให้สงบ

ได้มากขึ้นไปเท่านั้นนั่งเอง

 ถ้ามีสติน้อยทำได้เป็นช่วงๆ ทำได้เป็นพักๆ

ก็จะได้ความสงบเป็นช่วงๆ เป็นพักๆ

แต่ถ้ามีสติอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย

 ก็จะสามารถมีความสงบได้อย่างต่อเนื่อง.

พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

.................................

ธรรมะบนเขา วันที่ ๑๗ มกราคม ๒๕๕๙

“เพียรระลึกถึงความตาย”









ขอบคุณที่มา fb. พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต
ขอบคุณเจ้าของภาพค่ะ




Create Date : 28 มกราคม 2559
Last Update : 28 มกราคม 2559 10:49:22 น.
Counter : 89 Pageviews.

0 comments
ชื่อ :
Comment :
 *ใช้ code html ตกแต่งข้อความได้เฉพาะสมาชิก
 
ยืนยันรหัสความปลอดภัย :
(กรอกตัวเลขที่ปรากฎในภาพ)

tangkay
Location :
ชลบุรี  Thailand

[ดู Profile ทั้งหมด]
ให้ทิปเจ้าของ Blog [?]
 ฝากข้อความหลังไมค์
 Rss Feed
 Smember
 ผู้ติดตามบล็อก : 46 คน [?]



(•‿•✿) พออายุเลยเลขหกฉันยกเครื่อง
มอบทุกเรื่องที่เคยรู้คู่ความเห็น
มอบประสบการณ์ผ่านพบจบประเด็น
ไม่ยากเย็นเรื่องความรู้ตามดูกัน
ฉันคนเก่าเล่าความหลังยังจำได้
แต่ด้วยวัยที่เหลือน้อยค่อยสร้างสรร
ยอมรับเรื่องเนตโซเชียลเรียนไม่ทัน
อย่าโกรธฉันแค่สูงวัยแต่ใจจริง
ด้วยอายุมากมายอยากได้เพื่อน
หลากหลายเกลื่อนทุกวัยทั้งชายหญิง
คุยทุกเรื่องแลกเปลี่ยนรู้คู่ความจริง
หลากหลายสิ่งฉันไม่รู้ดูจากเธอ ....